เล่ห์ร้ายร่ายรัก

ตอนที่ 5 : บทที่ 2 ข้อเสนอประกาศิต 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 220 ครั้ง
    16 พ.ค. 61




^....................^

ข้อต่อรองของหญิงสาวทำให้แววตาของแมทธิวเปลี่ยนไป เขาเคยคิดว่าผู้หญิงทุกคนเห็นแก่เงินโดยเฉพาะผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าช่างเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งนัก หากในความเข้มแข็งกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโอน อ่อนหวาน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเสียสละ แม้แต่กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดเธอยังห่วงใย จนเขารู้สึกผิดไม่ได้ที่ใช้จุดอ่อนข้อนี้มาต่อรองให้เธอรับข้อเสนอ

แมทธิวต้องรีบสลัดความคิดนี้ออกไปก่อนที่เขาจะใจอ่อนให้กับหญิงสาวตรงหน้า แล้วเป็นตัวเขาเองที่ต้องทรมานเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ... “ตกลงคุณรับข้อเสนอของผม”

“ยัง ฉันขอเวลาคิดอาทิตย์หนึ่ง” พีชยาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเลยทีเดียว เธออยากขอเวลาในการคิดให้รอบคอบเพราะถ้าตอบตกลงนั่นหมายถึงชีวิตของเธอทั้งชีวิต เธออยากพยายามหาทางอื่นดูก่อน แต่...

“ไม่! ถ้าคุณจะตกลงก็ตกลงเดี๋ยวนี้ ผมไม่ให้เวลาคิด”

สมองของพีชยาวิ่งพล่านเพื่อหาทางออกให้กับชีวิตของตัวเอง และชีวิตอีกหลายชีวิตที่ต้องพึ่งพาเธอ ดวงตาสีนิลอัดแน่นไปด้วยความสับสน ใจหนึ่งเธอก็อยากตอบว่า ‘ไม่’ เพื่อลบรอยยิ้มและความมั่นใจออกจากใบหน้าหล่อเหลาและเจ้าเล่ห์นั้น แต่เธอมีทางเลือกอื่นงั้นเหรอ... เธอรู้ว่าถ้าเธอตอบตกลงชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปตลอดกาล และถ้ามีทางอื่นให้เธอเลือก เธอก็พร้อมจะเลือกมันอย่างไม่ลังเล จะทางไหนก็ได้ ไม่ต้องดีเลิสเลอ ขอให้มีเท่านั้น... แต่มันมีไหม?

เวลานี้มีเพียงภาพของอดีตหมุนวนอยู่ในห้วงความคิดเสียจนสับสนวุ่นวายไปหมด  ถ้าไม่มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ทวงถามคำตอบที่เธอไม่อยากจะตอบยืนอยู่ตรงหน้าละก็ เธอคงคิดว่ามันจะกำลังเกิดขึ้นจริง มากกว่าที่จะเกิดขึ้นเพียงในความคิดของเธอ...

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่กำลังจดจ่อดยู่อ่านหนังสือสอบต้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพอเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาเธอก็รีบกดรับทันที

“คะ...คุณพีชค่ะ คุณนมแย่แล้วค่ะ...ฮือ คุณพีชรีบมาที่โรงพยาบาลนะคะ ฮึก” ใบหน้าของพีชยาซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นที่ปนออกมาในประโยคบอกเล่าเร็วปรื้อที่แทบฟังไม่รู้เรื่อง

‘พี่พรใจเย็นๆ นะคะ นมเป็นอะไร”

“ไม่ทราบค่ะ อยู่ๆ คุณนมก็หมดสติไปเฉยๆ ตอนนี้อยู่ในห้องไอซียู ยังไม่รู้เลยค่ะว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง คุณพีชรีบมาเร็วๆ นะคะ พี่ทำอะไรไม่ถูกแล้ว”

“เดี๋ยวพีชจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เสียงที่เอ่ยบอกปลายสายสั่นเครือด้วยความตกใจ คาดไม่ถึงว่าหญิงชราที่ดูแข็งแรงจู่ๆ จะป่วยหนักจนหมดสติไปอย่างนี้

