FIC TMS : A Smoke In The Sighs #อีกากินทุเรียน

ตอนที่ 4 : c h a p t e r 3 .

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    9 มี.ค. 61


A Smoke In The Sighs

c h a p t e r 3 .

 

 

 

            ตอนที่เพิ่งรู้จักกันแรก ๆ หน้ากากทุเรียนก็ชอบลากอีกฝ่ายไปเป็นไกด์ส่วนตัวเวลาไปเที่ยวด้วยกันอยู่หรอก เด็กหนุ่มชอบท่องเที่ยวตามประสาคนต่างเมือง ถึงจะรู้ว่าหน้ากากอีกาดำไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนเขา แต่อีกคนก็ไม่เคยรังเกียจหรือปฏิเสธเวลาถูกชวน  บางทีเขาก็ทำให้หน้ากากทุเรียนรู้สึกประหลาดใจด้วยซ้ำเมื่อเสียงทุ้มเปล่งออกจากปากว่า 'ผมก็ไม่เคยไปที่นั่นเหมือนกัน'

 

            แต่ก็คงไม่แปลกล่ะมั้ง... เขาเองก็ยังเที่ยวในประเทศไทยไม่ครบเลย

 

            อันที่จริง หน้ากากอีกาดำน่าจะชอบนอนดูหนังอยู่บ้านมากกว่า

 

            ไป ๆ มา ๆ วันว่างของพวกเขาจึงกลายเป็นการovoดูหนังแอคชั่นที่เอามาฉายในวันหยุด บวกกับอีกคนหนึ่งที่ยิ่งเรียนสูงขึ้น หน้ากากทุเรียนก็ชักไม่อยากจะไปรบกวนเวลา บางทีก็หอบหนังสือเข้ามาในลอนดอนอย่างกับคนเพิ่งไปปล้นห้องสมุด...

 

            จะว่าไปเขายังไม่เคยเข้าห้องสมุดที่เคมบริดจ์เลยแฮะ...

 

            เรียวคิ้วสีเข้มขมวดมุ่น สายตาจับจ้องไปยังจอทีวีขณะที่คนสองคนวิ่งไล่ล่ากันอย่างลุ้นระทึก หัวใจของเขากลับลอยไปถึงไหนก็ไหน เด็กหนุ่มเอนหัวซบไหล่คนตัวสูงที่นั่งข้าง ๆ มือล้วงขโมยป๊อปคอร์นในชามพลาสติกก่อนโยนเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ

 

            แต่มันชักจะนิ่งเกินไปหรือเปล่านะ...

 

            หน้ากากทุเรียนเงยหน้ามองเจ้าของไหล่ที่ปล่อยให้เขาเอนซบไม่ปริปากบ่น และอย่างที่คิด... ดวงตาสีเข้มที่ไม่ถูกหน้ากากบดบังปิดสนิท (พวกเขาไม่ค่อยชอบใส่หน้ากากเวลาอยู่ด้วยกันสองคน) แขนข้างหนึ่งตั้งบนที่วางแขนของโซฟารองรับใบหน้าคมที่เอียงลงมา มืออีกข้างเพียงแค่ประคองถังป๊อบคอร์นเอาไว้บนตักให้เขาจ้วงเอา จ้วงเอา ส่วนตัวเองก็หลับไม่รู้เรื่อง

 

            ถึงหนังมันจะน่าเบื่อไปหน่อย แต่มันก็ไม่ได้ชวนหลับขนาดนั้น...

 

            เด็กหนุ่มผละร่างออกมาจ้องมองคนที่กำลังหลับใหลไม่รู้สติ ริมฝีปากสีสวยระบายยิ้มจาง ๆ ก่อนหน้ากากทุเรียนจะโน้มตัวลงไปใกล้

 

            ใกล้อีก...

 

 

 

            หมับ!

 

 

 

            "โอ๊ย!"

 

            เด็กหนุ่มตะโกนร้องเสียงหลง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเขานึกว่าวิญญาณของเจมส์ บอนด์ประทับร่าง... รู้ตัวอีกที ร่างกายของหน้ากากทุเรียนก็ถูกท่อนแขนกำยำตวัดรวบเข้ามาจนหน้าทิ่มไม่เป็นท่า ชามป๊อบคอร์นกระเด็นออกจากตัก ข้าวโพดอบกรอบม็ดสีเหลืองกระจายเต็มพื้นพรม

 

            "ปล่อยยยยย!"

 

            หน้ากากทุเรียนดิ้นพล่าน แต่แขนอีกฝ่ายก็เหมือนกับถูกล็อกด้วยกลไกไฟฟ้าไปแล้ว มันไม่ขยับเลย เป็นบุคคลที่ไม่ควรเล่นงัดข้อด้วยที่สุดในโลก!

 

            "จะลักหลับผม?" เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยพลางปรือตาขึ้นมอง

 

            แหม! มั่นหน้า!

 

            "เปล่า! ผมแค่จะดูเฉย ๆ ว่าคุณหลับจริงไหม..." พอรู้ว่าดิ้นไม่หลุดแน่แล้ว คนร่างบางจึงงัดไม้อ่อน บ่นอุบอิบด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย "ป๊อปคอร์นหกเลยอ่ะ..."

 

            "คุณทำหก" คนอายุมากกว่าพูดเสียงเรียบ

 

            "อ้าว ทำไมโยนมาแบบนี้..."

 

            ไม้แข็งก็ไม่ไหว ไม่อ่อนก็ไม่ได้ผล หน้ากากทุเรียนจึงล้มเลิกความคิดที่จะดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนอีกฝ่าย เปลี่ยนเป็นพลิกตัวนอนหนุนตักแล้วเงยหน้าสบตาอย่างสบายใจเฉิบ

 

            "ก็ผมตั้งอยู่ตรงนี้ตั้งนานไม่เห็นหก"

 

            "ก็ได้ ๆ ! ผมทำหกก็ได้อ่ะ" เจ้าของร่างบางทำหน้ามุ่ย มือเล็กยกขึ้นมาป้ายใบหน้าคมเบา ๆ แค่พอหยอกล้อ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา "เหนื่อยเหรอฮะ..."

 

            "นิดหน่อย..." เสียงทุ้มครางงึมงำ มือหนายกขึ้นบีบสันจมูก "อาทิตย์ที่แล้วผมอ่านหนังสือดึก ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่"

 

            "อีกเทอมเดียวก็จบแล้วฮะ" หน้ากากทุเรียนเอ่ยให้กำลังใจ

 

            "อีกเทอมเดียวก็ไม่ได้เจอคุณแล้ว..."

 

            อาจเป็นโชคชะตาจริง ๆ ซะแล้วล่ะมั้ง...


