FIN STORY | SF / OS | HANTA : TAEYU & DOYU

ตอนที่ 13 : HANTA · THE WAKE · ( 3/3 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4416
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    27 ส.ค. 59

SF : HANTA ( HANSOL x YUTA )

RATE : 18 + 
TAG : #wakeHT
BY : ___menay01___
 
*คำเตือน เราแต่งในโทรศัพท์ อาจจะมีคำผิดหลงเหลืออยู่นะคะ*
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

     [แจมินตัวร้อนเมื่อวาน วันนี้พี่เลยพาไปหาหมอมา] เสียงของพี่ชายเล่าเหตุการณ์ประจำวันของทางนั้นมาตามสาย ยูตะชะงักมือที่กำลังล้างจานก่อนจะปิดน้ำเพื่อสนใจอาการป่วยของลูกชายตัวน้อยของเขา

 

 

     "หมอว่าไงบ้างครับพี่ หนักรึเปล่า.. ผม" ยูตะพยายามห้ามไม่ให้ตัวเองเสียงสั่น แค่คิดว่าลูกไม่สบายแต่เขาไม่ได้อยู่ข้างลูกหัวใจมันก็หวิวขึ้นมากระทันหัน

 

 

     [ใจเย็นๆ หมอบอกเป็นไข้น่ะ ให้ยามาแล้วถ้าคืนนี้ไม่มีไข้สูงหรืออาการอะไรเพิ่มเติมก็คงไม่เกินวันสองวันนี้ได้กลับมาวิ่งปร๋อ] แทอิลพยายามเอ่ยให้คนฟังสบายใจ

 

 

     "ผมอยากไปหาลูก" ยูตะบอกเสียงแผ่ว คิดถึงรอยยิ้มกว้างของเด็กชายใจจะขาด

 

 

     [เราขอเขามาก็ได้ แต่กลัวเขาจะระแคะระคายน่ะสิ ใครเขาเป็นห่วงหลานจนรีบมาหาแค่เพราะเป็นไข้] แทอิลนึกถึงความเป็นไปได้ ยูตะหางลู่หูตก เขาโกหกฮันซลว่าแจมินเป็นลูกของแทอิลที่เขารักเหมือนหลานแท้ๆ แม้ผู้ชายคนนั้นจะดูไม่เชื่อสนิทใจแต่ก็ไม่ได้ต่อความอีก

 

 

     "ขอโทษที่ทำให้พี่ลำบากนะครับ" ยูตะเอ่ย เขาได้ยินเสียงถอนหายใจลอดมาตามสาย

 

 

     [เลิกขอโทษเถอะยูตะ แจมินมันก็หลานพี่พี่ต้องดูแลอยู่แล้ว เราเองก็ต้องลำบากเพราะพี่ เราไม่ได้ผิดอะไรเลย] ถ้ายูตะอยู่ตรงหน้าแทอิลคงเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายแล้วขยี้ผมเพราะความหมั่นเขี้ยว

 

 

     "ฝากแจมินด้วยนะพี่ ถ้ามีอะไรรีบโทรหาผมเลยนะ"

 

 

     [รู้แล้วล่ะน่า เราเถอะ เขา ทำอะไรไม่ดีรึเปล่า?] แทอิลถาม ยูตะตัดสินใจไปกับผู้ชายคนนั้นตามข้อเสนอ เก็บข้าวของไปอยู่กับผู้ชายใจร้ายนั่นที่โซลเกือบสองอาทิตย์แล้ว

 

 

     "นอกจากพูดจาไม่เข้าหูก็ไม่มีอะไรหรอกครับ" ยูตะย้อนนึกถึงตอนที่ฮันซลพาตนมาจากกวังจู เขาหวั่นใจมาตลอดทางเพราะเป็นห่วงลูก ทั้งเขาแล้วก็ผู้ชายจอมบงการนั่นแทบไม่พูดอะไรกันสักคำจนมาถึงอพาร์ทเม้นท์หรูระดับสามห้องน้ำย่านกังนัมของผู้ชายใจร้ายนั่น

 

 

     งานแรกของยูตะเริ่มต้นในคืนนั้น มันก็วนเวียนซ้ำๆ และตอกย้ำเหมือนเดิมอยู่ทุกคืนตั้งแต่ที่ยูตะมาถึง แก้มเนียนร้อนวูบเมื่อคิดถึงว่าผู้ชายคนนั้นทำอะไรตนบ้างตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา แล้วสิ่งที่ทำนั้นก็น่าจะเข้าข่าย 'เรื่องไม่ดี' ที่แทอิลถามเสียด้วย

 

 

     [ก็ยังดี แต่อย่าไว้ใจนักละ] แทอิลเอ่ยเตือน ยูตะรู้สึกตัวว่าความคิดในหัวกำลังถลำไปถึงฉากที่ไม่สมควรจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย

 

 

     "ผมขอสายแจมินได้ไหม?"

 

 

     [กินยาหลับไปแล้วล่ะ พี่ถึงปลีกตัวมาโทรหาเรานี่ไง]

 

 

     "งั้นหรอครับ เสียดายจัง" เขาไม่ได้คุยกับแทอิลทุกวันเพราะฝ่ายนั้นทำงาน และเขาไม่รู้ว่าฮันซลจะมีท่าทีแบบไหนถ้าเห็นเขาติดต่อกับเจ้านายเก่าอยู่ ยูตะไม่อยากเสี่ยงกับอารมณ์แปรปรวนของผู้ชายคนนั้นจึงเว้นระยะคุยกับแทอิล แต่ยังติดตามข่าวทางโซเชียลเรื่อยๆ ซึ่งพี่ชายก็ดูจะรู้ใจ คอยอัพวิดีโอและรูปภาพของแก้วตาดวงใจเขาขึ้นเฟสบุ๊คอยู่ทุกวัน

 

 

     [ยูตะ..]

 

 

     "ครับ?"

 

 

     [จะใจอ่อนกับเขารึเปล่า ?  พี่ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวนะ แต่อยากให้ยูตะลองทบทวน พี่ให้คนรู้จักลองเช็คประวัติแล้วไม่เคยเห็นข่าวคราวเรื่องผู้หญิงหรือใครเลยนะ มีแต่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจนบริษัทเจริญแบบก้าวกระโดดขนาดนี้ ..บางทีเค้าอาจจะรักยูตะอย-]

 

 

     "ถ้าเขารักเขาจะไม่ทำแบบนั้นกับผมหรอกครับ ผมล้างจานค้างไว้ยังไงคงต้องวางสายก่อนนะครับ" ยูตะรีบตัดบทไม่สนใจจะฟังคำลาจากแทอิลด้วยซ้ำ

 

 

     ร่างบางโยนเครื่องมือสื่อสารของตัวเองไปวางบนเคาเตอร์ครัวก่อนจะเร่งเปิดน้ำแรงสุดเผื่อเสียงมันจะดังจนกลบเสียงของความว้าวุ่นใจ

 

 

     ยูตะยอมรับว่าเขากำลังไขว้เขว ฮันซลเก่งที่ทำให้เขาสับสนเพียงแค่ลากเขากลับมาอยู่ที่โซลด้วยไม่กี่อาทิตย์ ยูตะคิดว่าเขากำลังจะเจอเรื่องที่ยากรออยู่แต่ฮันซลกลับไม่ได้ทำแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นแค่พายูตะมาที่นี่ เอากุญแจห้องให้เขา เอากุญแจรถให้ เอาเงินให้เขา ทำราวกับว่าให้เขาเป็นแม่บ้านของตัวเอง แต่คงไม่มีเจ้าของบ้านหน้าไหนที่กกกอดแม่บ้านทุกคืนจนรุ่งสางแบบที่ผู้ชายคนนั้นทำ

 

 

     ฮันซลไม่ได้พูดอะไร ยูตะเองก็ไม่อยากจะถาม เขาอยากให้ทำอะไรก็จะทำ ถึงสถานะที่เขาทำอยู่มันดูคล้ายกับคำบางคำที่ทำให้หัวใจดวงน้อยแกว่งยิ่งกว่าลูกตุ้มเหล็กบนเอ็นเส้นบางๆ

 

 

     นากาโมโตะ ยูตะ ไม่อยากคิดไปเอง ไม่อยากฝันไปเอง ความจริงที่เขาเคยเจอมันเหมือนยาขมที่ปลุกเขาให้รู้ว่าผู้ชายคนที่เขากำลังเผชิญหน้านั้นเก่งกาจแค่ไหน ความอ่อนโยนที่หยิบยื่นให้ไม่ต่างกับยาพิษที่กัดกินหัวใจของเขาจนกร่อน

 

 

 

     คุณแม่ตัวน้อยเผลอตัวปล่อยน้ำตาไม่ให้หยดลงบนจานที่ถือค้างไว้ ร่างเล็กรีบเช็ดหน้ากับแขนเสื้อก่อนออกแรงขัดจัดการงานครัว

 

 

     หยุดหวั่นไหวได้แล้วยูตะ ...จำไม่ได้หรอว่าเคยเจ็บเกือบตายเพราะผู้ชายคนนั้น



 

 

 

 

 

 

 

 

 

    "ไม่ทานข้าวหรอครับ?" ยูตะเอ่ยถามเจ้าของบ้านที่ร่างเล็กขีดเส้นกั้นว่ามีสถานะเป็นเจ้านายของตนเท่านั้น

 

     คุณโซล ในชุดสูทสีกรมท่าเหลือบตามองคนที่มายืนค้ำหัว เขาทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรงเพราะงานวันนี้รีดสติสัมปชัญญะของเขาเสียสิ้น

 

 

     "ผมทำกับข้าวไว้" แม่ครัวตัวน้อยเอ่ยย้ำ น้ำเสียงดูติดน้อยใจที่คนมาถึงไม่สนใจอาหารนานาชนิดที่ตนลงมือทำไว้รอ ยูตะทำท่าจะเดินกลับไปทางโต๊ะอาหารแต่เจ้านายหนุ่มรีบคว้าข้อมือเขาไว้

 

     ร่างบางมุ่นคิ้วมองอย่างสงสัยแต่คนตัวสูงกว่าออกแรงกระตุกให้อดีตคนรักมานั่งลงบนขอบโซฟาข้างตัว ฮันซลลูบแก้มใสที่มีร่องรอยของการกรำงานหนักนั่นอย่างเบามือ ยูตะชะงักแต่ไม่ได้เบี่ยงกายหนีเขายอมปล่อยคนที่ดูอ่อนล้าให้ทำอะไรตามใจตัวเอง

 

 

 

     "เหนื่อยหรอครับ?" เขาอดถามชายหนุ่มที่มีท่าทีอิดโรยไม่ได้

 

     "สุดๆ เหมือนไปออกรบมาทั้งวัน" ฮันซลถือโอกาสบ่น วันนี้เขาเจอทั้งลูกค้าเจ้าปัญหาและลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ ต้องแก้งานกันหลายรอบ ประสานสามสี่ทิศจนวุ่นวายไปหมด

 

 

     "งั้นคุณก็ควรนอนพัก" ยูตะบอกเขา มือหยาบที่กำลังลูบต่ำลงมาที่คอคนตัวเล็กลอยค้างเมื่อเขาได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา จี ฮันซลร้องเหอะในลำคอก่อนจะชักมือกลับมากอดอก

 

 

     เขาไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาทำอะไรแย่ๆใส่ยูตะก็จริง แต่ยังมีแรงพอจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาเห็นยูตะทำสีหน้างุนงงก่อนจะถอนหายใจ

 

 

     พวกเขาเถียงกันหลายครั้งตั้งแต่ต้องใช้ชีวิตร่วมชายคา ฮันซลอยากได้ยินยูตะเรียกเขาว่าพี่อย่างที่เคยเรียกเมื่อตอนรักกัน ข้ออ้างเดียวที่ฮันซลบอกตัวเองก็คือเขาอยากให้ยูตะระลึกถึงความรักที่ทั้งสองเคยมีเสมอ ความรักที่ยูตะเลือกจะละทิ้งมัน

 

 

 

     ฮันซลผิดสัญญากับตัวเองตั้งแต่เขาพายูตะมาอยู่ที่บ้านของเขา แผนการเลวร้าย การพยายามหักหาญน้ำใจ ร้ายกาจทั้งการกระทำและคำพูดไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขามาดหมายสักนิด เขาเผลอไผลไปกับดวงตากลมสุกสกาวนี่ เขาหลงมัวเมาไปกับริมฝีปากสีสดยามที่คลี่ยิ้มบางๆให้ตน 

 

 

     หน้าโง่นัก 

    ต้องตายจริงๆหรือไงถึงจะจำว่าเขาทำไว้แสบถึงทรวงแค่ไหน!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     "อื้อ!" ยูตะรีบท้วงเมื่อจู่ๆก็ถูกรั้งต้นคอลงไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว เขาทุบกำปั้นลงบนแผ่นอกกว้างของคนที่เพิ่งบ่นเหนื่อยไม่กี่นาทีก่อน ชายหนุ่มจาบจ้วงลิ้มรสในโพรงปากร้อนๆของคนตัวเล็ก พลิกมุมหน้าให้สามารถรับสัมผัสชวนหวิวได้อย่างช่ำชอง

 

 

     "ไหนคุณบอกว่าเหนื่อยไง!" ยูตะแทบจะตะโกนใส่เมื่ออีกฝ่ายปล่อยเขา ถึงจะเริ่มชินกับการถูกสัมผัสอยู่ทุกคืน แต่เล่นจู่โจมแบบไม่รู้ตัวอย่างนี้เขาก็ตกใจอยู่ดี 

 

 

     "ขำอะไรของคุณเล่า!" ยูตะค้อนใส่ชายหนุ่มจนคอแทบหัก ทุบอกคนที่นอนอยู่ซ้ำไปอีกรอบเมื่อเห็นมุมปากหยักนั่นยกยิ้มชอบใจที่เห็นเขาทั้งโกรธทั้งอาย

 

 

     "เขินหรอ?" ฮันซลนึกแหย่ ยันตัวลุกขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอน 

 

     "ใครจะไปเขินคุณ" ยูตะเสหน้าหนี เขาร้อนผ่าวไปทั้งแก้มและใบหู ทั้งพยายามใช้หลังมือเช็ดปากไม่ยอมหยุดเพราะหงุดหงิดตัวเอง

 

 

     "ไม่เขินจริงหรอ?" ฮันซลยิ่งสนุก เมื่อเขายิ่งประชิดยูตะยิ่งทำเป็นมองไปทางอื่น พลางเอนตัวหนีจนเขาต้องรวบสองแขนเล็กนั่นแล้วดึงคนตัวบางเข้าปะทะอก

 

 

     "อย่านะ คุณ" ยูตะไม่กล้าสบตาเขา ยอมรับว่าอายมากและเงอะงะไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก แก้มแดงจนแทบจะสุกปลั่งทำเอาคุณแม่ตัวน้อยหลับตาปี๋เมื่อคนนึกอยากแกล้งเฉียดริมฝีปากเข้ามาใกล้

 

 

     "พี่" ฮันซลกระซิบสั่ง

 

 

     "มัน..อื้อ คุณ!" ยูตะยิ่งร้องเมื่อจะเถียงเขาแต่กลับโดนคนตัวสูงดึงมานั่งคร่อมร่างเสียอย่างนั้น คนตัวเล็กพยายามหาทางลงจากท่านั่งหมิ่นเหม่นี่แต่มีหรือชายหนุ่มจะปล่อยไปง่ายๆ