โฟล์คสวาเก้นสีเหลืองสดแล่นตรงไปที่โรงพยายาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยความเร็วสูง พอถึงโรงพยาบาลพีชยาก็วิ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉินทันที

“พี่พร นมเป็นยังไงบ้างค่ะ” พีชยาเอ่ยถามทันที สีหน้าและดวงตาคู่สวยอัพแน่นไปด้วยวิตกกังวลและความห่วงใย

“คุณหมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่คงต้องรอดูอาการที่โรงพยาบาลอีกสักอาทิตย์”

“แล้วนมเป็นอะไรคะ ทำไมถึงทรุดหนักขนาดนี้”

“คุณหมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตกค่ะคุณหนู ถ้าหากพาคุณนมมาโรงพยาบาลช้ากว่านี้อาจจะช่วยชีวิตคุณนมไว้ไม่ทัน”

“แต่นมแข็งแรงมากเลยนะคะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วพีชไปเยี่ยม นมก็ยังดูยิ้มแย้มแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง ไม่มีวี่แววว่าจะป่วยเลยสักนิด”

“ที่นมเป็นอย่างนี้เป็นเพราะสิ่งนี้ค่ะ”

ซองสีขาวที่มีตราศาลประทับตรงมุมซองทำให้พีชยาใจเสีย มือบางยื่นไปรับและเปิดดูเอกสารด้านใน ตัวอักษรนับร้อยที่บรรยายชัดเจนอยู่บนหน้ากระดาษสีขาว ทำให้พีชยาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินอย่างหมดแรง

“หมายศาลบอกว่าทางเราขาดส่งธนาคารมาสามเดือนแล้ว ทางธนาคารจึงต้องยึดบ้าน แล้วทอดตลาดค่ะ”

ดวงตาสีนิลฉายแววหนักใจ และสับสนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงในเวลาต่อมา

“พี่พรค่ะ พี่พรช่วยหาคนมาอุปการะบ้านเด็กกำพร้าทีนะคะ พีชจะขายบ้านให้เขา แต่ว่าเขาต้องรับข้อเสนอที่ว่าต้องไม่ไล่เด็กๆ และคนในบ้านออกแม้แต่คนเดียว และทันทีที่พีชมีเงินไปคืนเขา เขาต้องขายบ้านคืนให้พีชโดยคิดดอกเบี้ยไม่เกินห้าเปอร์เซ็นต์ เรามีเวลาอีกหกเดือนเท่านั้นนะคะพี่พร เดี๋ยวเรื่องหนี้พีชจะทำเรื่องประนอมหนี้กับธนาคารไว้ก่อน”

“ค่ะ พี่จะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเลยค่ะ  คุณหนูคะ คือว่า...”

“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ” พีชยาพูดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยังคงอ้ำๆ อึ้งๆ

“คุณหมอยังบอกด้วยนะคะว่าคุณนมอายุมากแล้วไม่ควรรับรู้เรื่องเครียดๆ เพราะถ้าเกิดอีกครั้งอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”

“งั้นเรื่องนี้พี่พรก็ไม่ต้องบอกนม”

“แต่เราจะปิดคุณนมได้หรือคะ เพราะถึงเวลานั้นคุณนมก็ต้องรู้อยู่ดี”

“พี่พรบอกแค่ว่าจะมีผู้อุปถัมภ์บ้านเด็กกำพร้าคนใหม่ก็พอ ไม่ต้องบอกเรื่องที่พีชจะขายบ้านให้เขา เรื่องนี้จะเป็นความลับระหว่างเราสองคนนะคะพี่พร”

“ค่ะคุณหนู”


^........................^

ตลอดระยะเวลาเกือบหกเดือน เธอใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการหาคนมาซื้อบ้าน แต่กลับไม่มีเลยสักคนที่จะตกลงซื้อ ไม่ใช่เพราะไม่มีคนสนใจ แต่ไม่มีใครรับเงื่อนไขที่เธอตั้งไว้ได้ต่างหาก ใครเขาจะยอมเสียเงินตั้งมากมายเพื่อซื้อบ้านที่มีเงื่อนไขว่าห้ามไล่คนในบ้านออกแม้แต่คนเดียว และต้องรับอุปถัมภ์เด็กกำพร้าอีกนับสิบคน อีทั้งยังต้องขายบ้านคืนให้เมื่อเธอหาเงินได้มากพอโดยที่ได้ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

