FIC TMS : A Smoke In The Sighs #อีกากินทุเรียน

ตอนที่ 5 : c h a p t e r 4.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 356
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    16 มี.ค. 61

A Smoke In The Sighs

c h a p t e r 4 .

 

 

 

            "ที่นี่มีปลาคาร์ปเยอะจังเลยนะฮะ!" หน้ากากทุเรียนอุทานออกมาตอนที่เดินข้ามสะพานกลับมายังเรือนด้านหน้า เมื่อผ่านสระน้ำใหญ่ก็เห็นปลาตัวยาวสีส้มสดแซมสลับขาวแหวกว่ายอยู่ละลานตา พวกมันดูไม่กลัวคนเลยสักนิด

 

            "ปลาคาร์ป..." คนสวมหน้ากากจิงโจ้เหลือบตามองด้านบน  "อ๋อ... ที่นี่เรียกว่าปลาโค่ยน่ะ"

 

            "เหรอฮะ..." เด็กหนุ่มหันมาหาชายสวมหน้ากากสีเข้มแล้วพยักหน้าให้ "จะว่าไปแล้วผมก็สงสัยว่าพี่จิงโจ้เรียกคุณอีกาดำว่าอะไรเหรอฮะ"

 

            ชายหนุ่มทั้งสองเดินมานั่งปักหลังตรงชานระเบียงของเรือนด้านหน้า ดวงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้าทอแสงสว่างฉาบสระน้ำจนกลายเป็นสีทองระยิบระยับ ยิ่งเวลาที่เจ้าปลาคาร์ปกระโดดขึ้นมาพ้นน้ำ เกล็ดของมันก็ถูกอาบไปด้วยแสงสีทองอำพัน ยิ่งสวยงามเข้าไปใหญ่

 

            หน้ากากทุเรียนมองภาพนั้นอย่างไม่วางตา ที่อังกฤษเมฆหมอกหนาจนเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นท้องฟ้าแบบนี้หากไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่นี่... ห่างออกมาจากโตเกียวนิดเดียวเอง

 

            "อ้อ... อะนิอุเอะ?" หน้ากากจิงโจ้ทวนคำพลางขมวดคิ้ว เวลาที่เขาแอบลอบมองใบหน้าใต้หน้ากากหนามที่ส่อแววสว่างไสว ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็ก ๆ มันก็ทำให้เขาอดยิ้มตามไม่ได้ "ภาษาไทยก็คงจะประมาณ... พี่ใหญ่ล่ะมั้ง เอาไว้เรียกพี่ชายคนโต ถ้าคนรอง ๆ ลงมาจะเรียก อะนิกิ แต่ว่าไม่มีหรอก"

 

            "พี่ใหญ่เหรอฮะ..." เด็กหนุ่มเบือนหน้ากลับมามองพลางมุ่นคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

 

            "อือ... ทำไมล่ะ"

 

            "เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่คิดว่า..." นิ้วบางเลื่อนมาเกาแก้ม "ก็... ถ้ามีพี่ใหญ่ ก็น่าจะมีอีก..."

 

            "อ๋อ! ถ้าหมายถึงพี่น้องคนอื่น ๆ ก็มีนะ ยังมีพี่สาวอีกคนนึง เรียกว่า เน่ซัง คืนนี้น่าจะได้เจอนะ" ร่างโปร่งว่าพลางหันหน้ามายิ้มให้ "ชิโระคุโรเน่ซัง..."

 

            หน้ากากทุเรียนขมวดคิ้วจนเส้นดำ ๆ เหนือหน้ากากแทบจะผูกเป็นเชือกได้

 

            "หมายถึงพี่อีกาขาวน่ะ" หน้ากากจิงโจ้หัวเราะร่วน

 

            "อ๋อ..." เจ้าของร่างบางผงกศีรษะ "ทุกคนเป็นพี่น้องกันหมดเลยเหรอฮะ... แต่คุณอีกาดำเคยบอกว่าเป็นลูกคนเดียวนี่นา แล้วทำไมพี่จิงโจ้ถึงไม่เป็นอีกาเหมือนคนอื่น ๆ ล่ะ"

 

            คำถามที่รัวมาเป็นชุด ทำเอาหนุ่มร่างโปร่งถึงกับขมวดคิ้วตาม

 

            "ไม่ใช่หรอกนะ เราไม่ใช่พี่น้องกันจริง ๆ สักคน" เสียงทุ้มเอ่ยว่า ดวงตาทอดมองสระน้ำสีทองแล้วจึงผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ "พี่ใหญ่กับเน่ซังเป็นหลานของจิจัง... อ่ะ หมายถึงคุณลุงน่ะ แต่ก็ไม่ใช่พี่น้องกันหรอกนะ เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะว่าคุณลุงเองก็มีพี่น้องหลายคนอยู่"

 

            "แล้วพี่จิงโจ้ล่ะฮะ?"

 

            "พี่เหรอ... ฮ่ะ ๆ" ชายร่างโปร่งว่าพลางหัวเราะขึ้นจมูกอย่างขื่น ๆ "พี่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาหรอก แค่เด็กที่คุณลุงรับเลี้ยงเฉย ๆ คุณลุงบอกว่าพ่อพี่เป็นคนสนิทของคุณลุง แต่เขาหายตัวไปตั้งแต่พี่ยังจำความไม่ได้ซะอีก... คุณลุงก็เลยรับเอาไว้"

 

            "หายไป..." หน้ากากทุเรียนงึมงำ

 

            "อืม... หายไป ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้..." ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก "แต่ก็คง... นั่นล่ะนะ วงการนี้มันก็อย่างนี้แหละ"

 

            "ขอโทษนะครับ..."

 

            "ช่างมันเหอะ ไม่ต้องคิดมากหรอก" หน้ากากจิงโจ้ว่าพลางตีหลังคนร่างเล็กเบา ๆ

 

            "แต่ว่าทำไมพี่จิงโจ้ถึงพูดภาษาไทยได้ล่ะฮะ"

 

            "เรื่องนั้นน่ะนะ..." ร่างโปร่งพยักหน้า "ก่อนหน้านี้สักสองสามปี สถานการณ์มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ คุณลุงก็เลยส่งเด็ก ๆ ออกนอกประเทศ จะได้ไม่เป็นอันตราย พี่ก็เลยไปอยู่เมืองไทยกับคุณพ่อคุณแม่ของพี่ใหญ่ ตั้งปีครึ่งแน่ะ"

 

            "อ้อ..." หน้ากากทุเรียนครางยาว ๆ พลางคิดคำนวณอายุของอีกคนอยู่ในหัว สองสามปี... เด็ก ๆ ? "นี่พี่จิงโจ้อายุเท่าไหร่ฮะเนี่ย...?"

 

            "ยี่สิบเอ็ด"

 

            ก... แก่กว่าเขาปีเดียว

 

            "ฮะ!?" เสียงใสตะโกนออกมาดังลั่นจนคนที่เดินผ่านไปมาต้องหันขวับมามอง หน้ากากทุเรียนจึงนั่งตัวหดพลางยกมือปิดปากแล้วเอ่ยกระซิบ "แต่ว่าพี่จิงโจ้ดูเป็นผู้ใหญ่เอามาก ๆ เลยนะครับ..."