            หลักสูตรบริหารปริญญาโท มีทั้งที่เรียนหนึ่งปีและสองปี แต่หน้ากากอีกาดำก็เลือกเรียนสองปี (ซึ่งไม่ค่อยมีใครเขาเลือกกัน) ด้วยเหตุผลว่ายังไม่อยากกลับเมืองไทย คุณพ่อของเขาก็ไม่ใช่แก่จนทำงานไม่ไหว นึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจแบบนั้น มันต่อลมหายใจให้เขาได้นิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงต้องจากกันไปตั้งแต่ครึ่งปีที่แล้ว

 

            หรือจะเรียนปริญญาต่อให้จบเอกเลยดี...

 

            "ไม่เอาสิ" เด็กหนุ่มยู่ปาก รวบกอดรอบเอวอีกฝ่ายไว้แล้วเงยหน้ามอง "สองปีเองครับ... ผมเรียนจบเมื่อไหร่จะรีบบินกลับเลย สัญญา"

 

            "หึ..." คนอายุมากกว่าเค้นเสียง มือหนายีผมสีน้ำตาลของอีกฝ่ายจนฟูไม่เป็นทรง "แมวเหมียว..."

 

            "ฮะ—"

 

 

 

            ตื๊ด... ตื๊ด...

 

 

 

            เสียงโทรศัพท์ที่สั่นครืนขึ้นขัดจังหวะ ทำให้หน้ากากอีกาดำรอดตัวไม่ถูกโวยวาย ดวงตาคมจ้องมองไปยังต้นเสียงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะกระจกเตี้ยระหว่างโซฟากับจอโทรทัศน์ ก่อนที่หน้ากากทุเรียนจะลุกขึ้นจากตัก ปล่อยให้คนร่างสูงลุกไปคว้าโทรศัพท์แล้วถือเดินเลี่ยงไปทางอื่น

 

            หน้ากากทุเรียนหยิบรีโมตมาเบาเสียงปืนที่สายลับสองประเทศกำลังยิงกันสนั่น กลัวว่าอีกคนจะคุยโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง ร่างบางโน้มลงไปเก็บชามป๊อบคอร์น โชคดีที่มันไม่ได้คว่ำหน้า และยังป๊อบคอร์นบางส่วนอยู่ในชามไม่ได้ตกพื้น เขาจึงอุ้มชามนั้นขึ้นมาวางบนตักแล้วล้วงกินต่อ

 

            หูก็เงี่ยฟังเสียงร่างสูงที่เดินห่างออกไปประมาณสามเมตร หันหลังให้เขา 

 

            "ครับ คุณพ่อ?"

 

            คุณพ่อ?

 

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว คุณพ่อที่อยู่เมืองไทยหรือเปล่านะ ซีอีโอเอวีซกรุ๊ปที่คุณแม่เขาเกลียดเอามาก ๆ... นี่ลงทุนโทรจากเมืองไทยเลยเหรอ? คุณแม่ของเขายังไม่เคยโทร อย่างมากก็ส่งข้อความมาหาอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง

 

            ใคร ๆ ก็รู้ว่าค่าโทรข้ามประเทศมันแพงหูฉี่! แถมยุคนี้ก็มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรี ๆ แล้วด้วย

 

            "อ่า... คุณปู่ใหญ่น่ะเหรอครับ?" เสียงทุ้มฟังดูหม่นลงเล็กน้อย "ได้ครับ แล้วผมต้องไปเมื่อไหร่..."

 

            เงียบไปไม่ถึงสามวิ หน้ากากอีกาดำก็ตะโกนลั่น

 

          "บ่ายสอง!?"

 

            ตอนนี้สิบโมงครึ่ง...

 

            เสียงตะโกนของอีกฝ่ายทำเอาหน้ากากทุเรียนสะดุ้งโหยง เขาไม่รู้ว่าคนร่างสูงวางหูโทรศัพท์ตอนไหน (คิดว่าตัวเองคงมึนกับอาการหูดับ) แต่อยู่ ๆ อีกคนก็ก้าวฉับ ๆ เดินผ่านเขาไปเปิดลิ้นชักไม้ หยิบเอากระเป๋าเงินและเอกสารสำคัญต่าง ๆ กวาดใส่กระเป๋าเป้ยี่ห้อดัง เดินกลับมาหยิบเสื้อโค้ท พร้อมทั้งสวมหน้ากากก่อนพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือบางของคนที่กำลังงงได้ที่

 

            "ก– เกิดอะไรขึ้นครับ..."

 

            "คุณเอาพาสปอร์ตมาไหม?" น้ำเสียงฟังดูร้อนรน

 

            หน้ากากทุเรียนพยักหน้าหงึก พาสปอร์ตก็เหมือนบัตรประชาชนของคนไทยในต่างแดน เขาต้องพกติดตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว แม้มันจะพกยากไปหน่อยก็เถอะ...

 

            "คุณต้องไปกับผม เราไม่มีเวลาแล้ว"

 

            "ด... เดี๋ยว ไปไหนฮะ?" เด็กหนุ่มยังยืนอึ้ง อย่างกับว่าต้องหนีเจ้าหนี้กะทันหันอย่างนั้นล่ะ... แต่ไม่น่าเชื่อ บ้านรวยออกปานนั้นคงไม่มีหนี้...

 

          หรือมือปืน!

 

            "ไปญี่ปุ่น" เสียงทุ้มเอ่ยบอก

 

          อ่อ รอดไป...

 

            "ฮะ!?"

 

            "เร็ว เดี๋ยวตกเครื่อง"

 

            ถึงแม้จะไม่เข้าใจนัก แต่หน้ากากทุเรียนก็วิ่งไปเก็บของใส่กระเป๋า เขานึกขึ้นได้ว่าหน้ากากอีกาดำเคยบอกว่าตัวเองไปอยู่ญี่ปุ่นตอนเด็ก ๆ หรือจะเกิดอะไรขึ้นทางนั้น... ขณะที่มือก็หยิบพาสปอร์ตขึ้นมาเช็คดูว่าไม่มีอะไรผิดพลาด เรียวคิ้วก็ขมวดมุ่น จนยัดเอาทุกอย่างที่จำเป็นใส่ในกระเป๋าเสร็จภายในสามนาที เสื้อผ้าไม่ต้องเอา เพราะเขามีเหลือแต่เสื้อผ้าใช้แล้ว ด้วยความตั้งใจว่าจะกลับออกซ์ฟอร์ดตอนบ่ายนี้

 

            แล้วไหงออกซ์ฟอร์ดกลายเป็นญี่ปุ่นไปได้!

 

            เด็กหนุ่มถูกคนตัวสูงกว่าคว้าแขนแล้วรีบจ้ำออกจากบ้าน ไม่ได้เช็คด้วยซ้ำว่ากุญแจล็อกดีหรือยัง หน้ากากอีกาดำก็โบกเรียกแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพร้อมบอกจุดหมายปลายทาง

 

            "Heathrow Airport."