       “ตกลงว่าไง” แมทธิวถามออกไป และรอคำตอบด้วยความระทึก ไม่รู้เพราะอะไร หัวใจของเขาถึงได้เต้นแรงขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่เขาเจรจาธุรกิจสำคัญๆ เขายังไม่ตื่นเต้นเท่ากับการเจรจากับผู้หญิงตรงหน้า

        “ทำไมต้องกดดันฉันด้วยนะ” เสียงทุ้มที่ทวงถามคำตอบทำให้พีชยาต้องดึงตัวเองออกมาจากห้วงความคิด

“ผมไม่ได้กดดันคุณ ในเมื่อผมให้ในสิ่งที่คุณต้องการได้ คุณก็ต้องให้ในสิ่งที่ผมต้องการด้วยเช่นกัน”

“ก็ได้ แต่ฉันขอให้เรื่องทั้งหมดเป็นความลับระหว่างเรา ฉันไม่อยากให้ใครรู้ โดยเฉพาะคนในบ้านนี้” นัยน์ตาสีนิลเต็มไปด้วยความสับสน และไม่มั่นใจกับคำตอบของตัวเอง แต่ก็เธอตอบตกลงออกไปแล้ว

“ไม่มีปัญหา แต่มีเรื่องหนึ่งที่คุณต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ เพื่อตัวคุณเอง”

“เรื่องอะไร”

“ช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน อย่าปล่อยใจให้รักผม เพราะระหว่างเรามันจะไม่มีคำว่ารัก ถ้าไม่อยากเสียใจก็จงจำข้อนี้ให้ขึ้นใจ และถ้าคุณคิดจะจับผมเป็นการถาวร ผมเตือนไว้ก่อนว่าอย่าได้คิดเพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ คนอย่างผมไม่เคยคิดจะแต่งงาน หรืออยู่กินกับผู้หญิงเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิต”

แมทธิว เคนตันเป็นนักธุรกิจ และรอยยิ้มที่มุมปากตอนเอ่ยประโยคยืดยาวนี้ออกมาก็ดูเย็นชาไม่ต่างกับตอนที่เจรจาเรื่องผลประโยชน์ในธุรกิจของเขา

“อันนั้นไม่มีทางอยู่แล้ว” พีชยาตอบอย่างมั่นใจ

“มั่นใจก็ดี แต่ผมว่าระวังไว้ดีกว่า เสน่ห์ผมแรงอย่าบอกใครเชียว” แมทธิวว่าพร้อมเผยยิ้มทรงเสน่ห์ให้กับหญิงสาวที่ขว้างค้อนให้เขาโครมเบ้อเร้อ

“คุณมีอะไรจะถามอีกไหม

“ไม่มีแล้ว”

“ถ้าไม่มีก็ไปเก็บของได้แล้ว” รอยยิ้มสมใจผุดขึ้นตรงริมฝีปากได้รูป ‘ใครหลายคนอาจเชื่อว่าไม่มีใครหรอกที่จะได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่ไม่ใช่เขา ไม่ใช่แมทธิว เคนตัน ด้วยศักยภาพทางสมองและอำนาจเงินมหาศาล ตลอดชีวิตสามสิบปีของเขา จึงไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาไม่รู้จักคำว่าแพ้ ไม่รู้จักคำว่าไม่สมหวัง ไม่มีปัญหาใดที่เขาแก้ไม่ได้ ไม่มีใครกล้าขัดใจแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม และที่สำคัญไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่อยากขึ้นเตียงกับเขา’

“เก็บของ เก็บทำไม!” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจนัก

“คุณต้องไปอยู่กับผม”

“ไปอยู่กับคุณ ทำไมฉันต้องไปอยู่กับคุณด้วยไม่ทราบ”

“ถ้าคุณไม่ไปอยู่กับผม แล้วคุณจะทำหน้าที่ของคุณได้ยังไง” แมทธิวว่าอย่างไม่ยี่หระกับท่าทางไม่พอใจของพีชยา เพราะคนอย่างเขาเมื่อต้องการอะไร เขาก็ต้องได้ และมันเป็นอย่างนั้นทุกครั้ง และครั้งนี้ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอีกเช่นกัน