 

            "อ้อ..." ชายหนุ่มหัวเราะ "แต่ก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง เด็กที่นี่ถูกสอนให้จับปืนตั้งแต่ยังไม่สิบขวบด้วยซ้ำ อะนิอุเอะก็ด้วยนะ... นั่นไง พูดถึงก็มาโน่นล่ะ" ใบหน้าคมใต้หน้ากากสีเข้มพยักเพยิดไปทางคนร่างสูงที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้มาหาพวกเขา ตอนนั้นดวงอาทิตย์ก็เริ่มจะลาลับหาย ฟ้าค่อย ๆ มืดลงทุกขณะ

 

            หน้ากากอีกาดำเดินเข้ามาหาคนทั้งสองที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่ตรงชานระเบียงพูดคุยกันสนุกสนาน ตอนที่ร่างสูงเดินเข้ามาถึง หน้ากากจิงโจ้ก็ยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วอ้าปากจะพูดด้วยภาษาญี่ปุ่น

 

            "Doushi(มีเรื่อง...)"

 

            คนตัวสูงส่ายหน้าก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยคเสียอีก ดวงตาคู่คมหลุบมองคนสวมหน้ากากหนามก่อนจะหันกลับไปประจันหน้าคู่สนทนาดังเดิม 


            "ก็เรื่องทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เจอกันตั้งนานนี่ แต่จะว่าไปเห็นคุณลุงว่าจะวางมือ ถามฉันว่าจะให้นายหรืออีกาเผือกมาทำแทนดี"

 

            อีกาเผือก ไม่ใช่อีกาขาวหรอกเหรอ... หน้ากากทุเรียนพึมพำในใจ

 

            "อ๋อ..." หน้ากากจิงโจ้ยกมือเกาหัว "อืม อีกสักปีสองปีมั้ง น่าจะรอให้ผมเรียนจบก่อน แล้วพี่ว่าไง?"

 

            "ก็ไม่ได้ว่าไง" เสียงสากเอ่ยเรียบ ๆ "ฉันไม่ได้ยุ่งอะไรกับทางนี้อยู่แล้ว ให้คุณลุงตัดสินใจเองเถอะ"

 

 

 

 

 

 

            คืนนี้ฟ้าปิด เมฆหนาทึบจนมองไม่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว บรรยากาศรอบข้างมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงกับหัวเสาที่ตั้งเรียงรายอยู่ห่าง ๆ กัน หน้ากากทุเรียนรู้สึกหนาววาบทุกครั้งที่ลมเย็น ๆ หอบเอาไอน้ำจากสระใหญ่ลอยมากระทบตัว แม้เขาจะชินกับความหนาวชื้น ๆ ที่อังกฤษอยู่แล้วก็เถอะ...

 

            "แต่ว่า... พี่จิงโจ้ไม่อยู่คุยกับคนอื่น ๆ ด้วยเนี่ย... มันจะดีเหรอฮะ" เด็กหนุ่มเงยหน้าถามคนร่างสูงที่เดินตีคู่อยู่ข้าง ๆ ระหว่างข้ามสะพานไม้


            "อือ ไม่เป็นไรหรอก คุยกันบ่อยแล้วล่ะ" เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยพลางยิ้มร่าอย่างขี้เล่น

 

            ตอนสองทุ่ม พวกเขาถูกเรียกตัวไปเข้าร่วมพิธีศพด้วยกัน ซึ่งมันไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมาก หน้ากากทุเรียนมาที่นี่ในฐานะแขก จึงได้แต่เดินเข้าไปเคารพศพของ 'คุณปู่ใหญ่' แล้วกลับออกมาเหมือนแขกคนอื่น ๆ ส่วนคนที่ต้องอยู่รอพระสวดจะเป็นคนในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีการอยู่ยาวเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมเหมือนคนไทย

 

            หลังเสร็จพิธีก็ไปนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาทานข้าวกันตอนสามทุ่ม (แน่นอนว่าเป็นโต๊ะเตี้ยตั้งสำรับแบบญี่ปุ่น และต้องยอมนั่งทับส้นจนตะคริวถามหาอีกรอบ) ตอนนี้มีคนแปลก ๆ สองคนที่หน้ากากทุเรียนไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นหญิงสาววัยรุ่น อายุน่าจะพอ ๆ กับหน้ากากจิงโจ้สวมหน้ากากอีกาสีขาว น่าจะเป็นคุณอีกาเผือก แม้เธอจะพยายามทำตัวปกติ แต่รอยบวมช้ำรอบดวงตาก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าก่อนหน้านี้เธอร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงแค่ไหน

 

            อีกคนเป็นผู้ชายมีอายุ (แต่ดูหนุ่มกว่าคุณอีกาแดงนิดหน่อย) สวมหน้ากากนกฮูกสีดำอมน้ำตาล ดวงตาที่มองเห็นได้ผ่านรูหน้ากากคล้ายมีรอยบากอยู่ข้างหนึ่ง ตอนชายคนนั้นเดินเข้ามา หน้ากากทุเรียนก็แอบเห็นว่าเขาเดินขากะเผลกด้วย

 

            พอทานข้าวเสร็จแล้ว ทุกคนก็พูดคุยกัน (เป็นภาษาญี่ปุ่นที่เขาฟังไม่เข้าใจ) หน้ากากจิงโจ้จึงโน้มเข้ามากระซิบแล้วชวนเด็กหนุ่มออกมาเดินเล่นด้วยกัน

 

            เป็นคนน่ารักจัง...

 

            "พี่จิงโจ้ฮะ" คนร่างบางเอ่ยถามเสียงใส

 

            "หืม?"

 

            "ผู้หญิงที่สวมหน้ากากสีขาวคนนั้นคือพี่อีกาเผือกสินะฮะ... แล้วคุณลุงท่าทางดุ ๆ อีกคนเป็นใครเหรอ?" ใบหน้าใต้หน้ากากหนามขมวดคิ้วมุ่น


            "อ๋อ... ใช่แล้วล่ะ" หน้ากากจิงโจ้พยักหน้ารับ เสียงทุ้มเงียบไปพักหนึ่ง พลางนึกถึงการลำดับญาติเป็นภาษาไทยในหัว "คุณอานกฮูกน่ะนะ... เป็นคุณพ่อของเน่ซัง แล้วก็เป็นน้องชายของจิจัง... เอ้อ หมายถึงลุงอีกาแดงน่ะ"

 

            "อ้อ" หน้ากากทุเรียนพยักหน้ารับ บางทีเขาอาจจะต้องลองไปนั่งเขียนแผนผังดู พอย้อนไปถึงรุ่นปู่มันก็ชวนงงนิดหน่อย

 

            "คุณปู่ คุณอา แล้วก็เน่ซังน่ะนะ ไปอยู่ฮอกไกโดกันหมด ก็ทำงาน... แบบนี้ล่ะ" ร่างโปร่งว่าพลางยักไหล่ "เน่ซังก็น่าจะสนิทกับคุณปู่ล่ะมั้ง ส่วนคนทางนี้อย่างพี่น่ะ... ไม่ค่อยอะไรด้วยหรอก"

 