 

            สนามบินฮีทโธรว์เรียกว่าเป็นสนามบินหลักของอังกฤษเลยก็ว่าได้ คนมักคิดว่ามาลอนดอนต้องลงเครื่องที่สนามบินลอนดอนซิตี้ แต่จริง ๆ แล้วที่นั่นเป็นสนามบินขนาดเล็กที่คนไม่ค่อยนิยมนัก ถ้าให้เปรียบกับประเทศไทย ฮีทโธรว์ก็คงเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ ส่วนลอนดอนซิตี้ก็คือดอนเมือง เน้นบินในประเทศมากกว่า

 

            หน้ากากทุเรียนแอบจิ้มเข้าไปเช็คในกูเกิ้ลแมพก็พบว่าจากเมืองแคมเดนไปถึงฮีทโธรว์ (ต้องวิ่งตัดกลางเมืองลอนดอน) จะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

 

            สิบเอ็ดโมง... ก็ไปถึงเที่ยง คงทันล่ะมั้ง

 

            อืม...

 

            "แต่ว่าป๊อปคอร์นจะไม่โดนมดขึ้นเหรอฮะ" เด็กหนุ่มหันหน้าขวับไปหาอีกคนที่นั่งเท้าคางมองวิวข้างนอกไม่พูดไม่จา

 

            "อ๋อ..." หน้ากากอีกาดำเบือนหน้ากลับมา "เดี๋ยวผมเรียกแม่บ้านมาเก็บ"

 

          เอางั้นเลยเนอะ!

 

 

 

 

 

           

            จากลอนดอน บินมาถึงโตเกียว เครื่องแลนดิ้งที่สนามบินนาริตะ รวมเวลารอต่อเครื่องแถวตะวันออกกลางก็กินเวลาเกือบยี่สิบชั่วโมง ยิ่งบินย้อนการหมุนรอบตัวเองของโลกยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปมาก ออกจากที่นู่นตอนบ่าย มาถึงก็เย็นของอีกวันแน่ะ

 

            เหตุผลที่ต้องรีบบินด่วนมาถึงญี่ปุ่นแบบนี้ก็เพราะว่าคุณปู่ใหญ่ของหน้ากากอีกาดำเสียชีวิตด้วยโรคชรา เจ้าตัวเล่าว่าคุณปู่ใหญ่เป็นพี่ชายของคุณปู่ของเขา ตัวเองไม่ได้สนิทสนม เคยเจอกันเพียงแค่ครั้งสองครั้งตอนยังเด็ก ก็เลยจำไม่ค่อยได้ แต่ที่ต้องมาก็เพราะคุณปู่ใหญ่เป็นพ่อของคุณลุงที่ให้เขามาอาศัยด้วยตอนสมัยเด็ก

 

            การลำดับญาติที่ดูสับสนมึนงงนั้นทำให้หน้ากากทุเรียนถึงกับอึ้งเพราะสมองประมวลผลไม่ทันไปพักใหญ่จนหน้ากากอีกาดำต้องขอกระดาษและปากกาจากแอร์บนเครื่องมาวาดแผนผังครอบครัวให้ดู

 

            เด็กหนุ่มค้นพบว่าอีกฝ่ายท่าจะดูเป็นคนญาติเยอะมากกว่าที่คิด... เขาเคยคิดและก็ยังคิดมาตลอดว่าพวกนักธุรกิจใหญ่ ๆ จะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเหมือนกับคุณแม่ของเขา อาจจะเพราะกลัวการต้องแบ่งสมบัติ แต่ความจริงแล้ว... คงไม่ใช่แบบนั้นสินะ

 

            นอกจากคุณแม่แล้ว หน้ากากทุเรียนก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีญาติที่ไหนอีก

 

            "ขอบคุณนะฮะ ที่ช่วยออกค่าตั๋วเครื่องบินให้... ชั้นเฟิร์สคลาสไม่ใช่ถูกเลย..." เสียงใสพึมพำอย่างรู้สึกเกรงใจ ทางหน้ากากอีกาดำนั้น คุณพ่อของเขาจองตั๋วไว้ให้ก่อนแล้วถึงโทรมาบอก นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องรีบกันปานจรวด ส่วนตั๋วเครื่องบินของหน้ากากทุเรียนก็โทรจองเอาทีหลัง แถมยังรีบร้อนมาจองก่อนบินแค่สองชั่วโมงก็ยิ่งแพงหูฉี่ ได้ยินว่าหลักแสนแน่ะ 


            เอาไปดาวน์รถได้เลยนะนั่น...

 

            "ไม่เป็นไรหรอก ผมนั่งเฟิร์สคลาสแล้วจะให้คุณลงไปอยู่อีโค (ชั้นประหยัด) ได้ยังไง" ชายหนุ่มกระชับกระเป๋าเป้ที่หยิบของใส่อย่างลวก ๆ ขณะเดินออกจากเกท การมีของน้อยก็ดีอีกอย่างเพราะว่าไม่ต้องรอกระเป๋าที่โหลดใต้เครื่อง

 

            "จะได้นั่งใกล้คุณด้วย..." ใบหน้าใต้หน้ากากสีเข้มคลี่ยิ้ม

 

            "เอาไว้ผมจะหาโอกาสใช้คืนให้นะฮะ"

 

            "ไม่ต้องหรอก..." เสียงทุ้มขุ่นขึ้นมาทันที "คิดซะว่าผมชวนคุณมา คนชวนก็ต้องออกสิ"

 

            "แต่ว่าผมเกรงใจอ่ะ..." หน้ากากทุเรียนก้มหน้างุด เงินเยอะขนาดนั้นเขาไม่กล้าตัดบัตรเครดิตของตัวเอง ไม่ใช่ว่างกหรืออะไรหรอกนะ... แต่บิลก็ต้องไปให้แม่แล้วแม่ต้องรู้แน่ว่าเขาออกไปเที่ยวเล่นที่อื่น ทุกวันนี้เวลาใช้จ่ายในลอนดอน เขาก็ใช้เงินสดตลอด

 

          ก็คุณแม่น่ะ... ดุจะตาย

 

            "คิดมาก"

 

            แต่คนข้าง ๆ ชักจะดุกว่าซะแล้วล่ะมั้ง... เจ้าของร่างบางอดอมยิ้มไม่ได้ตอนที่แกล้งเดินเข้าไปกระแซะคนร่างสูงที่ก้าวเดินออกจากสนามบินอย่างไม่รีบเร่ง

 

            ทีแรกได้ยินว่างานศพก็ใจหาย... แต่พอดูอีกฝ่ายไม่โศกเศร้ามาก เขาก็ชื้นใจขึ้นมา 

 

            "ไปกันเถอะ"

 

            อยู่ ๆ น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างขี้เล่นก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมากะทันหันจนหน้ากากทุเรียนปรับตัวไม่ทัน มือหนาของหน้ากากอีกาดำเอื้อมมาโอบบ่าและกระชับร่างของเขาเข้าหา ก่อนจะเดินดิ่งไปยังชายสวมสูทสองคนที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงปลายทาง

 

            ทั้งสองคนสวมสูทสีดำเข้มทั้งชุด เสื้อเชิ้ตสีขาว เนคไทสีดำ หน้ากากทุเรียนคิดว่ามันก็ดูคล้ายคลึงกับการแต่งการปกติของผู้คนนะ แต่พอสองคนเป็นชายร่างใหญ่แถมยังแต่งตัวเหมือนกันราวกับแกะมันก็มีความรู้สึกไม่ชอบมาพากลวาบขึ้นมา เขาเรียนสายมนุษยศาสตร์ ก็พอรู้มาว่าอะไรที่เหมือนกันมากเกินไปมักทำให้เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น น่ากลัวเกรง หรือบางทีก็ชวนรู้สึกขยะแขยงเพราะในความเป็นธรรมชาติที่มนุษย์เราคุ้นเคยนั้นมักไม่มีสิ่งใดที่เหมือนกันทุกกระเบียด

 

            "เขามารับเราเหรอฮะ..." เด็กหนุ่มเงยหน้ากระซิบถามคนข้าง ๆ ขณะที่ตัวเองก็ถูกร่างสูงหนีบให้ก้าวเดินไปด้วย

 

            "อืม..." หน้ากากอีกาดำพยักหน้ารับก่อนหยุดยืนหน้าชายทั้งสอง

 

            ชายสวมสูทค้อมตัวลง ใบหน้าตึงไม่มีรอยยิ้มหรือความเป็นมิตรชวนให้สบายใจแฝงอยู่แม้แต่น้อย

 

            "Kocchi e kudasai. (เชิญทางนี้ครับ)" ชายตัวบางกว่าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบทะมึนพลางผายมือไปอีกทาง

 

            ฟ้าด้านนอกเริ่มมืด กลายเป็นสีส้มไปทุกขณะ และหน้ากากทุเรียนก็รู้สึกหนาววูบวาบแปลก ๆ พวกเขาทั้งสองถูกพาเดินมาถึงรถยนต์คันหนึ่ง เป็นรถหรูสีดำสนิททั้งคันแถมยังติดฟิล์มดำทึบจนแทบไม่กล้าจะเข้าไปนั่งข้างใน แต่พอหน้ากากอีกาดำนำเข้าไปก่อน หน้ากากทุเรียนก็พอวางใจได้นิดหน่อย


            ผู้ชายสวมสูทที่ตัวเล็กกว่าเป็นคนขับรถ แม้จะตัวเล็กแต่ท่อนแขนกลับดูล่ำกำยำน่ากลัว ส่วนชายร่างใหญ่อีกคนนั่งอยู่ด้านข้างคนขับ ไม่มีใครปริปากคุยกัน วิทยุก็ไม่เปิด ทั้งรถจึงเงียบสนิท บรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากลทำให้หน้ากากทุเรียนขยับมาเบียดแฟนหนุ่ม จะส่งเสียงก็กลัวคนข้างหน้าจะชักปืนขึ้นมายิง

 

            "ไม่ใช่ว่าเรา..." เด็กหนุ่มยกมือป้องปากกระซิบเบา ๆ "กำลังถูกแก๊งยากูซ่าลักพาตัวอยู่เหรอครับ..."

 

            เขาได้ยินมาว่ายากูซ่าญี่ปุ่นเป็นพวกคนโหดร้ายทารุณ ร้ายกาจ แถมยังเก่งมากอีกด้วย บางคดีที่ก่อก็ปกปิดร่องรอยจนตำรวจไม่อาจสาวตัวได้จนคดีหมดอายุความ

 

            หน้ากากอีกาดำมองคนตัวเล็กที่นั่งทำตัวหลุกหลิกอย่างหวาด ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู ชายหนุ่มยกท่อนแขนโอบรอบเอวคนร่างเล็กแล้วรั้งเข้ามาชิดใกล้จนพอที่จะเอ่ยกระซิบกันได้

 

            "ก็ลุงผมนี่แหละ... หัวหน้าแก๊งยากูซ่า"

 

            "หา!?"

 

 

 

 

 

 

            โตมาในแก๊งยากูซ่า มีคนรู้จักเป็นหัวหน้าแก๊ง

 

            หน้ากากทุเรียนชักเริ่มคิดแล้วว่านี่เขากำลังตกหลุมรักอยู่กับคนแบบไหน...

 

            เด็กหนุ่มทำหน้ามุ่ยขณะก้าวขาลงจากรถ โดยมีคนร่างสูงเดินตามมาข้างหลัง แต่ถึงตัวเองจะนำมาก่อน พอเห็นบ้านญี่ปุ่นทรงโบราณหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าก็เริ่มจะก้าวขาไม่ออก นึกอยากจะวนกลับไปหาห้องน้ำในปั๊มอีกสักรอบ

 

            "เข้าไปข้างในกันเถอะ..." หน้ากากอีกาดำคว้ามือคนตัวเล็กกว่าก่อนพาเดินผ่านรั้วกำแพงสีขาวขนาดใหญ่เข้าไปข้างใน

 

            บ้านหลังนี้กว้างอย่างกับบ้านญี่ปุ่นที่ชอบเกิดคดีฆาตกรรมในการ์ตูนนักสืบเรื่องหนึ่ง บนพื้นดินมีหญ้าขึ้น มีทางเดินนำไปสู่ตัวบ้าน ตัวเรือนเป็นเรียนหนึ่งชั้นยกพื้นเล็กน้อย ประตูบานใหญ่ตรงกลางเป็นประตูแบบผลัก สร้างจากไม้เช่นเดียวกับตัวบ้าน ด้านหน้าประตูมีชายสองคนสวมชุดยูกาตะสีดำเข้มคอยเปิดประตูให้

 

            ทั้งสองเดินมุ่งตรงไปทางนั้น พอผ่านประตูไม้บานใหญ่เข้าไปได้แล้ว ก็จะพบกับโถงทางเดินที่มีรูปปั้นแกะสลักวางเรียงรายอยู่ตลอดทาง ดูท่าจะเป็นของสะสมของเจ้าของบ้าน

 

            หน้ากากทุเรียนเผลอกุมมืออีกคนแน่นไม่ยอมปล่อย

 

            สุดปลายของโถง มีทางเดินแยกออกไปอีกเป็นสองทาง พอเดินเข้ามาถึงตรงนี้ก็จะพบว่าอาคารนี้ถูกสร้างเป็นรูปตัวยู โดยประตูด้านหน้าที่ทั้งสองคนเดินเข้ามาคือก้นของตัวยูนั่นเอง ทางเดินสองข้างที่แยกออกหักเลี้ยวไปทางด้านหน้า ฝั่งหนึ่งของทางเดินถูกกั้นแบ่งเป็นห้อง ๆ ประตูเลื่อนตีเป็นช่องบุกระดาษสาสีขาวขุ่น ตรงกลางของตัวยูมีบ่อน้ำขนาดใหญ่พร้อมกับสวนหย่อมที่สวยงามมากจนหน้ากากทุเรียนหลุดปากร้อง 'ว้าว'