 

 

     "พี่ฮันซล" เจ้านายเอาแต่ใจต้อนยูตะช้าๆชัดๆ ตากลมวูบไหวเมื่อคิดว่าแต่ก่อนตนเคยเอ่ยเรียกอีกฝ่ายแบบนั้นด้วยความรู้สึกอย่างไร 

 

 

     "ปล่อยผมก่อนสิครับ" เขาต่อรอง

 

 

 

      "พี่ไม่ปล่อยอยู่แล้วยูตะก็รู้" ในเมื่อยูตะไม่ยอมพูดฮันซลจึงเลือกจะเป็นคนเริ่มกลับไปใช้เอง สรรพนามแทนตัวที่พวกเขาเคยใช้ตอนที่ยังรักกัน 

 

 

 

     "พี่ฮันซลจะใจร้ายกับยูตะไปถึงไหนกัน" เขาไม่รู้ว่ายูตะถามเรื่องที่เขากำลังแกล้งหรือถามถึงอะไรกันแน่ เขาดูยูตะไม่ออก และคงไม่คิดว่าตัวเองจะดูออกด้วยหลังจากที่โดนคนๆนี้เชือดสัมพันธ์ทิ้งอย่างไม่ใยดี

 

 

     "พี่จะใจร้ายกับยูตะก็แค่ตอนที่ยูตะดื้อนั่นแหละ" เขหยอกเล่นตามเกมเพราะคิดว่าคงพูดเรื่องที่เขาแกล้ง แต่ใบหน้าหวานหยดของหนุ่มจากโอซาก้ากลับหมองลงจนฮันซลสังเกตได้ ตากลมโตสุกใสที่เขาชอบจ้องลึกลงไปนั่นกำลังมีน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาเสียดื้อๆ

 

 

     "ยูตะไม่เคยดื้อกับพี่เลยนะ ยูตะไม่เคยขัดใจพี่ด้วยซ้ำ"...แล้วทำไมถึงทิ้งยูตะกับลูกไป ร่างบางได้แต่เอ่ยต่อประโยคหลังในใจ รีบเช็ดน้ำตาแห่งความน้อยใจที่จู่ๆก็ไหลไม่ถูกเวลา 

 

 

     "ไม่ร้องสิ พี่ไม่แกล้งแล้ว" ฮันซลเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้อดีตคนรัก เข้าใจว่ายูตะคงหมายถึงตลอดสองอาทิตย์ที่มาอยู่ด้วยเจ้าตัวไม่ได้ทำอะไรขัดใจเขานัก ให้อยู่บ้านก็อยู่ จัดการงานบ้านงานเรือนดีเยี่ยมทุกวันทั้งๆที่เขามีแม่บ้านมาทำประจำอยู่แล้ว เวลาเขาสั่งอะไรก็ไม่เคยขัด ยิ่งวันแรกๆที่มาเขายังอยากจะลองของอยู่มากเลยแกล้งใช้งานและทำตัวเรื่องมากใส่ยูตะ แต่อดีตคนรักกลับอดทนทำตามไม่ปริปากบ่นจนเขาเองที่เลิกสนใจจะทำอะไรแบบนั้น

 

 

 

     "เมื่อไหร่คุณจะปล่อยผมไป" ยูตะถามตรงๆ เขาปรับเสียงปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาและห่างเหินเพราะเขารู้ว่าหัวใจของตนกำลังเต้นผิดปกติ มันกำลังจะกลับไปเต้นจังหวะเดียวกับเมื่อหลายปีก่อน

 

 

 

     "......" ฮันซลมองหน้าคนที่เอ่ยถาม เขาอาจจะนึกโกรธจนควันออกหูถ้าไม่เห็นอาการกลั้นสะอื้นกับมือน้อยๆที่ขยุ้มบนเสื้อเขาราวกับเป็นหลักยึดที่มั่นคงเสียเต็มประดา เขาคว้าต้นคอคนตัวเล็กเข้ามาหาก่อนจะจุมพิตเบาๆลงบนหน้าผากเนียน

 

 

     นากาโมโตะ ยูตะในตอนนี้ไม่ได้ต่างจากเจ็ดปีที่แล้วเลย เขายังเป็นแค่เด็กใจง่ายของผู้ชายคนนั้น เป็นแค่ยูตะที่ยินยอมจะรับทุกสัมผัสที่จี ฮันซลมอบให้อย่างมัวเมา หัวใจที่มีร่องรอยของบาดแผลเหวอะหวะกลับมาเต้นระทึกเมื่อฮันซลเลื่อนลงมาจูบซับที่สองเปลือกตาของเขา 

 

 

     ยูตะหลับตาลง ปล่อยให้ริมฝีปากร้อนนั่นขยับมอบจุมพิตอุ่นๆไปทั่วปรางแก้ม ปลายจมูก มุมปาก และริมฝีปากสั่นๆของเขา 

 

 

     ยามที่ยูตะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือดวงตาสีนิลแสนแน่วแน่ที่ลอยเด่นห่างออกไปไม่ถึงคืบ ในนั้นสะท้อนภาพของเขา เช่นเดียวกับเมื่อเจ็ดปีก่อนที่มันเคยสะท้อนภาพของเขา ...ยูตะหลับตาลงอีกหน

 

 

 

      เขาไม่อยากรับรู้คำตอบที่แสนจะชัดเจนเกินไปของฮันซล เขาไม่อยากจะฟังแม้ผู้ชายคนนั้นจะไม่ได้พูดมันออกมาแต่มันกลับก้องอยู่ในหัวใจช้ำๆของเขายิ่งกว่าคำไหน

 

 

 

      ทุกครั้งที่เขาถูกสัมผัสจากริมฝีปากอุ่นนั่น มันเหมือนเป็นตราประทับที่เขาใช้ตอบกลับคำถามของยูตะ 

 

 

     คำว่า 'ไม่มีวัน' ถูกตะโกนก้องอยู่ในกล่องความคิดที่เขาส่งมาถึงอดีตคนรัก จี ฮันซลไม่มีวันปล่อยเขากลับไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก เขาจะทำทุกอย่างเพื่อยึดยูตะไว้ 

 

     เขาไม่รู้ว่าชีวิตตลอดเจ็ดปีของการทำงานอย่างบ้าระห่ำมันขาดเหลืออะไร  เขามีเงิน มีชื่อเสียง มีอำนาจ แต่มันกลับไม่มีความหมาย จนถึงวันที่มียูตะรอเขาอยู่ที่บ้าน ฮันซลถึงรู้ซึ้งแก่ใจว่าเขายังต้องการคนตัวเล็กกระจ้อยคนนี้อยู่ตลอดเวลา คนตัวเล็กที่ไม่มีแรงพอแม้แต่จะต่อต้านเขาแต่กลับมีอิทธิพลกับทุกลมหายใจของผู้ชายคนนี้เสมอมา

 

 

      

 

      ยูตะปิดประตูหัวใจเก่าๆของตนลง เขาไม่อยากรับรู้สิ่งที่คนใจร้ายอยากจะสื่อมาถึง เขาหวั่นเกรงและรู้ว่ามันจริงใจมากเกินกว่าที่เขาจะสู้ไหว

 

 

     แต่ยูตะไม่เชื่อหรอก 

 

 

      ...ยูตะจะไม่เชื่อเขาอีกแล้ว 

 

 

      ...จริงๆนะ

 

 

 

 

 

 

     ห้องอับคับแคบที่ความกว้างไม่ถึงคูหาเสียด้วยซ้ำ พัดลมเพดานเครื่องเก่าทำงานด้วยเสียงที่เสี่ยงว่ามันจะใช้ได้เป็นวันสุดท้าย เตียงตั่งโทรมๆที่มีรอยปะชุนนับครั้งไม่ถ้วนตั้งอยู่ริมฝั่งด้านซ้าย

 

 

     เตียงแคบ อากาศร้อนอบอ้าวจนเหงื่อกาฬผุดขึ้นอาบทั่วผิวเนื้อเปลือยเปล่า แต่อากาศคงไม่ใช่ปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ร่างกายคายน้ำออกมาจนทำให้ผิวเนื้อละเอียดสะท้อนแสงวาบวับ สองร่างที่เสียดสีเร่งรัดกันอย่างเปรมสุขต่างหากคือสาเหตุความร้อนที่แท้จริง

 

 

     ทายาทคนเดียวของตระกูลนากาโมโตะทิ้งหัวกลมลงซบกับท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนรัก ใบหน้านวลเอียงแนบกับมือหยาบกร้านที่เกลี่ยไล้แก้มเนียนอย่างสเน่หา

 

 

     "พี่รักยูตะ" จี ฮันซล ลูกชายคนจัดสวนผู้ไม่เจียมกะลาหัว เอ่ยปากบอกยูตะอย่างจริงใจก่อนประทับจุมพิตบางๆที่หน้าผากมน ลักยิ้มน้อยๆผุดขึ้นมาบนแก้มใส ยูตะไม่เสียดายสักนิดที่ลอบรักกับชายคนนี้ ในเมื่อเขาเชื่อหมดใจว่าชายหนุ่มรักเขาจากใจจริงไม่ใช่ฐานะการเงิน หรือตำแหน่ง และเขาเองก็เรียกได้ว่ารักฮันซลอย่างหัวปักหัวปำ รักจนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะรักใครได้เท่านี้อีกหรือไม่

 

 

     "ไม่เบื่อหรอครับ บอกยูตะทุกวัน" คนตัวเล็กเอ่ยถามทั้งที่ยังจมอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม ฮันซลเผยยิ้มแล้วจูบซ้ำที่หน้าผากคนรักอย่างทะนุถนอม

 

 

     "ไม่เบื่อหรอก หรือยูตะเบื่อจะฟังไอ้ฮันซลคนนี้บอกรักแล้วล่ะ?" คนตัวใหญ่กว่าหยอกเด็กหนุ่ม เลยถูกมือเล็กๆนั่นทุบอกมาทีหนึ่งไม่แรงนักก่อนหัวกลมจะซุกลงที่แผ่นอกกว้าง

 

 

     ...นั่นล่ะ วิธีหลบตาของยูตะเวลาที่เขิน

 

 

 

     "ใครจะเบื่อกันครับ ในเมื่อรักขนาดนี้แล้ว" เสียงหวานเอ่ยอู้อี้ไม่ได้ศัพท์ แต่ชายหนุ่มเข้าใจมันดี

 

 

     "ยูตะ" น้ำเสียงคนรักจริงจังขึ้นจากบทสนทนาก่อนหน้า เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาหมอนข้างมีชีวิตที่จ้องมาอย่างจริงจัง "พี่กำลังจะไปแล้วนะ"

 

 

     ยูตะผุดลุกขึ้นมานั่งมองชายหนุ่มให้เต็มสองตา "ยูตะกลัว"

 

 

 

     "พี่รู้ แต่ถ้าอยู่ที่นี่เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อีกเดือนเดียวงานที่นี่ก็จะจบ พี่ก็ต้องย้ายออกไป นายแม่ไม่มีทางยอมให้เราเจอกันอีกแน่ มือกร้านกุมเอามือคนรักเข้ามาประสาน ฮันซลสบตายูตะอย่างเว้าวอนแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

 

 

     "ยูตะไม่อยากทิ้งแม่" ร่างเล็กก้มหน้าหลบตาชายหนุ่ม คนโตกว่าเชยคางคนตัวเล็กก่อนจะจูบซ้ำที่หน้าผากมนอย่างเอ็นดู

 

 

 

     "นายแม่อยู่ได้ ถ้าวันไหนเราตั้งตัวได้พี่จะพากลับมาขอขมา บริวารนายแม่ล้นมือล้นเท้า เงินทองก็มีไม่ลำบากหรอก เราสิจะลำบาก ยูตะจะยอมไปลำบากกับพี่ไหม?"

 

 

     "ยูตะไม่ได้กลัวลำบาก" เสียงอู้อี้เอ่ยเถียง

 

 

 

     "งั้นไปกับพี่เถอะนะ อาทิตย์หน้ามีพิธีบรรลุนิติภาวะ นายแม่เป็นประธานสมาคมต้องไปแน่ๆ เราหนีกันวันนั้นทางสะดวกที่สุด" ฮันซลรวบรัด ทั้งจูบทั้งประโลมคนรักเพื่อกล่อมให้คล้อยตาม เขาไม่อยากไปตัวเปล่าในเมื่อเขาให้ยูตะเป็นดวงใจของเขาไปแล้ว แม้ไม่รู้อนาคตแต่ถ้ามียูตะอยู่เขาก็พร้อมจะเสี่ยงถึงจะโดนคนทางนี้ตามล่าไปอีกหลายปีเขาก็ไม่กลัวเลย

 

 

     "ยูตะกลัว" ร่างบางขยับซุกเข้าหาไออุ่นจากอกคนรัก เมื่อรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจกับสิ่งที่ทั้งคู่กำลังจะทำ

 

 

     "ถือว่าเมตตาพี่เถอะยูตะ พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเรา" ฮันซลจูบลงบนกลุ่มนิ่มของคนรักตัวเล็ก ดวงตาเขาแน่วแน่และมุ่งมั่น ในขณะที่ยูตะยังหวั่นไหวและหวั่นใจกับอนาคต

 

 

 

     "ยูตะก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพี่ฮันซล”

 

 

 

 

 

 

 

::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

            บานประตูห้องถูกแง้มเปิดอย่างเบามือเพราะผู้มาเยือนกังวลว่าเจ้าของห้องจะตื่นจากนิทรา

            ซอ ยองโฮ พาตัวเองก้าวเข้ามาในห้องนอนกว้างเต็มตัว ก่อนจะส่ายหัวอ่อนใจกับโคมไฟที่คนนอนหลับตาพริ้มยังเปิดทิ้งไว้ ร่างสูงนั่งลงที่ขอบเตียงวาบทาบหลังมือลบบนหน้าผากเนียนอย่างแผ่วเบา อุณภูมิที่เขาสัมผัสได้ทำให้เขาเบาใจขึ้นมาบ้าง

 

            โต๊ะบนหัวเตียงมีตลับยาหลายขนานและเศษยาที่ถูกแกะออกสำหรับกินประจำวันนั้น ชายหนุ่มมองสำรวจจนพอใจก่อนจะลุกขึ้นเอื้อมไปปิดไฟแต่แรงรั้งเบาๆที่ข้อมือทำให้เขาต้องหันกลับไปสนใจคนบนเตียง

 

 

            “เห็นข้าวที่ผมทำไว้ไหมฮะ?” เตนล์เอ่ยถามทั้งที่ยังตื่นไม่เต็มตา

 

 

            “เห็นแล้ว เดี๋ยวจะกลับออกไปกินให้เกลี้ยงเลย” ยองโฮยิ้มบางๆให้คนรอ วันนี้เขากลับดึกและเป็นปกติที่เพื่อนร่วมบ้านของเขาคนนี้จะทำอาหารเอาไว้รอ

 

            เขาเคยห้ามเตนล์ไม่ให้ทำอะไรแบบนี้เพราะมันเป็นภาระ แต่คนตัวเล็กกลับค้านและดื้อรั้นจนเขาต้องยอมให้เตนล์รับผิดชอบอาหารของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะกลับมาดึกแค่ไหน หรือจะกินหรือไม่เตนล์ไม่เคยงอแงเรียกร้องอะไรไปมากกว่านั้น เพียงแต่ยังทำหน้าที่นั้นอยู่ทุกวัน ถึงจะต้องกินข้าวคนเดียวเป็นอาทิตย์ก็ยังมีที่เหลือเผื่อเขาตลอด

 

 

          ให้ชีวิตผมได้มีประโยชน์บ้างเถอะครับ

            คำร้องขอที่ยังตรึงใจยองโฮไม่หายทำให้เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการงานตามใจต้องการ

 

 

            “พี่มีอะไรรึเปล่า? ทำไมมองหน้าเตนล์แปลกๆ” แม้จะมืดสลัวแต่ยองโฮที่ยืนอยู่ข้างเตียงไม่ได้ยากเกินกว่าที่เตนล์จะสังเกตพฤติกรรม สีหน้าหนักใจและความกดดันที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้นั้นทำให้คนตัวเล็กนึกห่วงขึ้นมา

 

 

            “เตนล์” ร่างสูงถอนหายใจหนักก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงอีกครั้ง

 

 

            “....”