            หน้ากากจิงโจ้พูดเหมือนไม่ค่อยสนใจ แต่ก็พอเดาได้ว่าคงไม่สนิทใจกับทางนั้นที่เป็นลูกหลานแท้ ๆ หน้ากากทุเรียนจึงไม่นึกอยากรู้หรือเค้นถามต่อ มันทำให้เข้าใจเหตุผลที่อีกคนดูเหมือนไม่ค่อยเสียใจกับการเสียชีวิตของญาติผู้ใหญ่เหมือนกับหน้ากากอีกาดำที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศตั้งหลายปี

 

            ทั้งสองคนเดินกลับมาถึงเรือนด้านหน้าซึ่งใช้รับรองแขก (ห้องส่วนตัวของหน้ากากจิงโจ้ก็อยู่ที่เรือนหลังนี้) แต่ยังไม่ได้แยกย้ายกันเข้าห้อง ชายหนุ่มทั้งสองปักหลักหย่อนตัวนั่งลงตรงชานระเบียงที่เดิมที่สามารถมองเห็นสระน้ำกับเรือนด้านหลังได้

 

            "แล้ว... ถ้าเสร็จงานพรุ่งนี้เช้า จะกลับกันเลยหรือเปล่า" หน้ากากจิงโจ้เอ่ยถาม

 

            "ยังหรอกฮะ คุณอีกาดำบอกว่าจะอยู่เที่ยวต่อสักสองสามวันล่ะ" เด็กหนุ่มหันมายิ้มให้พลางยื่นขาเตะอากาศอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ญี่ปุ่นอากาศกำลังเย็นสบายตามประสาช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ เตรียมจะเข้าสู่ฤดูร้อน (เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ท้าย ๆ ของเทศกาลซากุระเลยล่ะ ตั๋วเครื่องบินถึงได้แพงใจหาย)

 

            "งั้น... ให้พี่พาเที่ยวก็แล้วกันนะ อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า"

 

            ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวาววับ เด็กหนุ่มเคยมาเที่ยวญี่ปุ่นกับคุณแม่ครั้งหนึ่งแล้วตั้งแต่หลายปีก่อน ตอนนั้นก็เป็นหน้าซากุระพอดีเหมือนกัน... แต่เที่ยวอีกรอบก็ไม่เป็นไร!

 

            "ไปฮะ ผมอยาก — ไป..." หน้ากากทุเรียนตอบรับ แต่หางเสียงกลับผลุบหายไป เด็กหนุ่มชำเลืองตามองไปยังเรือนด้านหลังถัดไปจากบ่อน้ำ ประตูเลื่อนที่มองเห็นได้ถูกเปิดออก ก่อนที่หนุ่มสาวสองคนจะเดินออกมาพร้อมกัน

 

            ทั้งหน้ากากอีกาดำและหน้ากากอีกาเผือกไม่ได้ก้าวขาออกมาจากตรงนั้น ทั้งสองหยุดยืนนิ่ง หันหน้าเข้าหากัน ชายร่างสูงเอื้อมมือไปคว้ามือเล็กใต้ถุงมือสีขาวมากุมไว้ วินาทีต่อมา ร่างบางก็ถูกรั้งเข้ามากอด ก่อนคนสวมหน้ากากสีเข้มจะประทับริมฝีปากลงเหนือหน้าผากมนของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา

 

            ภาพที่เห็นทำให้หน้ากากทุเรียนเผลอเม้มปาก

 

          พี่น้องกันน่า!

 

          ถึงจะไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ ก็เถอะ...

 

            เด็กหนุ่มหลับตาลงเรียกสติให้กับตัวเอง พยายามเอ่ยกระซิบเบา ๆ ในใจว่าเขาไม่ได้อยากเป็นคนงี่เง่าที่หวงแฟนไม่เข้าเรื่อง หน้ากากทุเรียนสูดลมหายใจเข้าปอด หันขวับกลับมาหาหน้ากากจิงโจ้เพื่อจะพูดประโยคที่เอ่ยค้างไว้...

 

            ดวงตาสองคู่ประสานกัน ไม่รู้เลยว่าอีกคนหันหน้ามามองเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขาเองก็ไม่อยากจะเสียมารยาทให้รอนานกว่านี้...

 

            "ผมอยากไป –"

 

            "ไม่ได้จะพูดให้ระแวงนะ" หน้ากากจิงโจ้เอ่ยขัดขึ้นมา

 

            "อ... ครับ?"

 

            ร่างโปร่งไม่สบตา เบือนหน้ากลับไปมองคนสองคนที่กำลังก้าวขาข้ามสะพานไม้

 

            "พี่ใหญ่ไม่ได้คิดแบบนั้นกับเน่ซังก็จริงอยู่หรอก แต่เดิมที ลุงอีกาแดงก็อยากให้พี่ใหญ่รับช่วงต่ออยู่แล้ว... พวกผู้ใหญ่น่ะ อยากให้สองคนหมั้นหมายกันจะได้รวมอำนาจกันได้..." หางคมปลายมอง เห็นสีหน้าเจื่อน ๆ ของคนร่างเล็ก หน้ากากจิงโจ้จึงเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการพูดออกมาเสียงดัง "เอ้อ แต่ว่า... ไม่ต้องเครียดไปหรอกนะ พี่ใหญ่ว่าจะกลับเมืองไทย ไม่ยุ่งกับทางนี้แล้วนี่เนอะ"

 

            "ค... ครับ" หน้ากากทุเรียนครางอึกอัก ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่า 'สบายใจได้' ก็เถอะ...

 

          ถ้าผู้ใหญ่ในห้องนั้นไม่ได้กล่อมกันจนยอมกลับมาทำงานนี้ล่ะก็นะ...

           

 

 

 

 

 

            เรื่องที่ได้ยินมามันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย

 

            เด็กหนุ่มนอนพลิกไปพลิกมาในห้อง แม้ท้องฟ้าข้างนอกจะยังมืดแต่เหมือนลมจะหอบเอาเมฆก้อนใหญ่ลอยหายไปหมด แสงจันทร์จึงลอดผ่านเข้ามา ส่องสว่างให้เห็นบรรยากาศข้างนอกอันเงียบสงัด ความเคลื่อนไหวมีเพียงเงาไม้ที่โบกไปมาตามแรงลม ไม่ได้รุนแรงเหมือนถูกขย่มหรือลมพายุ

 

            หน้ากากทุเรียนคิดว่าภาพที่เห็นมันเหมือนฉากในการ์ตูนฆาตกรรมเอาเสียมาก ๆ เขานึกภาพว่าอีกสักพักอาจจะมีเงาคนถือมีดดาบเล่มยาวเดินผ่านไป (และตื่นเช้ามาก็พบข่าวร้าย) แต่นั่นมันในการ์ตูน...


            ดวงตาคู่สวยพยายามข่มให้หลับ แต่บรรยากาศ... ที่ไม่รู้ว่าจะมีเงาของอะไรผ่านไปเมื่อไหร่ บรรยากาศที่คาดเดาไม่ได้มันทำให้คืนนี้รู้สึกน่ากลัวพิกล บางทีเขาคิดว่าสู้นอนในห้องทึบ ๆ ที่ไม่เห็นเงาวูบไหวข้างนอกอาจจะยังดีเสียกว่า...

 

            ตึก... ตึก... ตึก...

