[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 7 : ▶GEMINI || Chapter 6 : เปิดโปง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 278
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 มี.ค. 61

   

GEMINI || Chapter 6 เปิดโปง
  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

เปิดโปง

 

 




“ไม่มีผีอยู่ในห้องนี้หรอกใช่มั้ยจอย” เจ้าหญิงเยริเอ่ยถามเสียงสั่น บรรยากาศโพล้เพล้ชวนหลอนข้างนอกปราสาทนั่นก็ทำเธอแทบสติแตกแล้ว ยังไม่นับรวมบรรยากาศอุดอู้อึมครึมของห้องลับภายในห้องทำงานอาจารย์ซอลฮยอนนี่อีก ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตสั่นระริกยามทอดมองไปยังสิ่งของเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมนต์ดำ ทั้งหัวกระโหลกเอย ทั้งตุ๊กตาสาปแช่งเอย

 

 

ให้ตายเถอะ ให้ตาย ตอนนี้เราควรจะนั่งกินอาหารเย็นอยู่ที่ห้องโถงข้างล่างไม่ใช่หรือไง!

 

 

“ถ้ามี ข้าก็คงเห็นไปนานแล้ว” จอยพูดโดยไม่ละสายตาจากหนังสือเล่มหนาตรงหน้า

 

 

“เจ้าพูดเหมือนเจ้าเห็นผีได้ยังไงยังงั้น” จอยยิ้มบางๆ กบประโยคดังกล่าวของเจ้าหญิงเยริ “เจ้าว่าตุ๊กตานี่สาปแช่งคนได้จริงมั้ย ข้าล่ะอยากลองเขียนชื่อยัยเจนนี่แล้วใช้เข็มจิ้มไส้ดูจริงๆ ชอบทำเป็นวางอำนาจ เต๊ะท่าเหมือนตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุดในปราสาทวิสเทอเรีย น่าหมั่นไส้ที่สุด”

 

 

“ถ้าเจ้าร่ายมนต์ดำได้ มันก็คงจะได้ผล” เจ้าหญิงเยริมุ่ยหน้าลงทันที จอยนะจอยรู้ทั้งรู้ว่าเธอใช้เวทมนตร์ไม่ได้ก็ยังจะพูดออกมาอีก อย่าหวังกับมนต์ดำเลย ยิ่งแล้วไปกันใหญ่

 

 

“แล้วเจ้าล่ะจอย ลองร่ายมนต์ดำแกล้งคนดูกันดีมั้ย” อยู่ดีๆ เจ้าหญิงเยริก็นึกสนุกขึ้นมา

 

 

“มนต์ดำเป็นคำสาป ข้าไม่ใช้มนต์ดำทำร้ายคนอื่นพร่ำเพรื่อโดยที่ไม่จำเป็นหรอก” จอยตอบพร้อมรอยยิ้ม แต่เจ้าหญิงเยริได้แต่ตกตะลึงตาค้างพร้อมกับประมวลผลสิ่งที่ได้ยินจากปากเพื่อนสาวใหม่

 

 

“หมายความว่ายังไง เจ้าใช้มนต์ดำได้หรอจอย?!

 

 

“ถึงข้าจะถนัดร่ายมนต์ดำมากกว่าเวทมนตร์ก็เถอะ แต่สบายใจได้ ข้าไม่ใช่ตัวอันตรายสำหรับเจ้าแน่เยริ” จอยยิ้มออกมาบางๆ

 

 

“แล้วมนต์ดำมันไม่กลืนกินจิตใจเจ้าหรือไง ใครๆ ก็บอกว่าคนที่ใช้มนต์ดำมักจะพบกับจุดจบที่ไม่สวยกันทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่เสด็จน้าของข้า ราชินีแทยอนแห่งคาร์น...”

 

 

“ถ้าจิตใจเจ้าหนักแน่นมั่นคงอยู่ในความดีมากพอ ความมืดดำใดๆ ก็ไม่อาจกลืนกินจิตใจของเจ้าได้ และราชินีแทยอนไม่ได้ถูกมนต์ดำกลืนกินจิตใจสักหน่อย แต่เป็นเพราะสายเลือดปีศาจที่หลับใหลถูกกระตุ้นปลุกให้ตื่นขึ้นมาต่างหาก ทั่วทุกดินแดนเลยวินาศสันตะโรไปหมดแบบนั้น เจ้านี่นะ เกิดอยู่ในราชวงศ์ผู้เป็นตำนานไปทั่วทุกแผ่นดินแท้ๆ แต่กลับจำประวัติศาสตร์เรื่องราวของราชวงศ์ตัวเองไม่ได้เลย”

 

 

“ก็พระบรมวงศานุวงศ์ของมาเดนมีกันแค่คนสองคนที่ไหน ตั้งแต่เล็กจนโตข้าต้องนั่งไล่ท่องจำวีรกรรมไปเป็นร้อยๆ คนเลยนะ พอหลงๆ ลืมๆ ท่องสลับกันบ้างเสด็จแม่ก็จะทรงจ้องข้าเหมือนจะแช่แข็งกันให้ได้ เจ้าไม่มาเป็นเจ้าหญิงแบบข้าบ้างไม่รู้สึกหรอก” เจ้าหญิงเยริบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ส่วนจอยก็แค่หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นข้อความบันทึกส่วนผสมของน้ำยาที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อใบเล็กบนโต๊ะตัวยาว

 

 

“อาจารย์ซอลฮยอนปรุงยานี่ให้ใครกัน!” จอยอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ

 

 

“ทำไม มีอะไรหรอ” เจ้าหญิงเยริเขยิบมาใกล้คนตัวสูงอย่างแปลกใจ

 

 

“ก็น้ำยานี่มันมีส่วนผสมทั้งฝิ่น ทั้งวูลฟ์เบน ยังไม่รวมน้ำกระสัยสีประหลาดที่ทำมาจากอะไรก็ไม่รู้อีก แต่ดูจากข้อความที่จดไว้ในหนังสือนี่แล้ว มันคงไม่ใช่น้ำยาให้คุณแน่ๆ นี่มันยาพิษชัดๆ คนเป็นๆ อย่างเรากินเข้าไปมีหวังได้ซี้แหงแก๋”

 

 

“แล้วถ้าเป็นภูตล่ะ?” เจ้าหญิงเยริเงยหน้าถามจอยอย่างเป็นกังวล ทันใดนั้นหนังสือเล่มใหญ่ก็ถูกเจ้าหญิงเยริดึงไปเปิดอ่านทันที “น้ำยาลบความทรงจำ สูตรออกฤทธิ์รุนแรง คำเตือนไม่ควรใช้กับมนุษย์อย่างยิ่ง เนื่องจากมีส่วนผสมหลักจากฝิ่นช่วยลบเลือนความเจ็บปวดที่ตกค้างอยู่ในห้วงความทรงจำไปชั่วขณะ ส่วนวูลฟ์เบนมีสรรพคุณสร้างภาพหลอน หากมนุษย์ดื่มน้ำยาลบความทรงจำนี้จะก่อให้เกิดภาวะประสาทหลอนและเป็นพิษต่อร่างกาย แต่หากใช้กับภูตจะเป็นยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ลืมช่วงเวลาที่ไม่อยากจดจำไปชั่วขณะ แต่หากใช้น้ำยาลบความจำนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดฤทธิ์กล่อมประสาทและมีผลข้างเคียงร้ายแรง ได้แก่ สูญเสียความทรงจำ สูญเสียพลังเวท และสูญเสียสติไปในที่สุด...” เจ้าหญิงเยริใจหายวาบทันที สองกำมือแน่นอย่างข่มกลั้นอารมณ์โกรธ

 

 

“ผู้หญิงคนนั้นปรุงยานี่ให้ท่านน้าข้ากินไม่ผิดแน่”

 

 

“แล้วอาจารย์ซอลฮยอนจะปรุงยานี่ไปให้อาจารย์ยุนอากินทำไมกัน”

 

 

“ข้าก็อยากจะถามคำถามนั้นเหมือนกัน” แต่ที่สำคัญทำไมถึงต้องลบความทรงจำของท่านน้าออกไปด้วย ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่าผลข้างเคียงของมันนั้นไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด

 

 

“พวกเจ้ามาทำอะไรในห้องของข้า!” เสียงเจ้าของห้องดังขึ้นที่ประตูจนจอยชะงักกึกเป็นหิน แต่เจ้าหญิงเยริกลับสาวเท้าก้าวออกไปเผชิญหน้ากับอาจารย์ซอลฮยอนอย่างกล้าหาญชาญชัย ผิดกับตอนเข้ามาในห้องแรกๆ ลิบลับ

 

 

“บอกมา! ว่าท่านปรุงน้ำยานั่นให้ใคร”

 

 

“ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี เจ้ากำลังล้ำเส้นข้าเด็กน้อย” ท่านอาจารย์ซอลฮยอนเอ่ยเสียงเรียบ

 

 

“ล้ำเส้น? ท่านไม่มีสิทธิ์พูดคำนั้นออกมาด้วยซ้ำ ในเมื่อสิ่งที่ท่านทำลงไปน่ะมันร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะทำซะอีก ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรอว่าท่านเป็นแม่มดดำ ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือไงว่าท่านเป็นคนปรุงน้ำยาลบความจำนั่นให้ท่านน้ายุนอาของข้า ท่านจูบท่านน้าของข้า ท่านทำเป็นรักท่านน้าของข้า แต่ท่านกำลังจะทำให้ท่านน้าของข้าต้องตายลงอย่างช้าๆ เพราะน้ำยานั่น! ข้าจะเปิดโปงท่านให้ท่านน้าตาสว่างเองคอยดู!

