FIC TMS : A Smoke In The Sighs #อีกากินทุเรียน

ตอนที่ 3 : c h a p t e r 2 .

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 278
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    5 มี.ค. 61


A Smoke In The Sighs

c h a p t e r 2 .

 

 

 

กำแพงอิฐมิอาจกั้นขวาง ปีกแห่งรักจะนำข้าพาโบยบินไปหาเจ้า

นั่นเพราะชายผู้ตรึงในบ่วงรักจักทำได้ทุกสิ่ง

 

[Romeo & Juliet, Act II Scene II]

 

           

 

            มันเป็นฤดูหนาวที่สองในอังกฤษของหน้ากากทุเรียน

 

            เสียงจอกแจกจอแจของผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตตอนบ่ายวันเสาร์วุ่นวายกว่าที่คิด แม้จะเป็นเรื่องปกติของกรุงลอนดอน เมืองหลวงแห่งประเทศอังกฤษที่ไม่ได้เงียบสงบเหมือนมหาวิทยาลัยนอกเมือง 


            มิน่า! คนที่นี่ถึงได้ย้ายหนีไปอยู่ตั้งเคมบริดจ์โน่น

 

            คนสวมหน้ากากหนามขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่อยากเชื่อว่าเสียงพูดคุยของผู้คนจะดังทะลุหูฟังที่เขาสวมอยู่ได้ หรือไม่เขาอาจจะพลาดป้ายเซลล์ที่หน้าตึกเพราะมัวแต่ใจลอยนึกเมนูอาหารที่ไม่ได้ทำตั้งนาน แถมยังเดินหลงทางอยู่รอบเมืองเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะหาซูเปอร์มาร์เก็ตเจอ

 

            อุตส่าห์เดินตาม GPS แล้วแท้ ๆ...

 

            เด็กหนุ่มถอนหายใจ ดวงตาสีเข้มกวาดมองตะไคร้สองกำในสองมือที่หน้าตาดูคล้ายคลึงกันราวกับเกมจับผิด ก่อนตัดสินใจวางกำหนึ่งลงในตะกร้าพลาสติกที่คล้อยอยู่บนแขน อีกกำก็วางกลับคืนที่เดิม

 

            ยังขาดอะไรอีกไหมนะ...

 

            รู้อย่างนี้เขาจดลิสต์มาก็ดีหรอก!

 

            ตื๊ด ตื๊ด...

 

            เสียงสั่นครืนในกระเป๋าเสื้อโค้ทดังกระตุกความคิดพร้อมกับเสียงเพลงที่เงียบลงชั่วขณะ หน้ากากทุเรียนคลำหาปุ่มกดรับสายบนเส้นหูฟังโดยไม่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยซ้ำว่าใครโทรเข้ามา


            คนรักสันโดษอย่างเขาจะไปมีเพื่อนฝูงที่ไหนอีก

 

            "ครับ..." เสียงใสกรอกใส่ไมค์ตัวเล็ก

 

          "คุณอยู่ไหนแล้ว"

 

            "ผมมาถึงสักพักแล้วฮะ อยู่ในเทสโก้เมโทร คุณถึงไหนแล้วครับ" ดวงตาคู่สวยใต้หน้ากากหนามหลุบมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลาบ่ายสองกว่า ๆ เกือบจะบ่ายสาม

 

          ดีนะที่กินข้าวเที่ยงมาแล้ว...

 

            "ผมอยู่คิงส์ครอส กำลังลง... อ่า ขึ้น..." ปลายสายอึกอักก่อนเงียบไปพักหนึ่ง "I'm getting off the tube."

 

            "ครับ ๆ" เจ้าของเสียงใสหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แม้ 'the tube' จะเป็นคำศัพท์แบบอังกฤษจ๋าที่เขาไม่ค่อยคุ้นเคยนักในช่วงแรก ๆ  ไหนจะเรื่องขึ้นลงนั่นอีก แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยอาจจะสับสนระหว่าง การ 'ลง' รถไฟ ที่ต้องเดิน 'ขึ้น' บันไดมาข้างบน "รีบมาฮะ"

 

            หน้ากากอีกาดำบอกว่าตัวเองเคยอาศัยอยู่ในเมืองแคมเดน ซึ่งเป็นย่าน (โบโรห์) หนึ่งในลอนดอนตั้ง 7 ปี ตั้งแต่ ม.ปลายจนเขาจบ ป.ตรีที่ยูลอนดอน ก่อนออกนอกเมืองไปเรียนต่อป.โทที่เคมบริดจ์ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ชายหนุ่มได้เช่าอพาร์ทเมนท์หรูต่อจากคนรู้จักของญาติฝ่ายพ่อ มันจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการนัดเจอกันในวันเสาร์อาทิตย์ที่ทั้งคู่ไม่มีเรียน

 

            แล้วลอนดอนก็อยู่ตรงกลางระหว่างสองมหา'ลัยพอดีด้วย นั่งรถไฟแค่ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึง 


            เร็วกว่าฝั่งธนไปสยามอีก!

 

            หน้ากากทุเรียนยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์ผักไทยนานาชนิด (วัตถุดิบของอาหารไทยหาได้ง่ายกว่าที่คิด คงเพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็ชอบมาอยู่ที่นี่กันล่ะมั้ง) แม้จะกดตัดสายไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มกลับเสมือนว่ายังล่องลอยอยู่ในโลกต่างมิติ รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปากอย่างอดใจไม่ได้

 

            เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นไปนานแค่ไหน...

 

            แปะ!

 

            มือหนาคว้าหมับลงข้างไหล่ ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก คนสวมหน้ากากหนามหมุนตัวขวับไปค้อนสายตาใส่

 

            "ทำอะไรน่ะฮะ ตกใจหมด" เสียงใสบ่นอุบอิบ

 

            "ก็เห็นคุณยืนนิ่ง ๆ... นึกว่านับฝุ่นในอากาศอยู่" หน้ากากอีกาดำยักคิ้วใส่ จนหน้ากากทุเรียนเริ่มอยากจะตั้นกำปั้นใส่หน้าสักหมัด ทีเรื่องแบบนี้ล่ะ ภาษาไทยแตกฉานดีนัก


            "แล้วนี่ซื้ออะไรเยอะแยะ" ชายหนุ่มว่าพลางชะโงกหน้ามองวัตถุดิบในตะกร้าพลาสติก สาบานว่าเขาห่างเหินจากเมืองไทยมานานจนบอกไม่มีความสามารถในการประกอบร่างวัตถุดิบในตะกร้าให้กลายเป็นอาหารไทยชนิดใดได้ แบบที่ว่าถ้าเห็นชิ้นส่วนของไททานิกก่อนนำไปประกอบจะต้องบอกไม่ได้แน่ ๆ ว่าเศษเหล็กพวกนี้จะกลายเป็นเรือสำราญยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