 

 

            “วันนั้นเตนล์ไม่ได้ตาฝาดนะ”

 

 

 

            “ตาฝาด? วันไหนหรอครับ?” เตนล์ยังตามไม่ทันสิ่งที่ชายหนุ่มจะสื่อ

 

 

            “วันที่ไปมยองดงกัน ที่เตนล์บอกพี่ว่าเห็นยูตะไง” ยองโฮยิ้มจางๆส่งให้แต่บนใบหน้าของคนที่ฟังอยู่รอยยิ้มกับเลือนหายไปเมื่อจบประโยค “พี่หายูตะเจอแล้วนะ”

 

 

            “เจอที่ไหนหรอครับ สบายดีไหม.. ผม..” เตนล์ไม่สบตาเขา เอ่ยถามทั้งที่สายตาไม่จับจ้องอะไรเป็นพิเศษราวกับกำลังวาดภาพบางอย่างในอากาศ ยองโฮรีบดึงมือคนตัวเล็กมาจับเพื่อดึงให้เตนล์สนใจตนมากกว่าอากาศที่มองไม่เห็น

 

 

            “สบายดี ตอนนี้ยูตะมาอยู่กับไอ้ฮันซลมัน” ยองโฮเล่าตามจริง

 

 

            “หรอครับ”

 

 

            “เตนล์เป็นอะไรรึเปล่า?” เขากังวลเมื่อเห็นสีหน้าไรเงาเลือดฝาดของคนตัวเล็ก

 

 

            “ไม่เป็นไรนิครับ”

 

 

            “กินยาครบใช่ไหม?” เขาถามย้ำ เหมือนที่ถามอยู่ทุกวันและทุกครั้งที่เจอหน้าอีกฝ่าย

 

 

            “ครบแล้วครับ พี่ไม่ต้องห่วงหรอก”

 

 

            “งั้นนอนซะนะ” เขาตบแก้มคนตัวเล็กเบาๆก่อนจะลุกขึ้นปิดไฟ ยองโฮยังเห็นตากลมนั่นสะท้อนแสงอยู่ในความมืดแต่เขาจำต้องตัดใจออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายได้นอนพัก

 

 

          “พี่ครับ” ร่างสูงไม่ได้หันกลับไปตามเสียงเรียก

 

“พาผมไปเจอยูตะเถอะนะ... ถือว่าสงเคราะห์ผมที” และเขาก็ไม่คิดจะหันกลับไป

 

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

“อื้อ ปล่อยผมก่อนเถอะครับ ผมจะไปเข้าห้องน้ำ” คนตัวเล็กร้องท้วงเมื่อแขนใหญ่ๆที่เหมือนกรงเหล็กนั่นโอบรอบเอวตัวเองไว้แน่นไม่ยอมคลายทั้งที่เจ้าตัวก็ดูท่าจะหลับสนิทไปแล้ว แต่แทนที่เจ้าตัวจะยอมปล่อยแต่โดยดีชายหนุ่มในชุดนอนเสื้อกล้ามหลวมๆกับบ็อกเซอร์นั่นกลับขยับตัวยุกยิกแถมรัดเข้าแน่นกว่าเก่า

 

“นี่คุณผมบอกให้ปล่อยไง” ยูตะตีแขนแน่นๆนั่นเบาๆเมื่อรู้ตัวว่าถูกแกล้ง ฮันซลแสร้งทำเป็นงัวเงียหรี่ตามองคนที่จ้องอยู่อย่างรำคาญแต่ก็ทิ้งตัวลงนอนต่อแถมดึงคนตัวเล็กพลิกเข้าหาแทบจะเกยอก

 

 

“ย๊า! นี่!...” ก่อนที่ร่างเล็กจะได้โวยวายต่อโทรศัพท์มือถือของยูตะก็แผดเสียงขึ้นขัด ฮันซลที่แกล้งงัวเงียลืมตาตื่นไม่มีเค้าความง่วงเหมือนเมื่อครู่สักนิด เขาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังมันบอกเวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้วใครที่โทรมาเวลานี้ต้องไม่มีมารยาทมากๆ

 

 

“เปิดมือถือตอนกลางคืนด้วยหรอ?” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหงุดหงิด เขาไม่ได้หวงห้ามเรื่องยูตะจะติดต่อกับใครแต่เวลาแบบนี้ แถมปลายสายเป็นใครที่แน่นอนว่าเขาคงไม่รู้จักมาก่อนมันกลับทำให้อารมณ์เขาคุกรุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

 

“ปล่อยผมก่อนเถอะ” ยูตะไม่ได้สนใจเขา ฮันซลเองก็ปล่อยคนตัวเล็กออกจากอ้อมแขนแต่โดยดี ยูตะตะกายไปคว้าเอามือถือเครื่องเล็กก่อนจะเดินออกจากห้องนอน เขาไม่ได้ปิดประตูเพราะรู้ว่าฮันซลมองอยู่และตนไม่ได้มีอะไรปิดบังเพราะแต่อย่างน้อยก็ต้องการความเป็นส่วนตัวขึ้นมาอีกระดับ

 

 

“ครับพี่แทอิล” เขารีบขานรับปลายสาย

 

 

“ยูตะ ยูตะตั้งสติแล้วฟังพี่หน่อยนะ” เสียงปลายสายร้อนรนจนร่างเล็กหยุดเดิน ความกังวลทำให้เขาพอจะจินตนาการได้ว่าแทอิลจะโทรมาเรื่องของใครในเวลาวิกาลแบบนี้ ความกลัวพุ่งเกาะกุมหัวใจของยูตะก่อนที่ปลายสายจะได้เอ่ยอธิบายสถานการณ์เสียอีก

 

 

“พี่พาแจมินมาโรงพยาบาล น้องชัก มีไข้สูงมาก หมอฉีดยาแล้วไข้ก็ไม่ยอมลดเลย” แทอิลเสียงสั่น ในขณะที่ยูตะอ้าปากค้าง ดวงตากลมกลอกวนราวกับหาที่จับจ้องไม่ได้ก่อนจะรีบหุนหันหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนอน

 

 

“หมอว่ายังไงบ้างพี่?”

 

 

 

“หมอกำลังเจาะเลือดน้องไปตรวจ บอกว่าน่าจะเป็นไข้เลือดออก” แทอิลเล่าตามที่หมอแจ้งเขา ยูตะคิดตามไข้เลือดออกแม้แต่ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ยังอันตรายแล้วลูกน้อยของเขาที่ตัวเล็กแค่นั้นจะเสี่ยงแค่ไหนกัน

 

 

“ผมจะรีบไป” ยูตะไม่สนอะไรไปมากกว่านั้น ตอนนี้หัวใจเขาไปอยู่ข้างเตียงลูกแล้วแต่ตัวเขาไม่ใช่ เขาห่างจากลูกเกือบสองชั่วโมง ไม่มีทางเลยที่จะไปได้ไวกว่านั้น ยิ่งเวลาที่รถโดยสารสาธารณะหมดเที่ยวรับส่งแล้วแบบนี้

 

แต่ยูตะไม่สน ต่อให้เขาต้องโบกแท็กซี่เขาก็จะไปหาลูกตอนนี้ให้ได้ ร่างบางหุนหันคว้ากระเป๋าเงินกับกุญแจห้อง หยุดหันซ้ายหันขวาแล้วคว้านั่นหยิบนี่เท่าที่จะคิดได้ ก่อนจะออกวิ่งแบบที่ไม่สนชายหนุ่มที่นั่งมองท่าทางประหลาดของอดีตคนรักอยู่กลางเตียง

 

 

ฮันซลวิ่งแค่สามก้าวก็คว้าแขนคนตัวเล็กได้อยู่หมัด

“ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ!” ยูตะร้องลั่นสะบัดเขาออก ฮันซลงุนงงคนที่รีบร้อนจนเขาต้องก้าวไปดักที่ประตูห้อง

 

 

“จะไปไหน สภาพแบบนี้จะออกไปไหน ใครมันโทรมา” ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดเมื่อยูตะแทบไม่เห็นเขายูในสายตา ร่างบางพยายามคว้าจะเปิดประตูออกไปแต่เขาไม่ยอม ยิ่งยูตะในสภาพชุดนอนกางเกงขาสั้นแบบนี้เขาไม่มีทางยอมให้โผล่ออกไปจากห้องแน่ๆ

 

 

“ปล่อยผมนะ คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามผม” ยูตะผลักอกเขา

 

 

“เป็นบ้าอะไรขึ้นมา หรือมันเป็นใคร ไอ้คนที่โทรมามันเป็นใครห้ะ!?” ฮันซลเริ่มอารมณ์ร้อนขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีลุกรนอยากออกไปใจจะขาดของยูตะ เขาแย่งมือถือมาจากร่างบางก่อนจะกดดูว่าสายล่าสุดเป็นใครกันแน่

 

 

“ไอ้แทอิลโทรมาทำไม?” ชายหนุ่มชูหลักฐานในมือจ่อหน้าคนตัวเล็ก

ยูตะเม้มปากแน่นมองหน้าจอมือถือสลับกับคนใจร้ายตรงหน้า เขาไม่อยากพูดถึงแจมินให้ฮันซลฟัง ไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้ได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับลูกของเขาทั้งนั้น แต่ยามนี้ยูตะร้อนใจจนแทบบ้าแค่ได้ยินว่าลูกอาการหนักถึงขั้นชักจนต้องพาส่งโรงพยาบาล

 

 

“มันเรื่องส่วนตัวของผม” ยูตะคว้าเอามือถือคืนมา “ปล่อยผมไปเถอะ ผมขอร้อง” กระบอกตาของเขาร้อนผ่าว ทั้งกดดันทั้งสับสน แต่ตอนนี้ยูตะคิดอย่างเดียวว่าอยากจะไปอยู่กับลูก เวลาแบบนี้เขาควรจะได้อยู่เคียงข้างเด็กตัวเล็กนั่นที่ป่านนี้คงร้องเรียกหาเขาเหมือนทุกครั้งที่เจ้าตัวป่วย

 

 

ลูกน้อยของเขา..

 

 

“ทำไม ..มันเรื่องบ้าอะไรต้องแล่นออกไปหากันตอนตีหนึ่งตีสอง ห้ะ” ฮันซลไม่เข้าใจ ยิ่งยูตะยืนกรานว่าจะไปหาผู้ชายคนอื่นแบบไม่เห็นหัวเขาที่ร่วมเตียงกับตัวเองอยู่ทุกคืนมันยิ่งทำให้ใจเขาร้อนเหมือนโดนไฟสุม

 

 

“หรือว่ามันลีลาดีกว่าฉัน ที่แท้ก็มีมันเป็นชู้ใช่ไหม...”

 

 

“หยุดบ้าสักที ผมจะไปหาแจมิน!!!” ยูตะผลักเขาทั้งน้ำตา ร้องตะโกนออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ ชายหนุ่มที่ได้ยินเหตุผลของอดีตคนรักอารมณ์สะดุดไปเล็กน้อยก่อนจะมองสภาพที่ยูตะทรุดลงไปร้องไห้อย่างไม่เข้าใจนัก

 

 

“แจมินทำไม.. ลูกของไอ้แทอิลนั่นน่ะหรอ?” ฮันซลจำได้ เขาเคยถามยูตะว่าเด็กที่เขาเคยเห็นอยู่ที่บ้านของยูตะเป็นใคร ซึ่งเจ้าตัวก็บอกเขาว่าเป็นลูกชายของเจ้านายที่นับถือกันมากๆ

 

 

 

“ทำไมยูตะ เด็กนั่น... สำคัญอะไรต้องมาร้องไห้แบบนี้” ฮันซลไม่เคยรู้สึกหวั่นใจขนาดนี้ แต่ภาพยูตะที่กำลังร้องไห้เหมือนจะขาดใจมันบอกเขาว่าแจมินเป็นอะไรที่มากกว่าที่เขารับรู้มาตลอด

 

 

“แจมินไม่สบาย ให้ผมไปหาแจมินเถอะนะ” ยูตะขอร้องเขา วอนขอทั้งน้ำตานองหน้าในขณะที่คนฟังกลับยิ่งสับสน ฮันซลมองคนตัวเล็กราวกับคนแปลกหน้า ยูตะไม่เคยอ้อนวอนขออะไรเขาสักอย่างแม้แต่ตอนที่เขากลั่นแกล้งอีกฝ่าย ตอนที่เขาบังคับเอาตัวมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับโรงงาน

 

แต่ตอนนี้นากาโมโตะ ยูตะ กลับกำลังกอดขาเขาเพื่อขอร้องที่จะไปหาเด็กเจ็ดขวบคนเดียว

 

 

“ไปตอนเช้าก็ได้นี่ยูตะ ทำไมต้องรีบไปขนาดนี้” ฮันซลกลืนน้ำลายหนืดๆลงคอ เขากำลังกลัวบางสิ่งที่ดูจริงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “กลับไปนอนซะเถอะ”

 

 

“ไม่ ไม่ ผมขอร้อง ผมไปได้ ให้ผมไปเถอะผมสาบานผมจะไม่หนีไปไหน แต่ให้ผมไปหาแจมินเถอะนะ” ยูตะตะกายลุกขึ้นเขย่าแขนเขา ตากลมโตนั่นแดงเถือกน้ำตาไหลไม่หยุดจนคนมองสับสนหนัก

 

 

“เด็กนั่นเป็นใคร ยูตะ” ชายหนุ่มกลั้นใจเอ่ยถาม ทั้งที่เขากำลังกลัวคำตอบจนมือสั่น

 

ลมหายใจของร่างบางสะดุด แต่น้ำตาไม่ได้หยุดไหล ยูตะสบตาคมที่มองตรงมาอย่างคาดคั้นในขณะที่เขากลั้นเสียงร้องไห้โฮเอาไว้ในลำคอราวกับสัตว์ป่าที่ต้องกับดักแต่มันยังไม่อยากตาย

 

 

“ฉันถามยูตะ เด็กนั่นเป็นใครกันแน่ ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้”

 

 

 

“ฮือ..”