“ฉันขอเวลาสองวัน” พีชยาพยายามต่อรองอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมให้สาม...” เสียงทุ้มว่าด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ราบเรียบสุดๆ

พีชยามองคนตรงหน้าด้วยความงุนงง เธอแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน จะว่าไปเธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเสียมากกว่า แต่คำต่อมานี่สิ อธิบายในสิ่งที่เธอสงสัยได้อย่างชัดเจน...

“...ชั่วโมง และตอนนี้เหลือสองชั่วโมงกับอีกห้าสิบห้านาทีสามสิบสี่วินาที”

‘กะแล้วเชียว คนอย่างอีตานี่นี่นะ จะใจดีให้เวลาเธอตั้งสามวัน’

“คุณ...คุณนี่มัน...โอ้ย!”

“ตกลงคุณจะเอายังไง” แมทธิวว่าแววตาของเขาระยิบระยับอย่างคนที่เหนือกว่าในทุกด้าน

“ฉันมีทางเลือกอื่นงั้นเหรอ”

“ไม่มี!”

“แล้วคุณจะถามฉันทำไมว่าจะเอายังไง เพราะถึงยังไงฉันก็ไม่มีทางให้เลือกอยู่ดี”

ไม่มีคำตอบให้กับคำถามของเธอ มีเพียงนัยน์ตาสีทองที่ทอประกายระยับสมใจเท่านั้นที่จ้องมองมา ชายหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาเรือนแพง แล้วเงยขึ้นมาจ้องหน้าเธออีกครั้ง พร้อมกับคิ้วหนาทั้งสองข้างที่ถูกเลิกขึ้นสูง ตีความหมายได้ว่า ‘คุณจะไปเก็บของได้หรือยัง’

“ก็ได้ ฉันจะไปเก็บของ” และเธอก็ต้องยอมอีกจนได้ และต้องยอมอย่างไม่มีข้อแม้ให้กับความเอาแต่ใจของผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่ชื่อว่า ‘แมทธิว เคนตัน’

 

มทธิวทิ้งตัวลงบนโซฟา เอนตัวพิงพนักพิงด้วยท่าทางสบายๆ แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกดอกพลางหลับตาลงเพื่อรอคนที่ขึ้นไปเก็บของด้วยความใจเย็น เป็นการกระทำที่คนอย่างแมทธิว เคนตันไม่เคยทำหรือคิดมาก่อนว่าจะทำ

เขาไม่เคยรอใครหรือผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่ก็นั้นแหละคนอย่างแมทธิว เคนตันคงไม่มีใครหรือผู้หญิงคนไหนปล่อยให้รอหรอก

เวลาที่เคลื่อนผ่านไปและเข้าใกล้เวลาสามชั่วโมงที่ถูกกำหนดเอาไว้ เพิ่มรอยยิ้มกริ่มบนหน้าชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกตรงโซฟา ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาดูเวลาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง

จวบจนเกือบครบสามชั่วโมง แมทธิวก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นมองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบันไดอย่างรอคอย...

เข็มนาทีของนาฬิกายังเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครบสามชั่วโมง และเคลื่อนผ่านไป...

หนึ่ง สอง และสามนาที เวลากำลังเคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ แต่กลับไร้วี่แววของหญิงสาวที่เขารอคอย แมทธิวก้มลงมองนาฬิกเรือนแพงสลับกับเงยมองบันไดที่พีชยาเดินขึ้นไปเมื่อสามชั่วโมงก่อนด้วยความหงุดหงิด และเป็นอย่างนั้นทุกสิบวินาที จวบจนทนไม่ไหวอีกต่อไป แมทธิวก็ผุดลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตรงไปยังบันได ร่างสูงเกือบก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกไปแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นร่างระหงที่ปล่อยให้เขารอก้าวลงมาจากบันไดพร้อมกระเป๋าใบใหญ่หนึ่งใบ...