 

            "ผมว่าจะทำต้มยำกุ้งอ่ะ ไม่ได้กินตั้งนานแล้ว เดี๋ยวจะทำให้คุณกินด้วยฮะ" ใบหน้าใต้หน้ากากหนามคลี่ยิ้มร่า แต่พอเห็นหน้าตามึน ๆ งง ๆ ของคนที่ไม่กล้าเรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่า 'สัญชาติไทย' หน้ากากทุเรียนก็ถอนหายใจเฮือก "อาการหนาว ๆ แบบนี้ก็ต้องกินต้มยำกุ้งสิ"

 

            คนที่นี่คงชินกับการจิบชาหรือเบียร์คลายหนาวมากกว่าล่ะมั้ง แต่ใครจะรู้ว่าการได้กินข้าวหอมมะลิร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งในวันที่อากาศหนาวน่ะ มันฟินสุด ๆ ไปเลย!

 

            "อ๋อ..." คนตัวสูงกว่าพยักหน้าหงึก

 

            "จะว่าไปที่ห้องคุณมีหม้อหุงข้าวหรือเปล่าครับ?"

 

            "มี..." เสียงสากพึมพำ "แต่ไม่รู้ว่ายังใช้ได้หรือเปล่านะ..."

 

            "ครับ... งั้นก็ไปแบกข้าวสารมาให้ผมเลย" เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง กระชับตะกร้าพลาสติกสีสดใสในมือก่อนจะดันหลังคนร่างสูงให้เดินนำไป ไม่วายโดนบ่นใส่ว่า 'เหมือนถูกเรียกตัวมาใช้แรงงาน'

 

          ก็แหงสิ! แค่น้ำปลา น้ำมันพืช และเครื่องต้มยำต่าง ๆ ในตะกร้านี่ก็หนักจะแย่อยู่แล้ว

 

 

 

 

 

 

            เขาว่ากันว่าเด็กที่ถูกส่งไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวมักทำอาหารเก่ง เอาตัวรอดได้ แต่นั่นอาจจะไม่ใช่กับทุกคน...

 

            การทำอาหารเองได้ ประหยัดกว่าซื้อกินทุกมื้อหลายขุม ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของคนไทยคือเราติดการกินข้าว นั่นหมายความว่าเราต้องมีกับ และเราต้องทำมันเอง เทียบกับอาหารสไตล์นานาชาติชนิดที่แค่เอาขนมปังไปโยนใส่เครื่องปิ้งก็ได้มื้อเช้าหนึ่งมื้อ หรือเพียงโยนอะไรบางอย่างใส่ลงในหม้อและรอให้น้ำเดือด ก็จะได้ซุปออกมาซด (เรื่องการปรุงมันแล้วแต่ลิ้นคน) ซึ่งหน้ากากทุเรียนไม่สามารถค้นพบสัจธรรมได้เลยว่าการ 'ดื่ม' ซุปมันจะทำให้เราอิ่มได้ยังไง

 

            คนสวมหน้ากากหนามมุ่ยปากขณะหั่นหัวหอม ซึ่งมันทำให้เขาอยากร้องไห้ ถึงเขาจะทำอาหารเก่งประมาณหนึ่งแต่เขาก็ยังคงเกลียดการหั่นหัวหอมเข้าไส้จึงเก็บมันเอาไว้ท้ายสุดขณะที่ทุกอย่างถูกเตรียมเสร็จสรรพพร้อมโยนลงหม้อต้มทั้งหมดแล้ว

 

            ด้านหลังของเขา ชายหนุ่มอีกคนกลับทำอะไรบางอย่างที่ส่งเสียงดังโค้งเค้ง อย่างกับมือเปลี้ยทำถ้วยชามกะละมังหม้อไหหลุดมืออยู่ตลอดเวลา เสียงมันเหมือนรถสามล้อที่ชอบผูกกระป๋องน้ำอัดลมหรือนมข้นหวานเอาไว้ท้ายรถให้มันส่งเสียงดังกระป๋องกระแป๋ง โดยที่เขาไม่อาจเข้าใจสุนทรียศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้ได้เลย

 

            "คุณ... ผมกดหม้อหุงข้าวเลยนะ" เจ้าของเสียงสากว่าพลางชะเง้อหน้ามามองเขาเหมือนเด็กสามขวบที่ถูกแม่ใช้ให้ไปเปิดพัดลมเป็นครั้งแรก

 

            "ครับ" คนสวมหน้ากากหนามว่าพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ เมื่อกี้ยังอากาศหนาวอยู่เลย "โอ๊ย!"

 

            หน้ากากอีกาดำรีบพุ่งเข้ามาหา อารมณ์เหมือนเวลานางเอกโง่ ๆ เผลอหั่นนิ้วตัวเองในละครหลังข่าว

 

            "เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ"

 

            แต่ไม่ใช่...

 

             "เปล่าครับ... หัวหอมเข้าตา" เด็กหนุ่มว่าพลางหยีตาข้างหนึ่ง ข้างเดียวกับที่เขาเพิ่งยกมือขึ้นปาดเหงื่อไปเมื่อครู่ มือเล็กวางมีดลงบนเขียง ข้างกับหัวหอมที่ยังหั่นไม่เสร็จ ก่อนจะคลำทางหาวิธีเดินไปยังก๊อกน้ำแล้ววักน้ำขึ้นลูบหน้า ละเลงตา ขณะที่คนตัวสูงกว่าก็ยกมือเกาหัวแกรก ๆ แบบไม่รู้จะช่วยยังไง

 

            หน้ากากทุเรียนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ค่อย ๆ หยีตาขึ้น พอหมุนตัวหันขวับก็ถูกอีกฝ่ายยืนดักอยู่ เขาก็เลยถือโอกาสคว้าคอเสื้อยืดแห้ง ๆ ของอีกฝ่ายมาซับรอบดวงตาเพราะเสื้อของเขาก็ถูกน้ำกระเด็นใส่จนไม่เหลือที่แห้ง

 

            "ขอบคุณนะครับ" รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนมุมปากเมื่อดวงตาคู่สวมลืมได้เต็ม ๆ

 

            สายตาใต้หน้ากากหนามลอบเหลือบไปมองยังหม้อหุงข้าว ไม่รู้อะไรดลใจให้เขานึกสังหรณ์ไม่ดี หน้ากากทุเรียนจึงพุ่งเข้าไปเปิดฝาหม้อดูทันควัน 