 

 

 

“ถ้าไม่คิดจะตอบก็กลับเข้าไปนอนซะ ฉันไม่ให้ใครไปไหนทั้งนั้น” ร่างสูงชี้นิ้วสั่งในขณะที่ดวงตากลมโตวูบไหวด้วยความหวาดหวั่น ทั้งสองยืนหยั่งเชิงอยู่เกือบนาทีก่อนที่ฮันซลจะกระชากดึงแขนยูตะให้ขึ้นบันไดกลับห้องเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาพูดจริง

 

 

“...ลูกผม” ยูตะยอมแพ้

 

 

 

“อะไรนะ” เขาไม่อยากจะเชื่อหู

 

 

 

“แจมินเป็นลูกผม ได้ยินไหมไอ้บ้า! แจมินเป็นลูกผม! ให้ผมไปหาลูกเถอะนะ ผมขอร้อง ผมขอร้องจริงๆ” ยูตะหวีดเสียงทุบอกหนาๆนั่นก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับบันไดขั้นสุดท้ายอย่างหมดแรง ในขณะที่คนเพิ่งได้รับรู้ความจริงที่กระแทกหัวใจร้าวๆของตนอย่างจังได้แต่ร้องเหอะในลำคอ

 

 

ฮันซลพูดอะไรไม่ออกอยู่เกือบนาที เขาเงยหน้ามองเพดานในขณะที่ยูตะยังส่งเสียงสะอื้น ชายหนุ่มลอบปาดน้ำตาที่หยดลงราวกับยอมจำนนต่อโชคชะตาที่พัดพาชีวิตมาถึงวินาทีนี้

 

พระเจ้าคงอยากขยี้เขาให้แหลกลงไปให้ถึงวิญญาณ แม้แต่หัวใจที่สลายยังไม่ยอมแม้แต่จะให้เหลือเศษซากของความเจ็บปวด

 

 

 

 

“ไปแต่งตัวซะ” เขาเอ่ยกับยูตะเสียงเรียบ

 

ร่างบางเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก จนฮันซลต้องเอื้อมมือไปรั้งตัวคนที่ร้องไห้ให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

 

“ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยซะ เตรียมของที่จำเป็นด้วยเผื่อต้องค้าง อีกสิบนาทีเราจะไปกวังจูกัน” เขาเอ่ยช้าๆไปพร้อมๆกับเช็ดน้ำตาบนแก้มเนียนนั่น

 

 

“คุณ...”  ยูตะนิ่งอึ้งไป เขาไม่คิดว่าฮันซลจะทำอะไรแบบนี้

 

 

“รีบไปสิก่อนฉันจะเปลี่ยนใจ” เขาย้ำ ยูตะรีบวิ่งกลับไปในห้องนอน ในขณะที่เขายืนสูดหายใจเข้าปอดหนักๆซ้ำอีกครั้ง

 

 

ฮันซลเงยหน้ามองเพดานอีกรอบตอนที่น้ำตาอีกหยดกำลังจะร่วงสู่พื้น...

 

 

 

 

 

           

           

 

 

 

            ร่างสูงเป็นคนขับรถในขณะที่ยูตะนั่งอยู่ข้างๆ ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีแม้แต่เสียงรายการวิทยุที่ควรจะเปิดทิ้งไว้ยามเดินทาง ยูตะมองแต่หน้าจอโทรศัพท์สลับกับถนน ในขณะที่ฮันซลเพ่งมองแต่ถนนแทบจะตอบชั่วโมงกว่าๆที่ต้องอยู่ในรถคันนั้น

 

            ฮันซลขับรถเร็วมากและเป็นครั้งแรกที่ยูตะไม่คิดจะห้ามเพราะใจเขามันไปเร็วยิ่งกว่าล้อที่กำลังหมุนเสียอีก หน้าจอเครื่องมือสื่อสารในมือน้อยส่องแสงวูบโชว์รูปเด็กน้อยยิ้มแฉ่งส่งมาให้ยูตะที่ก้มมองน้ำตาคลออยู่เป็นระยะ

 

ถ้าหากลูกเป็นอะไรไปยูตะจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย

 

 

 

:::::::::::::::::::::::

 

 

 

 

            “ยูตะ ยูตะพี่ขอโทษ” แทอิลโผกอดน้องทันทีที่เห็นหน้า เขายกมือไหว้ฟ้าดินเมื่อเห็นว่าน้องชายมาถึงอย่างปลอดภัยเพราะนึกห่วงทั้งแม่ทั้งลูก

 

 

            “แจมินล่ะพี่?” เขาชะเง้อมองหาลูก

 

           

            “หมอเพิ่งพาไปตรวจอีกรอบ อีกสักพักคงออกมา” แทอิลลูบแขนน้องเหลือบมองร่างสูงที่เดินตามยูตะมาเงียบๆ อยากจะรู้ว่ายูตะได้บอกความจริงกับผู้ชายคนนั้นไปหรือยังถึงได้ใจอ่อนยอมมาส่งน้องเขาได้ แต่แทอิลสนใจเรื่องของแจมินมากกว่าเช่นเดียวกับยูตะ เขาประคองน้องชายที่ร้องไห้จนตาบวมไปนั่งที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินที่ตอนนี้ทั้งวอร์ดเงียบสนิท

 

 

            กวังจูไม่ใช่เมืองใหญ่อยู่แล้ว ยามเช้ามืดแบบนี้จึงร้างผู้คน โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลขนาดเล็กประจำเมืองยิ่งเงียบสนิท

 

 

            “เมื่อบ่ายพี่พาน้องมาหาหมอที่บอกยูตะไป” แทอิลจับมือน้องเริ่มเอ่ยเล่า ในขณะที่ยูตะสนใจแต่ประตูห้องฉุกเฉินที่มีร่างน้อยเลือดในอกของเขากำลังถูกตรวจอยู่ในนั้น ฮันซลมองสองพี่น้องปลอบประโลมกันแล้วเว้นที่นั่งห่างออกมาไม่มากนัก

 

 

            “น้องไข้ลดลงไปมากพี่ก็เบาใจ แต่พอตกค่ำมีไข้กลับมาอีกพี่ก็ให้กินยาตามหมอสั่ง พวกมาร์คกับเจโน่มันห่วงขอเฝ้าน้องพี่ก็เลยให้นอนเฝ้า ดีนะให้พวกมันนอนกับน้องเพราะดึกมาไข้สูงมาก พี่ให้ยาแจมินอีกรอบแล้วเฝ้าดูอาการเองกลายเป็นว่าเริ่มชัก พี่เลยเรียกรถฉุกเฉินมารับนี่แหละ”

 

 

            “ขอบคุณพี่มาก” ยูตะไม่รู้จะพูดอะไร เขารบกวนแทอิลมากเหลือเกินในเมื่อหน้าที่ทั้งหมดนั้นควรจะเป็นของเขา

 

 

            “พี่สิต้องขอโทษ ดูแลหลานไม่ดีจนเจ็บป่วยแบบนี้” แทอิลเอ่ยอย่างจริงใจแต่ยูตะส่ายหน้ารัว เขารู้ว่าคนผิดคือเขาเอง ใครจะดูแลลูกได้ดีเท่าคนเป็นแม่ แต่เขากลับไม่ได้อยู่ดูแลลูกทั้งๆที่ในเวลาที่ลูกต้องการเขามากที่สุดแบบนั้น

 

 

            หน้าห้องฉุกเฉินเงียบกริบไปอีกหลายนาที จนพยาบาลท่านหนึ่งมาเชิญญาติของแจมินเข้าไปพบแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งทั้งสามคนตรงนั้นก็เข้าไปพร้อมกันหมด

 

 

 

 

            “ผลตรวจเบื้องต้นตอนนี้ยืนยันว่าเป็นไข้เลือดออกนะครับ ส่วนชนิดสายพันธุ์คงจะรอผลตอนเช้าให้แน่ชัดจากแลป” หมอเอ่ยสรุปอาการ “หมอได้ทำการฉีดยาสำหรับระงับอาการชักและลดไข้ไป จะทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไปอีกสักสามชั่วโมงเป็นอย่างต่ำนะครับ ญาติๆไม่ต้องตกใจนะ”

 

 

            “มีอะไรน่าเป็นห่วงไหมครับหรอ?” ยูตะรีบถามขึ้นอย่างกังวล

 

 

            “เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่มีอะไรครับแต่ว่า..” คุณหมอถอนหายใจก่อนจะสบตาญาติผู้ป่วยเรียงคน “หมอแนะนำว่าถ้ามีกำลังพอน่าจะย้ายน้องไปโรงพยาบาลที่เครื่องมือครบกว่าที่นี่นะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตของหมอนะยังไม่ได้สรุปแน่ชัด คือหมอคิดว่าน้องมีภาวะเกี่ยวกับเลือดจางอยู่ซึ่งถ้าเป็นไข้เลือดออกบางสายพันธุ์มันจะทำให้น้องสามารถติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งควรจะรับมือได้แบบทันท่วงที”

 

 

            “หมายความว่ายังไงครับ?” คนเป็นแม่ยิ่งร้อนใจ

 

 

            “หมอไม่ได้บอกว่าน้องมีอาการแล้วนะครับ หมอหมายถึงถ้าเป็นไปได้น่าจะพาน้องไปรักษาที่โรงพยาบาลที่เครื่องมือครบครัน เพราะถ้าตรวจพบจะได้รักษาได้ทันทีเลย เพราะอย่างที่นี่เราก็ต้องรอแลปส่งผล แถมเครื่องมือบางอย่าง ยาบางชนิดเราก็ไม่ได้มีครบขนาดนั้น ของแบบนี้กันไว้ดีกว่าแก้ใช่ไหมล่ะครับ”

 

 

            “.....”

 

 

            “ถ้าจะย้ายต้องทำยังไงครับ?” ในขณะที่ยูตะยังนิ่งคิดกลับเป็นชายหนุ่มที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับแจมินเลยเท่าที่ทุกคนรู้นั้น เอ่ยถามออกมาอย่างจริงจัง

 

 

            “ถ้าจะให้รอรถของทางโรงพยาบาลคงต้องรอเช้าเลยครับ เพราะตอนนี้รถฉุกเฉินเป็นเวรฉุกเฉินในท้องที่ตอนกลางคืน ถ้าจะให้พาไปข้ามเขตตอนนี้คงไม่ดีนัก อีกวิธีคือถ้าญาติมีรถก็สามารถพาน้องไปได้เลยทางเราจะประสานกับโรงพยาบาลปลายทางให้พร้อมกับใบส่งตัว”

 

 

            “แล้วอาการระหว่างเดินทางละครับ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา?”

 

 

            “ยังไม่เป็นอะไรหรอกครับ ตอนนี้อย่างที่บอกว่าหมอฉีดยาให้น้องแล้ว อาการเบื้องต้นน้องยังไม่ได้หนักและไม่ได้มีอาการดื้อยาอะไร กว่าจะฟื้นอีกทีก็คงอีกสามชั่วโมงอย่างต่ำถ้าจะเดินทางการควรเดินทางตอนนี้แหละครับ ไปถึงหมอที่ปลายทางคงพอดีกับเวลาตรวจ”

 

 

            “ระหว่างทางจะไม่เป็นอะไรแน่หรอครับหมอ?” ยูตะยังไม่ยอมเชื่อ เขากลัวลูกชักขึ้นมาระหว่างย้าย

 

 

            “หมอคงรับประกันร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้ แต่ตามปกติคนไข้จะไม่ฟื้นจนกว่าจะหมดฤทธิ์ยานะครับ ยิ่งเด็กตัวเล็กแค่นี้ยิ่งยากจะต้านฤทธิ์ยา”

 

 

            “งั้นช่วยทำเรื่องส่งตัวคนไข้เลยครับ” เป็นฮันซลที่ตัดสินใจในขณะที่ยูตะหันขวับมามองหน้าเขา

 

 

            “ทางญาติสะดวกไปที่โรงพยาบาลไหนครับ?”

 

 

            “โซลครับ ทำเรื่องให้น้องย้ายไปโรงพยาบาลโซล”

 

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

            “คุณไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้” ยูตะเดินตามออกมาดักหน้าเขาหลังจากคุยรายละเอียดต่อกับหมอจนครบถ้วนแล้ว

 

 

            “ไม่ดีหรือไง ลูกเธอจะได้ปลอดภัย” ฮันซลพิงตัวเองกับผนัง เอนหัวซบกับผนังปูนเย็นชืดในขณะที่ยูตะปั้นหน้าไม่ถูก

 

 

            “ผมรู้ แต่นั่นมัน...” โรงพยาบาลโซลเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐแต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องค่ารักษาพยาบาลระดับที่แพงจนพวกชาวบ้านตาดำๆไม่อาจเอื้อมถ้าไม่ใช้วอร์ดโรคทั่วไปที่ให้บริการฟรี

 

 

            “ไม่ต้องคิดอะไรแล้วยูตะ” มือใหญ่วางลงบนหัวทุยนั่น เขาขยี้ผมนุ่มเบาๆ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทำแบบนี้ในครัวของบ้านนากาโมโตะ ยามที่คนตัวเล็กทำเครื่องอบเสียแล้วงอแงโทษตัวเอง

 

 

            “....” ยูตะพูดไม่ออก ยิ่งฮันซลลูบหัวเขาแบบนี้ ใช้สายตาแบบนี้เขายิ่งไม่รู้ว่าควรจะขวางเรื่องนี้ยังไง เขาไม่อยากให้ฮันซลเข้ามารับผิดชอบอะไรเกี่ยวกับแจมินแต่ในสถานการณ์แบบนี้ยูตะไม่มีกำลังอะไรจะไปขัดขวางเลย

 

 

            “ไปดูลูกเถอะ” ฮันซลพยักหน้าให้ยูตะ เมื่อเห็นว่าพยาบาลมาตามแล้ว ร่างโปร่งมองเขาอย่างสับสนก่อนจะตัดใจเดินกลับเข้าห้องฉุกเฉินไป

 

 

            ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ที่นั่นอีกเกือบชั่วโมงเพื่อจัดการเรื่องเอกสารและรอความพร้อม ยูตะให้แทอิลกลับบ้านไปพักก่อนส่วนที่เหลือเขากับฮันซลจะจัดการเอง ตอนแรกพี่ชายของเขาอิดออดแต่เมื่อเห็นความอิดโรยของทุกฝ่ายก็เลิกดื้อ

 

 

            ยูตะเม้มปากแน่นตอนเขาเห็นฮันซลช้อนอุ้มแจมินขึ้นแนบอก สองแขนแข็งแรงของผู้ชายคนนั้นอุ้มลูกของเขาได้อย่างมั่นคงราวกับปีกนกที่กำลังปกป้องลูกของมัน

 

            ยูตะก้าวตามฮันซลไปที่รถอย่างเงียบๆ ลอบมองชายหนุ่มที่อุ้มร่างน้อยนั่นและก้าวเดินไปอย่างภูมิฐาน ร่างบางสะท้านในอกกับภาพที่เห็น หากก่อนหน้านี้แจมินมีพ่อดูแลแบบนี้คงดีไม่น้อย ยามมีภัยอันตรายแค่ไหนแจมินก็คงอุ่นใจยามที่ได้เอียงซบเอาไออุ่นจากคนเป็นพ่อ

 

แต่สำหรับตอนนี้ภาพที่ยูตะเห็นมันเหมือนกับเวรกรรมที่เล่นงานเขาไม่จบไม่สิ้น พระเจ้าดลบันดาลให้เขาอ่อนแอตอนที่ให้อีกคนเข้ามาในชีวิต ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาอยู่กันมาได้ไม่ลำบากอะไร พระเจ้าจงใจให้คนเป็นพ่อยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มเด็กตัวเล็กนั่น ทั้งๆที่ตลอดมาเขาก็ประคองแจมินมาได้ด้วยสองมืออ่อนแรงของเขาแค่คนเดียว