 

            ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด เสียงฝีเท้าปริศนาก็ดังแว่วมาในความเงียบงัน ยิ่งเรือนนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แม้จะปูฟูกนอนแล้ว แต่แผ่นไม้ก็ยังเป็นตัวนำเสียงที่ดี เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาจนหน้ากากทุเรียนเผลอกลั้นหายใจ เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าจะเกิดเสียง ทำให้เจ้าของฝีเท้าคู่นั้นรู้ตัวว่าในห้องนี้มีใครบางคนที่ยังนอนไม่หลับและแอบเงี่ยหูฟังอยู่

 

            เงาดำตัดผ่านแสงจันทร์สะท้อนบนประตูไม้บุกระดาษสา เงานั้นก้าวผ่านไปผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงฝีเท้า ตั้งแต่ช่วงคอเป็นต้นไปซ้อนทับกับเงาของต้นไม้ใหญ่ที่โน้มลงมาจนไม่เห็นรูปทรงของหน้ากาก เจ้าของร่างบางจับจ้องยังร่างที่กำลังเดินผ่านไปนั้นนิ่ง ๆ ในมือข้างหนึ่งปรากฏเงาของบางสิ่งซึ่งเป็นแท่งยาว แกว่งไกวไปมาอย่างเนิบนาบตามจังหวะการสะบัดมือ

 

          ฝ... ฝักดาบ!

 

            เด็กหนุ่มหลับตาปี๋แล้วรีบพลิกตัวกลับมาหาร่างสูงที่นอนหลับสนิทพ่นลมหายใจแผ่ว ๆ อยู่ข้างตัว หน้ากากอีกาดำซึ่งไม่ได้สวมหน้ากากปิดหน้าค่อย ๆ ปรือดวงตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปากแล้วคว้าเอาคนร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก

 

            "คุณนอนไม่หลับ...?" เสียงสากกระซิบถามก่อนเจ้าของเสียงนั้นจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

 

            "ค... ครับ" หน้ากากทุเรียนพยักหน้าหงึก สองจิตสองใจว่าจะบอกเรื่องที่เห็นดีหรือเปล่า แต่บางทีเขาอาจจะอินการ์ตูนจนเห็นภาพหลอนเป็นตุเป็นตะไปเองก็ได้

 

            "พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะ" หน้ากากอีกาดำเอ่ยทั้งที่ยังหลับตาอยู่

 

            "ผมอาจจะ... ไม่ชินกับการนอนฟูกแบบนี้มั้งครับ" เด็กหนุ่มกระซิบตอบเบา ๆ ใจหนึ่งก็กลัวว่าใครคนนั้นที่อยู่ข้างนอกจะได้ยิน

 

            ร่างสูงครางรับในลำคอก่อนขยับตัวเล็กน้อยให้คนรักร่างเล็กได้ปีนขึ้นมาเอาหัวหนุนบนอก หน้ากากทุเรียนตัดสินใจว่าจะลองข่มตาหลับดูอีกครั้ง ก่อนสายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นเงาทะมึนดำ ๆ ของแท่งอะไรบางอย่างในความมืด ข้างหมอนที่อีกฝ่ายนอนหนุน...

 

          ปืนพก

 

 

 

 

 

 

          แย่แล้ว...

 

            ตอนที่หลังแนบฟูกนอนแบบนี้ เขาควรจะข่มตาหลับลงได้เหมือนทุกที แต่คืนนี้กลับตาสว่างเหมือนแสงจันทร์ที่สาดส่องลงผ่านกระดาษสาที่บุเป็นตารางตรงประตูห้อง

 

            หน้ากากจิงโจ้ผ่อนลมหายใจยาว ๆ อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ชายหนุ่มยกท่อนแขนกำยำขึ้นก่ายหน้ากาก เลื่อนแขนลงมาปิดช่วงดวงตาแล้วลองหลับตาลงอีกครั้ง

 

            ไม่ไหว!

 

            ร่างโปร่งเบิกตาโพลง

 

            ครั้งสุดท้ายที่เขาเป็นแบบนี้ก็คงเป็นตอนที่ได้พบกับสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนมัธยมปลาย (แม้ท้ายที่สุดแล้วเธอจะหักอกเขาตั้งแต่ยังไม่ได้สารภาพรักด้วยการเปิดตัวแฟนรุ่นพี่) แต่ว่า... นั่นก็เป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้ายที่ทำให้เขาหลับตาไม่ลง

 

            เมื่อดวงตาผสานพบเจอกับความมืด ใบหน้าและรอยยิ้มที่แสนสดใสของใครบางคนก็ล่องลอยมาปรากฏเหมือนดวงจันทร์กลมโตในคืนฟ้าโปร่ง...

 

            "Aniue no koibito da so! (นั่นมันแฟนพี่ใหญ่นะเว้ย!)" หน้ากากจิงโจ้เผลอสบถกับตัวเอง

 

            เขาไม่อยาก... ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับคนรักของพี่ชายที่เขารักที่สุด พี่ชายคนเดียวนอกจากลุงอีกาแดงที่มองเห็นเขาเป็นคนในครอบครัว ทั้งที่แล้วความจริงแล้วก็ไม่ใช่

 

          บ้าเอ๊ย...

 

            ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกเฮือก เขารู้ว่าความรู้สึกในหัวใจเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ มันอยู่เหนืออำนาจสั่งการของสมองในการที่เราจะรู้สึกเกลียด หรือรู้สึกดี ๆ กับใครสักคนหนึ่ง

 

            แต่เรา... คงห้ามการกระทำของตัวเองได้

 

            หน้ากากจิงโจ้สูดลมหายใจปอดพลางเลื่อนฝ่ามือมากุมอกที่ก้อนเนื้อภายในกำลังเต้นตึกตักในอัตราที่เร็วกว่าที่เคย

 

            ไหนลองนับหนึ่งถึงสิบในใจ

 

          อิจิ... นิ... ซัง... ยง...

 

            "โธ่เว้ย!" ร่างโปร่งเด้งตัวพรวดขึ้นจากฟูกที่นอน เขายกมือขึ้นเสยผมก่อนจะรู้สึกตัวว่าคืนนี้อากาศร้อนอบอ้าวยังไงพิกล... เหงื่อเขาออกเยอะมากราวกับการพยายามข่มจิตใจให้นับหนึ่งถึงสิบโดยไม่มีหน้าของใครบางคนแทรกขึ้นมามันเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยอย่างกับการวิ่งมาราธอน

 

            ชายหนุ่มรวบขาเข้ามาขัดสมาธิ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วก้าวขาไปยังตู้เก็บของที่อยู่ภายในห้อง หน้ากากจิงโจ้ย่อตัวลง เปิดลิ้นชักล่างสุดแล้วหยิบเอาดาบไม้ที่นอนนิ่งบนแท่นวางออกมากำไว้แน่น ร่างสูงยืดตัวขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปเลื่อนประตูไม้

 

            ครืด

 

            เสียงบานประตูครางแผ่วเบา ๆ

 

           

 

 

 

 

            "โห... งั้นเมื่อคืนนี้ก็คือพี่จิงโจ้เองเหรอฮะ!" หน้ากากทุเรียนร้องเสียงหลงเมื่อได้รับคำเฉลยว่าเงาดำน่ากลัวที่เขาเห็นเมื่อคืนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหน้ากากจิงโจ้ที่นอนไม่หลับจนได้ลุกขึ้นคว้าดาบเดินออกไปโรงฝึก

 

            แต่การออกกำลังการมันก็เป็นการระบายอารมณ์ที่ดี... แล้วก็ได้ผลดีด้วย หลังจากกลับมาจากโรงฝึก เขาก็หลับเป็นตายจนถึงเช้า

 

            ความคิดมัว ๆ ในใจก็เริ่มดูคล้ายว่าเริ่มจะเลือนราง...