            "โอ้โห! นี่คุณจะทำข้าวต้มหรือไงครับ?" มือบางรีบสับสวิตซ์ไฟลง คว้าเอาถุงมือกันความร้อนมาสวมอย่างรวดเร็วก่อนยกตัวหม้อชั้นในขึ้นมาวางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์กระเบื้อง

 

            "...ก็คุณบอกให้ผมใส่น้ำหนึ่งข้อนิ้ว" หน้ากากอีกาดำรีบโวยประท้วง

 

            "หนึ่งข้อนิ้วจริงเหรอครับ" เสียงใสบ่นอุบพลางค่อย ๆ เทน้ำในหม้อออกให้เหลือน้อย ๆ แล้วเอาหม้อนั้นมากอดไว้ข้างเอวพลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่น

 

            "จริง" ชายหนุ่มยังยืนกราน แถมชูนิ้วชี้ขึ้นเป็นเครื่องช่วยยืนยันอีกด้วย

 

            คนร่างเล็กกว่ามุ่ยปาก โน้มตัวลงมาจ้องมอง 'หนึ่งข้อนิ้ว' ของอีกฝ่ายดี ๆ อย่างพิจารณา ก่อนที่เขาจะเผลอตัวงัดนิ้วมือของตัวเองขึ้นมามองสลับกัน

 

          ก็จริงของเขา...

 

            "ข้อนิ้วผม" หน้ากากทุเรียนเบ้หน้าราวกับเอาเรื่องอีกฝ่ายไม่ได้ ก่อนจะเอาหม้อหุงข้าวเจ้าปัญหาไปตั้งไฟอีกครั้งหนึ่ง

 

            "ทีหลังคุณก็บอกสิว่าให้ตวงน้ำกี่ส่วน ข้อนิ้วมันมาตรฐานที่ไหน"

 

            "คนไทยทั้งประเทศเขาก็วัดกันด้วยข้อนิ้วนี่แหละฮะ" เด็กหนุ่มแยกเขี้ยวใส่ ไม่วายเอื้อมมือไปหมายจะบิดเอวอีกฝ่ายให้คลายความรู้สึกหมั่นไส้ แต่คนตัวสูงกว่ากลับรู้ทันและเอี้ยวตัวหลบได้เสียก่อน "คุณไปเด็ดใบกะเพราให้ผมหน่อย"

 

            "ขอละเอียด ๆ เดี๋ยวจะมาว่าผมอีก"

 

            "อยากละเอียดก็ไปสับหมูฮะ"

 

            "...ผมว่าผมเด็ดใบกะเพราดีกว่า" หน้ากากอีกาดำพยักหน้าหงึกหงักกับตัวเอง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเอาต้นผักสีเขียวที่แช่น้ำอยู่ในกะละมังพลาสติกขึ้นมาสะบัดแค่พอสะเด็ดน้ำ

 

            "เอาเฉพาะใบที่หน้าตาดีนะครับ ใบเน่า ๆ ไม่ต้องเอามา" เด็กหนุ่มเดินเลี่ยงไปอีกทาง เขานึกขึ้นได้ว่าหัวหอมยังหั่นไม่เสร็จ คิดแล้วก็จับมีดหั่นเจ้าผักเจ้าปัญหานั่นต่อ (เขาไม่แน่ใจว่าหัวหอมเรียกว่าผักได้ไหม) ไม่รู้ตัวเลยว่ามุมปากของตัวเองนั้นกำลังยกขึ้นตลอดเวลา ไม่รู้ตัวเลยจริง ๆ ว่ากำลังถูกดวงตาคมอีกคู่จ้องมอง...

 

            หรือแม้จะรู้ตัว... เขาก็คงหุบยิ้มไม่ลงอยู่ดี

 

            หน้ากากทุเรียนกวาดหัวหอมที่หั่นเสร็จแล้วใส่ช่องว่างของจานที่เขาเว้นที่ไว้ให้วัตถุดิบสุดท้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพ่อครัวฝึกหัดที่มือเด็ดใบกะเพราแต่ตากลับมองเขา แถมตอนที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว หน้ากากอีกาดำก็ไม่ได้รีบเบี่ยงสายตาหลบแต่อย่างใด เขากลับยิ้มตอบกลับมา...

 

            "ม... มองอะไรฮะ" เจ้าของเสียงใสหวานอ้ำอึ้ง เขาหวังว่าเนื้อแดง ๆ ของมะเขือเทศจะไม่กระเด็นขึ้นมาติดบนใบหน้าตอนหั่น... หรือหากมันมีแดง ๆ ล่ะก็ นั่นจะเป็นข้อแก้ตัว (ที่คงฟังไม่ขึ้น)

 

            "เปล่า" ชายหนุ่มยักไหล่ "ผมแค่... รู้สึกว่า... คุณดูร่าเริงขึ้นเยอะนะ ตั้งแต่ที่เรารู้จักกัน"

 

            "อ๋อ..." หน้ากากทุเรียนทำเหมือนไม่อยากใส่ใจกับคำพูดนั้น เขาหมุนตัวกลับมาหน้าเตาแก๊สก่อนโกยวัตถุดิบที่หั่นแล้วต่าง ๆ ลงในหม้อน้ำเดือด อดไม่ได้ที่จะยกแขนขึ้นปาดหน้าตัวเองเหมือนกลัวว่าเนื้อมะเขือเทศจะกระเด็นขึ้นไปติดบนนั้นจริง ๆ

 

            "ทำไมคุณถึงทำอาหารเก่งล่ะ..." เสียงสากพาเปลี่ยนเรื่อง

 

            "ผม... คุณแม่ของผมไม่ค่อยมีเวลาน่ะฮะ" เด็กหนุ่มพึมพำตอบเสียงเรียบ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปตอนเปิดประเด็นเรื่องนี้ คุณพ่อของเขาเสียไปตั้งแต่เด็ก คุณแม่ของเขาก็เลยต้องทำงานหนักอยู่คนเดียวจนแทบไม่มีเวลาให้เลย "ที่บ้านผมก็มีคุณป้าแม่บ้าน แต่ว่า... ผมไม่ชอบอยู่บ้านหลังนั้นเท่าไหร่ บ้านใหญ่ขนาดนั้น อยู่คนเดียวมันก็เหงาน่ะครับ คุณแม่ผมก็เลยซื้อคอนโดให้ ผมก็เลย... ต้องอยู่คนเดียว ในบางที"

 

            "เหรอ..." หน้ากากอีกาดำครางรับ ชายหนุ่มขยุ้มใบกะเพราเปียกน้ำหมาด ๆ ในจานกระเบื้องให้พองขึ้นก่อนถือจานนั้นแล้วสาวเท้าเข้าหามาคนร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าหม้อต้มยำ "ผมใส่เข้าไปเลยนะ?"