 

 

แม้จะถูกว่ากล่าวสาดเสียเทเสียใส่แต่ใบหน้าของอาจารย์สาวก็ยังคงนิ่งสงบ ซอลฮยอนรอให้เด็กน้อยพูดจนจบก่อนที่ตัวเองจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง

 

 

“เด็กยุคหลังสงครามอย่างเจ้าไม่มีวันรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่เรารักไปในสงครามหรอก เจ้าไม่มีทางรู้หรอกว่ากว่าจะสามารถผ่านพ้นไปในแต่ละค่ำคืนมันทรมานมากเพียงใด ยุนอาเองก็เสียคนที่ตัวเองรักไปในสงครามนั้นเช่นกัน เมื่อใดก็ตามที่หลับตาลงภาพฝังใจเหล่านั้นมันจะหวนคืนกลับมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยตอกย้ำถึงภาพเหตุการณ์แย่ๆ ที่ทำให้ยุนอาต้องจมปรักอยู่แต่กับอดีตจนเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้คนรักของตัวเองตาย มันเป็นแผลเป็นฝังอยู่ในใจของยุนอาที่แม้แต่ตัวของยุนอาเองก็ไม่สามารถลบล้างได้ และเจ้าเองก็คงไม่อาจจินตนาการภาพความเจ็บปวดทรมานนั้นได้ด้วยซ้ำ มีแต่ข้าเพียงผู้เดียวที่จะสามารถทำให้ยุนอามีความสุขและลืมเรื่องราวเหล่านั้นได้ เจ้าควรดีใจนะเด็กน้อยที่ข้าสามารถทำให้น้าของเจ้ามีความสุขได้”

 

 

“มีความสุขอย่างนั้นหรอ? ตรงไหนกันที่เรียกว่าทำให้ท่านน้ายุนอามีความสุข”

 

 

“เยริใจเย็นก่อน” พอจอยเห็นเยริทำท่าเหมือนจะไปตะกุยหน้าอาจารย์ซอลฮยอนก็รีบเข้ามาดึงแขนไว้ แต่เยริกลับปัดออกอย่างไม่ใยดี

 

 

“อยู่เฉยๆ น่าจอย!” เจ้าหญิงเยริเลยแหวเข้าให้ก่อนจะหันหน้ามาหาอาจารย์ซอลฮยอนอีกครั้งนึง “รู้ทั้งรู้ว่ายานั่นมันอันตรายแต่ท่านก็ยังให้ท่านน้ากินต่อไป เพราะท่านรู้ว่ามันจะทำให้ท่านน้าลืมคนรักเก่าแล้วหันมารักท่านแทนใช่มั้ยล่ะ”

 

 

ซอลฮยอนพยายามหลับตาลงเพื่อข่มอารมณ์โกรธที่กำลังพลุ่งพล่าน ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มอาบยาพิษ ที่มองยังไงเจ้าหญิงเยริก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ยิ้มให้ตัวเองด้วยความจริงใจแน่ๆ “เจ้ายังเด็ก เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอกเด็กน้อย ว่าการที่เห็นคนรักของตัวเองต้องทุกข์ทนทรมานโดยที่เราไม่อาจจะช่วยได้มันทำให้เรารู้สึกแย่แค่ไหน ข้าจึงต้องใช้ยานั่นทำให้ยุนอามีความสุขและลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีอยู่ในความทรงจำออกไปให้หมดยังไงล่ะ”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ควรจะรู้ตัวได้สักทีว่าตัวเองไม่เคยเป็นคนที่ทำให้ท่านน้ามีความสุขได้เลย ท่านถึงต้องใช้ยานั่นกล่อมประสาทท่านน้าของข้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง”

 

 

“จริงๆ แล้วท่านน่ะไม่ได้รักท่านน้าของข้าหรอก ถ้าท่านรักท่านน้าของข้าจริง ท่านจะไม่มีวันให้ท่านน้าต้องกินยานั่นเลยเด็ดขาด”

 

 

“แต่ท่านน่ะรักแต่ตัวเอง ท่านเลยทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเอง โดยไม่เคยสนใจคนที่ปากของท่านบอกว่ารักเลยสักนิดว่าเค้าจะเป็นตายร้ายดียังไง ท่านมันเห็นแก่ตัวที่สุด!

 

 

“เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!

 

 

เพี้ยะ! ซอลฮยอนฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเจ้าหญิงเยริผู้เป็นหลานสาวของคนที่ตัวเองรักอย่างเต็มแรง จนเด็กน้อยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเซถลาลงไปนั่งกองกับพื้นท่ามกลางสายตาตกใจของเพื่อนสาวอย่างจอยและยุนอาที่เปิดประตูเข้ามาในห้องพอดี

 

 

“เยริ!” จอยอุทานออกมาอย่างตกใจพร้อมกับปราดเข้าไปประคองเจ้าหญิงน้อยทันที

 

 

“เจ้ากล้าตบหน้าหลานสาวข้าได้ยังไงกันซอลฮยอน!” ยุนอารีบวิ่งเข้าไปประคองเยริอีกคน ก่อนจะหันมาคาดคั้นการกระทำของผู้หญิงตรงหน้า ทั้งๆ ที่เธอก็เคยเล่าให้เจ้าหล่อนฟังตั้งหลายต่อหลายครั้งว่าเธอรักและห่วงใยหลานสาวคนนี้มากแค่ไหน แต่ซอลฮยอนก็ยังกล้าทำร้ายเยริแบบไม่สนสี่สนแปดใดๆ ซึ่งมันทำให้เธอยอมไม่ได้

 

 

“เจ็บมากมั้ยเจ้าหญิงน้อยของน้า” ยุนอาพยุงตัวหลานสาวให้ลุกขึ้นมาก่อนจะเชยคางขึ้นมามองรอยแดงๆ บนใบหน้าของเจ้าหญิงเยริที่ยังอยู่ในอาการตื่นตกใจจากการกระทำอันอุกอาจเมื่อครู่

 

 

“ท่านน้า...” เมื่อเห็นหลานสาวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ยุนอาก็รีบดึงตัวเยริมากอดไว้ในอ้อมอกทันที จอยที่ประคองตัวเยริจนถึงเมื่อครู่เลยได้แต่กะพริบตามองภาพนั้นปริบๆ

 

 

“ยุนอา.. ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าอธิบายทุกอย่างได้”

 

 

“ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น ข้าว่าข้าได้ยินทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว รวมถึงเรื่องยานั่นด้วย ที่เจ้าเคยบอกกับข้าว่ามันคือยาบำรุง...” ซอลฮยอนหลบสายตาแข็งกร้าวที่ยุนอาส่งมาพร้อมกับน้ำเสียงเยียบเย็น

 

 

“ข้าขอโทษ ที่ข้าทำลงไปทั้งหมดก็เพราะว่าข้ารักเจ้า ข้าอยากให้เจ้าลืมเรื่องแย่ๆ ทั้งหมดในอดีต ข้า...”

 

 

“เลิกแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ สักทีซอลฮยอน ถึงมันจะเป็นอดีตที่เจ็บปวดสำหรับข้า แต่ครั้งนึงมันก็เคยทำให้ข้ามีความสุข และข้าก็จะมีความสุขตลอดไปเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่สวยงามเหล่านั้น เจ้าไม่ต้องมาคิดแทนข้าหรอก ว่าข้าต้องการลบอดีตพวกนั้นทิ้งออกไปจากชีวิต”

 

 

“ข้าแค่อยากให้เจ้าลืมผู้หญิงที่ชื่อซอฮยอนนั่นสักที! เจ้าเอาแต่ละเมอเรียกชื่อมันทุกค่ำคืนโดยที่มีข้านอนอยู่เคียงข้าง! เจ้าไม่คิดบ้างเลยหรือไงว่าข้าเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน!

 

 

“ซอฮยอนเป็นรักแรกของข้า... ข้าไม่มีวันลืมซอฮยอนได้” ยุนอาเน้นย้ำทุกคำชัดเจนพร้อมกับสบลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “และที่สำคัญช่วยให้เกียรติคนตายด้วยซอลฮยอน เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเรียกรักแรกของข้าว่ามัน”

 

 

คำพูดของยุนอาไม่เพียงแต่เป็นแผลกรีดลึกลงไปภายในจิตใจของซอลฮยอนเท่านั้น เจ้าหญิงเยริเองก็รู้สึกหน่วงๆ ข้างในอกข้างซ้ายเช่นกัน

 

 

“ข้าจะเรียกแล้วเจ้าจะทำไม ข้าเกลียดมัน เกลียดที่มันได้ความรักจากเจ้ามากกว่าข้า ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่คนตายคนนึง ข้าเกลียดมัน!

 

 

“ข้าบอกให้หยุด”

 

 

“ข้าเกลียดมัน!!

 

 

...

 

 

ข้าเกลียดมัน!!!