^........................^


พีชยาเดินลงบันไดมาอย่างเหม่อลอย เธอใช้เวลาสามชั่วโมงเต็มพอดิบพอดีในการเก็บข้าวของและเตรียมตัวเตรียมใจกับชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปของตัวเอง เธอรู้ตั้งแต่เธอจรดปลายกาลงสัญญาฉบับนั้น ฐานะของเธอก็ไม่ได้ต่างจากโสเภณีคนหนึ่ง เพียงแต่ค่าตัวของเธอแพงมาก แพงเสียจนเธอหวั่นใจ และไม่เข้าใจว่าผู้ชายอย่างเขา ผู้ชายที่ชื่อว่าแมทธิว เคนตัน ต้องการอะไรจากเธอกันแน่!

เขาเตรียมทุกอย่างมาอย่างเรียบร้อยไม่ว่าจะเป็นทนายความ ประจักษ์พยาน เอกสารสัญญาที่พร้อมแก้ไขและเพิ่มเติมเงื่อนไขลงไปทุกขณะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ ทุกอย่างพร้อมสรรพราวกับเขามั่นใจว่ายังไงเธอก็ต้องตอบตกลง หรือถึงแม้ว่าเธอจะไม่ตอบตกลง เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างให้เธอไม่มีทางเลือก...

“คุณช้าไปห้านาที”

เสียงทุ้มห้วนบ่งบอกถึงความไม่พอใจทำเอาที่คนเดินลงบันไดมาอย่างเหม่อลอยหลุดออกจากภวังค์ทันที

“ขอโทษด้วยค่ะ พอดีนาฬิกาของฉันมันคงช้ากว่าของคุณไปห้านาที คราวหน้าฉันจะปรับเวลาให้ตรงกับเวลาของนาฬิกาคุณก็แล้วกัน” พีชยาตอบ ทั้งๆ ที่พยายามกดเสียงให้ราบเรียบแต่เธอน้ำเสียงของเธอก็ยังเต็มไปด้วยการประชดประชันอยู่ดี

“ดี! คราวหลังอย่าช้าอีก เพราะเวลาของผมทุกวินาทีมีค่า อีกอย่างผมควรจะได้ใช้ของที่ผมซื้อมาด้วยราคาหลายสิบล้านอย่างคุ้มค่า! ไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ”

“...” ไม่มีแม้แต่คำเดียวหลุดออกมาจากริมฝีปากสวยที่ถูกเม้มจนเป็นเส้นตรง ด้วยเจ้าตัวกำลังพยายามกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดของตัวเองเอาไว้ พีชยาอดคิดไม่ได้ว่า... ในหัวของผู้ชายคนนี้จะมีแต่เรื่องธุรกิจกับผลกำไรหรืออย่างไรนะ

“ลงมาได้แล้วพีชยา คุณกำลังทำให้ผมเสียเวลา” แมทธิวเอ่ยเร่งร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่กลางบันไดและไม่ยอมขยับไปไหนด้วยความหงุดหงิด

ใบหน้าหวานงอง้ำกับความเอาแต่ใจของแมทธิว เคนตัน แต่ก็ยอมก้าวเท้าลงบันไดตามคำสั่งของผู้ชายเอาแต่ใจ แต่ด้วยการอัตราเร็วเชื่องช้ากว่าปกติหลายเท่า

และดูเหมือนมันจะไม่ทันใจคนที่รออยู่ชานบันได เพราะพีชยาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวเท่านั้นตอนที่แมทธิวเป็นฝ่ายสาวเท้าขึ้นบันไดตรงเข้าหาร่างบางที่จงใจเดินอ้อยอิ่งเชื่องช้าด้วยตัวเอง ก่อนจะฉุดเธอให้ก้าวไปพร้อมกับเขา

กริยาของพีชยาที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าอยากอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดและนานที่สุดทำให้แมทธิวหงุดหงิด ให้ตายสิ! ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงอยากอยู่ห่างจากเขานักนะและเพียงแค่คิดก็ทำให้ใบหน้าคมที่ตึงอยู่แล้วบึ้งขึ้นไปอีกเท่าตัว