 

            "เดี๋ยว ๆ ไม่ใช่!" หน้ากากทุเรียนร้องเสียงหลง พลางหมุนตัวขวับกลับมาคนร่างสูงแล้วกอดล็อกเอวเอาไว้แน่น "อันนั้นจะเอาไปผัดต่างหากล่ะฮะ!" ใบหน้าที่เงยขึ้นมามีแต่รอยยิ้มกว้าง ๆ ไม่มีสีเทาหม่นเจอปนเสมือนในน้ำเสียงที่คลุ้งกลิ่นความอ้างว้างนั่นอีกแล้ว...

 

          ขอบคุณนะครับ

 

 

 

 

 

 

            ไม่ใช่เพียงกายที่ใกล้ชิดกัน... ใจเราก็คงตกบ่วงพรางไปด้วยแล้วล่ะมั้ง

 

            ตั้งแต่จากบ้านเกิดเมืองนอน ระหกระเหินไปทางตะวันออกที ตะวันตกที หน้ากากอีกาดำก็ไม่สามารถเรียกที่ไหนว่า 'บ้าน' ได้อย่างสนิทใจ

 

            แต่ตอนนี้เขารู้กระจ่างชัดแล้ว 'บ้าน' ไม่ใช่สถานที่ ไม่ใช่เพียงการขับรถเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรรเพิ่งสร้างเสร็จแล้วเลือกชี้เอาหลังคาที่ถูกใจ... หากแต่มันคือทุกที่ที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกผ่อนคลาย และสถานที่แห่งนั้นก็ไม่ใช่หาได้ง่ายบนโลกใบนี้

 

            หน้ากากสีดำเข้มถูกวางทิ้งไว้บนโซฟา การสวมหน้ากากในบ้านตอนฤดูหนาวแบบนี้มันทำให้หน้าแห้ง และเขาคิดว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

 

            เสียงฮีตเตอร์ครางต่ำ ๆ ในห้องตอกย้ำความเงียบงัน หนุ่มร่างสูงปิดเปลือกตาลง เอนหน้าผากมนซบลงกับไหล่เล็กของคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้า ไหล่บางกระเพื่อมแผ่วไปตามจังหวะการหายใจ หน้ากากอีกาดำไม่อาจบอกได้เลยว่าเสียง ตุบ... ตุบ... ที่เขาได้ยินตอนนี้คือเสียงเส้นเลือดในสมองที่กำลังจะระเบิดหรือเป็นเพียงเสียงหัวใจของเขากันแน่

 

            "ผมเครียด..." เสียงทุ้มครางงึมงำ ถึงแม้หน้ากากอีกาดำจะนับถือคริสต์ตามตระกูลพ่อที่ผสมจากหลายเชื้อชาติ (และกระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก) แต่เขาไม่นิยมการเข้าร่วมกิจกรรมสานสัมผัสหรือการบำบัดที่ผู้คนมักลากเก้าอี้มานั่งรวมกันเป็นวงกลมในโบสถ์... โบสถ์ไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาสงบมากขึ้นนัก

 

            "เครียดเรื่องอะไรครับ? หืม..." หน้ากากทุเรียนผู้เป็นเจ้าของไหล่บางที่อีกฝ่ายเอนอิงเอ่ยกระซิบ ชายหนุ่มวางมือลงบนแผ่นหลังกว้าง ละล้าละลังที่จะเลื่อนขึ้นไปลูบผม เพราะตัวเขาเองก็ยังยึดติดคติแบบไทย ๆ ที่ว่าศีรษะเป็นของสูง

 

            แต่การทาบมือลงตรงตำแหน่งหัวใจของอีกฝ่าย แม้จะอยู่ด้านหลัง แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

 

            "วิจัย"

 

          อีกปีเดียวก็จะจบแล้วนี่นา...

 

            ระยะเวลาหนึ่งปีบอกอะไรได้หลายอย่าง อย่างน้อยเขาก็มักอุทานในใจว่า 'เรารู้จักกันมาตั้งหนึ่งปีแล้วเหรอ!' และ 'เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียวเองเหรอ...' เป็นเครื่องตอกย้ำอย่างดีว่าระยะเวลาที่เท่ากัน หากมันถูกอัดแน่นด้วยความทรงจำ มันแตกต่างกับระยะเวลานั้นที่มีเพียงความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง...

 

            "อย่าเครียดไปเลยนะฮะ คุณทำได้อยู่แล้วแหละ!" อ้อมแขนเล็กกระชับกอด

 

            หลังจากที่พวกเขากินข้าวมื้อเย็นด้วยกันเสร็จ ทั้งสองคนก็ช่วยกันเก็บครัวก่อนย้ายที่อยู่มานั่งปักหลักรอดูหนังแอคชั่นคืนวันเสาร์บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งเรื่อง หน้ากากทุเรียนได้ยินเสียงถอนหายใจที่ไม่ได้ดังมาจากลำโพงไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง ก่อนที่หนุ่มร่างสูงจะนั่งเหม่อ แล้วคว้ารีโมตกดปิดทีวีทั้งที่หนังกำลังสนุกพลางหันหน้ามาถามเขาว่า... 


            'ขอกอดหน่อยได้ไหม'

 

            แต่อันที่จริงแล้ว หน้ากากทุเรียนก็เคยทำอย่างนี้มาก่อนตอนที่เขามาอยู่ที่นี่แรก ๆ เด็กหนุ่มผู้มาจากต่างแดนยังปรับตัวเข้ากับสถานที่ไม่ได้ ไม่คุ้นเคยกับภาษา เจอทั้งคัลเจอร์ช็อค [culture shock: การปรับตัวไม่ได้เมื่อเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมใหม่ในช่วงแรกๆ] และโฮมซิค [homesick: อาการคิดถึงบ้าน] แล้วยังต้องมาอ่านตำราเป็นเล่ม ๆ เขียนเอสเส [essay: ความเรียง] สิบหน้ากระดาษ จนเขาร้องไห้เสียน้ำตากับเรื่องพวกนี้ไปหลายครั้งหลายคราแม้จะพยายามอดทนอดกลั้นแค่ไหน คุณอีกาดำช่วยเขาเอาไว้เยอะมาก นั่งรถไฟมาหา ชวนไปดื่มไปเที่ยวเล่นกัน พาไปล่องแม่น้ำที่เคมบริดจ์ เอาหนังสือเรียนที่อ่านเข้าใจยากมาย่อยให้ แถมยังเกลาภาษา ตรวจทานความถูกต้องของงานเขียนให้อีก