 

            "ไอ้บ้าเอ๊ย! ทำอะไรไม่รู้เวลา เกือบกลายเป็นผีแล้วไหมล่ะ" หน้ากากอีกาดำบ่นอุบพลางทำคิ้วย่น "ตอนนั้นฉันคิดนะว่าถ้าเงานั่นหยุดหน้าห้องล่ะก็... ฉันจะยิงสวนจริง ๆ ด้วย"

 

            "ก็มันตั้งเที่ยงคืนกว่า นึกว่าหลับกันหมดแล้ว" หนุ่มร่างโปร่งทำหน้ามุ่ยพลางยกมือเกาศีรษะ

 

            "ก็หลับแล้ว... แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยตื่น" เสียงสากเอ่ยบอก

 

            "น่า ๆ... อย่าทะเลาะกันสิฮะ" หน้ากากทุเรียนอาศัยความที่ตัวเองตัวเล็กสุดแหวกร่างทั้งสองคนเข้าไปคั่นกลางแล้วดันร่างสองร่างที่เกือบได้ยิงกันเมื่อคืนให้ห่างออกจากกัน "ว่าแต่... ทำไมพี่จิงโจ้ถึงนอนไม่หลับล่ะฮะ เครียดเรื่องอะไรหรือเปล่า?"

 

            คนถูกถามยืนนิ่งพลางปิดปากเงียบ ดวงตาคมหลุบมองคนร่างเล็กที่ยังทำตาใสไม่รู้เรื่องรู้ราวจนเขาต้องลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ

 

            "ไม่มีอะไรหรอก..."

 

            "เรื่องยัยนั่น?" หน้ากากอีกาดำเลิกคิ้ว

 

            "ก็งั้นมั้ง..." ชายร่างสูงอีกคนจึงพยักหน้าเออออ ถือโอกาสไหลตามไปด้วย

 

            "ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ยังไงถ้าคุณลุงจะวางมือ นายก็ได้แก๊งนี้แน่ ๆ ล่ะ" คนสวมหน้ากากสีเข้มวางมือบนไหล่คนเป็นคนน้องแล้วตบลงไปเบา ๆ สองสามที

 

          แต่มันไม่ใช่เรื่องนั้นไง...

 

            "เมื่อคืนก็คุยกัน... น่าจะรู้เรื่องแล้วล่ะนะ" เจ้าของเสียงสากว่าพลางเดินนำเข้ามาในตัวบ้าน หลังเพิ่งคิดได้ว่าพวกเขายืนคุยกันอยู่ข้างนอกตั้งนานสองนาน ตั้งแต่พิธีไว้อาลัยช่วงเช้าเสร็จจนคนอื่นแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หน้ากากทุเรียนถึงเปิดประเด็นเรื่องเงาปริศนาเมื่อคืนขึ้นมา

 

            "รู้เรื่องว่าไงเหรอครับ?" เด็กหนุ่มพุ่งพรวดเข้าไปเกาะแขนคนรักแล้วเดินตามไป ก่อนจะหันกลับมาหาชายอีกคนที่ยืนแข็งทื่อ พลางกวักมือให้เดินตามเข้าไปด้วยกันด้วยท่าทางขี้เล่น

 

            "จริง ๆ แล้ว... คุณอานกฮูกบอกว่าอยากให้ผมกลับมาที่นี่มากกว่า" หน้ากากอีกาดำพึมพำขึ้นมาโดยมีเสียงแว่วจากหน้ากากจิงโจ้ว่า 'กะแล้ว' แต่เขาก็พูดต่ออย่างไม่ได้ใส่ใจ "แต่ผมต้องกลับไปช่วยงานคุณพ่อที่เมืองไทย คุณลุงบอกว่าจะไม่บังคับ แล้วก็... ยิ่งคุณอาบอกว่าแก๊งที่ฮอกไกโดจะให้อีกาเผือก คุณลุงก็... เหมือนจะตัดสินใจแล้วมั้งว่าทางนี้จะให้จิงโจ้แทนล่ะ"

 

            "โห... ดีจังเลย" หน้ากากทุเรียนพยักหน้าหงึกหงักแล้วหันมาพูดกับหน้ากากจิงโจ้ที่เดินตามมาเงียบ ๆ "ยินดีด้วยนะครับพี่จิงโจ้"

 

            "ทำไม หืม? คุณไม่อยากมีแฟนเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียเหรอ" หน้ากากอีกาดำเอ่ยกับคนร่างเล็กพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ

 

            "ไม่เอาอ่ะ ไม่เห็นอยากเลย" หน้ากากทุเรียนมุ่ยหน้าก่อนจะพุ่งเข้าไปคว้ากอดรอบเอวของอีกคนแน่น "อันตรายจะตาย ผมนะ อยากให้คุณกลับกรุงเทพไปทำธุรกิจ แล้วก็รวย ๆ ๆ มีเงินให้ผมกินขนมตลอดชีวิตเลยมากกว่า"

 

            เสียงหัวเราะสดใสของคนสองคนที่กำลังพูดคุยกะหนุงกะหนิงกันอยู่ตรงหน้า บรรยากาศอบอวลกลิ่นหอมของความรักที่ลอยล่องกันอยู่เต็มเปี่ยม... ไม่ได้ทำให้เมฆหมอกมืดมัวในวันนี้เลือนรางลงเลย

 

            หน้ากากจิงโจ้เงยหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเพ่งสายตามองแผ่นหลังของคนสองคนที่เดินนำไปไกลลิ่ว เขารีบเร่งฝีเท้าตามให้ทัน ขณะที่บนใบหน้าก็มีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ

 

            พี่ชายที่เขารัก กับคน ๆ หนึ่งที่เผลอใจให้เพียงชั่ววูบกำลังมีความสุขด้วยกัน...