 

 

ทำไมต้องทำราวกับว่าครอบครัวเขาต้องการผู้ชายชื่อ จี ฮันซล ขนาดนั้น ในเมื่อความจริงผู้ชายคนนั้นเป็นคนทิ้งให้เขาอยู่กับลูกตามลำพัง

 

 

 

ยูตะปาดน้ำตาแห่งความคับข้องใจ เขาเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังก่อนจะเข้าไปนั่ง ตามด้วยฮันซลที่ประคองส่งลูกชายเขาเข้ามา จัดการวางหัวเล็กของเด็กชายไร้สติเอาไว้บนตักคนเป็นแม่แล้วจัดท่านอนให้แจมินอย่างคล่องแคล่ว เรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็จัดการปิดประตูเดินอ้อมไปประจำตำแหน่งคนขับ

 

 

ยูตะเป็นกังวลเพราะคนใจร้ายนั่นยังไม่ได้นอนด้วยซ้ำแต่กลับถ่างตาขับรถไปกลับให้เขาแบบไม่บ่นสักคำ จนเขาต้องคอยลอบมองอาการอดีตคนรักอยู่เรื่อยๆว่ามีแววจะหลับในหรือไม่

 

 

“อยากได้กาแฟหน่อยไหมครับ?” เขาถามเมื่อพ้นออกมาจากกวังจูแล้ว ฮันซลแค่มองเขาผ่านกระจกหลังแล้วส่ายหัว ไม่มีบทสนทนาเพิ่มเติมใดๆ มีแค่เขาที่คอยมองลูกที่หลับอยู่บนตักกับพ่อของลูกที่ขับรถอยู่เรื่อยๆ

 

 

เช่นเดียวกัน นอกจากถนนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ฮันซลก็ใช้กระจกหลังเพื่อพิศใบหน้านวลที่ก้มลงมองเด็กชายบนตักอยู่เนืองๆ

 

 

 

เขาบอกไม่ถูกว่าตนควรจะรู้สึกอะไรที่เห็นยูตะแสดงความรักกับเด็กนั่นมากขนาดนั้น

 

เขาไม่รู้เลย..

 

 

 

 

:::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

          พวกเขามาถึงโรงพยาบาลโซลตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นฟ้าเต็มดวงพอดี ยูตะสังเกตเห็นว่าโรงพยาบาลโซลดูวุ่นวายกว่าที่คิดในเวลาแบบนี้ รถฉุกเฉินวิ่งแซงรถของพวกเขาขณะที่เข้ามาจอด มีบุคลากรของโรงพยาบาลหลายคนวิ่งกันขวักไขว่

 

            ยูตะยื่นเรื่องส่งตัวแจมินเสร็จทางโรงพยาบาลก็พาลูกชายตัวเล็กของเขาหายเข้าไปในห้องตรวจอีกรอบ โดยให้เขากับใครอีกคนนั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ร่างเล็กอดไม่ได้ที่จะลอบมองใครบางคนที่เป็นสารถีมาส่งและนั่งเงียบอยู่ที่ม้านั่งถัดจากเขาไปสองตัว

 

            จี ฮันซลทำตัวราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เรียกร้องความสนใจอะไรจากเขา หรือตามจริงแล้วจี ฮันซลนั่นไม่ได้สนใจอะไรเลยนอกจากผนังเปล่าๆตรงหน้า ยูตะไม่อยากจะคิดว่าผู้ชายคนนั้นรู้สึกอะไรตอนที่เขารู้ว่าแจมินเป็นลูกชายยูตะ

 

            ผิดหวัง?

            เสียใจ?

            โกรธ?

 

            เขาไม่อยากจะเดา เพราะความรู้สึกพวกนั้นยูตะเคยได้รับรู้มาแล้วตอนที่พ่อของลูกหายไปในวันที่เลวร้ายที่สุด แค่ย้อนคิดความรู้สึกปวดหน่วงก็จ่อขึ้นมาที่กลางอก แค่นขำตนเองที่เชื่อมั่นคำว่ารักอย่างโง่งม มอบศรัทธาทุกอย่างให้กับผู้ชายคนนี้ถึงขั้นที่เก็บกระเป๋าจะหนีตามไปใช้ชีวิตด้วย

           

            โง่จริงยูตะ

 

          ร่างโปร่งลุกออกมาจากม้านั่งเมื่อนึกได้ว่าตนกำลังคิดฟุ้งซ่านถึงบาดแผลครั้งเก่า เขาแอบเลียบๆเคียงๆถามรปภ.ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ได้ความว่ามีรถทั่วบรรทุกนั่งท่องเที่ยวต่างชาติตกไหล่ทางแต่ถูกรถสิบล้อชนซ้ำ คนเจ็บระนาวและส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเกาหลีเลยยิ่งวุ่นวาย

 

            ยูตะมองตามความวุ่นวายของแพทย์พยาบาลแล้วได้แต่ถอนหายใจ นึกสงสารคนเจ็บที่ต้องมาเคราะห์ร้ายต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้

 

            ตากลมหันกลับไปมองผู้ชายคนนั้นที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เก่า ถึงจะกระซิบกับใจว่าไม่ต้องไปสนแต่สองขาไม่รักดีก็พาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ขายกาแฟอัตโนมัติก่อนจะควักเงินออกมาหยอดเหรียญสั่งเครื่องพร้อมกับเหลือบมองใครอีกคนที่ทำท่าเหมือนคุยโทรศัพท์อยู่

 

 

            ร่างบางเดินกลับไปหาเขา ยื่นกาแฟอุ่นๆนั่นให้เขาที่เพิ่งวางโทรศัพท์ ฮันซลมองกาแฟทีมองยูตะทีก่อนจะเอื้อมมือมารับโดยไม่ได้เอ่ยอะไร ยูตะเองก็ทำเพียงแค่พ่นลมหายใจนั่งลงข้างเขาเฝ้ารอผลอาการของลูกไปพร้อมๆกันอย่างเงียบๆ

 

 

 

            ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้รู้ผลอาการของเด็กชาย ยูตะกลับต้องรีบผุดลุกเมื่อเห็นใครอีกคนในสายตา

            “เตนล์!” ยูตะห้ามตัวเองไม่ให้ตะโกนไม่ทัน เขารีบวิ่งเขาหาเพื่อนสนิทคว้าเข้ากอดจนอีกฝ่ายเซ “เตนล์จริงๆด้วย เตนล์” ยูตะกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่ไหว เขาไม่เคยดีใจอะไรขนาดนี้มาก่อนในช่วงห้าปีที่สุดแสนลำบากทั้งกายทั้งใจ

 

            “อะไรกัน เจอหน้าฉันแล้วมันเศร้าขนาดนั้นเชียว” เตนล์แหย่เพื่อน เอื้อมมือมาเช็ดหยดน้ำตาของความสุขที่ยูตะมีอย่างนึกเอ็นดู

 

 

            “ไม่เลย ..ฉะ.. ฉัน” ยูตะพูดไม่ออก ลูบแขนลูบไหล่เพื่อนเหมือนเตือนตัวเองว่าไม่ได้กำลังฝันอยู่ คนตรงหน้าคือเพื่อนของเขาจริงๆแม้ร่างกายนั้นจะซูบผอมลงไปเยอะมากจากครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ

 

 

“ไม่คิดจะทักพี่บ้างหรอ?” เสียงขัดเวลาปลื้มปริ่มของยูตะทำให้เจ้าตัวเพิ่งสังเกตว่าเพื่อนมาพร้อมใครอีกคน ยูตะอ้าปากค้างเป็นรอบที่สองก่อนที่จะโผตัวเข้าหาอีกฝ่าย

 

 

“พี่ครับ!” ยองโฮแทบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อน้องชายคนสนิทโผเข้ามาให้อุ้ม ยูตะในมุมนี้เหมือนเด็กที่เขาเคยรู้จักที่โอซาก้าไม่มีผิด เด็กที่ชอบมาบังคับเขากินขนมฝีมือตัวเอง ยองโฮกอดร่างบางกลับจนจมอก เขาได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆจึงผละเจ้าตัวเอง

 

 

“อย่าร้องอีกเลยนะ” ยองโฮยิ้มบางเช็ดน้ำตาให้น้องชายที่ตอนนี้โตขึ้นมาก และคงลำบากมามากเหลือเกิน

 

ยูตะมองคนทั้งสองสลับกัน คนที่เขารักสองคนยืนอยู่ตรงหน้าเหมือนฝันที่เขาไม่เคยได้นึกถึง ยูตะดีใจจนพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาควรจะถามอะไรก่อนกับห้าปีที่ไม่เคยได้พบกัน

 

 

“มากันได้ยังไงหรอครับ?” คุณแม่ขี้แยเช็ดน้ำหูน้ำตาตัวเองลวกๆพร้อมกับส่งยิ้มโชว์ฟันครบสามสองซี่ให้ทั้งสองคน

 

 

“พี่โทรหามันน่ะ เห็นว่าอยู่โรงพยาบาลพี่เลยตามมาเผื่อมีอะไร” ยองโฮพยักเพยิดหน้าไปทางฮันซลที่นั่งมองพวกเขาทักทายกันอยู่แบบไม่พูดไม่จา ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับความปิติยินดีของยูตะที่ได้เจอเพื่อนเขาเลยสักนิด

 

 

“พี่กับเขา?”

 

 

“นี่ไม่รู้หรอ พี่ทำงานอยู่กับมัน เป็นหุ้นส่วนกัน” ยองโฮอธิบายเมื่อยูตะเลิกคิ้วถาม

 

“แล้วเตนล์ละ?”

 

 

“เราทำงานอยู่กับพี่ยองโฮน่ะ” เตนล์ตอบเสียงเบา ยูตะมองเพื่อนแอบแปลกใจกับท่าทีดูหวาดๆคนของเพื่อนรัก

 

 

ว่าแต่แจมินนี่เป็นใครทำไมเราต้องหอบกันมาถึงนี่ถึงยองโฮจะไม่เข้าใจนักว่าเด็กที่ว่ามีความสัมพันธ์อะไรกับยูตะและฮันซลแต่ทันทีที่เพื่อนตอบว่าอยู่โรงพยาบาลเขาก็คิดว่าควรจะมาดูให้เห็นกับตาว่าไม่มีใครเป็นอะไรจริงๆ

 

 

“ลูกชายผมเองครับ” ยูตะบอกตามจริง เขาไม่มีอะไรจะปิดในเมื่อคนเดียวที่ไม่อยากให้รู้ก็รู้ไปแล้ว

 

 

“ลูกงั้นหรอ?” ยองโฮเสียงแข็งขึ้น ยูตะไม่เข้าใจนักแต่ก่อนจะได้ถามอะไรคุณหมอก็ออกมาได้จังหวะพอดี

 

 

“คุณแม่น้องแจมินใช่ไหมครับ?”

 

 

“ครับหมอ”

 

 

“อาการเบื้องต้นไม่มีอะไรทรุดลงนะครับ คงต้องรอดูอาการแล้วก็ระวังโรคแทรกซ้อนนะ เดี๋ยวหมอจะให้น้องไปพักในห้องคนไข้ได้ตามปกติแล้วก็จะจัดยาให้ตามอาการ เรื่องอาหารตอนนี้แนะนำให้ทานอาหารของโรงพยาบาลไปก่อนนะครับ ส่วนของบำรุงสามารถกินพวกผลไม้ได้แต่อย่างอื่นอย่างเพิ่งเนอะ” หมอสรุปอาการให้พวกเขาฟัง

 

 

“น้องจะเป็น.. ขอโทษนะครับ แต่ผมอยากรู้ว่าลูกจะหายเมื่อไหร่?”

 

 

“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อนแล้วก็ร่างกายคนไข้ให้ความร่วมมือกับหมอกับยาดีโรคแบบนี้ไม่เกินอาทิตย์น้องคงกลับมาวิ่งซนได้แล้วครับ”

 

 

“งั้นหรอครับ”

 

 

“แต่ว่าทางโรงพยาบาลอาจจะต้องรบกวนญาติผู้ป่วยหน่อยนะครับ เราต้องให้เลือดน้องและสำรองเลือดไว้ แต่ตอนนี้ทางคลังอาจจะขาดเลือด” คุณหมอมองเลยพวกเขาไปถึงสาเหตุความวุ่นวายที่ว่า “หมออาจจะต้องขอบริจาคเลือดจากญาติคนไข้เพื่อเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินนะครับ”

 

“ได้สิครับหมอ” ยองโฮเป็นคนเอ่ยรับ

 

 

“งั้นเดี๋ยวต่อไปพยาบาลจะเป็นคนจัดการนะครับ” หมอบอกและค้อมตัวน้อยๆเป็นการสั่งลา ยูตะโค้งขอบคุณคุณหมอก่อนจะหันกลับมาทางพยาบาลสาว

 

 

“ตามผลตรวจนี้น้องแจมินเลือดกรุ๊ป AB นะคะ ไม่ทราบมีท่านไหนเลือดกรุ๊ป AB ไหมคะ”

 
 

“เอาของผมก็ได้” ผู้ชายคนหนึ่งที่เงียบมาตลอดหลายชั่วโมงเอ่ยขึ้น

 

 

“ไม่นะ.. ไม่นะครับ” ยูตะรั้งแขนเขาก่อนจะหันไปส่ายหน้ากับพยาบาล เขาไม่ยอมให้ฮันซลผูกพันธ์กับแจมินมากกว่าที่เป็นอยู่แน่ๆ

 

 

“ทำไมละ?” ฮันซลไม่เข้าใจ ยูตะหันไปมองเพื่อนกับพี่ชายอย่างหนักใจ

 

 

“พี่ยองโฮกรุ๊ป A เตนล์ B” เตนล์เอ่ยบอกเพื่อนที่ดูคิดหนัก

 

 

 

“หรือว่าจะให้เองละคุณยูตะ” ฮันซลเอ่ยประชดเขา ดึงแขนออกจากการกอบกุมหันไปมองพยาบาลที่ทำหน้าปั้นยากไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง ฮันซลรู้ดีว่ายูตะเลือดกรุ๊ปบีพราะงั้นมันก็ควรเป็นหน้าที่ของเขาที่ควรจะทำ

 

 

“คุณไม่จำเป็นต้องมาทำขนาดนี้” ยูตะร้อง

 

 

“คิดถึงลูกนายไว้สิ ถึงจะรังเกียจเลือดฉันนักก็คิดซะว่าทำเพื่อลูกนายแล้วกัน” เขาว่าพยักหน้าสั่งให้พยาบาลเดินนำเขาไป ยูตะอ้าปากค้างไม่กล้าเอ่ยเถียงก่อนจะร้องเหอะมองตามผู้ชายถือดีคนนั้น

 

 

รังเกียจเลือดงั้นหรอ! ในตัวแจมินก็มีเลือดผู้ชายเฮงซวยนั่นอยู่ครึ่งตัวอยู่แล้ว

 

 

“มันเรื่องอะไรยูตะ” เมื่อเพื่อลบไปเขาก็หันมาถามน้อง

 

 

 

“ไม่มีอะไรครับ”

 

 

“ไม่มีอะไรได้ยังไง แล้วเราไปท้องตอนไหน?” ยองโฮไม่เคยเห็นยูตะท้องเพราะตลอดเวลาช่วงที่ท้องเขาถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้าน และตัวยูตะเองก็ไม่ได้มีความอยากที่จะออกไปเจอสังคม เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้อง เดินวนอยู่ในบ้านไปวันๆจนคลอดก็ยังคลอดที่บ้าน

 

 

“.....”