 

            หน้ากากทุเรียนนึกอยากตำหนิตัวเองในใจ พออีกฝ่ายมีปัญหา เขากลับช่วยได้เพียงแค่นี้ พูดให้กำลังใจเพียงหนึ่งประโยค ความรู้เรื่องการบริหาร สำหรับเขาแล้วมันแทบไม่มีอยู่ในหัว แถมยังไม่คิดจะเรียนต่อหรือทำความเข้าใจกับมันอีกแน่ะ

 

            พวกเขาสองคนก็เหมือนลูกแมวจรจัดที่ถูกทิ้งใส่กล่องวางอยู่ข้างถนน เราจะทำอะไรได้นอกจากหยอกล้อกันไปวัน ๆ ให้หายเหงา กอดกันเวลาหนาว เว้นแต่เพียงเวลาฝนตกที่มีเพียงเจ้าเหมียวตัวใหญ่เท่านั้นที่จะช่วยบังฝนให้อีกชีวิตซึ่งตัวเล็กกว่าได้

 

            "ขอโทษนะครับ... ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย"

 

            หน้ากากอีกาดำเงียบฟัง

 

          ไม่เลย... เขาไม่เคยต้องการให้อีกฝ่ายมาช่วยทำงานวิจัยบ้าบอนี่

 

          แค่กอดเอาไว้อย่างนี้... นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดแล้ว

 

            หนุ่มร่างสูงโปร่งเงียบไปอีกนาน... อีกพักใหญ่ ก่อนเสียงหายใจจะดังแว่วมาโดยไม่รู้ว่ามันคือเสียงถอนหายใจหรือสูดลมหายใจเข้าปอด คนตัวสูงผละร่างออกจากกายเล็ก หยิบเอาหน้ากากที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาสวมตามเดิม

 

          เหมือนได้เติมพลังจนเต็มเปี่ยมแล้ว

 

            "ไม่หรอก คุณช่วยผมได้มากเลย" เรียวปากใต้หน้ากากสีเข้มคลี่ยิ้ม มือหนาเอื้อมไปหยิบรีโมตมาเปิดโทรทัศน์อีกครั้ง และเขาก็ต้องพบกันตัวหนังสือสีขาวบนพื้นสีดำที่ขึ้นยาวเป็นพรืด "ว้า..." เสียงทุ้มสบถอย่างรู้สึกเสียดายก่อนใบหน้าคมจะหันมามองคนตัวเล็ก "เราไปเดินเล่นกันแถวเวสต์มินเตอร์ดีไหม?"

 

            "ไปครับ!" เสียงใสครางรับทันที ถึงแม้พวกเขาจะนัดเจอกันที่ลอนดอนอยู่บ่อย ๆ แต่ยังไม่เคยไปเยือนเวสต์มินเตอร์ ซึ่งเป็นเขตพระราชวังในตอนกลางคืนเลย

 

          มันจะสวยเหมือนวัดพระแก้วบ้านเราหรือเปล่านะ

 

            "อย่าลืมเสื้อโค้ท"

 

            เสียงทุ้มที่เอ่ยทักทำเอาหน้ากากทุเรียนที่กุลีกุจอลุกขึ้นจากโซฟาทำหน้ามุ่ยเหมือนเด็ก ๆ ที่ตื่นเต้นกับการไปเที่ยวมากจนโดนผู้ใหญ่ดุ คนร่างบางเดินกลับมาหยิบเสื้อโค้ทที่เขาพาดวางไว้กับพนักพิงของเก้าอี้ในครัว

 

            ระหว่างที่เปิดประตูห้องครัวออกมา หางตาก็ชำเลืองไปเห็นชายร่างสูงผู้สวมโค้ทสีดำกำลังดึงร่มคันใหญ่สีเดียวกับเสื้อโค้ทขึ้นมาจากถังพลาสติกทรงสูง

 

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น

 

          ถึงอังกฤษจะฝนตกบ่อยก็เถอะ... แต่วันนี้ไม่น่าตกแล้วนี่นา

 

            "ต้องเอาร่มไปด้วยเหรอฮะ?"

 

            หน้ากากอีกาดำหมุนตัวขวับกลับมาสบตา "อย่าดูถูกอังกฤษเชียวนะคุณ"

 

 

 

 

 

 

            จากแคมเดนทาวน์ นั่งรถไฟใต้ตินลงทางใต้เพียงยี่สิบนาทีก็ถึงสถานีเวสต์มินเตอร์ (อ้อ... คนที่นี่เรียกรถไฟใต้ดินว่า underground หรือ tube สัญลักษณ์จะเป็นวงกลมสีแดงที่มีป้ายตัวอักษรสีน้ำเงินพาดอยู่ตรงกลาง ดูเผิน ๆ เหมือนป้ายห้ามจอดเอียงกระเท่เร่ ตอนมาที่นี่แรก ๆ เขาเคยเรียกมันว่า subway ตามที่เคยเจอมาในข้อสอบภาษาอังกฤษ แล้วก็โดนหน้ากากอีกาดำดุทันทีว่า 'ที่นี่ไม่ใช่อเมริกา')


            จ้ะ... พ่อทูตสัมพันธไมตรีแห่งอังกฤษ

 

            แถวเวสต์มินเตอร์เป็นแหล่งรวมแลนด์มาร์กที่คนมักจะคิดถึงเป็นลำดับแรก ๆ เมื่อพูดถึงลอนดอน เช่น หอนาฬิกาบิ๊กเบน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังเวสต์มินเตอร์ สะพานเวสต์มินเตอร์ข้ามแม่น้ำเทมส์ (ไม่ใช่ลอนดอนบริดจ์) และหากข้ามแม่น้ำแล้วเดินขึ้นไปทางเหนือไม่ถึงนาที ชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอายก็จะปรากฏแก่สายตา

 

            พอขึ้น... อ๊ะ ลงสิ (พออยู่ไปนาน ๆ เขาเองก็เริ่มสับสนเรื่องขึ้น ๆ ลง ๆ นี่เหมือนกัน) จากรถไฟใต้ดินก็จะเจอหอนาฬิกาสูงใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า จนหน้ากากทุเรียนเผลอคิดไปว่าบางทีเขาน่าจะนั่งหลับเลยไปสักหนึ่งสถานีแล้วเดินย้อนกลับมาน่าจะได้บรรยากาศมากกว่า

 