พีชยาเหลือบมองชายหนุ่มที่ฉุดให้เธอเดินตามอย่างพิจารณา แม้ใบหน้าชายหนุ่มจะบึ้งตึง และคำพูดที่หลุดจากมาจากริมฝีปากได้รูปแต่ละคำมันจะไม่น่าฟังเอาเสียเลย แต่ก็ไม่สามารถกลบความน่ามองหรือเสน่ห์ดึงดูดของเจ้าตัวได้สักนิด

เธอยอมรับว่าผู้ชายคนนี้ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาคมเข้มเข้าขั้นพระเอกฮอลลีวู้ด รูปร่างสูงเพรียวบวกกับกล้ามเนื้อแข็งแรงในชุดสูทราคาแพง อีกทั้งเสน่ห์อันล้นเหลือและความมั่นอกมั่นใจในตัวเองจนเต็มเปี่ยม แม้มันจะเกินไปในความรู้สึกของเธอ แต่เธอก็อดยอมรับไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง สมบูรณ์แบบในแบบที่ผู้หญิงทุกคนชื่นชอบ และเธอก็ยอมรับอีกแหละว่า... ไม่เว้นแม้แต่เธอเอง และถ้าผู้ชายคนนี้เดินเข้ามาในชีวิตของเธอแบบปกติ แบบที่ผู้ชายกับผู้หญิงทั่วๆ ไปพบเจอกัน เธอคงจะปล่อยใจให้รักผู้ชายคนนี้และคงตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดาย

แต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เธอรักเขาไม่ได้ เพราะผู้ชายที่ชื่อแมทธิว เคนตัน ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าถ้าไม่อยากเจ็บปวดก็อย่ารักเขา เพราะคนอย่างเขาไม่เคยคิดจะหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง และจะไม่มีวันแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนเด็ดขาด! 

“คุณหนูคะ นั่นคุณหนูจะไปไหนหรอค่ะ”

หญิงชราเอ่ยถามมื่อเห็นหญิงสาวที่ตัวเองเลี้ยงมาตั้งแต่เกิดเดินลงมาจากบันได สายตาของคนสูงวัยมองมือของคุณหนูของนางที่ถูกเกาะกุมด้วยมือใหญ่ของชายหนุ่มต่างชาติอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะย้ายไปยังมืออีกข้างของชายหนุ่มที่ถือประเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่ เธอก็ไม่ได้แก่จนสติเลอะเลือนจนจำไม่ได้ว่ากระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าที่คุณหนูของนางมักใช้ประจำเมื่อต้องเดินทางไปที่ไหนไกลๆ หรือไม่ก็ต้องไปอยู่ที่อื่นนานๆ

พีชยาอ้ำอึ่งไปชั่วขณะเพราะเธอเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามของหญิงสูงวัยอย่างไร มือบางปลดมือหนาที่กุมมือของตัวเองออกก่อนจะเดินเข้าหาคนสูงวัย ก่อนจะเอ่ยตอบ

“เออ...คือ...เออ...พีชได้งานทำแล้วค่ะนม คือผู้ชายคนนี้เขาใจดีมาก”

คำนี้พีชยาแทบกัดฟันพูดประโยคสุดท้าย แม้อีกฝ่ายคงไม่เข้าใจภาษาไทย แต่หญิงสาวก็จงใจกระแทกเสียงดังให้อีกฝ่ายได้ยิน เพื่อความสะใจเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง

นัยน์ตาสีนิลเหลือบมองปฏิกิริยาของคนโดนประชดเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่าชายหนุ่มฟังภาษาไทยไม่ออก

“นอกจากเขาจะรับอุปการะบ้านเด็กกำพร้าของเราแล้ว เขายังจ้างพีชทำงานด้วยค่ะ”

พีชยาโกหกหญิงสูงวัย เธอรู้ว่าการโกหกไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่บางครั้งเพื่อความสบายใจของคนที่เรารัก เราก็จำเป็นต้องโกหก ซึ่งดูเหมือนว่าตั้งแต่เจอผู้ชายคนนี้เธอต้องโกหกบ่อยเหลือเกิน

“จริงเหรอคะคุณหนู ดีจังเลยค่ะ” อุ่นเรือนเอ่ยอย่างดีใจ แม้จะครางแครงใจในน้ำเสียงและอาการหลบตาของคุณหนูของนางก็ตาม