 

 

“ทำไมพี่ไม่เคยรู้เรื่องยูตะท้องเลยละ นี่หลานพี่นะ” ยองโฮเริ่มโมโห “เด็กนั่นกี่ขวบแล้ว เราท้องตอนอยู่ที่โอซาก้าหรือตอนออกมาแล้วยูตะ”

 

 

“พี่ครับ...”

 

 

 

“ตอบพี่ แจมินกี่ขวบแล้วเตนล์! นายรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?” แทนที่จะเค้นกับยูตะ ยองโฮหันไปหาคนที่มาด้วยแทน ร่างซีดเซียวของเตนล์ผวาสะดุ้ง สองมือบีบกันแน่นไม่ยอมสบตายองโฮ นั่นยิ่งทำให้คนเป้นพี่โกรธมากยิ่งขึ้น “เตนล์! เรารู้เรื่องนี้ใช่ไหม!!!

 

 

“พี่ยองโฮใจเย็นๆ เตนล์แค่รู้ว่ายูตะท้อง” ยูตะรีบออกตัวเมื่อเห็นว่ายองโฮกำลังจะระเบิดอารมณ์ใส่เพื่อนที่ดูผวาจนสั่นไปทั้งตัว

 

 

“ลูกใครยูตะ?” ยองโฮไม่สนแล้วว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลหรือที่ไหน เขารู้สึกเหมือนตนทำเรื่องผิดพลาดมาตลอดหลายปีและยังพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ใครเป็นพ่อแจมิน?”

 

 

“.....ผมไม่”

 

 

 

“เตนล์ นายรู้ดีใช่ไหม รู้เรื่องพวกนี้มาตลอดใช่ไหมห้ะ!!!” ยองโฮไม่สนใจคำตอบจากยูตะ เขารู้ตั้งแต่วินาทีที่สบตากับอดีตเด็กชายตัวน้อยจากโอซาก้า เด็กนั่นจะเป็นลูกใครไปได้ถ้าไม่ใช่ลูกของเพื่อนสนิทเขาเอง

 

 

“เสียแรงที่สงสารนายมาตลอด” ยองโฮผลักเตนล์จนเซ เขารู้สึกเหมือนทำเรื่องผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิต เพื่อนรักของยูตะทรุดลงยกสองมือปิดหน้าร้องไห้

 

 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว” ยูตะไม่เข้าใจ

 

 

“ถามเพื่อนรักของนายสิ ถามดูว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามันทำอะไรลงไปบ้าง น่ารังเกียจแค่ไหน” ยองโฮเค้นเสียง ยิ่งได้ยินแบบนั้นเตนล์ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น โชคดีที่ความวุ่นวายของวอร์ดฉุกเฉินยังไม่จบลงง่ายๆจึงไม่มีใครมาสนใจพวกเขา

 

 

“ยูตะ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ” เตนล์คว้ามือเพื่อนไปแนบหน้า คนตัวเล็กสับสนกับสถานการณ์ สับสนกับท่าทีอาการของเพื่อนและพี่ชายคนสนิท ก่อนที่สมองเขาจะประติดประต่อบางอย่างขึ้นมาและมันลามลึกจนกลายเป็นความประหวั่น ยูตะดึงมือตนออกจากการกอบกุม ก่อนจะถอยออกมามองเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา

 

 

“เตนล์หลอกฉันหรอ?” ยูตะจำได้ วันนั้นเตนล์กลับมาพร้อมแหวนของเขา แหวนที่เขามอบให้คนรัก แหวนแทนใจที่เขากับฮันซลต่างก็รักมันยิ่งกว่าชีวิต แต่วันนั้นฮันซลฝากเตนล์มาคืนเขา ไม่มีคำเอ่ยอะไรนอกจากคำลาที่เพื่อนบอกเล่า

 

วันนั้นเป็นวันนั้น เป็นวันที่ฮันซลกับยูตะตกลงจะหนีไปด้วยกัน เขาหวั่นใจมาตลอดอาทิตย์ แต่เพื่อให้คนที่บ้านจับพิรุธไม่ได้เขากับคนรักยอมที่จะไม่เจอกันเกือบอาทิตย์เต็มๆ คนเดียวในบ้านที่รู้เรื่องที่ยูตะจะหนีไปมีเพียงเตนล์เพื่อนรักของเขา อย่างน้อยเขาก็แค่อยากจะบอกลาเพื่อน เขาจำได้ว่าเตนล์อวยพรให้เขากับฮันซลตอนที่ได้รู้ข่าว อวยพรอย่างจริงใจในสายตาของยูตะ

 

 

แต่ก่อนถึงเวลานัดแค่หนึ่งชั่วโมง เตนล์มาหาเขาพร้อมแหวนวงนั้น เตนล์บอกว่าฮันซลไม่กล้ามาคืนมันให้กับเขาด้วยตัวเอง เตนล์บอกว่าผู้ชายคนนั้นไม่อยู่รอเขาอีกแล้วเพราะมันทำให้ชีวิตนับจากนี้จะยากเกินไป

 

 

ตอนนั้นยูตะยังสับสน เขาไม่เชื่อ มันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ในเมื่อเขากำลังจะบอกข่าวดีกับฮันซล ยูตะบอกเตนล์ตอนนั้นเองว่าเขาตั้งท้อง เขาต้องออกไปหาคนรัก เขาไม่เชื่อว่าทุกอย่างมันจะจบลงแบบนั้น แต่แค่เปิดประตูออกไปก็เจอมารดาของตนขวางอยู่ ขวางอยู่พร้อมกับหัวใจของยูตะที่ถูกบดขยี้ไม่เหลือชิ้นดีกับความจริงที่ว่าผู้ชายคนนั้นทิ้งเขาไปแล้ว

 

 

 

“ฉันขอโทษยูตะ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ” เตนล์ทรุดลงกับพื้นคุกเข่ากอดขาเขา ยูตะอ้าปากค้าง กลั้นหายใจแบบไม่รู้ตัวแต่เขาพยายามจะไม่ให้เพื่อนเข้ามาใกล้ตน

 

 

“ทำแบบนี้ได้ยังไง เตนล์ทำแบบนี้กับเราได้ยังไง?”

 

 

“ฉันผิดเอง ฉันขอโทษ” เตนล์กอดขายูตะไม่ให้ยกหนี ซบหน้าลงกับกางเกงของเพื่อนจนน้ำตาที่ไหลลงมาชุ่มชายผ้า “ตอนนั้น... ตอนนั้นฉัน.. รักพี่ฮันซล”

 

 

“เตนล์” นั่นยูตะไม่เคยรู้เลย ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าเพื่อนจะมีใจให้ชายคนรักของตน

 

 

“ฉันอิจฉาที่พี่ฮันซลรักแต่ยูตะ แต่ฉันไม่ได้คิดร้ายนะ ฉันเป็นห่วงยูตะ ฉันคิดว่าถ้าไปกับเขายูตะจะต้องลำบากแน่ๆ ฉันรู้จักยูตะดีมาตลอดชีวิต ยูตะเคยลำบากที่ไหน ความรักมันหอมหวานจนยูตะหน้ามืดตกลงจะหนีไปกับเขา ฉันคิดแบบนั้น ฉันเลยยอมให้ยูตะไปไม่ได้” เตนล์ร่ำไห้ไม่หยุด

 

 

“แล้วมันยังไง.. แล้วมันทำให้ชีวิตเราเป็นยังไงเตนล์เห็นไหม...”

 

 

“เราไม่รู้ว่ายูตะท้อง ตอนที่เราทำเรื่องนั้นเราไม่รู้ถ้าเรารู้เราคงไม่ทำ เราแค่คิดว่ายูตะกับเขาแค่รักวัยรุ่น มันน่าจะไม่เป็นอะไร...”

 

 

“แล้วมันเป็นยังไงละเตนล์ มันเป็นยังไง ชีวิตฉันมันเป็นยังไง ห๊า!!!!!” ยูตะผลักเตนล์จนกระเด็น เขาปล่อยน้ำตาแห่งความเดือดดาลไหลอาบหน้า อยากจะฆ่าร่างซูบซีดนั่นด้วยสองมือของเขาแต่เขาก็รักเตนล์มากเกินกว่าจะทำได้ลงคอ

 

 

ยูตะเจ็บเหลือเกิน...

 

 

“ไม่ใช่แค่เตนล์หรอกยูตะ” ยองโฮเอ่ยขึ้น “พี่เองก็มีส่วน”

 

 

 

“นี่พวกพี่.. นี่มัน...”

 

 

 

“พี่รู้ความจริงเข้าหลังจากนั้น แต่พี่กลับไม่เคยบอกมัน ...พี่ขอโทษ”

 

 

 

“... ทำไมพวกพี่ถึงใจร้ายกับผมขนาดนี้ ทำไมพี่ไม่สงสารผมกับลูกบ้าง” ยูตะโกรธจนสั่น

 

 

 

“แต่พี่ไม่เคยรู้เรื่องยูตะท้อง พี่รู้แค่ว่าเตนล์ทำให้ไอ้ฮันซลเข้าใจผิดยูตะเลยหนีไปคนเดียว พี่รู้แค่นั้น เพราะถ้าพี่รู้ว่ายูตะท้องพี่จะไม่ยอมอยู่เฉยๆมาจนทุกวันนี้แน่ๆ...” ยองโฮกำหมัดแน่น

 

 

“แต่มึงก็ไม่เคยบอกกู” เสียงเหี้ยมดังขึ้นแทรกการสนทนาของทั้งสามคน ยูตะหันไปมองร่างสูงที่กลับมาพร้อมกับสำลีที่ข้อพับแขน

 

 

“ทั้งๆที่มึงรู้ว่าตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมากูเหมือนอยู่ในนรกที่คิดว่ายูตะหักหลังกู มึงที่คอยปลอบกูมาตลอด.. มึง... ทำลงได้ยังไงไอ้ยองโฮ มึงทำลงได้ยังไงห๊า!!!!!!” ฮันซลกระชากคอเสื้อเพื่อนรักพร้อมตวาดดังลั่น

 

 

 

“กูรู้แต่กู... กูสงสารเตนล์เหมือนกัน” ยองโฮผลักเพื่อนออก เขาไม่กล้าสบตาทั้งเพื่อนทั้งน้อง “มึงจำตอนที่กูกลับโอซาก้าหลังจากเริ่มทำบริษัทแรกๆได้ไหม ที่กูไปหายูตะแต่กูไม่เจอน้องแล้ว... แต่กูเจอเขา” ยองโฮชี้นิ้วไปทางเตนล์ที่ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ

 

 

“...โดนไอ้พวกระยำที่ไหนไม่รู้รุมโทรมเป็นสิบ”

 

 

“ไม่พี่ยองโฮ ไม่!” เตนล์หวีดร้อง เขาไม่อยากให้ใครมารับรู้เรื่องที่ตนเคยเจอ

 

 

“มันต้องอยู่ในโรงบาลจิตเวชเป็นปีๆกว่าจะดีขึ้น มึงรู้ไหมว่าเหตุผลเดียวที่มันยังอยากมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่พยายามฆ่าตัวตายมาเป็นสิบๆรอบเพื่ออะไร ...เพื่อวันนี้ไง.. เพื่อที่มันจะได้มาพูดความจริงกับยูตะว่ามันทำเรื่องเหี้ยๆอะไรไว้บ้าง” ยองโฮปาดหยดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างหงุดหงิด “กูรู้ว่าถ้าเมื่อไหร่ที่กูบอกมึง.. มันก็จะตาย มึงเข้าใจไหม การเจอพวกมึงเป็นเรื่องสุดท้ายที่มันอยากทำ มันอดทนมีลมหายใจอยู่มาจนทุกวันนี้มาเพราะว่าเรื่องพวกมึงมันยังไม่จบ กูสงสารมันกูถึงไม่บอกพวกมึงเพราะกูคิดว่ามันอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

 

 

 

“แล้วทำไมวันนี้พี่ไม่สงสารเขาแล้วละ?” ยูตะแค่นเสียงเย้ย เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะสงสารเตนล์ไหมกับเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้ การอยู่เหมือนต้นไม้เฉาที่พร้อมจะตายตลอดเวลานั่นมันจะทรมานเท่าชีวิตเขาช่วงที่ผ่านมารึเปล่า

 

 

“เพราะพี่ไม่เคยรู้เรื่องแจมินไงยูตะ ชีวิตอีกชีวิตที่ต้องขาดในสิ่งที่ควรมี พี่ทำร้ายชีวิตน้อยๆนั่นแบบไม่รู้ตัวเพราะพี่อยากให้มันมีลมหายใจต่อไป แต่มันใจดำ ..เห็นแก่ตัวมาจนวันนี้ที่ไม่เคยบอกพี่เลยด้วยซ้ำว่ายูตะท้อง ถ้าวันนี้มันจะตายพี่ก็ไม่รั้งมันไว้อีกแล้ว”

 

 

“ฮือ พี่ยองโฮ...” เตนล์โหยขึ้น ยองโฮเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตเขาตลอดช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เขาสารภาพบาปกับยองโฮตอนที่อีกฝ่ายไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเป็นครั้งที่เจ็ดเพราะว่าเขาอยากจะตาย เตนล์รังเกียจตัวเอง รังเกียจความสกปรกที่ตนถูกยัดเยียด ทุกครั้งที่หลับตาลงภาพพวกมันสนุกสนานกับร่างกายเขาก็วนเข้ามาราวกับเครื่องฉายภาพยนตร์ ไม่มีคืนไหนที่เขาลืม และไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดว่านั่นคือกรรมที่เขาต้องชดใช้

 

เขาอยากจะตายตลอดเวลา แต่ยองโฮทำให้เขายอมมีชีวิตอยู่ต่อเพราะไม่รับปากจะช่วยส่งข่าวความจริงนี้ ยองโฮให้เขาสัญญาว่าจะพูดมันด้วยตัวเอง เตนล์ยอมมาเกาหลีกับเขา ยอมให้เขาช่วย ยอมให้เขาให้ที่พักให้ข้าวให้น้ำ ให้ได้มีลมหายใจต่อไปอีกวัน แต่เขาก็ยังขี้ขลาดเกินกว่าจะสารภาพความจริงอีกครึ่งที่กัดกินใจของเขาตลอดเวลา ความจริงที่ว่าเขาทำให้เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องไม่มีพ่อและพังชีวิตทั้งชีวิตของนากาโมโตะ ยูตะ เพราะความหวังดีไม่ถูกที่ถูกทางของเขาเอง

 

 

เตนล์กลัวยองโฮจะเกลียดเขาหากรู้ความจริงข้อนั้น ...ความเมตตาที่เขาได้รับจากอีกฝ่ายมันทำให้เขาละโมบที่จะอยากเป็นคนดีในสายตายองโฮอยู่บ้างแม้มันจะไม่เคยมีอยู่ก็ตาม

 

 

 

“พวกมึงไปซะเถอะ” ฮันซลเอ่ยไล่

 

 

 

“ไปเซ่!!!!!!!!” เขาตะโกนลั่นไล่คนทั้งสอง ยูตะยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังเขาตอนที่ยองโฮเดินออกไปแบบไม่สนคนที่มาด้วย เตนล์มองพวกเขาไม่วางตา ก่อนจะก้มหัวขอโทษแบบที่ฮันซลไม่คิดแม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ เขาหันหลังให้คนทั้งคู่ก่อนจะดึงยูตะให้เดินตามไปห้องพักฟื้นของลูก

 

 

 

 

“ไอ้เหี้ยๆๆ!!!!!