 

 

ทันใดนั้นแผ่นดินก็ไหวสั่นสะเทือนเลือนลั่นราวกับวันวิปโยคของโลกด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ของผู้ถือครองแหวนแห่งขุนเขาที่หมดความอดทนในที่สุด ทำให้ซอลฮยอนที่เอาแต่หลับหูหลับตาด่ากราดจนถึงเมื่อกี้สงบลงด้วยความหวาดกลัวในพลังอำนาจของยุนอาทันที แม้แต่จอยและเยริเองก็ตกใจไม่ต่างกัน ยุนอาปราดมองข้าวของทำคุณไสยและของต้องมนต์ดำมากมายในห้องทำงานของซอลฮยอนก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา พร้อมกับสบลึกไปในสายตาอาฆาตแค้นของสตรีตรงหน้าราวกับต้องการจะสื่อว่ารู้ตัวใช่มั้ยว่าตัวเองต้องทำยังไงต่อไป ซอลฮยอนที่รู้ตัวดีว่าต้องเป็นฝ่ายไปจากที่นี่จึงตวัดสายตาไปหาเยริด้วยความคับแค้นอกคับแค้นใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมปนประชดประชันขึ้นว่า

 

 

“ขอให้เจ้าหญิงประทับอยู่ในลากราเซียให้สุขสำราญพระทัยนะเพคะ เพราะถ้าหากเจ้าหญิงออกมานอกลากราเซียเมื่อไหร่ หม่อมฉันเองก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหญิงได้เหมือนกัน”

 

 

“...” เจ้าหญิงเยริสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ยุนอาจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

“เจ้าจะไม่มีวันได้แตะต้องหลานสาวข้าแม้แต่ปลายเส้นผมอีกเด็ด ขาด” ยุนอาจ้องซอลฮยอนเขม็ง “ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายหลานสาวข้าได้ทั้งนั้น”

 

 

“ข้าไม่ทำให้เปลืองแรงหรอกยุนอา เพราะต่อให้ข้าไม่ทำก็ยังมีคนอื่นอีกเป็นร้อยที่จ้องจะฆ่าหลานสาวสุดที่รักของเจ้าอยู่ดี”

 

 

ยุนอาใจหายวาบทันทีแต่ก็ยังทำเป็นใจดีสู้เสือตอบกลับไป “อย่ามาขู่ให้หลานสาวข้ากลัว”

 

 

“ข้าไม่ได้ขู่ ข้าแค่หวังดี อยากให้เจ้าหญิงน้อยได้รู้ตัวเอาไว้ก็เท่านั้น”

 

 

อาจารย์ซอลฮยอนจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงแค่จอย เยริ และยุนอาอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมนต์ดำและของทำคุณไสยเต็มไปหมด

 

 

ยุนอาก้มลงมองคนในอ้อมแขนด้วยสีหน้าที่ปกปิดความวิตกกังวลไว้ไม่มิด ทำไมเด็กตัวเล็กๆ อย่างเยริถึงได้มีคนอยากฆ่ามากมายขนาดนั้น เธอพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าซอลฮยอนอาจจะพูดไปเรื่อย แต่พอลองมาคิดดูดีๆ แล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย แสดงว่าเจ้าหล่อนต้องรู้อะไรบางอย่างมาแน่ๆ ถ้าจะบอกว่าเป็นพวกปีศาจก็ไม่น่าใช่ เพราะปีศาจพวกนั้นได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปหมดแล้วนี่ แม้แต่พี่แทยอนที่สืบสายเลือดมาจากจ้าวปีศาจก็ไม่ได้มีพลังปีศาจหรือสายเลือดสีดำหลงเหลืออยู่ภายในตัวอีกต่อไปแล้ว

 

 

แล้วพวกคนไม่หวังดีพวกนั้นเป็นใครกัน...

 

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะเยริ”

 

 

ยุนอาหันขวับไปทางเด็กสาวอีกคนทันที นักเรียนจากหอคอยลาเวนด์กำลังลูบหัวหลานสาวของเธอทั้งที่เธอยังกอดอยู่อย่างนี้เนี่ยนะ แต่จะว่าไปแล้วเจ้าเด็กนี่หน้าตาคลับคล้ายคลับคลาใครบางคนที่เธอรู้จักยังไงชอบกล

 

 

“เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งเรื่องนี้กับอาจารย์ท่านอื่นๆ ก่อน” พูดจบจอยก็หันไปหายุนอาพร้อมดวงตาที่บ่งบอกถึงเลศนัยบางอย่าง “ข้าคงต้องฝากท่านอาจารย์ยุนอาช่วยดูแลเยริสักครู่”

 

 

“เจ้ารีบไปเถอะ” ยุนอาตัดบท อีกอย่างเยริก็เป็นหลานสาวเธอ ไม่ต้องพูดฝากฝัง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง

 

 

“ข้าไปก่อนนะ” จอยบอกกับเยริ

 

 

ยุนอาชักรำคาญที่เจ้าเด็กนี่เอาแต่ร่ำไรอยู่ได้ แต่แล้วท่านน้ายุนอาผู้ไม่เคยแสดงความรู้สึกหึงหวงหลานสาวมาก่อน ก็เพิ่งได้สัมผัสความรู้สึกเหมือนถูกฉกสตรอว์เบอร์รี่บนหน้าเค้กไปก็ตอนที่เจ้าเด็กหอคอยลาเวนด์ยื่นหน้ามาประกบริมฝีปากกับหลานสาวของเธอที่ยังคาอยู่ในอ้อมกอดของเธออยู่อย่างนี้ กว่าสมองจะประมวลผล กว่าสติจะถูกเรียกกลับคืนมาได้ เจ้าเด็กนั่นก็ออกไปจากห้องแล้วเรียบร้อย

 

 

“คนรักของหญิงสินะ” ยุนอาเปรยขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับคลายอ้อมกอดจากหลานสาวทันที

 

 

“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ” เจ้าหญิงเยริผละตัวออกจากอ้อมกอดคนตัวสูงแล้วมุ่นคิ้วขึ้นอย่างผิดหวังในคำถามนั้น แทนที่ท่านน้าจะเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอเรื่องที่มีคนรอฆ่าเธออยู่มากมายที่ข้างนอกนั่น แต่ท่านน้ากลับถามเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาเนี่ยนะ จอยก็เหลือเกิน เสร็จงานนี้คงต้องไปคิดบัญชีสักหน่อยแล้ว

 

 

“ไม่ใช่แล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เค้ามาทำอย่างนั้นได้ยังไง” น้ำเสียงของยุนอาติดจะหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย

 

 

นี่มันเป็นเรื่องของสายเลือดจริงๆ พี่สิก้าขี้อ่อยยังไง เยริก็ขี้อ่อยอย่างนั้นไม่มีผิด หญิงไม่ต้องรับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จากเสด็จแม่มาหมดก็ได้นี่

 

 

“ท่านน้ากลัวหญิงจะเสียจูบแรกให้คนอื่นหรือไงคะ” เจ้าหญิงเยริเริ่มเบ้ปากชวนทะเลาะ

 

 

“หญิงเป็นผู้หญิง มิหนำซ้ำยังดำรงพระยศเป็นถึงเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดน ควรรักนวลสงวนตัวบ้าง”

 

 

“จะด่าว่าหญิงเป็นผู้หญิงสำส่อน?” ยุนอาแทบขยุมหัวกุมขมับกับคำถามนั้นของหลานสาวทันที

 

 

“ถ้าคิดว่าน้าต้องการจะสื่อแบบนั้นก็แล้วแต่หญิงเลย”

 

 

“ท่านน้าเองก็เป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรภูตภูเขา แถมท่านน้ากับอาจารย์ซอลฮยอนยังไม่ได้แต่งงานกันแต่ยังนอนด้วยกันได้เลย อย่างนี้เรียกรักนวลสงวนตัวได้มั้ยคะ” ด้วยความโมโหเจ้าหญิงเยริเลยพูดเลยเถิดไปเรื่อยทั้งที่ความจริงนั้นไม่รู้หรอกว่าทั้งคู่น่ะนอนด้วยกันจริงหรือเปล่า แต่อาการอึกๆ อักๆ ของท่านน้าหลังจากเธอพูดประโยคเมื่อกี้ไป ก็ทำให้เยริรู้ได้ทันทีเลยว่าทั้งคู่นั้นเป็นของกันและกันเรียบร้อยแล้ว

 

 

“นั่น.. เอ่อ...” ยุนอาตะกุกตะกักไปต่อไม่ถูก เยริไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง ดีแค่ไหนที่เยริยังรักษาภาพพจน์การเป็นเจ้าหญิงด้วยการใช้แค่คำว่านอนด้วยกัน

 

 

“เห็นมั้ย ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน เผลอๆ ท่านน้านั่นแหละที่ไม่รักนวลสงวนตัวยิ่งกว่าหญิงเสียอีก!