 

            มันเป็นเรื่องน่ายินดีสินะ

 

 

 

 

 

 

          ตอนนี้มันดี... ดีมาก ๆ เลย

 

          ดีจนหน้ากากทุเรียนหลงลืมไปว่าเวลาของพวกเขา... ค่อย ๆ เหลือน้อยลงทุกที

 

 

 

            "จะไหวแน่เหรอฮะ..." เด็กหนุ่มบ่นพึมพำขณะยืนมองคนสวมหน้ากากสีเข้มเปลี่ยนชุดลำลองแบบชาวบ้านชาวเมืองทั่ว ๆ ไปกลับเป็นชุดยูกาตะสีดำหลังจากที่พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการออกไปกินข้าวเที่ยงกันข้างนอก (ซึ่งก็ยังไงไม่ได้เที่ยวอะไรมาก เพราะคนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าหลังพิธีศพห้ามไปศาลเจ้าและห้ามรื่นเริง สถานที่ท่องเที่ยวที่ไปได้จึงเหลือไม่เยอะเท่าไหร่ แผนการเที่ยวจึงเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้แทน)

 

            "ไม่ถึงกับตายหรอก ตอนเด็ก ๆ พวกผมก็เล่นกันบ่อย" เสียงสากหัวเราะขึ้นจมูก

 

            ระหว่างทางกลับบ้าน อยู่ ๆ หน้ากากจิงโจ้ก็ชวนหน้ากากอีกาดำไปตีดาบ (เล่นเคนโด้) ด้วยกัน ซึ่งหน้ากากทุเรียนก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะว่าเขาเองก็อยากเห็นมานานแล้ว แต่พอมารู้ทีหลังว่าเคนโด้ที่นี่จะไม่ใส่เครื่องป้องกัน (หน้ากากจิงโจ้บอกว่าเราไม่ได้ฝึกเพื่อไปเล่นกีฬา แต่ฝึกใช้ในสถานการณ์จริงที่พวกเขาต้องพบเจอ แน่นอนว่าถ้าคู่อริบุกเข้ามา เราไม่มีเวลามาใส่เครื่องป้องกันแน่ ๆ) เด็กหนุ่มก็เริ่มลังเลแล้วก็แอบรู้สึกผิดหน่อย ๆ ที่ไปคะยั้นคะยอให้คนรักของตัวเองรับคำท้า

 

          จะไหวไหมล่ะนั่น...

 

             "แล้วตอนนั้น ใครชนะล่ะฮะ" เด็กหนุ่มว่าพลางเอนหลังพิงกำแพงและปล่อยให้ร่างไหลไป

 

            "ผมชนะ เพราะผมอายุมากกว่า แล้วก็ตัวโตกว่า"

 

            แต่ตอนนี้ตัวเท่ากันแล้วนี่... แถมตัวเองก็ไปนั่งเรียนเป็นคุณชายชิว ๆ มาตั้งกี่ปี เทียบกับคนน้องที่อยู่ที่นี่ อาจจะฝึกทุกอาทิตย์เลยก็ได้...

 

          คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

 

            "งั้นก็... ชนะให้ได้นะครับ" หน้ากากทุเรียนดีดตัวขึ้นมายืนตรง ๆ ก่อนก้าวขาเข้ามาหาแฟนหนุ่มแล้วโอบกอดรอบเอวเอาไว้หลวม ๆ

 

            "ถ้าชนะ... แล้วผมได้อะไร?" ร่างสูงโอบกอดตอบ ปลายจมูกคมสันฝังข้างแก้มคนตัวเล็กแล้วแกล้งพ่นลมหายใจอุ่น ๆ ใส่จนหน้ากากทุเรียนต้องหดคอหนีด้วยความสยิว

 

            "ได้..." เสียงใสเอ่ยยานคาง ก่อนมือเล็กจะชูนิ้วชี้ขึ้นแล้วหมุนกลับมาจิ้มที่หน้าตัวเอง

 

            "จริงนะ?"

 

            เด็กหนุ่มพยักหน้าหงึก

 

            "หืม... ที่นี่บรรยากาศดีซะด้วย" หน้ากากอีกาดำหอมแก้มเจ้าของร่างบางไปฟอดใหญ่ก่อนจะผละร่างออกมา เปิดประตูออกจากห้อง เดินตรงมายังโรงฝึกที่อยู่ด้านหลังเรือนเล็กโดยที่มีหน้ากากจิงโจ้นั่งรออยู่ด้านในแล้ว

 

            เด็กหนุ่มกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้ในมือ (เวลาสวมยูกาตะ มันไม่รู้จะเอาไปเสียบหรือไปเหน็บไว้ตรงไหน คนอื่นก็เหน็บกันได้นะ แต่เขาหาที่เหน็บไม่เจอ) เรียวขาก้าวไปยืนตรงด้านนอกของกรอบสี่เหลี่ยมที่ตีเอาไว้เป็นขอบเขตของสนามฝึก โรงฝึกแห่งนี้มีกรอบสี่เหลี่ยมประมาณสามกรอบ ซึ่งก็มีลูกน้องยากูซ่าในชุดดำหลายคนยืนเรียงแถวหน้ากระดานฝึกซ้อมท่าต่าง ๆ เหมือนเด็กนักเรียนในคาบพละ แต่เมื่อเห็นเจ้านายสองคนเดินเข้ามา ทุกคนก็หลีกออกมาจากพื้นที่สี่เหลี่ยมมายืนรอดูกันรอบ ๆ เช่นเดียวกับเขา

 

            ร่างสูงสองร่างก้าวขาเข้าไปยืนตรงกลาง โค้งคำนับกันหนึ่งครั้งก่อนก้าวถอยออกไปพอประมาณแล้วกระชับด้ามดาบไม้หันด้านปลายเข้าหาคู่ต่อสู้ ชายหนุ่มทั้งสองยืนตั้งสมาธิกันไม่ถึงนาที หน้ากากจิงโจ้ก็เปิดฉากจู่โจมก่อน ซึ่งหน้ากากอีกาดำก็บิดข้อมือยกดาบไม้มากันแล้วฟันสวนกลับไปจนคนอายุน้อยกว่าต้องถอยกลับไปตั้งหลักอีกรอบ

 

            เขามารู้ทีหลังว่าถึงไม่มีเครื่องป้องกันแต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ตีกันจริง ๆ สักหน่อย ทุกครั้งที่ฟาดดาบลงไป ปลายของดาบไม้จะถูกยั้งเอาไว้ก่อนสร้างที่มันจะทันได้สร้างความเจ็บปวดให้ผู้เสียแต้มซะอีก

 

            เนี่ย! แล้วก็รวมหัวกันไม่ยอมบอกเขาตั้งแต่แรก ปล่อยให้เป็นห่วงตั้งนาน... หน้ากากทุเรียนเข้าใจแล้วว่านิสัยขี้แกล้งของสองพี่น้องนี่มันต้องติดจากคนใดคนหนึ่งไปสู่อีกคนนี่แหละ!

 

            ยิ่งเวลาผ่านไป การต่อสู้ก็ยิ่งดุเดือด ทั้งสองคนผลัดกันทำคะแนน โดยเฉพาะช่วงหลัง ๆ ที่คะแนนเบียดคู่คี่สีสูกัน ทำเอาลูกน้องยากูซ่าทั้งโรงฝึก (รวมทั้งหน้ากากทุเรียน) เกือบลืมหายใจ

 

            ตื้ด ตื้ด –

 

            หากทว่าจู่ ๆ โทรศัพท์มือถือที่กำเอาไว้จนมือชื้นเหงื่อก็สั่นครืน ปลุกเจ้าของร่างบางให้ละสายตาจากการฟาดฟันที่ดุดันตรงหน้าแล้วหลุบตามองหน้าจอ

 

            คุณแม่...

 

          [ช่วงนี้ลูกพอจะมีเวลาว่างบ้างไหม]

 

            ข้อความที่ปรากฏขึ้นชวนให้เรียวคิ้วสีเข้มใต้หน้ากากหนามมุ่นขมวดเข้าหากัน หน้ากากทุเรียนเงยหน้ามองคนทั้งสอง ก่อนหลุบมองโทรศัพท์อีกครั้งแล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

 

          [มีอะไรหรือเปล่าครับคุณแม่]

 

          [แม่อยากให้ลูกกลับเมืองไทยสักสองสามวัน]

 

          กลับเมืองไทย...