 

 

“หยุดนะ หยุด หยุดสิ!” ยูตะเอาตัวเองเข้าแทรกระหว่างฮันซลกับกำผนังปูน เมื่อคนรักชกกำแพงห้องเพื่อระบายความคับแค้นใจอย่างแรง

 

คนตัวเล็กน้ำตานองหน้าในขณะที่ร่างสูงก็ไม่ได้ต่างกัน น้ำตาของฮันซลไหลลงอย่างเงียบเชียบแทนความในใจทั้งหมดที่มี

 

 

ทั้งคู่ไม่รู้ตัวว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน ควรจะพูดกันว่าอะไร ควรจะหัวเราะแล้วบอกว่าเรากลับมารักกันเถอะ หรือควรจะบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาใช้ชีวิตมาทรมานมากแค่ไหน

 

 

 

 

 

“แบบนี้มันเจ็บนะ” ยูตะดึงมือชายหนุ่มขึ้นมากุมไว้ สันมือแตกจนเลือดออกเพราะแรงที่ชกไปไม่ใช่น้อยๆเลย

 

 

“มันเจ็บไม่เท่าตอนที่พี่เสียยูตะไปหรอก” ฮันซลเอ่ยเสียงสั่นก่อนจะดึงร่างบางมากอดเอาไว้แน่น แน่นที่สุดที่เขาจะทำได้ แน่นจนตอกย้ำไปให้ถึงวิญญาณว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามันเป็นแค่ฝันร้ายที่เขาต้องเจอ

 

 

“พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจริงๆที่ปกป้องยูตะไม่ได้ พี่ขอโทษ” ฮันซลพ่นพร่ำคำขออภัยจากหัวใจเขา ยิ่งเห็นภาพเด็กชายตัวน้อยที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้เขายิ่งเจ็บลึกเหมือนถูกเข็มร้อนๆปักลงกลางอกสักพันเล่ม ตลอดเวลาที่เขาเอาแต่ทรมานกับความรักที่จบไม่สวย แต่ยูตะกลับต้องทนลำบากขนาดไหนเพื่อลูกของเขา

 

 

“พี่ขอโทษยูตะ พี่ขอโทษ”

 

 

 

“ยูตะโกรธพี่มากเลยรู้ไหม” ยูตะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มทั้งน้ำตา “แล้วก็โกรธตัวเองมากๆที่ยังโง่คิดถึงพี่มาตลอด”

 

 

“ยูตะ...”

 

 

“โง่ที่เกลียดพี่จริงๆไม่ได้สักทีทั้งที่พี่ทิ้งผมกับลูกไว้แบบนั้น”

 

 

 

“ยูตะ..”

 

 

 

“ทำไมเราถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย” ยูตะร้องซบหน้าลงกับเสื้อเขา ฮันซลกดจูบลงบนกระหม่อมของคนตัวเล็กกว่าซ้ำๆ เขาไม่รู้จะตอบยูตะยังไงในเมื่อทุกคนล้วนแล้วแต่มีความผิดร่วมกัน

 

 

 

“ยูตะรู้ไหมว่าเราเหมือนกัน” ฮันซลลูบผมคนรัก “พี่บอกตัวเองทุกวันว่าพี่เกลียดยูตะ เกลียดนากาโมโตะ ยูตะที่สุดในโลก แต่นั่นมันกลับทำให้พี่คิดถึงยูตะทุกวัน...”

 

 

 

“ผมขอโทษ” ยูตะเอ่ยปากบอกคนรัก ฮันซลตอบรักด้วยการจูบซับที่หน้าผากชื้น

 

 

 

“อย่าเจ็บกันไปมากกว่านี้เลยนะครับ” ยูตะเอ่ยกับเขาทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด คนตัวเล็กก้มลงจูบที่หลังมืออาบเลือดของเขา

 

ฮันซลจุมพิตยูตะช้าๆก่อนผละจาก สองมือพวกเขากุมกันไว้ไม่ปล่อย นั่งเงียบๆข้างกันจวบจนน้ำตาแห่งความปวดร้าวจะฉะล้างคืนวันแห่งความทุกข์ทนให้หมดไปจากหัวใจ

 

 

 

 

 

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

            “แม่ไปไหนหรอฮะคุณลุง?” แจมินตื่นขึ้นมาพบกับชายตัวสูงที่เขาคุ้นหน้าว่าเคยเห็นที่หน้าบ้าน

 

 

            “แม่แจมินเขาไปซื้อของใช้ให้เราน่ะ เดี๋ยวคงกลับมา” ฮันซลลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงลูกชายตัวน้อยที่เพิ่งฟื้นไข้

 

 

 

“แล้วคุณลุงมาทำอะไรที่นี่ฮะ?”

 

 

“ลุงมาเฝ้าแจมิน” ฮันซลยิ้มมองลูกเต็มสองตา

 

 

“เฝ้าทำไมฮะ ลุงรู้จักผมด้วยหรอฮะ” แจมินถามซื่อ ถ้าเป็นคุณลุงแทอิลของเขาเด็กชายคงไม่แปลกใจสักนิด แต่คุณลุงคนนี้ไม่เคยได้พบกันจริงจังสักครั้ง แล้วจะมาเฝ้าไข้เขาทำไมกัน

 

 

“ลุงไม่รู้จักแจมินเลย” ฮันซลลูบหัวเด็กชาย “ลุงอยากรู้จักแจมินไวกว่านี้แต่ลุงไม่มีโอกาส”

 

 

“อืม งั้นช่างมันเถอะฮะ ถ้าลุงสัญญาว่าจะไม่ทำแม่ร้องไห้อีกเรามารู้จักกันก็ได้”

 

 

“แม่แจมินร้องไห้ด้วยหรอครับ?”

 

 

 

“ใช่สิฮะ วันที่ลุงมาที่หน้าบ้าน แม่ร้องไห้เหมือนตอนแจมินโดนครูตีเลย ไม่สนุกเลย ยูตะของแจมินน่ะเวลายิ้มดีที่สุดเลยนะฮะรู้ไหม?”

 

 

“นั่นสิครับ ลุงจะไม่ทำยูตะของแจมินร้องไห้อีกแล้วลุงสัญญา” ฮันซลยื่นนิ้วก้อยออกไปรอนิ้วน้อยๆของลูก เด็กชายยิ้มกว้างส่งนิ้วเล็กออกมาคล้องอย่างสดใสทั้งๆที่ยังป่วยอยู่แท้ๆ

 

 

“ถ้างั้นเราก็มารู้จักกันเถอะฮะ” แจมินจะยอมรู้จักกับคุณลุงถ้าคุณลุงจะใจดีกับยูตะ

 

 

“ลุงชื่อฮันซลนะ” เขามองลูกด้วยหลายล้านความคิดในสมอง มากเกินว่าจะอธิบายได้ว่าตนกำลังรู้สึกอะไรตอนที่ต้องมานั่งทำความรู้จักกับเด็กชายที่เขาควรมีโอกาสนั้นตั้งแต่แจมินเกิด

 

 

เขาเป็นพ่อที่ไม่รู้อะไรเลย...

 

 

 

“แจมินชื่อแจมินฮะ”

 

 

“แจมินชอบอะไรบ้างลูก?”

 

 

“อูย เยอะเลยฮะ แจมินชอบขนมหวาน ยูตะทำขนมอร่อยนะฮะ แจมินชอบฟุตบอล แจมินชอบวาดรูป แจมินชอบพิซซ่าด้วย ..อ่า แจมินชอบเยอะแยะเลยฮะ”

 

 

“แล้วแจมินรักอะไรที่สุดละครับ?”

 

 

“แจมินรักยูตะที่สุดฮะ”

 

 

 

“งั้นแจมินก็เหมือนลุงเลย”

 

 

“เอ๋...”

 

 

 

“เพราะลุงก็รักยูตะที่สุดเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

#wakeHT

อาจจะไม่ได้ดีอะไรนัก แต่ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะคะ

เข้ามาอีดิทกรุ๊ปเลือดยูตะให้นะคะ เราซื่อมากสามคนนี้อิงตามกรุ๊ปเลือดจริงน้องเลย

ลืมคิดว่าแจมินจะออกมาเป็น AB ได้ยังไง *เคาะหัว* 

ตอนแรกว่าจะไม่แก้ถือว่าเป็นนิยาย แต่คิดอีกทีเราแก้ดีกว่าเผื่อเด็กๆอ่านแล้วจำไปผิดๆ

ขอบคุณทุกคำแนะนำมากเลยค่ะ

 
ขออภัยสำหรับคำผิดด้วยนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

530 ความคิดเห็น

  1. #507 FAHKRAMXTER (@UchihaSorashi) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 18:49
    ทุกฝ่ายต่างก็เจ็บปวดเหมือนกันเนอะ ต่างทำพลาดเหมือนกันอะ ㅠㅠㅠㅠ
    #507
    0
  2. #495 เคเฮชเย็นเย็น (@loveddie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 21:17
    มันดีมาก นี่ซึ้งเลยอ่ะ ขอบคุณนะคะ อยากให้ทำเรื่องยาวด้วยซ้ำ แต่แค่นี้ก็ดีแล้วค่ะ
    #495
    0
  3. #337 Vashpurl (@muk18842) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 11:36
    มันดีมากๆเลยค่ะ ดีแบบดีมากอ่ะ ฮืออ ขอบคุณที่แต่งนะคะ
    #337
    0
  4. #313 `ซังนัมจายูตะ (@hibayama8018) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:06
    กลายเป็นฮันตะยอดเยี่ยมในใจของเราเลยฮืออ ต่างเจ็บปวดเพราะความหวังดีผิดทางของคนอื่นแท้ๆ เลย
    โอ้ยยย เศร้า แต่สุดท้ายทั้งสองคนยังมีโอกาสได้กลับมาดูแลกัน กลับมาเป็นของกันและกันเหมือนเดิมแล้วมันก็ดีจัยยย
    จัลล้องงงงง แงงงงงงง 
    #313
    0
  5. #290 pum2purin_ (@pum_lss) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 18:10
    โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าเรื่องนี้เป็นฟิคยาวอินี่น้ำตาไหลเป็นเขื่อนแน่ ๆ ; ^ ; โอ้ยยยยยยยยยยยยยย ทุกคนทำผิดทำพลาดกันหมด สงสารเตนล์เหมือนกันโดนขนาดนั้นมันก็หนักไม่ต่างกับคนอื่น ๆ เลย ฮื่อออออออออ จริง ๆ พี่ซลน่าจะบอกน้องอะ แต่กลัวน้องตกใจเหมือนกัน ฮวื่อออออออออ โอ้ยยยยยย อ่านละร้องไห้แรง ดราม่าสุด ชอบ เขียนดีมากเลยล่ะค่ะ ;____;
    #290
    0
  6. #277 LK_8807 (@alice59) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 09:53
    เหมือนมันยังไม่จบแต่เรื่องราวมันยังดำเนินอยู่ในใจคนอ่านเลย แบบทุกคนต่างมีความไม่รู้ยูตะไม่รู้ว่าทำไมซลถึงหนีไปคนเดียว เตนล์ตอนทำเรื่องนั้นก็ไม่รู้ว่ายูตะท้อง ยองโฮก็สงสารเตนล์เลยไม่บอกซลเพราะไม่รู้ว่ายูตะท้อง ส่วนซลก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเป็นความเข้าใจผิดมาตลอด พออ่านมาถึงนี่แล้วรู้สึกโล่งที่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจเรื่องที่ผ่านมา 
    #277
    0
  7. #276 LK_8807 (@alice59) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 01:31
    เหมือนมันยังไม่จบแต่เรื่องราวมันยังดำเนินอยู่ในใจคนอ่านเลย แบบทุกคนต่างมีความไม่รู้ยูตะไม่รู้ว่าทำไมซลถึงหนีไปคนเดียว เตนล์ตอนทำเรื่องนั้นก็ไม่รู้ว่ายูตะท้อง ยองโฮก็สงสารเตนล์เลยไม่บอกซลเพราะไม่รู้ว่ายูตะท้อง ส่วนซลก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเป็นความเข้าใจผิดมาตลอด พออ่านมาถึงนี่แล้วรู้สึกโล่งที่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจเรื่องที่ผ่านมา 
    #276
    0
  8. วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 02:47
    นู๋ขอโทษที่บอกว่าพี่เป็นปีศาจ ฮืออ
    อธิบายไม่ถูกเลยอ่ะว่ารู้สึกยังไง
    ทีละคนเลยดีกว่า
    1.ยูตะ
    สงสารอ่ะ น้องต้องเจ็บมากแค่ไหนถึงจะมีวันนี้ได้อ่ะ ยิ่งรู้ความจริงที่คนที่ตนไว้ใจทำแบบนี้อ่ะ โอ๊ยย หนูเป็นคนที่น่าสงสารยันจบเลยนะเนี่ยย

    2.ฮันซล
    ก็อย่างที่บอก หนูผิดไปแล้วที่บอกว่าพี่เป็นปีศาจ พี่แค่เป็นคนที่ไม่รู้อ่ะไรเลย ตอนจบพี่ละมุนมาก อยากได้แบบนี่เป็นพ่อของลูกบ้าง แอ้ะ

    3.เตนล์
    คนนี้ช็อคสุด มีหลายเรื่องจังเลย
    รู้สึกโกรธนะ โกรธมากด้วย เรื่องที่น้องหลอกฮันซลอ่ะ
    หนูทำให้เด็กคนนึงไม่มีพ่อตั้งหลายปีนะลูกกก
    แต่พอเจอเรื่องน้องโดนรุมนี่ช็อคเลยอ่ะ ถึงว่าที่ให้น้องกินยาให้ครบ นี่ก็สงสารอ่ะ ควรรู้สึกยังไงดี ฮือออ