 

 

“แล้วนี่หญิงเป็นอะไร ทำไมต้องแขวะ ทำไมต้องตะคอก ทำไมต้องชวนน้าทะเลาะด้วย”

 

 

“หญิงก็เป็นของหญิงแบบนี้ ท่านน้าไม่ต้องมาใส่ใจหรอกค่ะ”

 

 

ยุนอางงเต๊ก นี่เธอผิดอะไรเมื่อกี้เราสองน้าหลานยังดีๆ กันอยู่เลยไม่ใช่หรือไง แล้วไหงมันเป็นอย่างนี้ไปได้ล่ะเนี่ย ทันใดนั้นยุนอาก็หวนคิดถึงคำพูดที่ซอลฮยอนได้พูดกับเธอเมื่อไม่นานมานี้

 

 

“เด็กคนนั้น... เจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งมาเดน หลานสาวเจ้าสินะ” ซอลฮยอนถามขึ้นหลังจากที่ยุนอาปฏิเสธจุมพิตเร่าร้อนแล้วผละตัวออกจากตัวเองทันที

 

 

ดวงหน้าของยุนอาแดงก่ำ เพราะหลังจากที่เยริเดินเลี้ยวไปอีกทางได้ไม่นานเท่าไหร่ ซอลฮยอนก็ตรงรี่เข้ามาจูบเธออย่างไม่ทันตั้งตัวทันที มันไม่มีเหตุผลเลยที่จู่ๆ เจ้าหล่อนก็ทำแบบนั้น นอกจากจะเป็นการแสดงตัวตนประกอบกับยั่วโมโหให้เยริรู้ว่าเจ้าหล่อนเป็นอะไรกับเธอ

 

 

“ทำไม?” ยุนอาถามเสียงแข็ง ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจกับผู้หญิงตรงหน้า เพราะเราก็แค่คู่นอนชั่วคราวของกันและกันก็เท่านั้น แล้วอีกอย่างเธอก็ไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้องหลานสาวของเธอทั้งนั้น

 

 

“เด็กคนนั้นรักเจ้ามากนะ เคยรู้บ้างมั้ย” ซอลฮยอนเกริ่นขึ้นมาเบาๆ “รักแบบที่ไม่ใช่ความรักของน้าหลานน่ะ” ซอลฮยอนหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนซัดประโยคเด็ดใส่หน้ายุนอา “รัก... แบบชู้สาว”

 

 

“อย่ายุ่งกับหลานสาวข้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราจะได้เห็นดีกันแน่” ซอลฮยอนยิ้มกริ่มในประโยคดังกล่าวของยุนอาทันที แสดงว่ายุนอารู้มาตลอดสินะว่าเด็กคนนั้นคิดยังไงกับตัวเอง เผลอคิดไปเองว่าตัวเองเป็นตัวจริงมาตลอด แต่ที่ไหนได้...

 

 

“คงจะรักมากสินะ ถึงแตะต้องไม่ได้เลย” ซอลฮยอนยังคงยิ้มกริ่ม

 

 

“ข้าจะเลิกเป็นคู่นอนกับเจ้าแล้วไปหาคนอื่นที่ดีกว่าตอนนี้เลยก็ได้” ยุนอาเตือน

 

 

“เจ้าก็เลยจะทิ้งข้า ไปหาเจ้าหญิงน้อยคนนั้นน่ะนะ?” ซอลฮยอนเลิกคิ้วท้าทาย “อย่าลืมนะยุนอา ที่เจ้าไม่กล้ารักเด็กคนนั้นแบบคนรักเพราะอะไร คำทำนายไม่เคยไม่เป็นจริง เจ้าจะทำให้เด็กคนนั้นต้องตาย... เหมือนอย่างที่เจ้าเคยทำให้รักแรกของเจ้าต้องจบชีวิตลงเพราะตัวของเจ้าเอง” ปราสาททั้งหลังสั่นคลอนด้วยอำนาจของผู้ถือครองแหวนแห่งขุนเขาจนซอลฮยอนทำหน้าไม่ถูกทันที

 

 

“ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เยริเป็นอะไรไปทั้งนั้น ข้าจะเปลี่ยนคำทำนายนั่น เจ้าคอยดูก็แล้วกัน!

 

 

ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยมั่นใจว่าเธอจะปกป้องดูแลใครได้อีก แต่วันนี้มันจะเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอจะเป็นยุนอาคนใหม่ คนที่ดีกว่ายุนอาคนเดิมในอดีต ตราบใดที่เธอยังอยู่ตรงนี้เธอจะไม่ปล่อยให้เยริเป็นอะไรไปเด็ดขาด เพราะฉะนั้นท่านน้าผู้แสนดีจึงช้อนแขนอุ้มแม่หลานสาวตัวน้อยขึ้นมาอย่างฉับพลันทันทีจนเจ้าตัวเผลอร้องหวีดว้ายออกมาเสียงดัง

 

 

“ยิ่งหญิงเป็นอย่างนี้แหละ น้ายิ่งต้องใส่ใจเลย” ใบหน้าหมั่นเขี้ยวของท่านน้าทำให้เจ้าหญิงน้อยรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอย่างฉับพลันจึงดิ้นขัดขืนทันที

 

 

“ท่านน้าปล่อยหญิงนะ ปล่อย! ไม่ต้องมาอุ้มหญิง หญิงไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะคะ หญิงบอกให้ปล่อยไงล่ะ กรี๊ดดด!” พอเยริดิ้นมากๆ เข้า ยุนอาเลยแกล้งทำเป็นจะปล่อยให้หลานสาวร่วงลงพื้นตรงนี้ซะเลย เจ้าหญิงเยริเลยกรี๊ดเสียงหลงก่อนหันมาทำตาโตค้อนขวับใส่คนขี้แกล้งที่ยังคงทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้เสียหลายวง

 

 

“ไม่อยากตกก็อยู่นิ่งๆ น้าจะทำโทษเด็กดื้อให้รู้จักหลาบจำซะบ้าง” ยุนอายิ้มร้าย ก่อนอุ้มหลานสาวลงปราสาทไปหาเจ้าม้าเพกาซัสแอรีสอย่างนึกสนุก

 

 

“ไม่ๆๆ ไม่เอา หญิงไม่ขึ้นแอรีส ท่านน้าปล่อยหญิง! ปล่อย!” ยุนอาไม่ฟังซ้ำยังจับหลานสาวให้นั่งอยู่บนหลังเจ้าม้าเพกาซัสแอรีสแล้วพาบินผาดโผนโลดเต้นไปมาบนฟ้าทันที

 

 

“สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น” ยุนอาตะโกนออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่สั่นอย่างกับลูกแมวตกน้ำ

 

 

“กรี๊ดดดดดดดดดด” เจ้าหญิงเยริจิกขนเจ้าแอรีสแน่นพลางหลับตากรี๊ดเสียงดังลั่น เพราะเป็นคนกลัวความสูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

 

 

“ทีนี้หญิงจะหายดื้อได้แล้วหรือยัง”

 

 

“ไม่! หญิงจะฟ้องท่านแม่ยูริเลยคอยดู!!” พอได้ยินแบบนั้นยุนอาเลยหัวเราะออกมาทันที

 

 

“กว่าหญิงจะได้ฟ้องท่านแม่ ตอนนั้นหญิงก็คงหายโกรธน้าแล้วล่ะ”

 

 

“ไม่มีวัน! หญิงจะฟ้องท่านแม่!! กรี๊ดดด!!!

 

 

เจ้าหญิงเยริที่ยังคงหลับหูหลับตาอยู่อย่างนั้นนิ่งไปสนิททันทีที่ได้ยินเสียงบทสนทนาหนึ่งดังขึ้นในหัวอย่างไม่มีที่มาที่ไป หากแต่เป็นเสียงสั่งเสียร่ำลาระหว่างคนสองคนที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเสียงสะอึกสะอื้นของทั้งสองจนเจ้าหญิงน้อยรู้สึกโหวงในใจ

 

 

“ไม่ๆๆ ตื่นขึ้นมาคุยก่อนซอฮยอน เจ้าลืมสร้างบาร์เรียร์คุ้มกันตัวเองด้วยหรือไง ซอฮยอน”

 

 

“ข้าจงใจค่ะ”

 

 

“ทำไม ความจริงเจ้าไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้นี่”

 

 

“พลังนั่นเข้ามาใกล้เกินไป ถ้าข้าสร้างบาร์เรียร์คุ้มกันข้าด้วยมันจะแตกทันที แล้วพวกเราจะตายกันหมด ข้าเลยต้องใช้ตัวเองเบี่ยงเบนทิศทางของพลัง...”

 

 

“โธ่ ซอฮยอน... เจ้าจะไปขี่ม้าเพกาซัสกับข้าอีกใช่มั้ย”

 

 

“...”

 

 

“ข้าสัญญาข้าจะไม่กวนประสาทเจ้าอีก ข้าจะดูแลเจ้าเอง ขออย่างเดียวเจ้าอย่าทิ้งข้าไปไหนเลยนะ นะซอฮยอนนะ”

 

 

“ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไปไหนยุนอา ข้าจะอยู่กับเจ้า... ในนี้...”

 

 

 เจ้าหญิงเยรินิ่วใบหน้าอย่างเจ็บปวดใจราวกับเคยสัมผัสความรู้สึกนั้นมากับตัว มันเป็นเสียงท่านน้ายุนอากับคนรักคนแรกของท่านน้านี่ แล้วทำไมเสียงนั้นถึงต้องดังก้องขึ้นมาในหัวเธอด้วย...