 

            เลยออกไปจากสวนหย่อมและบ่อน้ำ มีอาคารอีกหลังถูกสร้างโดดเดี่ยวแยกกับเรือนนี้ จะต้องข้ามสะพานหรือเดินอ้อมบ่อน้ำเลาะสวนหย่อมถึงจะไปยังเรือนนั้นได้ อาคารตรงนั้นเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านที่หันหน้ามาเป็นระเบียงเช่นเดียวกับอาคารหลังนี้

 

            "ที่นี่ไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยแฮะ" หน้ากากอีกาดำมองบ่อน้ำแห่งนั้นแล้วพึมพำออกมา ตอนเขาเด็ก ๆ มันเคยมีปลาคาร์ปอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังหลงเหลืออยู่บ้างไหม

 

            "คุณก็เคยอยู่ที่นี่เหรอฮะ" คนอายุน้อยกว่าหันมองขวับด้วยสายตาเป็นประกาย พออีกฝ่ายพยักหน้าก็เผลอตัวอ้าปากหวอ "น่าอิจฉามาก ๆ เลย" เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง "อ๊ะ แล้วอาคารนั้นคืออะไรเหรอฮะ?"

 

            "อืม..." เสียงทุ้มครางอย่างพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ "ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปหรือยังนะ แต่อาคารที่คุณเห็น ตรงนั้นมันถูกแบ่งเป็นสองห้อง ห้องด้านขวาเอาไว้ทานข้าว ด้านหลังจะมีทางเดินเชื่อมไปเรือนแม่บ้านกับโรงครัวด้วย ส่วนห้องด้านซ้ายเอาไว้รับแขก หลังอาคารนั้นจะมีทางเดินต่อไปยังเรือนของคุณลุงผมอีก"

 

            "ยังไปได้อีกเหรอฮะ...  นี่มัน... กว้างมาก ๆ เลย!" เสียงใสเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น เด็กหนุ่มพลางชะเง้อมองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างสนอกสนใจ ทุกคนล้วนแต่งตัวแปลกตากันไปหมด ไม่เหมือนกับชายสวมสูทสองคนนั้น ทั้งชายทั้งหญิงก็พากันแต่งกายด้วยชุดยูกาตะแบบญี่ปุ่น พวกผู้ชายใส่สีดำล้วน ส่วนพวกผู้หญิงจะเป็นสีพื้นอ่อน ๆ อย่างสีชมพูหรือสีโอลด์โรส "ทำไมเขาแต่งตัวแบบนั้นกันล่ะครับ"

 

            "เดี๋ยวเราก็ต้องแต่ง" หน้ากากอีกาดำว่า แล้วคนอายุน้อยกว่าก็ทำตาโต

 

          ก... เกิดมายังไม่เคยแต่ชุดญี่ปุ่น...

 

            "คุณลุงผมชอบอะไรแบบโบราณ ๆ ที่นี่ก็เลยค่อนข้างเคร่ง ระเบียบจัด ที่จริงผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ "

 

            ระหว่างที่ยืนคุยกันอยู่นั้น เสียงทุ้มเสียงหนึ่งร้องทักจากทางด้านหลังของคนร่างสูง จนหน้ากากทุเรียนอดไม่ได้ที่จะชะเง้อมอง หน้ากากอีกาดำเองก็หมุนกลับไปทั้งตัวเช่นกัน


            "อะนิอุเอะ!

 

            ชายร่างโปร่งคนหนึ่งผู้สวมชุดยูกาตะสีดำเข้มเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา เขาสวมหน้ากากสีดำอมม่วง หูยาว ดูแล้วเหมือนกระต่ายแต่ดูอีกทีน่าจะเป็นจิงโจ้... เมื่อชายผู้นั้นก้าวมาถึงก็คว้าร่างของหน้ากากอีกาดำเข้าไปกอดพลางตีมือบนแผ่นหลังเบา ๆ สองสามที

 

            "Hisashiburi da ­na, Aniue ga genki mitai! (ไม่เจอกันตั้งนานแน่ะ พี่ดูแข็งแรงดีนะ)" หน้ากากจิงโจ้เอ่ยบอกพลางยกคางเกยบ่า ดวงตาคู่คมเหมือนจะสนใจหน้ากากทุเรียนที่ยืนอยู่ข้างหลังมากกว่า

 

            "Omae ka, nan ga atta? (นายล่ะ เป็นไงบ้าง?)" หน้ากากอีกาดำดันร่างของอีกคนออกแล้วเอ่ยถามบ้าง

 

          พ... พูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย...

 

            หน้ากากทุเรียนเผลอมองอีกฝ่ายอย่างอึ้ง ๆ

 

            "Saikin ji-chan ga Osaka ni shikoto o shini ikaseretandatta. Demo sa, heiki, heiki. (ช่วงนี้คุณลุงใช้ให้ผมไปทำงานแถวโอซาก้าน่ะ แต่ก็นะ... สบายมาก)" อีกฝ่ายว่าพลางยักไหล่ไปด้วย "Tonikaku! Kono ko wa? (จะว่าไป เด็กคนนี้น่ะ ใครเหรอ?)" หน้ากากจิงโจ้เอ่ยด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

 

          ฟ... ฟังไม่รู้เรื่องเลย...

 

             แถมทั้งสองคนยังหันหน้ามาจ้องเด็กหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน หน้ากากทุเรียนจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป

 

            ไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน แต่หน้ากากอีกาดำโน้มตัวเข้าไปหาชายอีกคนที่ตัวเตี้ยกว่าเพียงนิดเดียวก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เขาฟังไม่ออก แถมยังได้ยินแค่หางเสียง...

 

            แล้วหน้ากากจิงโจ้ก็ทำตาโตพร้อมกับอุทานขึ้นมาเสียงดัง "Uso ka! (พูดจริงดิ)"

 

            หนุ่มร่างสูงพยักหน้าให้ก่อนจะดึงตัวเองให้กลับมายืนตัวตรง มือข้างหนึ่งยื่นมาหาคนร่างเล็กแล้วดึงแขนของหน้ากากทุเรียนเหมือนจะให้เข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย

 

            "คุณ... นี่หน้ากากจิงโจ้ น้องชายผม" คนสวมหน้ากากสีดำเอ่ยแนะนำ "ทักทายหน่อยสิ"

 

            "ท... ทัก?" เจ้าของเสียงใสเอ่ยตะกุกตะกัก ดวงตาคู่สวยลอบมองชายร่างโปร่งก่อนจะหลุบหนีกลับมาอย่างรวดเร็วเหมือนไม่กล้าสบสายตา "ท... ทักยังไงฮะ..."

 

          ก็เขาไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยสักคำ...