            ตอนที่พวกเขามาถึงที่นี่ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พระราชวังทั้งหอนาฬิกาสูงใหญ่เปิดไฟสว่างโร่ ความคิดเรื่องวัดพระแก้วพลันหายวับไปจากหัว เนื่องจากพระราชวังเวสต์มินเตอร์เป็นตึกทรงยาวที่สร้างเป็นสี่เหลี่ยมแบบง่าย ๆ ไม่ได้มีหน้าจั่วสลักลายสวยงามเหมือนวัดไทย เมื่อเปิดไฟส่งขึ้นไปจึงดูเหมือนวอลเปเปอร์เรืองแสงได้มากกว่า

 

            ด้านปลายสุดของตึกสี่เหลี่ยม มีหอนาฬิกาสูงใหญ่พุ่งทะยานสู่ฟ้า แสงที่เรืองรองรอบตัวหอเป็นสีทองสว่างเช่นเดียวกับพระราชวัง จนหน้ากากทุเรียนเผลอนึกอะไรบางอย่างแล้วหัวเราะพรืดออกมาอย่างไม่อาจกลั้น

 

            หน้ากากอีกาดำชำเลืองตามองพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงว่า 'มีอะไรตลกเหรอ ขอผมรู้ด้วยสิ!'

 

            "คุณดูนั่นสิฮะ" ปลายนิ้วเรียงชี้ไปยังอาคารหอนาฬิกา "เหมือนเด็กที่ยืนเข้าแถวกันแล้วมีคนหนึ่งตัวสูงกว่าเพื่อนจนหัวโด่ขึ้นมาเลย" ว่าแล้วก็ปิดปากหัวเราะต่อหน้าสีหน้าราบเรียบของคนร่างสูง

 

            "คุณก็ช่างจินตนาการ" คนสวมหน้ากากสีเข้มลอบยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างหน่าย ๆ

 

            เขาเพียงนึกในใจว่าแค่อีกฝ่ายหัวเราะ ร่าเริง มีความสุข ก็เพียงพอแล้ว... หน้ากากอีกาดำยังจำใบหน้าหม่น ๆ ของเด็กขี้เหงาที่ต้องจากบ้านมาคนนั้นได้ไม่ลืม แม้เขาจะไม่เกี่ยวอะไรด้วย ไม่รู้จัก ไม่สนิทชิดเชื้อ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปปลอบประโลมโดยไม่รู้ตัวเลยว่าบนร่างนั้นมีน้ำผึ้งเหนอะ ๆ ถูกทาไว้ จนเมื่อเขาทาบกอดเข้าไปครั้งแรก... ชายหนุ่มก็ไม่เคยผละร่างออกมาจากตรงนั้นได้อีกต่อไปแล้ว...

 

            "จะว่าไป... นี่คือเวลามาตรฐานกรีนิชหรือเปล่าฮะ?" หน้ากากทุเรียนเอ่ยเสียงแจ้วพลางเงยหน้ามองขึ้นไปยังหน้าปัดนาฬิกาที่ประดับไฟสีขาวสว่างต่างจากตัวอาคาร

 

            "ใช่" คนร่างสูงตอบกลับพลางแค่นเสียงหัวเราะขึ้นจมูกราวกับภูมิใจสิ่งนี้มาก

 

          แหม... มันน่าจับโอนสัญชาติเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

 

            "แล้ว... คุณรู้ไหมว่าเวลามาตรฐานแรกของโลกถูกกำหนดขึ้นที่ไหน?" เด็กหนุ่มสบสายตามองราวกับผู้ท้าชิงที่คิดจะโค่นล้มแชมป์เอาให้ได้

 

            "อันนี้ไม่มุกใช่ไหม?" ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย ชายหนุ่มค่อนข้างประหลาดใจมากทีเดียวที่คนร่างเล็กเป็นคนมีมุกขำขันมาเล่นเยอะกว่าที่คิด (มันเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนที่เกิดและโตในเมืองไทยนะ)

 

            "ไม่ครับ เรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์"

 

            "ไม่รู้" หน้ากากอีกาดำส่ายหน้า เขาไม่ได้เรียนสายมนุษยศาสตร์ เรื่องแค่นี้ไม่รู้คงไม่ขายหน้า อย่างมากก็แค่เพียงโดนคนร่างเล็กเย้ยเข้าสักหน่อย

 

            "คุณต้องไม่เชื่อแน่ ๆ..." คนสวมหน้ากากหนามกระตุกยิ้มมุมปาก "แบ็งค็อกมีนไทม์ (Bangkok Mean Time) ฮะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างหอนาฬิกาขึ้นที่พระที่นั่งภูวดลทัศไนย เป็นการกำหนดเวลามาตรฐานครั้งแรกของโลก สร้างก่อนบิ๊กเบนสองปีแน่ะครับ" หน้ากากทุเรียนแกล้งตบไหล่คนร่างสูงเบา ๆ ก่อนจะเดินนำออกมาอย่างอารมณ์ดี "ภูมิใจในความเป็นไทยซะนะครับ"

 

            คนผิวขาวซีดไม่ได้ตอบโต้ มองคนที่ประสานมือกันตรงท้ายทอยเดินนำไปพลางบ่นพึมพำอะไรบางอย่างที่เขาจับใจความไม่ได้แล้วก็ลอบยิ้มก่อนเร่งสาวเท้าเข้าไปเดินข้าง ๆ

 

            พวกเขาทั้งสองเดินสวนกับผู้คนที่ก้าวขาออกมาจากสถานที่เพราะเวลาที่เริ่มดึกขึ้นทุกที กระทั่งลานหน้าหอนาฬิกาเริ่มมีผู้คนบางตา ทั้งสองยืนข้างกันเงียบ ๆ ปล่อยให้มือสองข้างของคนสองคนเลื้อยเข้าหากัน และเกี่ยวประสานกันไว้อย่างเผลอไผล ก่อนใครคนหนึ่งจะรู้สึกตัวแล้วรีบชักมือกลับ

 

            หน้ากากทุเรียนหลุบตาลงมองพื้น หอนาฬิกาเบื้องหน้าไม่ใช่จุดสนใจของเขาอีกต่อไปด้วยใบหน้าที่แดงซ่านจนต้องรีบซุกซ่อน

 

            ไม่ได้รังเกียจ... แต่จับมือกันทีไร หัวใจมันก็เต้นโครมครามเหมือนกลองเชิดสิงโตขึ้นมาทุกที

 

            เด็กหนุ่มกำมือหลวม ๆ และคลายออก ก่อนก้าวฝีเท้าเข้าไปข้างหน้าในลานที่มีผู้คนประปราย หากแต่ตอนนั้นเองฝีเท้าใต้รองเท้าบูทหนังกลับจต้องชะงักกึก เพราะปุยสีขาวคล้ายนุ่มหากแต่เย็นวาบร่วงหล่นลงมาบนหลังเท้าของเขาพอดี

 

          เหมือนวันแรกที่เจอกันเลย...