“แต่น่าเสียดายจัง คุณหนูเพิ่งกลับมาให้นมชื่นใจได้เพียงวันเดียวแท้ๆ”

ใบหน้าหญิงชราหมองลงจนคนมองรู้สึกได้ มือเล็กเอื้อมไปกอดเอวหนานุ่มนิ่มของคนสูงวัยกว่าด้วยอากัปกิริยาออดอ้อน ใบหน้าเรียวคลอเคลียกับไหล่ของหญิงชราที่เธอรักดุจมารดาของตน พรางพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ เพื่อให้คนในอ้อมแขนสบายใจ...“นมนะ พีชไม่ได้ไปไหนไกลเสียหน่อย อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง คิดถึงนมก็โทรหาพีช แล้วพีชก็สัญญาว่าจะมาเยี่ยมนมบ่อยๆ ด้วย”

“จริงนะคะ ไม่ได้หลอกให้คนแก่ดีใจเล่นนะ”

“โธ่นม เห็นพีชเป็นคนยังไงกันคะเนี่ย พีชออกจะเป็นคนดี รักษาคำพูด น่ารัก แล้วก็รักนมที่สุดในโลกด้วย” ประโยคสุดท้ายเรียกรอยยิ้มกว้างให้เผยขึ้นบนใบหน้าของหญิงสูงวัย

พีชยาแนบศีรษะลงบนไหล่อวบนิ่มเพื่อซ่อนสายตาไม่ให้แม่นมของเธอได้เห็น หญิงสาวหลับตาลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นจากคนที่เธอนับว่าเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ อีกทั้งเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับตัวเองก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นจากนี้ต่อไป ซึ่งมันคงเป็นเรื่องราวที่ไม่พ้นตัวเธอเองต้องเป็นคนเจ็บปวด แต่ก็เป็นทางเลือกที่เธอเป็นคนเลือกเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเธอเองที่ต้องยอมรับมันไว้ทั้งหมด!

แมทธิวยืนมองหญิงสาวต่างวัยสนทนากันอยู่ห่างๆ ใบหน้าหล่อเหล่าของคนที่พีชยาคิดว่าฟังภาษาไทยไม่ออกกระตุกขึ้นน้อยๆ เมื่อได้เห็นอาการออดอ้อนเหมือนลูกแมวตัวน้อยของหญิงสาว แต่คนหน้าตายก็ยังตีหน้านิ่งสนิทตามแบบฉบับของเขา เพื่อให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาฟังที่เธอพูดไม่รู้เรื่อง

ใช่! เขาฟังภาษาไทยออกและเข้าใจทุกคำที่หญิงสาวพูด แม้หน้าตาและรูปร่างของเขาจะออกไปทางยุโรปมากกว่าเอเชีย แต่เสี้ยวหนึ่งของเขาก็ยังมีสายเลือดไทยไหลเวียนอยู่ และถึงเขาจะฟังและพูดภาษาไทยได้ แต่สำเนียงภาษาไทยของเขามันไม่ได้เรื่องและน่าขันจนเขาไม่เคยคิดจะใช้มันสักครั้ง จึงมีไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาพูดไทยได้และฟังภาษาไทยออก


ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ ทุกกำลังใจนะคะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 220 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,511 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:41
    สนุกคร่าาาสา
    #4,504
    0
  2. #4459 CarrotSirirvarin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 20:19
    สนุกกกกก
    #4,459
    0
  3. #4012 kunrukjin4871 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 00:45
    555555
    #4,012
    0
  4. #63 banananew (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 เมษายน 2557 / 06:33
    พระเอก!!!!!!!!
    #63
    0
  5. #60 Amarawadee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 เมษายน 2557 / 21:38
    รอติดตามนะคะ สู้ๆๆค่ะ
    #60
    0
  6. #59 ภาวนา ยะถาเทศ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 เมษายน 2557 / 21:26
    คืออัลไลอ่ะนิดเดียวเองรีบๆแต่งแล้วรีบอัพต่อนะคะรอฟินตอนต่อไปอยู่ ไรท์สู้ๆๆ
    #59
    0