 

            "อ้าว..." ปรากฏว่าคนที่อุทานขึ้นมากลับเป็นหน้ากากจิงโจ้ "คนไทยเหรอ?"

 

            ห่ะ!

 

            หน้ากากทุเรียนช้อนสายตามองแฟนหนุ่มของตัวเองขวับ นึกแค้นในใจว่าถ้าพูดภาษาไทยได้ทำไมไม่พูดกันตั้งแต่แรกเล่า! ปล่อยให้เขายืนงงอยู่นั่นล่ะ! แล้วหน้ากากอีกาดำก็ได้แต่หัวเราะหึ ๆ เหมือนพยายามกลั้น

 

          นี่แกล้งกันสินะ...

 

            "ส... สวัสดีครับ พี่จิงโจ้..." คนร่างบางปรับเปลี่ยนอารมณ์หันกลับมายิ้มให้คนที่ถูกอีกฝ่าบเรียกว่า 'น้องชาย' แถมยกมือไหว้ให้ด้วยเอ้า! ทูตวัฒนธรรมไทยสุด ๆ

 

            หน้ากากจิงโจ้ก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาคุยกับผู้พี่ต่อ "พวกพี่ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ เดี๋ยวเข้าไปหาคุณลุงกัน"

 

 

 

 

 

 

            หน้ากากทุเรียนถูกจับแต่งตัวด้วยชุดยูกาตะสีดำเข้มเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ โดยมีสาวใช้นำยูกาตะสีดำมาให้เขาสองชุดสำหรับคืนนี้กับวันพรุ่งนี้ นอกจากนั้นก็สีฟ้าอ่อนกับสีน้ำเงิน คงเผื่อให้ใส่ในวันอื่น ๆ หรือตอนเปลี่ยนนอนล่ะมั้ง

 

            การใส่ยูกาตะครั้งแรกของเขาทุลักทุเลกว่าที่คิด จนหน้ากากอีกาดำต้องมาช่วยจับ แถมมันยังดูโหวง ๆ ข้างในยังไงพิกล ผ้าชิ้นเดียวแบบนี้เขาจะสวมก็ตอนอาบน้ำ แต่จะว่าไปนี่มันก็คล้ายชุดคลุมอาบน้ำเหมือนกันแฮะ...

 

            "ทำไมผมถึงได้ชุดสีฟ้ากับสีน้ำเงินด้วยล่ะฮะ คนอื่นใส่สีดำกันทั้งนั้น" หน้ากากทุเรียนจับเสื้อขยับ ๆ อย่างไม่ค่อยสบายตัว (ไม่สิ มันสบายเกินไปด้วยซ้ำ ต้องบอกว่าไม่ชินมากกว่า) ขณะเดินเลาะระเบียงเพื่อลงไปข้ามสะพานไปยังเรือนเดี่ยวด้านหลัง

 

            "ตามปกติ ที่นี่น่ะ เวลามีแขก คุณลุงจะให้ใส่สีอื่น สีดำให้ใส่เฉพาะคนใน คุณลุงผมมีลูกน้องเยอะ เวลาฟันกันจะได้แบ่งพวกถูก" ร่างสูงว่าพลางหัวเราะร่วน แต่คนฟังก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ อย่างไม่เข้าใจวัฒนธรรมยากูซ่านัก "แต่ว่าในงานศพแบบนี้ก็ให้คุณใส่สีดำได้... เป็นกรณีพิเศษ"

 

            "อ๋อ..." เจ้าของร่างบางพยักหน้าหงึก เขาเห็นเค้าแววความมากพิธีอย่างที่อีกคนเคยบอกมาแต่ไกล "แล้วพิธีศพนี่เขาทำกันยังไงเหรอฮะ"

 

            "งานศพที่นี่จะจัดแค่ 2-3 วัน บางทีก็สวดในคืนที่ตายแล้วก็เผาวันรุ่งขึ้นเลย แต่คุณลุงให้รอผมด้วย ก็เลยต้องสวดสองคืน ยังเหลือคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็เอาไปเผา"

 

            "เผาศพกันเหรอฮะ?" เด็กหนุ่มขมวดคิ้วนิดหน่อย เขานึกว่าการเผามันเป็นประเพณีแบบไทย ๆ ซะอีก แต่ก็พอเข้าใจได้ว่ามันเป็นพิธีของพุทธ แล้วคนญี่ปุ่นก็นับถือศาสนาชินโตกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งศาสนาชินโตเองก็วิวัฒนาการมาจากศาสนาพุทธนั่นล่ะ

 

            การไปเรือนหลัง (หน้ากากอีกาดำบอกว่ามันถูกเรียกอย่างนั้น) ต้องข้ามสะพานไม้ ระหว่างเดินข้ามสะพาน หน้ากากทุเรียนก็แอบชะเง้อคอมองลงไปในบ่อน้ำ เห็นปลาคาร์ปตัวใหญ่กำลังแหวกว่ายกันอยู่เต็มไปหมด

 

            พอเดินข้ามสะพานมาถึงเรือนหลัง เจ้าของร่างบางก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหยุดหายใจอีกครั้ง มือเล็กคว้าข้อมือของคนร่างสูงไว้ก่อนจะเลื่อนประตูเข้าไป หน้ากากอีกาดำจึงหันมามองด้วยความเป็นห่วง

 

            "เป็นอะไรหรือเปล่า..."

 

            "คือ..." เสียงใสฟังสั่น ๆ "จ... จะไม่เป็นไรแน่เหรอครับ คุณก็รู้ว่าครอบครัวเราไม่ถูกกัน..."

 

          แล้วนี่ต้องเข้าไปหาคุณลุงที่เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย...

 

            ชายหนุ่มลอบถอนหายใจก่อนยื่นมือมาจับมือสองข้างของหน้ากากทุเรียนแล้วบีบเบา ๆ "คุณก็รู้... ว่าผมจะไม่พาคุณไปเสี่ยงอันตราย ที่ผมพาคุณมา เพราะผมรู้ว่ามันไม่เป็นไร คุณลุงไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับงานของพ่อที่เมืองไทยสักหน่อย แล้วท่านก็เป็นคนใจดีมาก ๆ ด้วยนะ"

 

            ดวงตาคู่สวยเงยหน้ามองคนร่างสูง แต่เขาก็ยังทำใจให้นิ่งไม่ค่อยไหว

 

            หน้ากากอีกาดำจึงพยักหน้าให้เอ่ยต่อ "ถ้าผมต้องบอกใครสักคนว่าผมรักคุณ... ผมอยากบอกคุณพ่อ แต่ถ้าผมบอกคุณพ่อไม่ได้ ผมก็อยากบอกคุณลุง... คุณเข้าใจใช่ไหม"

 

            เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างจำใจ ก่อนประตูไม้บานใหญ่จะถูกเลื่อนออก และพวกเขาทั้งสองก็ก้าวขาเข้าไปข้างใน

 

            ภายในห้องสี่เหลี่ยมบรรยากาศอึดอันจนหายใจไม่ชุ่มปอด

 