 

            หน้ากากอีกาดำเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ไม่ได้เนียนเรียบเป็นแผ่นเดียวกันเหมือนอย่างเคย ตอนนี้หิมะเริ่มโปรยปราย เกล็ดสีขาวกระจายอยู่ทั่วฟ้าเหมือนน้ำตาลไอซิ่งแต่งหน้าเค้กที่โรยไปทั่ว ๆ

 

            ร่างสูงกางร่มคันสีดำในมือ ก่อนสาวเท้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กแล้วคว้าข้อมือบางหมับอย่างไม่มีความเขินอายเพื่อดึงเจ้าของร่างกายเล็กให้เขามาหลบในชายคาร่มด้วยกัน

 

            เขาจำได้ วันนั้นเขารีบร้อนกลับไปเพราะหิมะที่เริ่มโปรยลงมา แต่วันนี้เขาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว จะยืนอยู่ข้าง ๆ นี้คนกว่าอีกคนจะเอ่ยปากไล่

 

            ฝีเท้าสองคู่ก้าวเดินเข้าไปใกล้หอนาฬิกาด้วยกัน หน้ากากทุเรียนเปลี่ยนจากจับมือมาคล้องแขนอีกฝ่ายแล้วเอนศีรษะซบข้างไหล่ เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านยิ่งกว่าการใส่เสื้อโค้ทสามชั้น เด็กหนุ่มเผลอแอบอมยิ้ม ก่อนที่คนตัวสูงจะส่งร่มในมือมาให้เขาถือไว้อย่างงุนงง

 

            ปรอยหิมะตกแหมะลงบนผ้าร่ม หน้ากากทุเรียนที่หลวมตัวถือด้ามเหล็กหนัก ๆ เอาในมือไม่ทันรู้ตัว ก็ถูกคนสวมหน้ากากสีเข้มกระชากในหันกลับมาประจันหน้าก่อนสองมือที่ว่างของหน้ากากอีกาดำจะเลื่อนลงไปโอบกอดรอบเอว

 

            ดวงตาสองคู่สบมองกันอย่างเงียบงัน

 

            "ตรงนี้... จะไม่เป็นไรเหรอฮะ" เสียงหวานเอ่ยอึกอักแต่กลับไม่มีท่าทีจะหลุบตาหนี

 

            "คนอื่นเขาก็ทำกันเป็นปกตินะ" หน้ากากอีกาดำคลี่ยิ้ม พลางส่งสายตากวาดมองไปรอบเป็นเครื่องยืนยันว่าคู่รักบางคนในบริเวณนี้ทำมากกว่าที่เขาทำซะอีก

 

            นี่ก็แค่กอด...

 

            "อ้อ... คุณก็คงเคยทำกับแฟนคุณสินะ" เด็กหนุ่มทำหน้ามุ่ยเอ่ยจีบปากจีบคอ น้ำเสียงคล้ายประชดแต่ก็ไม่ได้สะบัดหนี ยิ่งพอเห็นหน้าเหวอ ๆ ของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะเฉลยพร้อมรอยยิ้มกว้าง "ผมไม่เชื่อหรอกนะฮะ ถ้าคุณจะบอกว่าคุณไม่เคยมีแฟน... ทั้งที่อยู่ในวัฒนธรรมแบบนี้มาหลายปีน่ะ"

 

            ชายหนุ่มหัวเราะหึ "ก็เคยนะ... ผมเคยคบสาวผมบลอนด์คนหนึ่ง แต่ว่าเลิกกันไปแล้ว" ดวงตาคมจ้องมองคนตรงหน้าพลางยิ้มกริ่ม "เพราะว่าเธอทำกับข้าวไม่อร่อย..."

 

            "อ่า..."

 

            คำพูดของอีกฝ่าย ทำเอาหน้ากากทุเรียนถึงกับหน้าร้อนฉ่า ไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่พูดนั่นจริงไหม แต่เขาเชื่อว่าคำพูดนั้นแฝงนัยอะไรบางอย่าง

 

          ภาวนาให้สิ่งที่อยู่ในใจเราคือสิ่งเดียวกัน...

 

            "ผมว่า..." เสียงทุ้มครางงึมงำ "ผมชอบคุณ..."

 

            คนตัวเล็กนิ่งงัน เขาหันหน้ามองหอนาฬิกาที่อยู่ตรงหน้า เป็นครั้งแรกที่เบือนหน้าออกจากคน ๆ นี้ก่อนจะหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มทะเล้น "แต่ว่าผมจูบคุณก่อน"

 

            ครั้งแรกที่เราเจอกัน ความรู้สึกชั่ววูบนั่นกลายเป็นความสัมพันธ์ยืดยาวที่ไม่รู้จะจบลงตรงไหน

 

            "อืม..." เสียงทุ้มสากครางต่ำๆ "ฝ่ามือของคุณเปรียบเสมือนรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่คนหยาบกระด้างอย่างผมไม่อาจสัมผัส... แต่หากผมได้ล่วงล้ำสร้างมลทินให้คุณไปแล้ว ริมฝีปากของผมก็พร้อมที่ช่วยขจัดคราบสกปรกโสมมเหล่านั้น"

 

            ช่วงตอนหนึ่งในโรมิโอ แอนด์ จูเลียต นิยายเล่มโปรดของเขาที่ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของคนที่ดูทื่อ ๆ ทำให้หน้ากากทุเรียนต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

 

            "ท่องเป็นด้วยเหรอฮะ?"