            ระยะเวลาสองปีที่เขาอยู่ที่อังกฤษ แทบไม่มีวันไหนเลยที่หน้ากากทุเรียนมีความคิดอยากบินกลับเมืองไทยโผล่ มันเป็นความคิดที่เกิดเพียงช่วงแรกตอนที่มีอาการโฮมซิค แต่ใครบางคนก็ช่วยดึงเขากลับขึ้นมาจากความรู้สึกหม่น ๆ พวกนั้น

 

            ด้วยกอดอุ่น ๆ ที่เขาไม่เคยได้รับจากใครเลยตั้งแต่เกิดมา

 

            แม้แต่คุณแม่ก็ไม่เคย...

 

            บางทีก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองจากมาจากที่ไหน เด็กหนุ่มหลับตาลงข่มความรู้สึกขม ๆ ที่เหมือนจะรื้นขึ้นมาจุกอก เขาเหลือบตามองทั้งสองคนอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจเปิดประตูโรงฝึกเพื่อเดินออกมาข้างนอก

 

          [มีเรื่องอะไรเหรอครับ?]

 

            คุณแม่... ไม่มีทางคิดถึงจนอยากให้ลูกกลับไปนั่งกินข้าวด้วยกันหรอก

 

            ตั้งแต่ที่เริ่มโตจนช่วยเหลือตัวเองได้... เขาร่วมโต๊ะกินข้าวกันสักกี่ครั้งเชียว

           

          [แม่มีคนอยากแนะนำให้ลูกรู้จัก]

 

            ข้อความสีขาวเด้งตอบกลับมา หน้ากากทุเรียนถอนหายใจพรืดอย่างไม่อาจควบคุม

 

            'อยากแนะนำให้รู้จัก' เกริ่นนำคลาสสิกของการคลุมถุงชน นักเรียนวรรณกรรมที่อ่านนิยายน้ำเน่ามาทั้งชีวิตอย่างเขา มีหรือที่จะคิดไม่ทัน

 

          [เผื่อในอนาคตจะทำได้ทำงานร่วมกัน รู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหายนะ]

 

          ว่าแล้ว... ว่าแล้วเชียว

 

            เจ้าของร่างบางสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่เขาจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

 

          [ขอโทษนะฮะ ช่วงนี้ผมมีโปรเจ็คสำคัญ]

 

            นิ้วบางเลื่อนไปกดปุ่มโฮมเบา ๆ จนหน้าจอโทรศัพท์มือถือดับแสงวูบ หน้ากากทุเรียนลอบเม้มปาก สูดลมหายใจเข้าก่อนจะทรุดตัวนั่งลงตรงนั้นแล้วยกมือขึ้นลูบหน้า

 

          มัวแต่มีความสุขจนไม่รู้ตัวเลย...

 

            ไม่เคยรู้เลยว่าความสุขที่พระเจ้ามอบให้คือคำปลอบใจก่อนที่เวลาของพวกเขาจะหมดลง ไม่ว่ายังไง... โชคชะตาก็ไม่เคยเข้าข้างพวกเราจริง ๆ นั่นแหละ

 

            เขาจะหนีออกจากไปตรงนี้ได้ยังไง...

 

            หน้ากากทุเรียนจำไม่ได้แล้วว่าเขาร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตั้งแต่ที่บินหนีออกมาจากที่นั่น...  แล้วก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าตลอดเวลาสิบแปดปีที่อยู่เมืองไทยเขาร้องไห้เดือนละกี่ครั้ง สัปดาห์ละกี่ครั้ง... ถูกแม่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษหลังเลิกเรียน เสาร์อาทิตย์ โดนด่าเวลาขอไปดูหนังกับเพื่อน ถูกบ่นจนหูชาว่า 'ทำไมไม่อ่านหนังสือเรียน' ทุกครั้งที่แอบอ่านนิยาย

 

            ก็คิดว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชาย พยายามจะไม่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กผู้หญิง แต่จะให้ห้ามยังไงในเมื่อน้ำตามันไหลออกมาเอง...

 

            ถ้าต้องกลับไปเจอชีวิตแบบนั้นจริง ๆ

 

            ไหนจะต้องรับใครสักคนที่ไม่รู้จักเข้ามาในชีวิต

 

          ...แล้วจะเอาความรักครั้งนี้ไปทิ้งที่ไหน

 

 

 

            กึก!

 

 

 

            เสียงหัวเข่ากดลงกับแผ่นไม้ดังข้างตัว เด็กหนุ่มสูดลมหายใจพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนหันมายิ้มให้กับคนสวมหน้ากากสีเข้มที่เพิ่งหย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ

 

            "เสร็จแล้วเหรอฮะ ผลเป็นยัง –"

 

            "เป็นอะไรหรือเปล่า..." หน้ากากอีกาดำเอ่ยขัดด้วยเสียงสาก มือหนาวางบนไหล่เล็กก่อนใช่มืออีกข้างค่อย ๆ ปาดน้ำใสที่หัวตาให้อย่างแผ่วเบา "ร้องไห้ทำไม หืม..."

 

            "ผม... ไม่ได้เป็นอะไรหรอกฮะ" ดวงตาคู่สวยหลุบลงมา เขาไม่กล้าสบตา แต่อีกฝ่ายก็เหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง หน้ากากอีกาดำรั้งร่างเล็กเข้ามากอดแนบอกจนดวงตาสองคู่ไม่สามารถสบกันได้อีกต่อไป มือหยาบวางทาบลงบนเรือนผมสีน้ำตาลเข้มแล้วลูบไล้เบา ๆ

 

            หน้ากากทุเรียนสัมผัสได้ว่าฝ่ามือข้างนั้นเปียกชื้นด้วยเหงื่อไคลจากการกำด้ามดาบ

 

            "ช่างเถอะ... ไม่ต้องบอกก็ได้ ผมรู้ เหตุผลที่ทำให้คุณร้องไห้มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก" เสียงสากกระซิบแผ่ว ๆ ก่อนริมฝีปากอุ่นจะกดทาบลงบนเรือนผม

 

            เหมือนสวิตซ์ที่กดให้หน้ากากทุเรียนยิ่งปล่อยโฮ

 

            ไม่เข้าใจเลย... ทำไมคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาถึงเป็นคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองปี ทำไมถึงไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งสิบแปดปี...

 

            สองปีมานี้... มันทำให้เขามีความสุขมากกว่าสิบแปดปีที่ผ่านมาทั้งชีวิตเสียอีก

 

            เหตุผลที่เขาเลิกร้องไห้ขี้แงตอนอยู่อังกฤษไม่ใช่เพราะหัวใจของเขาเข้มแข็งขึ้น เปราะบางอย่างไรก็เปราะบางอยู่อย่างนั้น สิ่งที่เข้มแข็งคือกำแพงอุ่น ๆ ที่โอบรัดเขาเอาไว้ต่างหาก

 

            ถ้าต้องจากกัน... มันก็คงจะเปราะบางเหมือนเดิม...