            หน้ากากทุเรียนก้าวขาตามหน้ากากอีกาดำเข้ามาให้ห้อง ดวงตาคู่สวยแทบไม่ได้ใส่ใจอย่างอื่นในห้องนี้เลย นอกจากชายร่างใหญ่ผู้สวมหน้ากากจะงอยปากนกสีแดงสดตัดกับชุดยูกาตะสีดำเข้ม เหนือริมฝีปากที่โผล่พ้นจากใต้หน้ากากปรากฏไรหนวดสีดำ ดูน่าเกรงขาม แม้หน้ากากอีกาสีแดงจะปกปิดใบหน้าจนไม่อาจมองเห็นได้ชัด แต่ละอองไอบางอย่างที่แผ่ออกมากดทับในบรรยากาศก็พอจะบอกให้รู้ได้ว่าคนตรงหน้าน่าจะเป็นคนมีอายุที่น่าเกรงขามมากทีเดียว

 

            ด้านขวามือของหน้ากากอีกาแดง คนสวมหน้ากากจิงโจ้ที่เคยพบเจอตรงระเบียงทางเดินนั่งทับส้นเท้าหันข้างให้กับพวกเขา

 

          อืม... อยากร้องไห้แฮะ

 

            ชายหนุ่มมองตามคนร่างสูงที่เดินเข้าไปตรงกลางห้องแล้วหย่อนตัวนั่งลงในท่าเดียวกับหน้ากากจิงโจ้ เขาจึงเดินไปนั่งด้านข้าง ค้อมศีรษะให้คนมีอายุตรงหน้าหนึ่งครั้งเป็นเชิงขออนุญาต

 

            "คุณลุง... ผมเสียใจเรื่องคุณปู่ใหญ่ด้วยนะครับ" หน้ากากอีกาดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นภาษาไทย หน้ากากทุเรียนจึงลอบตวัดสายตามอง ดูทรงแล้วคุณอีกาแดงก็น่าจะเข้าใจภาษาไทยได้เหมือนกัน

 

            "อืม..." คนมีอายุถอนหายใจออกมา เพียงแค่เสียงถอนหายใจก็ฟังดูก้องกังวานจนหน้ากากทุเรียนขนลุกซู่ ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำ ไม่กล้าสบตากับสายตาคมกริบอีกคู่ที่มองตรงมา "ความเป็นความตายมันหลีกหนีกันไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วมันต้องมาถึง ลุงเข้าใจ ไม่ได้เศร้าเสียใจอะไรนักหรอก..."

 

            "ครับ" เสียงสากพึมพำรับ "อ่า... คุณพ่อฝากมาขอโทษ เห็นว่าช่วงนี้งานทางนั้นยุ่งมาก ก็เลยให้ผมมาแทนครับ"

 

            "เอาเถอะ... ไม่เป็นไร ว่าแต่เจ้าน่ะ ไปอยู่เมืองนอกเมืองนามานาน ลืมภาษาญี่ปุ่นไปหมดแล้วรึ?" น้ำเสียงเย็น ๆ เยือก ๆ เมื่อครู่เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย พลอยทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาด้วย

 

            "ลืมไปบ้าง แต่ก็ยังพอจำได้ครับ" หน้ากากอีกาดำคลี่ยิ้ม

 

            "แฟนฟังไม่เข้าใจก็พูดเถอะ" เสียงนกเสียงกาลอยเข้าหู หน้ากากทุเรียนส่งสายตามองคนสวมหน้ากากจิงโจ้ยิ้ม ๆ เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนง่าย ๆ แล้วก็ขี้เล่นกว่าที่คิด

 

            แต่ทว่า พอถูกดวงตาคมใต้หน้ากากสีแดงตวัดเข้าใส่ หน้ากากจิงโจ้ปิดปากเงียบกริบ

 

            "ไม่แนะนำเพื่อนให้ลุงรู้จักหน่อยรึ" คนมีอายุเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

 

            "Aniue no koibito de sa. (แฟนพี่ใหญ่ครับ)" ร่างโปร่งเปิดปากขึ้นมาอีกรอบ แล้วก็ไม่วายถูกสายตาคู่คมใต้หน้ากากสีแดงตวัดใส่

 

            "Omee to tazunenainda... (ลุงถามเจ้ารึ)" คนได้ชื่อว่า 'หัวหน้าแก๊งมาเฟีย' เอ่ยอย่างเน้นพยางค์พลางกดตามอง


            หลังจากถูกมองด้วยสายตาพิฆาต หน้ากากจิงโจ้ก็นั่งเงียบกริบ ส่วนหน้ากากทุเรียนที่ฟังทั้งสองคนพูดไม่รู้เรื่องก็หันมองหน้ากากอีกาดำแล้วก็พบว่าร่างสูงกำลังกลั้นยิ้มแถมยังยักคิ้วล้อเลียนคนถูกตำหนิซะอีก


            "Otouto ga iu koto wa hontou? (เป็นอย่างที่น้องพูดรึ?)" คนมีอายุหันกลับมาหาคนสวมหน้ากากสีดำ

 

            "Sou desu... (ครับ)" ชายหนุ่มว่าพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

 

            "อืม..." หน้ากากอีกาแดงครางเบา ๆ ก่อนพยักหน้า แล้วหันมาทางหน้ากากทุเรียนที่นั่งนิ่งตัวแข็งทื่ออย่างไม่กล้ากระดุกกระดิก

 

            "คุณ... นี่ลุงอีกาแดง... คุณลุงผม" เจ้าของเสียงสากเอียงตัวมากระซิบ ก่อนหันไปพูดกับผู้ใหญ่แบบเต็มเสียง "คุณลุงครับ... นี่หน้ากากทุเรียนครับ"

 

            เด็กหนุ่มยกมือไหว้คนมีอายุที่เพียงพยักหน้ารับไหว้อย่างไม่คุ้นวัฒนธรรมไทย

 

          ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิดแฮะ...