 

            "ผมเรียน ม.ปลายที่นี่นะ... ถ้าคุณเรียนสุนทรภู่ ผมก็เรียนเชคสเปียร์" คนร่างสูงยักคิ้ว

 

          "รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์... เช่นนั้นแล้วจงใช้ริมฝีปากทำอย่างที่ฝ่ามือเราทำเถิด"

 

            แม้ช่วงบทจะขาดตอนไปบ้าง แต่คำกล่าวจากปากของหน้ากากทุเรียนก็เปรียบได้ดั่งคำอนุญาต หน้ากากอีกาดำโน้มตัวลงก่อนครอบกลืนริมฝีปากของรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์เอาไว้อย่างแผ่วเบา ชอนไชปลายลิ้นร้อนล้วงเข้าไปในช่องโพรงนุ่มอย่างเนิบนาบไม่รีบเร่ง หน้ากากทุเรียนหลับตาลง เขาลืมไปแล้วว่าหิมะกำลังตกโปรยปราย ร่างกายของเขาเหมือนเตาผิงที่เชื้อเพลิงถูกเติมเต็มให้เปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา

 

            มันร้อนผ่าว... ออกมาจากข้างใน

 

            ริมฝีปากสีหวานเผยอขึ้นรับสัมผัสพร้อมปลายคางที่เชิดเงยตามแรงบังคับของปลายนิ้วเรียวยาว ลิ้นร้อนเกี่ยวรั้งหยอกล้อกันโดยที่พวกมันคงไม่รู้สึกเคอะเขิน หากแต่เขานี่สิ... ป่านนี้ร่องรอยแดงคงกระจายไปทั่วใบหน้า เสียงครางอื้ออึงดังพร่าเล็ดลอดจากลำคอระหง ก่อนสัมผัสนุ่มนวลหอมหวนราวอมขนมสายไหมเอาไว้ในปาก ก่อนมันจะเปียกน้ำลายและละลายหายไปหมด

 

            หน้ากากทุเรียนเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้ง จ้องมองดวงตาคบกริบใต้กรอบหน้ากากสีดำเข้ม เขาคิดว่าตัวเองยังเห็นร่องรอยของขนมสายไหมเปรอะเปื้อนอยู่บนริมฝีปากของอีกฝ่าย... และของเขาก็คงมีเช่นกัน

 

            "ขอบคุณนะครับ..." เสียงใสเอ่ยพึมพำ "ขอบคุณที่คุณอยู่ที่นี่... ในวันที่เราได้เจอกัน"

 

            คนสวมหน้ากากอีกาดำคลี่ยิ้มบ้าง "คุณรู้อะไรไหม... บางทีผมก็เผลอคิดไปว่าการพบกันของเราอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ..."

 

            เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างงุนงง คนร่างสูงจึงเอ่ยพูดต่อ

 

            "คืนนั้นผมอาจจะไม่ได้เครียดจัดจนนั่งรถไฟไปเรื่อยจนถึงออกซ์ฟอร์ด มันไกลกันมากเลยนะ แต่โชคชะตาอาจกำหนดให้ผมไปที่นั่น... เพื่อไปพบคุณ"

 

            "โชคชะตาเคยอยู่ข้างพวกเราด้วยเหรอฮะ" น้ำเสียงนุ่มละมุนเอ่ยตอบกลับมาด้วยสีหน้าเจอความเศร้า ด้วยสถานะบางอย่างของพวกเขาแล้ว หน้ากากทุเรียนคงมองเห็นเพียงโชคชะตาที่นึกอยากจะกลั่นแกล้งกันเสียมากกว่า...

 

            ดวงตาคู่สวยปรือปิดลงอีกครั้ง ก่อนสัมผัสบางเบาของจุมพิตจะทาบทับบนหน้าผากมน ต่อหน้าหอนาฬิกาเป็นสักขีพยาน

 

 

 

กาลเวลาไม่อาจสูญหาย

ดั่งความรักที่เรามอบให้กัน

 

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

 

 

Writer's Talk

สวัสดีค่า มาแล้ว! ตั้งใจไว้ว่าจะพยายามสักประมาณอาทิตย์ละครั้ง อาจจะปลาย ๆ สัปดาห์ ไม่พฤหัสก็วันศุกร์ ประมาณนี้ ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่รอติดตามกันนะคะ

ก็... ไม่รู้จะทอล์คอะไรง่ะ 555555

อาจจะเล่าข้าม ๆ หน่อยนะคะ เพราะว่าเนื้อเรื่องจริง ๆ ต้องกลับมาวอแวกันที่ประเทศไทย ช่วงที่อยู่อังกฤษเขาก็จะรักกันแบบไม่มีขวากหนาม คิดว่าอีกไม่กี่ตอนน่าจะกลับกรุงเทพแล้วค่ะ

ในทวิตเตอร์ ติดแท็ก #ficsmoke กันได้นะคะ


Footnote:

1. ที่อเมริกาจะเรียกรถไฟฟ้าใต้ดินว่า Subway ส่วนที่อังกฤษจะเรียกว่า Undergroud หรือ Tube ค่ะ (อ่านว่า ทิวบ์)

2. อีกคำที่หมายถึงรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนกันคือ Metro ซึ่งจะเรียกในประเทศญี่ปุ่น กรุงปารีส (ฝรั่งเศส) มอสโคว์ (รัสเซีย) ฯลฯ

3. Get on (the train) = ขึ้นรถไฟ (ก้าวขาเข้าไป) / Get off (the train) = ลงรถไฟ (ก้าวขาออกจากขบวน)

4. เทสโก้ (Tesco) ก็คือเทสโก้โลตัสบ้านเรานี่แหละค่ะ เทสโก้มีต้นกำเนิดที่อังกฤษ มีสัญลักษณ์เป็นสีน้ำเงินแดง แต่ในประเทศไทยใช้ชื่อว่า "เทสโก้โลตัส" สัญลักษณ์เป็นสีเขียวที่เราเห็นกัน บ้านเขาก็มีเทสโก้หลากหลายไซส์เหมือนกัน มีทั้งซูเปอร์สโตร์ (ห้างขนาดใหญ่) เอ็กเพรส (ร้านสะดวกซื้อ) เทสโก้เมโทร ที่จะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ (แม้ในอังกฤษจะไม่ได้เรียกรถไฟฟ้าใต้ดินว่า Metro...)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #10 cotton54 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 21:53
    เพิ่งได้มาตามอ่านทีเดียว 3 ตอนรวด เราชอบการเขียนของไรท์มากเลยค่ะ ภาษาละมุนดี รู้เลยว่าตั้งใจเขียนมากๆ ได้ความรู้ดีด้วย รอติดตามนะคะ
    #10
    0
  2. #9 Newy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 21:48
    ชอบมากเลยค่ะ เวลาทั้ง 2 คนอยู่ด้วยกันเหมือนช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป มันน่ารักมากๆเลย
    #9
    0
  3. #8 fomemies (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 21:29
    อ่าาาา อบอุ่นจัง ฉากทำอาหารน่ารักมากๆ ฉากตัดปีค่อนข้างเร็วตอนแรกตกใจเอ้าเขาเพิ่งรู้จักกันไม่ใช่เหรอ สนิทกันเร็วจัง ต้องเลื่อนกลับไปอ่านละเอียดอีกรอบ -.,- แต่เพิ่งรู้จักว่ามี bangkok mean time นะคะเนี่ย เป็นความรู้มากๆเลยค่ะ 
    #8
    0