 

 

“เยริ... เยริ! เป็นอะไรหรือเปล่า” ยุนอาตกใจเพราะอยู่ๆ หลานสาวก็นิ่งไป นึกว่าช็อกไปแล้วเสียอีก

 

 

“คะท่านน้า” เจ้าหญิงเยริสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นมาทันที แต่แล้วก็ต้องหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นว่าตัวเองนั้นอยู่สูงเหนือจากพื้นดินมากแค่ไหน

 

 

หญิงจะฟ้องท่านแม่!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

หลังจากที่เจ้าม้าแอรีสบินร่อนอยู่กลางเวหามานานแสนนานก็ถึงเวลาที่ต้องแลนด์ดิ้งลงสู่พื้นดินเสียที ยุนอาได้แต่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นหลานสาวผู้ดื้อรั้นเกาะตัวเองแน่นราวกับตุ๊กแกอย่างหมดฤทธิ์หมดเดช จนเท้าของเจ้าม้าแอรีสแตะถึงพื้นแล้วหลานสาวตัวน้อยก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาสักที

 

 

“เยริ...” ยุนอากระซิบข้างหูหลานสาวเบาๆ “ลืมตาดูสิ”

 

 

เจ้าหญิงเยริค่อยๆ ปรือตาขึ้นมองภาพตรงหน้า ก่อนจะเบิกตากว้างกับความงดงามของธรรมชาติที่ได้สัมผัส ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนเจ้าแอรีสที่กำลังยืนอยู่ในบ่อน้ำ ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ที่ใบของมันส่องแสงสะท้อนลงบนผืนน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับราวกับคริสตัลหลากสี รอบกายยังมีผีเสื้อราตรีมากมายส่องแสงวิบวับหยอกล้อแสงจันทร์ราวกับภาพวาดชิ้นเอกที่จิตรกรบรรจงสรรสร้างอย่างวิจิตรงดงาม

 

 

“สวยจัง” เจ้าหญิงเยริเอ่ยขึ้น ขณะที่ยุนอาลงจากหลังม้าแล้วยื่นมือเป็นหลักให้หลานสาวลงมายืนในน้ำเช่นเดียวกันกับตนเอง

 

 

“ที่นี่คือที่ไหนคะ” เจ้าหญิงเยริตื้นตันจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก ยุนอาจึงหมุนตัวหลานสาวให้หันมาหาตน แล้วสบลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่สวยที่ถอดแบบมาจากราชินีเจสสิก้าผู้เป็นพระมารดาของหลานสาวอย่างอ่อนโยน จนคนถูกมองรับรู้ได้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างที่อีกฝ่ายส่งมาให้

 

 

“ที่ที่เป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น... แค่น้ากับหญิง” เจ้าหญิงเยริที่หันไปรอคำตอบกับท่านน้ายุนอาเลยหันหน้ากลับมาก้มลงมองพื้นน้ำอย่างเขินอาย “ทีนี้หญิงจะหายโกรธน้าได้หรือยัง”

 

 

“จะให้หญิงเอ่ยคำขอโทษท่านน้าหรอคะ” เจ้าหญิงเยริรู้ทัน

 

 

แต่ยังไม่รู้ใจท่านน้าที่ต้องการได้ยินคำว่ารักจากปากของหลานสาวมากกว่าต่างหาก ยุนอาเลยได้แต่ยิ้มกว้างก่อนส่ายหน้าไปมาอย่างระอาเบาๆ เจ้าหญิงเยริเลยยู่ใบหน้าก่อนก้มตัวลงวักน้ำสาดใส่ท่านน้าจนตัวเปียกปอนก่อนวิ่งลุยน้ำหนีท่านน้าไปไกล หมดกันบรรยากาศโรแมนติกที่อุตส่าห์สร้างมากับมือ...

 

 

“อยากได้คำขอโทษจากหญิงก็ตามมาสิ” เจ้าหญิงน้อยเอ่ยท้า

 

 

“เยริ น้าเปียกไปหมดแล้.. แค่กๆ” ยุนอาสำลักน้ำที่กระเด็นเข้าไปในคอจนแสบคอไปหมด ทำให้เจ้าหญิงน้อยผู้แสนซุกซนหัวเราะชอบใจใหญ่

 

 

“มานี่เลย มาให้น้าลงโทษซะดีๆ” ยุนอาทำหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หลานสาวอย่างหมั่นเขี้ยวแล้ววิ่งลุยน้ำเข้าไปสาดน้ำเอาคืนหลานสาวจอมซนทันที

 

 

“แน่จริงก็ตามมาสิคะ” เจ้าหญิงเยริหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ก่อนว่ายลึกลงไปอีก

 

 

“เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่นะเราน่ะ ลองเจอท่าไม้ตายของน้าหน่อยเป็นไง” ยุนอาใช้พลังของแหวนทำให้ดินด้านล่างยึดเท้าของหลานสาวไว้ ก่อนตรงปรี่เข้าไปจับตัวอย่างผู้มีชัยทันที “ไปไหนไม่รอดแล้วสิ”

 

 

“ท่านน้าขี้โกงนี่คะ” เจ้าหญิงเยริประท้วง

 

 

“ก็ดูหญิงสิ เล่นซนจนเปียกไปหมดแล้ว ป่วยขึ้นมาท่านแม่ยูริของเราได้วิ่งแจ้นมาเล่นงานน้าถึงลากราเซียแน่” ยุนอาเลยก้มตัวลงจัดเผ้าผมเปียกแฉะให้หลานสาวอย่างเบามือ และบางทีเจ้าหญิงเยริก็คิดว่าท่านน้าเข้ามาใกล้กันจนเกินไป จนใจทั้งดวงสั่นไปหมด จนสมองมันกลัวว่าตัวเองจะอดใจไม่อยู่เผลอทำอะไรที่มันไม่ถูกไม่ควรลงไป แต่ว่าหัวใจมันกลับไม่ฟังถ้อยคำคัดค้านนั้นเสียแล้ว

 

 

ดวงตากลมโตของเจ้าเด็กน้อยขี้สงสัยค่อยๆ ปรือลงด้วยความเคลิบเคลิ้ม ริมฝีปากบางของเจ้าหญิงน้อยค่อยๆ ทาบทับลงบนริมฝีปากชมพูระเรื่อของท่านน้าอย่างแผ่วเบา สำหรับเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการจูบกับใครมาก่อนมันควรจะสิ้นสุดอยู่แค่ตรงนี้ ทว่าคนมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่ากลับตอบรับรสจูบบริสุทธิ์ไม่ประสีประสาของเด็กน้อยแล้วส่งความหอมหวานละมุนผ่านรอยจุมพิตแสนอ่อนโยนกลับคืนราวกับเป็นการตอบแทนความรักบริสุทธิ์ที่ทั้งคู่ต่างมีให้กันและกันตลอดมาและจะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป เนิ่นนานเพียงใดไม่มีใครรู้ รู้เพียงแค่ว่าวินาทีแรกที่ได้สัมผัสรสจูบนั้นอ่อนโยนเช่นใด มาจนถึงตอนนี้เจ้าหญิงเยริก็ยังคงรู้สึกเช่นนั้น มันช่างอบอุ่น อ่อนโยน ลึกซึ้ง หอมหวานเกินคำบรรยาย และพาให้ร่างกายเคลิบเคลิ้มราวกับอยู่ในภวังค์จนยากที่จะถอนตัว

 

 

“หญิงรักท่านน้า” ดวงตากลมใสของเจ้าหญิงฉายชัดถึงความแน่วแน่ ขณะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่เก็บงำลึกในหัวใจมาเนิ่นนานออกมาอย่างแผ่วเบาจนใบหน้านวลขึ้นสี แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแย้มรอยยิ้มละมุนออกมาจนเจ้าหญิงน้อยใจเสีย “ท่านน้ารักหญิงบ้างหรือเปล่าคะ รักแบบที่ไม่ใช่ความรักของน้าหลาน”

 

 

“การกระทำของน้ายังไม่ชัดเจนพออีกหรอ” ยุนอาหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยถามหลานสาวอย่างมีเลศนัย “สงสัยน้าคงต้องทำอย่างอื่นเป็นการยืนยันแล้วล่ะ”

 

 

“หยุดเลยนะคะท่านน้า” เจ้าหญิงน้อยเอียงอาย “นิสัยไม่ดีเลย ได้คืบจะเอาศอก”

 

 

“หญิงคิดอะไรอยู่?!” ยุนอาถามอย่างแปลกใจ

 

 

“ก็คิดว่าท่านน้า จะ...” แค่คิด ใบหน้าของเจ้าหญิงน้อยก็ร้อนวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก

 

 

“น้าแค่จะไปสารภาพเรื่องของเรากับเสด็จแม่แล้วก็ท่านแม่ของหญิงต่างหากเล่า เป็นเด็กเป็นเล็ก คิดอะไรก็ไม่รู้” ยุนอาโคลงหัวหลานสาวอย่างหมั่นเขี้ยว

 

 

“ท่านน้า!