    สุดท้ายนี้ ขอสเปอีกสักตอนไม่ได้อ่อ น้าาาา
    #269
    0
  9. #261 NkMt- (@NkMt-) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:56
    ขอโทษพี่ฮันซลที่บอกว่าเกลียดไปฮืออออพี่เค้าไม่รู้อะเนาะน่าสงสารพอกันที่ไม่ได้อยู่กับคนที่เรารักอะ แต่เตนล์กับยองโฮทำเราอึ้งมากเลยค่ะไม่คิดว่าจะหักมุมแบบนี้คือเตนล์ไม่น่าทำแบบนี้เลยแต่สิ่งที่เตนล์โดนกระทำมันก็น่าเห็นใจอะ ส่วนตอนสุดท้ายเลยอ่านแล้วมีวามสุขจังค่ะพ่อลูกเค้าได้คุยกันแล้วอบอุ่นอะไรขนาดนี้
    #261
    0
  10. #241 PraewaStephanie (@PraewaStephanie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2559 / 22:43
    จบได้เเบบฮือT_____T เเจมินลูกกกก ฮันโซลพ่อหนูไงลูกกกก ส่วนเเม่คือคนหนูคือคนนี้ .ชี้ตัวเอง /อ่าวไม่ใช่ ชอบที่ไรท์บรรยายได้เห็นภาพมากๆ โดยเฉพาะฉากที่ฮันโซลพลอดรักกับยูตะ มันเห็นภาพชัดมากเหมือนนี่เป็นกล้องอยู่ในนั้นเลยค่ะ5555 ลุ้นมากเลยว่าเเจมินจะรอดไหม ฮันโซลจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าเเจมินเป็นลูก ถึงเเม้ว่ายองโฮกับเตนล์จะมาบอกช้าไป เเต่อย่างน้อยก็ทำให้ฮันโซลลดทิฏฐิลงไปได้ ปวดใจเเทนยูตะมากจริงๆนะคะกว่าเรื่องจะกระจ่าง นี่คิดไว้เเล้วว่าเตนล์นี่ต้องก่ออะไรไว้ไใดีเเน่เลยฮือ ดูจากสปอยล์เเล้ว สงสารจริงๆค่ะ สงสารทุกตัวละครเลยTT
    #241
    0
  11. #240 SonetA (@looksor) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2559 / 03:58
    จบปวดใจไปอีก โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย ฆ่าชั้นทีไรท์เตอร์ จะร้องไห้ตาม สงสารไปหมด

    เตนล์ก็สงสารนะ เข้าใจเตนล์ที่ทำแบบนี้ แต่โดนกรรมตามสนองโหดไปหน่อย ฮืออออออ

    เล่นโดนรุมโทรมน่าสงสารมาก แบบนึกว่าจบละมุนไม่พลิกขนาดนี้ ไม่ค่ะ โหดเลย เอาอินี่หน้าเจื่อนไปเลย

    สงสารพี่ยองโฮ ผิดที่ไม่บอกพิซลแต่แรก ฮืออออออออ  ขอให้เตนล์ได้รักกับพิจ้อนยองโฮค่ะ 

    ปวดใจกับทั้งคู่ เรื่องมันพลิก มีความโหดปวดใจกับคำว่า ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวแจมิน อินี่น้ำตาจะไหลตาม 

    อยากสั่งฟิคเลยค่ะคณเอ๋ย ฮืออออ
    #240
    0
  12. #239 I'm ELF Forever (@my-me-mine) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 23:16
    ร้องไห้สิคะงานนี้ หน่วงไปอีกกกกก ฮื่ออออ ไม่ปราณีคนอ่านเลย แต่จบแบบสุขสันต์ก็ดีใจแล้วค่ะ
    ไม่รู้จะเลือกสงสารใครดี แงงงง ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านนะคะ รอเรื่องนี้แบบทุกวันจริงๆอ่ะ ชอบมากกกก
    รอติดตามผลงานอื่นๆนะคะ
    #239
    0
  13. วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 17:15
    จบแบบพีคมากกกกกก และบีบหัวใจมากกกก ฮืออออ ขอสเปได้มั๊ยคะ..
    #238
    0
  14. #236 farfahh (@farfahh) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 02:18
    บีบใจมากกกกกก โอ๊ยยยยยยยยย พีคแล้วยังจะพีคไปอี๊กกกกกกก เตนล์ทำไมหนูต้องทำแบบนั้นล่ะลูก แต่ก็สงสารเตนล์ สงสารทุกคนเลยอ่ะ ทุกคนต้องรู้สึกผิดในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำงี้อ่ะ เตนลฺนะเตนล์ความรักบังตาสินะ แต่สิ่งที่น้องได้รับก็เกินไปอ่ะ แม่สงสารหนูเหลือเกิน กว่าจะได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปทุกอย่างก็พังหมดแล้วอ่ะ ถ้านี่เป็นยูตะคงแบบต้องรู้สึกยังไงดีที่เพื่อนรักทำกับตัวเองแบบนี้ มันแบบไม่ใช่หวังดีอ่ะ ฮอลลลลลล สงสารตัวเองอ่ะอ่านไปสะเทือนใจไป อยากให้มีต่อจังเลยค่ะ อยากอ่านแบบแฮปปี้เอนดิ้งมั่งแบบ พ่อแม่ลูกไรงี้อ่ะค่ะ อยากได้สเปมาซับน้ำตา ไม่ไหวแล้วค่ะ น้ำตานองอาบสองแก้ม ฮรึกกกก
    #236
    0
  15. #235 SugarMark (@lucifersunmin) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 22:30
    บีบคั้นสุดแต่ทุกอย่างก็(เหมือนจะ)เคลียร์แล้วเนอะ ได้รู้ความจริงกันสักที เริ่มต้นใหม่ได้อยู่แล้วถ้ารักกัน เราไม่รู้จะว่าควรรู้สึกยังไงกับเตนล์เลย ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอะไรมากกว่ากันระหว่างโกรธ เกลียด ผิดหวัง เพื่อนกันเขาไม่ทำแบบนี้อ่ะ สำหรับเรื่องนั้นก็สงสารอยู่หรอกแต่ถ้าให้หักลบกับเรื่องที่ทำก็ไม่รู้สิ ยูตะต้องทรมานมาตั้งกี่ปี ทำให้เขาผิดใจกันอีก จิตใจทำด้วยอะไร
    แต่ยังไงก็ไม่ได้อยากให้ใครตาย ที่พึ่งสุดท้ายก็ไม่แลแล้วจะเป็นยังไงเนี่ย เห้อออ
    #235
    0
  16. #234 Joyjie Hwang (@joyjie0908) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 22:27
    จบ ฮรือ จบแล้ววววว โอ้ยแต่เหมือนจบไม่สุดอยากอ่านต่อจังเลยค่ะ มันจบไม่สุดจริงๆนะเราอยากให้ฮันตะเหมือนกลับมาดูลูก พูดคุยกัน เล่นด้วยกันแล้วนึกถึงวันวาน มันตเองดีมากปนาเลย สงสารเตนล์ด้วยถึงจะเลวแต่นางก็เจอเรื่องร้ายๆมา สงสารนาง เราทำแบบสอบถามไปแล้วนะค้าาาาา ซื้อแน่นอนค่ะเรื่แงนี้นักมากเลย อยากอ่านตอนพิเศษต่อด้วย ยัฃไฃก็ขอบคุณมากนะคะ จะรอเรื่องถัดๆไปค่ะ ขอบคุณมากจริง นักฮันตะจุ้บไ
    #234
    0
  17. #233 NTNHBx (@NTNHBx) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 21:56
    ดีใจที่ในที่สุดเรื่องก็จบแบบนี้ น้องแจมจะมีพ่อแล้ววว
    #233
    0
  18. #232 Vanillaandme2 (@Vanillaandme2) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 19:57
    ในที่สุดก็จบแล้ว บีบหัวใจสุดๆไปเลยค่ะ ฮือออออ สงสารทั้งยูตะ ทั้งพี่ซล เตนล์ก็น่าสงสาร แต่สุดท้ายน้องแจมินก็มีคุณพ่อแล้ว ขอบคุณไรท์เตอร์มากนะคะ แต่งฟิคดีๆออกมาแบบนี้
    #232
    0
  19. #231 ัััyuuuutA (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 19:32
    ฮื่ออออออ ที่จริงเรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง เราก็สงสัยว่าทำไมพี่ซลถึงดูแค้นยูยเหลือเกิน ในที่สุดมันก็แฮปปี้

    แต่แวะบอกนิดนึงเนอะ กรุ๊ปเลือด AB รับเลือดกรุ๊ปอื่นได้ทุกกรุ๊ปเลยนะ ทั้ง A B O เลย สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านฟินๆนะค้าาาา
    #231
    1
    • #231-1 menay01 (@menay01) (จากตอนที่ 13)
      21 สิงหาคม 2559 / 19:41
      เรื่องรับเลือดเราสอบถามจากหมอแล้วค่ะ ทางทฤษฎีสามารถรับได้จริง แต่ทางปฎิบัติเวลาต้องให้เลือดจริงๆถ้ารับจากต่างกรุ๊ปความเสี่ยงที่จะทำให้เลือดตกตระกอนและแข็งตัวมีมาก ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ให้เลือดคนไข้แบบข้ามกรุ๊ปเลือดค่ะ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 สิงหาคม 2559 / 19:42
      #231-1
  20. #230 swimswamswum (@swimswamswum) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 17:29
    จบแล้ววววววว ขอบคุณไรต์มากๆนะคะ เราไม่ได้อ่านฟิคฮันตะมาซักพักเลย แต่ก็กลับมาอ่านเพราะเรื่องนี้ ชอบมากๆค่าา รอติดตามเรื่องต่อๆไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่าาาส
    #230
    0
  21. #229 the_ELF_ (@saguage) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 16:13
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ เราชอบเรื่องนี้มากเลย อ่านแล้วอินมาก สงสารทั้งฮันซลและยูตะ แต่สุดท้ายก็สงสารเตนล์ไม่ต่างกัน ความผิดพลาดในตอนนั้นมันทำลายชีวิตทั้งของคนที่ตัวเองรักแล้วก็เพื่อนรักของตัวเอง แต่หลังจากนั้นมันก็กลับมาทำลายตัวของตัวเอง หลังจากนี้ไม่รู้ว่าเตนล์จะมีชีวิตเป็นยังไง เราไม่ได้อยากให้สองคนนี้ให้อภัยเตนล์แต่ก็ไม่ได้อยากให้เตนล์ฆ่าตัวตาย ความผิดพวกนั้นมันยังหลอกหลอนและทำให้รู้สึกผิดอยู่เสมอ ในความผิดพลาดทั้งชีวิตเตนล์ก็ยังอยากให้มีใครเห็นค่าของตัวเองบ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี เราสงสารแล้วก็เจ็บปวดกับความรู้สึกของเตนล์ตรงนี้มากเลย ต้องเจ็บปวดในทุกเวลาที่เหลืออยู่มันก็เป็นการชดใช้ที่ทรมานมากแล้ว มันเหมือนต้องอยู่ในความมืดอยู่ตลอดเวลา อยากให้ตัวเองมีค่าในสายตาของใครสักคนมาเป็นแสงสว่างบ้าง แค่จุดเล็กๆก็ได้ แค่เพื่อให้พอพยุงลมหายใจของตัวเองก็พอ เรารู้สึกเจ็บปวดในพาร์ทนี้ของเตนล์ตามเลยค่ะ เรายังอยากรู้อยู่เหมือนกันนะคะว่าหลังจากนี้ชีวิตของเตนล์จะเป็นยังไง ถ้ามีโอกาสก็อยากอ่านสเปเล็กๆของเตนล์นะคะ ยังไงก็อยากจะฝากไรเตอร์รับไว้พิจารณา เป็นกำลังใจในเรื่องต่อๆไปนะคะ ชอบการเขียนของไรเตอร์ด้วย ยังติดตามหลายเรื่องเลย ทั้งฟิค ทั้งในทวิตเตอร์เลยค่ะ 555555555555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 สิงหาคม 2559 / 16:22
    #229
    0
  22. #228 NH_AllTEN (@NH_AllTEN) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 15:24
    อ่านจบ! พีคมาก มันพีคมาก 😭😭😭
    แหกโค้งจนหัวทิ่มเลยคะ!
    ก็คิดนะว่าเตนล์ต้องมีอะไรแน่ๆ
    แต่ไม่คิดว่าเตนล์จะโดนรุมโทรม
    แล้วพี่ยองโฮก็รู้เรื่องยูตะด้วย
    แถมเตนล์ยังไม่ยอมบอกพี่ยองโฮเรื่องยูตะท้องอีก
    ดราม่ามากก สงสารเตนล์นะ
    แต่ก็สงสารยูตะมากเช่นกัน ถ้ามาโดนเพื่อนทำแบบนี้...
    เจ็บยิ่งกว่าเจ็บอีก แล้วยูตะก็ลำบากมามากเกินไป
    สงสารหมดเลยย 😭😭😭
    แต่หวังว่าในใจลึกๆ ยูตะจะให้อภัยเตนล์ 
    ส่วนพี่ยองโฮก็ให้อภัยน้องเตนล์เถอะนะ 
    นี่คิดเลยว่า ต่อไปเตนล์จะเป็นไงต่อ
    ฆ่าตัวตายแน่ๆอะ เศร้า😢😢😢
    ส่วนชายหนุ่ม2คน แมนๆคุยกันแล้วดีกันเถอะนะ

    มาถึงยูตะกับฮันโซล ดีใจที่เค้าเข้าใจกันสักที ฮืออออ
    อ่านแล้วสงสารทั้งคู่ กว่าจะได้ลงเอยต้องเจ็บปวดกันมามากแค่ไหนกัน อย่าปล่อยมือจากกันอีกเลยเนอะ
    ฉากคุณลุงคุยกะนาแจมนี่ น่ารักมากก
    อีกไม่นานต้องเปลี่ยนสรรพนามเรียกลุงเค้านะลูก
    เป็นคุณพ่อของแจมิน :)

    อินมาก เราอ่านเรื่องนี้แล้วอินมากคะ😂😂😂
    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีดีให้เราอ่านนะคะ
    เป็นกำลังใจให้ในเรื่องต่อไปคะ ✌



    #228
    0
  23. #227 SatangNK66 (@iloveinnocent) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 13:55
    มีคู่จ้อนเตนล์ได้ไหม มันหน่วงๆมากเลยยย ฮือออ
    #227
    0
  24. #226 Miint (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 12:09
    ในที่สุดยูตะก็ได้มีความสุขจริงๆซะที รอวันนี้มานานใช่มั้ยคะคนดี ชอบตอนที่พิซลอุ้มน้องแจมละยูตะมองมาก คนนึงก็ไม่รู้ว่าเป็นลูกตัวเองแต่ก็ยอมช่วยขนาดนั้น ยูตะเองก็บอกไม่ได้ มันคงเจ็บน่าดูเลย ความเข้าใจผิดนี่มันทำให้เรื่องราวบานปลายจนเจ็บปวดกันไปหมดทุกคนจริงๆ

    เตนล์เองที่เป็นชนวนของเรื่องนี่ก็ไม่ได้มีความสุขเหมือนกัน แอบสงสารนะ อารมณ์ชั่ววูบแท้ๆอ่ะ

    ตอนฉากปรับความเข้าใจกันนี่ซึ้งตามเลยค่ะ ต่างคนต่างอยากจะลืม แต่ไม่เคยลืมไม่เคยเกลียดกันได้เลย ตอนพิซลขอโทษที่ปกป้องยูตะไม่ได้นี่แบบ พิซลลลลลล TAT ลืมทุกอย่างที่พี่เคยทำร้ายตะยูไปเลย เจ็ดปีที่เจ็บปวดมานานมันผ่านไปแล้วเนอะ ต่อจากนี้คงมีแต่ความสุขเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้แล้ว ยัยน้องแจมน่ารักมากอ่ะ ถ้าไม่ทำให้แม่น้องไห้คุยกันได้ ชอบบบบ แจมรักแม่ยูยมาก ปะป๊าก็รักแม่มากเหมือนกัน

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้นะคะ สนุกมากกกกกกก
    #226
    0
  25. #225 water_y (@water_y) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 11:01
    ชอบโมเม้นพ่อลูกจังงง
    #225
    0