 

            หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็คุยถึงสารทุกข์สุขดิบกันตามประสาลุงหลาน โดยที่หน้ากากทุเรียนนั่งเงียบฟัง ส่วนหน้ากากจิงโจ้ก็เหมือนถูกสาปให้เป็นใบ้ และการนั่งทับส้นเท้าตัวเองมันทำให้หน้ากากทุเรียนรู้สึกเหมือนนานมากจนเหน็บกิน แต่จะขยับเขยื้อนก็กลัวจะเสียมารยาท ไม่รู้ว่าผู้ชายสองคนนั่นทนนั่งกันเข้าไปได้ยังไง! จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หน้ากากอีกาแดงก็บอกให้ไปพักผ่อน แล้วค่อยมาเข้าร่วมพิธีตอนสองทุ่ม ทั้งสามคนก็ค้อมตัวลาและลุกขึ้นจากตรงนั้น

 

            "อีกาดำ" เสียงทุ้มกังวานของหน้ากากอีกาแดง ทำคนหนุ่มทั้งสามถึงกับชะงัก ก่อนคนถูกเรียกจะลดตัวนั่งลงอีกครั้ง "ตามลุงเข้าไปที่ห้องหน่อยนะ แล้วค่อยออกไป"

 

 

 

 

 

 

          หลังจากที่หน้ากากทุเรียนเดินตามหน้ากากจิงโจ้ออกไปข้างนอกโดยไม่มีท่าทีสงสัย (คงแต่ตื่นเต้นกับสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เห็นมากกว่า) หน้ากากอีกาดำก็เดินตามคนสูงอายุผู้เป็นมาเฟียใหญ่ ทะลุด้านหลังห้องรับรองเพื่อไปยังห้องเล็กอีกห้อง

 

            ชายหนุ่มย่อตัวนั่งลงหน้าผู้เป็นลุงอีกครั้งด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม

 

            "Oji-sama... (ท่านลุงครับ)" เสียงสากคราง ดวงตาคู่คมหรี่มองคนสวมหน้ากากสีแดงทรงพลังอย่างนึกสงสัย "Hanaxai koto wa... Nan desu ka... (เรื่องที่จะพูด... คือ...)"

 

            "อืม... Nan demo nai, tada... (ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ลุงก็แค่...)" หน้ากากอีกาแดงว่าพลางกดสายตามองหลานชาย "Tazunetai koto ga Arun... Kono ko wa... (มีเรื่องอยากถามหน่อย เกี่ยวกับเด็กคนนั้น...)"







- TBC - 

 





Writer's Talk: 

มีความรื้อภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ได้ใช้มาสองสามปี ฮือออ

มีเรื่องจะบอกคือ เราตัดสินใจแล้วค่ะว่าเราจะอัพทุก ๆ วันศุกร์ ถ้าศุกร์ไหนไม่ว่างก็อาจจะเลื่อนเป็นเสาร์อาทิตย์ แต่พยายามจะอัพให้ได้ทุกอาทิตย์นะคะ จะได้ต่อเนื่องกัน เดี๋ยวโดนเท 555555555 กลัวสุดคือการโดนรีดเดอร์เท แงงง ถ้าแบบมันแปลก ๆ ไม่ค่อยสนุก หรืออะไรยังไง บอกเราได้เลยนะคะ เราจะไม่โกรธ แต่อย่าหายไปเงียบ ๆ กันน้า T_T

ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในช่วงแนะนำตัวละครอยู่ ถ้าน่าเบื่อไปหน่อยก็ขอโทษด้วยนะคะ ._.

เอาเป็นว่าเจอกันศุกร์หน้าค่ะ ในทวิตเตอร์ติดแท็ก #ficsmoke กันน้า เราอ่านทุกทวิตทุกคอมเม้นท์เลยค่ะ แฮร่ ๆ


footnote:

พี่โจ้เรียกคุณอีกาดำว่า อะนิอุเอะ (Aniue) / 兄上 (あにうえ) เป็นคำที่ใช้เรียกพี่ชายคนโตเท่านั้นค่ะ (พี่ชายคนรอง ๆ จะไม่เรียกแบบนี้) ระดับภาษาก็จะเก่า ๆ แล้วก็เป็นทางการหน่อย อารมณ์ประมาณโลกิเรียกธอร์น่ะค่ะ 5555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #29 Marita nt. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 13:19
    โอ๊ยยยยย พี่อีกามีความท่านราชามากกกกกกก เรื่องโน้นก็ราชานรกแบบมาเฟีย เรื่องนี้ก็มีเอี่ยวกับยากูซ่าเราชอบไรแบบนี้มากเลยไรท์ มีความมีเพาเวอร์ มีความสายเปย์ มีความชอบแกล้งน้องง มีความสามีมากกก พูดหลายภาษาด้วย คือใจบางไปหมดแล้วววว ชอบบบบบบ
    #29
    0
  2. #27 sodiumchan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 23:38
    ชอบจังภาษาญี่ปุ่น ต้องอ่านออกเสียงตลอดเลย
    #27
    0
  3. #22 fomemies (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 15:33
    ยากูซ่าาา! ไม่ว่าเรื่องไหนพี่อีกาก็ยังคงมีความคูลลล ชอบค่ะะ
    #22
    0
  4. #16 lumina (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 18:19
    รู้สึกได้ถึงอุปสรรคบางอย่างค่ะ 5555ไรต์เขียนดีมากเลย

    สู้ๆน้า~
    #16
    0
  5. #15 cotton54 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 13:03
    ไรท์ทำการบ้านมาดีมากๆเลยค่ะ อ่านไปได้ความรู้ มีภาษาญี่ปุ่นด้วย พี่อีกาสุดคูล น้องทุก็น่ารักน่าเอ็นดู เข้ากันมากๆ ใกล้จะดราม่าแล้วใช่มั้ยอ่า รอติดตามนะคะ
    #15
    0
  6. #14 AlicePontiaCH (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 09:34
    ภาษาค่ตดีคร่ะ..เนื้อเรื่องน่าติดตามมาก
    ปล.อยากได้อีกาแดงมาเป็นผัว(?)
    ปล.2 ของคู่ฆังโจ้หรือโจฆังด้วยได้มั้ยคะไรท์จะได้ฟิน×2
    #14
    0
  7. #13 LL_DemonB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 07:32
    ไรท์ภาษาดีมากๆอะค่ะ แล้วก็เก่งด้วย ชอบการดำเนินเรื่องทั้งหมดของไรท์ม๊ากกมาก ทั้งการตั้งคาร์ตัวละคร ทั้งเรื่องความรู้ บลาๆๆ ทำต่อไปเรื่อยๆนะคะ รีดคนนี้ค่อยติดตามอยู่ไม่ไปไหนค่ะ❤
    #13
    0
  8. #12 Newy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 07:13
    ไรท์สำนวนดีงาม อ่านเพลินเลยค่ะ รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปตามทุเรียนด้วยเลย ^_^
    #12
    0
  9. #11 PLOYLEK (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 23:56
    คุณอีกามีความคูลสูงมากเลย 😣
    ไรท์ยังคงสำนวนดีงามเหมือนเดิมเลยค่ะ
    คุณภาพในงานเขียนนี่ แน่นมาก
    ทั้งข้อมูลสถานที่ เรื่องภาษาอีก ไรท์เก่งมากเลยอ่ะ
    แต่แอบคิดในใจว่าถ้าช่วงแรกตัวเอกรักกันแล้ว
    ช่วงหลังคงมีปวดตับกันไปข้าง 555
    แอบเอาใจช่วยคุณอีกากับน้องทุเรียนให้ผ่านอุปสรรคต่างๆอยู่นะ
    รวมถึงไรท์ด้วย ขอบคุณที่ผลิตผลงานดีๆแบบนี้ให้อ่านนะคะ 😊😊

    #11
    0