 

 

“ว่ายังไงล่ะเจ้าหญิงน้อยของน้า” ยุนอาใช้สองมือประคองใบหน้ามุ่ยของหลานสาวขึ้นมาง้อ

 

 

“ตบหัวแล้วลูบหลังกันชัดๆ มาแกล้งหญิงแล้วก็ไม่ต้องมาเรียกหญิงแบบนั้นเลย”

 

 

“งั้นเอางี้ ว่ายังไงล่ะดวงใจของน้า” ฉับพลันใบหน้ามุ่ยของหลานสาวก็ก้มลงงุดๆ ก่อนหันหลังให้จนดูน่ารักน่าขัน ยุนอาเลยเปลี่ยนมากอดเยริจากด้านหลังแทน

 

 

“น้าขอโทษเจ้านะ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของซอลฮยอน แล้วก็เรื่อง...”

 

 

“ตอนนั้นหึงหญิงจนหน้ามืดตามัวก็บอกมา” เจ้าหญิงพูดออกมาตรงเกินจนยุนอากลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว

 

 

“น้าก็รักของน้านี่ อย่าให้ใครมาทำอย่างนี้กับหญิงอีกนอกจากน้ารู้มั้ย” ยุนอาหอมแก้มคนในอ้อมกอดเสียงดังฟอด “อยู่กับน้า หญิงไม่ต้องกลัวนะ น้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำอันตรายหญิงเด็ดขาด จะไม่มีใครมาทำร้ายหญิงได้ทั้งนั้น น้าสัญญาว่าน้าจะปกป้องดูแลหญิงตลอดไป”

 

 

เสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้ปานจะขาดใจตายของซึลกิดังไปทั่วบริเวณจนเจ้าหญิงเวนดี้กลอกตามองบนทำหน้าเพลียออกมาอย่างอดไม่อยู่ อะไรมันจะขนาดนั้น ทั้งเสียงสะอึกสะอื้น ทั้งน้ำตา ทั้งน้ำมูก ร้องไห้เล่นใหญ่อย่างกับว่าญาติฝ่ายไหนของเค้าตายยังไงยังงั้น

 

 

“จะร้องอะไรกันนักกันหนาเล่า” เจ้าหญิงเวนดี้พูดออกมาในที่สุด ทำให้เจ้าหญิงไอรีนที่กำลังพยายามปลอบเจ้าหัวขโมยอยู่เงยหน้าขึ้นมาจ้องน้องสาวทันที เจ้าหญิงเวนดี้จึงรีบพูดแก้ตัวให้ตัวเองพัลวัน “ก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าร้องไห้มากๆ แล้วน้ำตาจะกลายเป็นสายเลือดก็เท่านั้น”

 

 

ได้ผลชะงัด... ซึลกิหยุดร้องไห้ไปในทันที

 

 

“จริงมั้ยที่เลือดจะไหลออกมาแทนน้ำตาอย่างที่เจ้าว่าน่ะ” ซึลกิถามด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกพร้อมกับสูดน้ำมูกฟืดๆ ไปด้วย

 

 

“ข้าอุปมาอุปไมย!” เจ้าหญิงเวนดี้แทบอยากจะทึ้งหัวตัวเอง คนอะไรซื่อบื๊อออออออซื่อบื้อ นี่ไปประกอบอาชีพโจรได้ยังไง ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการเป็นโจรมาบ้างมั้ยเนี่ย

 

 

“พลังของข้าไม่พอที่จะพาเราทั้งสามคนกลับไปยังบ้านของข้า ข้าเลยต้องพักฟื้นพลังที่นี่ก่อน ถ้าหากเจ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกข้าได้นะ ข้ายินดีช่วยเหลือเจ้าเท่าที่สามารถทำได้” เจ้าหญิงไอรีนบอกเจ้าหัวขโมยอย่างอ่อนโยน

 

 

“พี่ไอรีนไปทำดีกับโจรนี่ทำไม ลืมไปแล้วหรือไงว่าเค้าลักพาตัวเราสองคนมานะ หรือพี่คิดว่าทำดีกับเค้าแล้วเค้าจะกลับตัวกลับใจกลายเป็นคนดีได้... ฝันไปเถอะ” แม้จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ลึกๆ แล้วเจ้าหญิงเวนดี้ก็รู้สึกเป็นห่วงเจ้าหัวขโมยไม่น้อยไปกว่าพี่สาวฝาแฝดเลย แต่เพราะปากไม่ตรงกับใจ ดวงตาคู่สีน้ำตาลกลมโตที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาจึงได้แต่เหลือบมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆ อยู่อย่างนั้น

 

 

“ผู้ชายคนนั้นเขาไม่ใช่พ่อของข้า... คนที่ข้าเรียกเขาว่าพ่อมาทั้งชีวิตคนนั้นเขาไม่ใช่พ่อของข้า” ซึลกิเกริ่นขึ้นมา

 

 

“แต่ว่าเขาก็เป็นคนที่เลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เด็กไม่ใช่หรือยังไง” เจ้าหญิงไอรีนพยายามปลอบ

 

 

“เขาร่วมมือกับมาร์โคเพื่อนของเขาบุกมาฆ่าครอบครัวของข้าทุกคนก่อนจะเก็บข้ามาเลี้ยง เขาทำให้ข้ารัก ทำให้ข้านับถือ เขาให้ข้าเรียกว่าพ่อ ทั้งที่เขาเป็นฆาตกรฆ่าครอบครัวของข้า ข้าควรจะทำยังไงต่อไปดี...”

 

 

เจ้าหญิงไอรีนเห็นใจอย่างสุดซึ้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลูบหลังปลอบประโลมอีกฝ่ายอย่างเวทนาเบาๆ

 

 

“เดี๋ยวนะ...” จู่ๆ เจ้าหญิงเวนดี้ก็ทักขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “พ่อเจ้าร่วมมือกับใครนะ?”

 

 

“เขาไม่ใช่พ่อข้า” ซึลกิหันมาประท้วง

 

 

“เหอะน่า รีบๆ ตอบมาเร็วเข้า”

 

 

“เขาชื่อมาร์โค คนนี้แหละที่มาเจรจาขอซื้อตัวพวกเจ้า” พอได้ยินชื่อนั้นเจ้าหญิงเวนดี้ก็หูผึ่งตาแทบถลนออกมานอกเบ้าทันที

 

 

“เวนดี้มีอะไรหรือเปล่า” ผู้เป็นพี่สาวถามอย่างเป็นกังวล

 

 

“ก็คนที่ชื่อมาร์โคนั่นน่ะ เป็นจอมโจรที่โหดร้ายที่สุดในยุคหลังสงครามน่ะสิ ว่ากันว่าหากเขาย่างกรายไปถึงหมู่บ้านไหนหมู่บ้านนั้นได้เละเป็นป่าช้าทุกที่” ได้ฟังที่น้องสาวเล่าเจ้าหญิงไอรีนก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย แล้วที่สำคัญเวนดี้รู้ได้ยังไง จะว่ารู้มาจากหนังสือหรือบันทึกเก่าๆ อะไรเทือกนั้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเวนดี้ไม่ชอบอ่านหนังสือมาแต่ไหนแต่ไร

 

 

“แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง”

 

 

“ข้า เอ่อ... ได้ยินมาจากนางข้าหลวงห้องเครื่อง” ตอนแอบเข้าไปขโมยขนมสมัยเด็กๆ ประโยคหลังเจ้าหญิงเวนดี้พูดต่อในใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปหาเจ้าหัวขโมยที่ตอนนี้ตัวสั่นระริกไปหมด “ข้าไม่รับประกันว่าตอนนี้คนในหมู่บ้านของเจ้าจะปลอดภัยดี”

 

 

ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดอะไรไปมากกว่านั้น ซึลกิก็ลุกขึ้นพรวดแล้วรีบวิ่งกลับไปยังทิศทางที่ตั้งของหมู่บ้านโดยไม่สนเสียงร้องเรียกไล่ตามหลังของสองสาวทันที แต่ทว่า... เธอก็ยังช้าไป

 

 

กลุ่มควันสีดำโหมลอยขึ้นบนท้องฟ้าส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนประกายส้มของซึลกิฉายความตกใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีแดงฉานโหมกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ควันที่ปกคลุมไปทั่วทำให้ซึลกิแสบตาแสบจมูกจนมองเห็นทางไม่ถนัด จนกระทั่งสายตาของเธอเหลือบไปเห็นรอยเลือดที่ลากกับพื้นดินไปจรดยังกิ่งไม้ใหญ่นั่น ร่างไร้วิญญาณของชาวบ้านและลูกเด็กเล็กแดงมากมายถูกแขวนคอห้อยร่างลงมาอย่างน่าสลดจนซึลกิทนดูต่อไปไม่ไหว

 

 

แล้วพ่อของเธอล่ะ? พ่อของเธออยู่ที่ไหน?!