 

            "คุณ... ที่ผมพูดเมื่อเช้า..." เสียงใสกระซิบสั่น เด็กหนุ่มขยุ้มผ้ายูกาตะสีเข้มที่ซับน้ำตาของเขาจนชื้น "ผมไม่ได้อยากได้แฟนเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย หรือนักธุรกิจ หรืออะไรทั้งนั้น... เพราะถ้าคุณกลับกรุงเทพ ถ้าผมกลับกรุงเทพเมื่อไหร่ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร มันก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้นอ่ะ พวกผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้เราคบกัน คุณเข้าใจไหมฮะ..."

 

            หน้ากากอีกาดำเพียงไล้มือไปบนเรือนผมนุ่มเบา ๆ

 

            เขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะปลอบใจ และถ้าวันหนึ่ง ความรักของเราต้องพังทลายจริง ๆ สิ่งที่ควรทำตอนนี้ก็คือการกอดมันเอาไว้แน่น ๆ ไม่ใช่เหรอ..

.

            "ไม่ร้องแล้วนะ... คนเก่งของผม" เสียงสากเอ่ยกระซิบ ใบหน้าคมซุกข้างแก้มเนียนก่อนช้อนใบหน้าหวานขึ้นแล้วซับจูบลงไปอย่างอ่อนโยน

 

            ไม่มีประโยชน์... ที่จะปลอบใจจริง ๆ นั่นแหละ

 

            หน้ากากทุเรียนยกมือปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ เขาพูดเรื่องนี้กันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนเลิกพูดไปแล้ว จนเหมือนจะยอมรับได้กับทุกอย่าง ใช้ชีวิตกันไปวัน ๆ เหมือนโลกแห่งความฝันที่ไม่เคยนึกถึงวันที่เราจะต้องลืมตาตื่น

 

            ความจริงแล้ว... เราไม่เคยจำใจยอมรับโชคชะตาบ้าบอนี่

 

            ความจริงแล้ว... เราก็แค่พยายามไม่พูดถึงมันเฉย ๆ...

 

            "ช่างเถอะครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว..." เด็กหนุ่มพึมพำตอบด้วยเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น มือเล็กบางยังปาดหูปาดตาให้ทุกอย่างที่ดูคล้ายสัญลักษณ์ของความปวดร้าวเลือนหาย "แล้ว... ผลเป็นไงฮะ"

 

            "ผมชนะ" หน้ากากอีกาดำว่าพลางแนบจูบประทับบนริมฝีปากสีหวานอย่างอ่อนโยน


            เรียกให้รอยยิ้มกว้าง ๆ ปรากฏขึ้นมาแทนที่น้ำตาเหมือนกับทุกครั้ง

 

 

 

ราวกับดวงตะวันที่โผล่พ้นขอบฟ้า ทอแสงขึ้นมากลบกลืนความมืด

แม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าพระจันทร์จะหวนกลับมาใน 12 ชั่วโมง







TBC







Writer's Talk

สวัสดีค่าา เป็นยังไงกันบ้างคะ 

วันนี้ขออนุญาตขายของค่ะ 5555555 มีใครตามเรามาจากฟิค #ราชานรกสายเปย์ บ้างไหมนะ ไม่รู้ว่าใครคิดถึงไหม แต่เรานี่คิดถึงมากกกกก ตอนนี้เราแต่งฟิคในแอพจอยลดา เป็น Spin-off ของฟิคราชานรกค่ะ เกี่ยวกับบอร์ดเกมเกมหนึ่งที่ชื่อว่า Ultimate Werewolf ใครสนใจเข้าไปอ่านกันได้นะคะ #ขายของกันโต้ง ๆ แบบนี้แหละ 555555

http://www.joylada.com/story/5aa679495b9d110001acbf70

สำหรับฟิคตอนนี้ อ่านแล้วเป็นยังไงก็คอมเม้นท์บอกให้กำลังใจกันได้เลยนะคะ หรือในทวิตเตอร์จะติดแท็ก #ficsmoke ก็ได้ อ่านแล้วมาคุยกันน้าาา

เจอกันวันศุกร์หน้าค่ะ ถ้าไม่ติดภารกิจสำคัญเนอะ : )

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #30 Marita nt. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 13:34
    สงสารน้องทุ แงงงงงง สนุกมากเลยค่าไรท์ น่าติดตามดราม่าของคู่นี้มากๆๆๆ พี่โจ้ไม่ทำงี้สิ พี่ระฆังรีบมาดูแลหัวใจพี่โจ้เร็วววว ชอบทุกโมเมนท์ของพี่กาน้องทุมากๆ คือบางอันเล็กๆน้อยๆแต่มันดีต่อใจมาก ละมุนเกินไปปป ยิ้มจนเหมือนคนบ้าแร้วว ชอบความเหนือของพี่อีกามาก หนูอยากได้บ้าง5555555555 รอไรท์มาต่อนะค้าาา
    #30
    0
  2. #24 garean (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 21:28
    งื้อออ นี่เพิ่งได้อ่านเรื่องนี้ บอกก่อนเลยว่าอ่านรวดเดียวตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนปัจจุบัน คือไม่ดีงามมากค่ะไรท์ ชอบมากๆเลยค่ะ นี่ตามมาจากราชานรกนะคะเนี่ย 5555 ชอบการบรรยายของไรท์มากๆเลย ไรท์ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆค่ะ ชอบมากๆๆ
    ปล.ไม่จบแบบBad Endได้มั้ยคะ55555555 ขอเถอะ มีความรู้สึกเหมือนจะจบแบบนี้
    #24
    1
    • #24-1 garean(จากตอนที่ 5)
      23 มีนาคม 2561 / 18:39
      มันดีงาม** พิมผิดดด ขอโทษ5555
      #24-1
  3. #23 fomemies (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 15:41
    โอ๊ยยยยย น้องทุไม่ร้อง จะร้องตามแล้ว ขอให้เรื่องราวผ่านไปได้ด้วยดีนะ
    #23
    0
  4. #21 cotton54 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 10:18
    ทุกตอนที่ดูเหมือนจะแฮปปี้ก็จะมีความหน่วงแทรกมาอยู่เสมอเลย ตัวละครเริ่มโผล่มาเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตอนต่อไปต้องสนุกเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแน่เลย ^_^
    #21
    0
  5. #20 Newy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 10:13
    ฮือ เค้าลางความดราม่าเริ่มมาแล้ว เอาใจช่วยทั้งคู่แล้วก็เอาใจช่วยไรท์ด้วยนะคะ รอติดตามค่า
    #20
    0
  6. #19 PLOYLEK (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 16:02
    บรรยากาศตอนพี่กากับน้องทุตอนอยู่ด้วยกันนี่มีความละมุนมากเลย

    ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ความลำบากกับความปวดตับน่าจะมาเยือนในไม่ช้า จะบริหารตับไว้คอยเลยค่ะ 😂
    #19
    0
  7. #18 lumina (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 13:52
    ชอบมากค่าาา สนุกสุดๆ ชอบเรื่องนี้ที่สุดเลยค่ะ สู้ๆ
    #18
    0
  8. #17 AlicePontiaCH (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 13:07
    ไรท์แต่งมันส์ทุกเรื่องค่ะ#อีกาแดงผัวเลาว์#อีกากินทุเรียน ชอบคู่นี้มั่กๆ
    #17
    0