 

 

“พ่อ! พ่ออยู่ไหน! พ่อได้ยินข้ามั้ย! พ่อ!!” ซึลกิวิ่งตามหาพ่อท่ามกลางกองเพลิงอย่างไม่ห่วงชีวิตตัวเอง

 

 

แม้ปากจะปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่พ่อ แม้สมองจะรับรู้แล้วว่าเขาคือฆาตกร แม้ความเมตตาที่มีให้เธอตลอดมาจะไม่อาจล้างบาปกรรมที่เขาทำลงไปได้ แต่ในวินาทีนี้ซึลกิกลับกลัวจับใจจนจินตนาการภาพไม่ออกเลยหากต้องเสียเขาไปจริงๆ

 

 

“พ่อ!!!!!” ซึลกิร้องเรียกพ่อที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่หน้าบ้านเสียงหลง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาทั้งน้ำตา ทำไมพ่อถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ พ่อคนที่ชอบกวนโอ๊ย กวนประสาทเธอหายไปไหนแล้ว

 

 

“พ่อถูกแทงนี่... ใครทำพ่อ ใช่ไอ้คนที่มันมาหาพ่อใช่มั้ย”

 

 

“ซึลกิ... มันจะมาเอาตัวผู้หญิงสองคนนั่น เอ็งต้องพาพวกนางหนีไป” เลือดสีสดไหลกระอักออกมาจากปากของฮีชอลจนซึลกิใจไม่ดี

 

 

“ได้ แต่ข้าจะพาพ่อหนีไปด้วย”

 

 

“ไม่ ข้าคงไม่รอด”

 

 

“ไม่! พ่อต้องรอด แค่กๆ” ซึลกิพูดไปสำลักควันไฟไป

 

 

“ทิ้งข้าไว้ที่นี่ ไป! ไปซะ ไอ้เด็กเวร” ซึลกิน้ำตานองหน้า

 

 

“เอ็งมันไม่ใช่ลูกข้า เอ็งมันเป็นลูกของคนที่ข้าฆ่าแล้วเก็บมาเลี้ยงเพราะสมเพชเวทนาก็เท่านั้น ข้าเป็นฆาตกรฆ่าครอบครัวของเอ็ง ทีนี้เอ็งรู้ความจริงแล้วใช่มั้ยว่าทำไมเอ็งถึงไม่มีแม่เหมือนคนอื่นๆ เค้า”

 

 

“พ่อ...” ซึลกิได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาช้าๆ

 

 

“ยังไม่ไปอีก! อั่ก!

 

 

ซึลกิใช้มือตัวเองกดปากฮีชอลให้เลิกพล่ามสักที ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวฮีชอลที่กำลังงุนงงกับการกระทำของเธอให้ลุกขึ้นมา

 

 

“ไม่โกรธข้าเรอะ”

 

 

“โกรธ...” ซึลกิตอบเสียงสั่นพร่า “แต่รักมากกว่า”

 

 

“เอ็งมันดีเกินกว่าจะมาเป็นขโมยเป็นโจรเหมือนข้า ทิ้งข้าไว้แล้วไปตามทางของเอ็งซะ” ยิ่งเห็นซึลกิเป็นแบบนี้ฮีชอลยิ่งรู้สึกละอายใจ

 

 

“เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาว เพราะฉะนั้นทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้หรอก”

 

 

พลันพายุฝนก็ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป สายฟ้าแลบแปลบปลาบก่อนส่งเสียงร้องกระหึ่ม ไม่นานนักสายฝนจากพลังเวทมนตร์อันแก่กล้าของเจ้าหญิงไอรีนก็เทกระหน่ำลงมาดับไฟที่กำลังลุกโชนให้มอดดับไป จะเหลือก็เพียงแต่ซากปรักหักพังของบ้านที่ถูกเผาไหม้กับกลุ่มควันโชยเคล้ากลิ่นฝนปนกลิ่นคาวเลือดจางๆ

 

 

เสียงหวีดร้องของเจ้าหญิงเวนดี้ดังขึ้นทันทีเมื่อสายตาดันปราดมองไปเห็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกแขวนอยู่ทั้งบนต้นไม้และที่นอนเกลื่อนอยู่เต็มพื้น เจ้าหญิงไอรีนเองก็ตระหนกตกใจไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องทำเป็นเข้มแข็งรีบคว้าตัวน้องสาวเข้ามากอดปลอบให้หายเสียขวัญ

 

 

“พี่ไอรีน ข้ากลัว” เจ้าหญิงเวนดี้ที่ไม่ค่อยจะทำตัวเหมือนคนเป็นน้องสักเท่าไหร่กอดพี่สาวฝาแฝดแน่นจนเหมือนเสือสิ้นลาย ไม่เหลือแล้วซึ่งความแสบสันที่เคยมี

 

 

“ไม่เป็นไรนะเวนดี้ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัว”

 

 

“นั่นเจ้าหัวขโมยนี่” เจ้าหญิงเวนดี้ชี้ไปยังซึลกิที่กำลังแบกผู้ชายคนหนึ่งมาด้วย แต่แล้วเขากลับทรุดตัวทิ้งน้ำหนักลงไปนอนระนาบกับพื้นดินจนซึลกิร้องเรียกพ่อออกมาดังลั่น เจ้าหญิงไอรีนจึงรีบพาเจ้าหญิงเวนดี้วิ่งเข้าไปดูอาการคนป่วยทันที

 

 

“เราต้องรักษาบาดแผลของพ่อเจ้าก่อน” เจ้าหญิงไอรีนเงยหน้าบอกก่อนก้มมองคนป่วย “ทำใจดีๆ ไว้นะท่าน ยิ่งท่านตื่นตระหนกเลือดก็ยิ่งสูบฉีดเร็ว ท่านก็จะยิ่งเสียเลือดมากขึ้นเท่านั้น” เจ้าหญิงไอรีนที่เคยเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลกดแผลห้ามเลือดอย่างช่ำชอง นึกอยากให้เสด็จป้าเจสสิก้ามาอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาคงหายเป็นปลิดทิ้งไปตั้งนานแล้ว

 

 

“เจ้ารักษาพ่อข้าได้ใช่มั้ย” ซึลกิเอ่ยถามอย่างมีความหวัง

 

 

“ข้าพอจะรู้เวทมนตร์รักษาอยู่บ้าง เจ้าไม่ต้องห่ว...” เสียงของเจ้าหญิงไอรีนเหือดหายไปทันทีเมื่อมีเสียงหัวเราะเย็นเยียบชวนให้เสียวสันหลังดังขึ้นมาจากข้างหลัง

 

 

“อยู่ที่นี่กันนี่เอง!

 

 

ซึลกิจ้องหน้ามาร์โคราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ และเกือบจะลุกขึ้นพุ่งไปอัดหน้าแล้วถ้าไอรีนไม่ดึงแขนห้ามไว้ก่อน คราวนี้มาร์โคมันไม่ได้มาคนเดียวแต่กลับพาพรรคพวกโจรชั่วรวมถึงลากพวกสุนัขล่าเนื้อฟันแหลมคมกริบมาด้วยอีกเป็นโขยง ดีแค่ไหนที่เธอยังมีสติอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นป่านนี้เธอได้ลงไปนอนจูบพื้นแล้วแน่ๆ

 

 

“หนีไป.. มันต้องการ... ตัวพวกเจ้า” ฮีชอลพยายามบอกสองแฝดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่เจ้าหญิงไอรีนกลับลุกขึ้นมาประจัญหน้าบุคคลแปลกหน้าที่รายล้อมอยู่รอบด้านอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

 

 

“เจ้าฆ่าคนบริสุทธิ์ไปทำไม” แม้จะอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่เจ้าหญิงไอรีนก็ยังคงความสุขุมอยู่เต็มเปี่ยม “พวกเค้าทำอะไรผิด พวกเจ้าถึงได้ฆ่าแกงราวกับพวกเค้าเป็นผักปลาเช่นนี้”

 

 

“ก็ไม่เท่ากับคนบริสุทธิ์เป็นแสนเป็นล้านที่แม่ปีศาจของเจ้าได้ฆ่าตายไปในสงครามเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วหรอกเจ้าหญิงไอรีน เจ้าหญิงเวนดี้ แห่งอาณาจักรคาร์น!” เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสองเบิกตากว้างอย่างตกใจทันที

 

 

เขารู้ฐานันดรศักดิ์ที่แท้จริงของพวกเราได้ยังไง?!

 

 

ส่วนหัวขโมยสองพ่อลูกก็ได้แต่อ้าปากค้างแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเหลือเชื่อ ที่ว่าบ้านหลังใหญ่ที่สุดในอาณาจักรคาร์นนั่น... เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องที่สองสาวยกเมฆขึ้นมาพูดลอยๆ เสียแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี หัวเหม็นๆ นี่ก็จะหลุดจากบ่าซะแล้วฮีชอลเอ๋ย ขอชิ่งตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกแทงนี่ก่อนได้ไหม

 

 

“เสด็จแม่แทยอนทรงทำแบบนั้นลงไปก็เพราะไม่รู้พระองค์ต่างหาก! แต่เป็นพวกเจ้านั่นแหละที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าปีศาจ เจ้ากล้าฆ่าคนแก่ กล้าฆ่าเด็กตัวเล็กๆ ทั้งที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่เต็มเปี่ยมได้ยังไงกัน พวกเจ้ามันสัตว์เลือดเย็นชัดๆ” เจ้าหญิงเวนดี้แย้งขึ้นมาด้วยความโมโหอย่างสุดขีด

 

 

“แล้วที่ลูกเมียของข้าต้องตายไปเพราะพลังปีศาจร้ายกาจของแม่เจ้า ข้าจะเอาชีวิตของพวกเจ้ามาเซ่นสังเวยทดแทนบ้างได้ไหมล่ะ” เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสองพระองค์ปั้นสีหน้าไม่ถูกทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

 

 

“ไปจับตัวพวกมันมาสังเวยคนในครอบครัวของเราที่ตายไปมาให้ได้!

 

 

ทันทีที่เสียงประกาศของมาร์โคดังขึ้น บรรดาลูกน้องโจรหน้าเหี้ยมโหดทั้งหลายก็พากันย่างสามขุมเข้ามาหาเจ้าหญิงฝาแฝดอย่างไม่เกรงกลัวยศฐาบรรดาศักดิ์ของทั้งคู่แม้แต่น้อย เจ้าหญิงไอรีนค่อยๆ ดันน้องสาวฝาแฝดไปข้างหลังตัวเอง ก่อนจะระเบิดพลังที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาอันน้อยนิดออกมาซัดใส่พวกโจรโหดจนกระเด็นกระดอนได้รับบาดเจ็บไปคนละทิศละทาง

 

 

“หนีไปเวนดี้!” เจ้าหญิงเวนดี้หันขวับกับประโยคของพี่สาวทันที เธอจะหนีเอาตัวรอดแล้วทิ้งพี่สาวที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ในท้องแม่ไว้ตัวคนเดียวได้ยังไง!

 

 

“ไม่ใช่แม่ อย่ามาสั่ง!” เจ้าหญิงไอรีนเลยหันมาทำหน้าดุใส่น้องสาวก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง พลังของเธอยังไม่ฟื้นตัวดี เธอปกป้องคนทั้งสามคนในเวลาเดียวกันไม่ไหวหรอก เจ้าหญิงไอรีนได้แต่ข่มตาลงอย่างเจ็บใจ แล้วทันใดนั้นพลังลูกใหญ่จากจอมโจรมาร์โคก็วิ่งเข้าใส่ทั้งคู่อย่างฉับพลัน ทว่าเจ้าหญิงเวนดี้สร้างบาร์เรียร์ขึ้นมากันได้อย่างเหมาะเจาะพอดีก่อนที่บาร์เรียร์นั้นจะสลายไป โจรพวกนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว...

 

 

“หน็อยแน่!” เจ้าหญิงเวนดี้กำมือแน่นอย่างโกรธเคือง

 

 

“ช่วยไม่ได้ ก็พวกเจ้าอยากเล่นแรงก่อนเอง” จอมโจรมาร์โคหัวเราะลั่น แล้วพวกมันก็เริ่มบุกอีกรอบ

 

 

ไอพลังเวทมนตร์ปะทุรอบบริเวณจนเจ้าหญิงไอรีนกลัวใจ พวกโจรทุกคนล้วนใช้เวทมนตร์ได้ทั้งหมด แม้พลังจะไม่เสถียรเท่าจอมโจรมาร์โคแต่ยังไงเธอกับน้องสาวก็รับมือกับพลังเหล่านั้นได้ยากอยู่ดี เพราะพวกโจรมันมีมากเกินไป ถึงพลังพวกมันจะไม่รุนแรงเท่าใดนักแต่ถ้าพลาดพลั้งไปนิดเดียวก็เสียเปรียบได้เหมือนกัน

 

 

ตูม! เสียงพลังปะทะกันดังกึกก้อง แล้วพวกโจรก็กรูเข้ามาต่อกรกับเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์แห่งคาร์นทันที เส้นสายพลังพุ่งฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศเป็นสีสันงดงามราวกับสายรุ้งจนซึลกิหยุดมองไม่ได้ แม้จะรู้ดีว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไรก็ตาม

 

 

“เอ็งไป..ช่วยเจ้าหญิง พาเจ้าหญิงหนีไป”

 

 

“เราต้องไปด้วยกันสิพ่อ” ซึลกิมองใบหน้าซีดเผือดของพ่อทั้งน้ำตา

 

 

“ข้าไม่อยากอยู่.. รอโทษประหารจากราชินีแห่งคาร์นหรอก... เอ็งไปช่วยเจ้าหญิง... เผื่อสวรรค์เป็นใจได้รับ.. อภัยโทษ” ฮีชอลบอกลูกสาวด้วยรอยยิ้มขี้เล่น เผื่อลูกสาวจะได้หมดห่วงกับพ่อแย่ๆ คนนี้เสียบ้าง

 

 

“เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้พ่อก็ยังอารมณ์ดีอยู่ได้” ซึลกิปล่อยโฮออกมาไม่หยุด

 

 

“ไปซะ...” หลังจากสิ้นประโยคนั้นดวงตาของฮีชอลก็ปิดลงอย่างสงบ

 

 

แต่ภาพนั้นกลับทำให้ภายในใจของซึลกิคุกรุ่นจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าได้ ใบหน้าซื่อๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจนน่ากลัว ดวงตาใสบริสุทธิ์เปลี่ยนเป็นดุดันราวกับคนละคน มือบางคว้าดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาฟาดฟันใส่ทุกคนที่ขวางทางอย่างไม่ใยดี

 

 

“อย่าอยู่เลย!” เสียงดาบตวัดฉับ เลือดสีแดงฉานที่พุ่งจากร่างศัตรูสาดกระเซ็น เจ้าหญิงเวนดี้หันไปหาพี่สาวฝาแฝดด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าคนใสๆ ซื่อๆ อย่างเจ้าหัวขโมยที่เพิ่งร้องไห้เป็นเผาเต่าไปเมื่อกี้จะกล้าลงมือสังหารคนได้ลงคอ เธอกับพี่แค่อัดพลังใส่ให้พวกมันจุกๆ เจ็บๆ ก็เท่านั้นเอง

 

 

“ไม่ได้การแล้ว” เจ้าหญิงไอรีนคิดไม่ตก ก่อนจะส่งซิกทางสายตาเตรียมแผนการกับเจ้าหญิงเวนดี้ให้พาซึลกิหนีออกไปจากตรงนี้ทันทีที่ตัวเองปล่อยท่าไม้ตายเด็ดที่ร่ำเรียนมาจากเสด็จป้าเจสสิก้าออกมา

 

 

ลมหนาวพัดโชยวูบ ทุกคนที่อยู่ในรัศมีพลังภูตหิมะรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว น้ำค้างแข็งเริ่มจับตามใบหญ้า หิมะสีขาวเริ่มปลิวว่อนกลางอากาศ ก่อนจะทวีความรุนแรงแปรเปลี่ยนเป็นพายุหิมะซัดกระหน่ำกองโจรจนมองไม่เห็นสิ่งใดเบื้องหน้านอกจากหิมะสีขาวโพลน

 

 

“หิมะ...” ซึลกิตะลึงค้างปนรู้สึกอัศจรรย์ใจ ทำไมหิมะถึงตกตอนนี้

 

 

“จะมัวทำหน้าบื้ออยู่ทำไม รีบเผ่นเร็วเข้า” เจ้าหญิงเวนดี้คว้าแขนเจ้าหัวขโมยโกยอ้าวหนีทันที

 

 

           

 

______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

สำหรับตอนนี้ก็เป็นตอนเปิดโปงความรู้สึกของหลายๆคู่ ตรงชื่อตอนเป๊ะ

ในส่วนของคู่โลลิน้าหลานนั้นก็รู้แล้วนะคะว่าเค้ามีใจให้กันมาตลอด

แต่เป็นเพราะอะไรหลายๆอย่างยุนอาถึงไม่แน่นอนกับความรู้สึกตัวเองสักที

จนมาเจอจอยแกล้งจูจุ๊บหลานสาวเท่านั้นแหละ รีบเลย กลัวคนอื่นแย่งไปคาบ55

ไม่ต้องห่วงน้องจอยนะคะรายนั้นเค้าดูแลตัวเองได้ เค้าแค่อยากให้เพื่อนสมหวังเฉยๆ

แต่จะเป็นก้างหนามทิ่มแทงใจยุนอาไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละ

ส่วนในด้านสองแฝดก็ชัดเจนแล้วเหมือนกันว่า เจ้าหญิงเวนดี้น่ะ

ตกหลุมรักในความซื่อบื้อของเจ้าหัวขโมยเรียบร้อยแล้ว แม่ยกซึลรีนงานเข้าแล้ว~

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~

 

 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

196 ความคิดเห็น

  1. #63 Taedy (@Taedy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 16:43
    อ้าว เราร้องไห้ทำไมอ่ะ........
    #63
    0
  2. #41 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2560 / 11:46
    ใครก็ได้มาช่วยแฝด&โจรซื่อบื้อที ท่านป้าเจสสิก้า&ท่านองครักษ์ยูริ เสด็จแม่ทั้งสอง ใครได้ช่วยที
    ท่านน้ายุนอสก็ยังชอบแกล้งหลานเหมือนเดิม และสถานะกำลังจะเปลี่ยนไป สุ้ๆนะไนท์
    #41
    0
  3. #40 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2560 / 05:37
    ป้าเจสสิก้ามาช่วยหลานป่ะคะ ฮื่อออออออ รีบมาต่อนะคะ สู้ๆ!
    #40
    0
  4. #39 BKMan (@BKMan) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 23:49
    งือออจะเอายังไงกันต่อละเนี่ยย เยริ ยุนอา ฝั่งไอรีนจะมีคนมาช่วยรึเปล่าาาา
    รอลุ้นค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ สู้ๆ
    #39
    0