FIN STORY | SF / OS | HANTA : TAEYU & DOYU

ตอนที่ 12 : HANTA · THE WAKE · ( 2/3 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    27 ส.ค. 59

SF : HANTA ( HANSOL x YUTA )

RATE : 18 + 
TAG : #wakeHT
BY : ___menay01___

*คำเตือน เราแต่งในโทรศัพท์ อาจจะมีคำผิดหลงเหลืออยู่นะคะ*




::::: แจ้ง ขอแบ่งเพิ่มเป็นสามตอนนะคะ มันยาวมากจริงๆ ตอนหน้าจบของจริงละคะ ขออภัยมา ณ ที่นี่ ::::::::::





      จี ฮันซล แทบจะกวาดทุกอย่างลงจากโต๊ะทำงานถ้าไม่คำนึงถึงราคาข้าวของที่จะพังเสียหาย ชายหนุ่มปลดกระดุมสูทยี่ห้อดังก่อนจะปามันขึ้นไปนอนนิ่งอยู่บนโซฟารับแขก เสียงถอนหายใจของคนที่เพิ่งตามเข้ายิ่งทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก




     "มึงเป็นอะไร?" ซอ ยองโฮเพื่อนรักของเขาเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจนัก มันกอดอกยืนกวาดตามองสภาพเขาเหมือนดูโชว์กายกรรมประหลาด




     "อย่ามามองกูแบบนั้น" เขาทั้งคู่เป็นหุ้นส่วนกันแต่ดูแลงานคนละส่วน ยองโฮจะควบคุมในเรื่องของการเก็งกำไรกับอสังหาฯใหม่ๆหรือพวกที่หลุดจำนองถูกขายทอดตลาด ส่วนฮันซลจะดูแลพวกลูกค้าเก่าและปล่อยกู้เสียมากกว่า 




     "ก็มันแปลกไหมล่ะ ร้อยวันพันปีคนแบบมึงเคยน็อตหลุดที่ไหน แต่วันนี้มึงทำพนักงานแทบร้องไห้กลางที่ประชุม" ยองโฮยกยิ้ม เขาไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าที่เพื่อนใช้อารมณ์ในห้องประชุมที่พวกเขาเพิ่งออกมาเพราะมันเป็นธรรมดาในงานบริหารแบบนี้ หากมีคนทำพลาดย่อมถูกตำหนิ แต่มันน่าแปลกใจสำหรับยองโฮที่เห็น 'คุณโซล' ผู้แสนใจดีและใจเย็นยิ่งกว่าน้ำเหวี่ยงพนักงานจนขวัญหนีดีฝ่อ แถมตึงตังออกมาไม่รอปิดประชุมอย่างทุกที




     "แม่นั่นทำผิดจริง" ฮันซลเอ่ยถึงพนักงานที่เพิ่งโดนเขาต่อว่า แต่ก็ยอมรับอยู่ลึกๆว่าตนใช้อารมณ์มากกว่าปกติ




     "มึงเป็นอะไรกันแน่?" ยองโฮทิ้งตัวลงนั่งยนโซฟาในขณะที่ฮันซลเอาแต่ยืนเสยผมมองออกไปนอกม่านกระจกใสที่กำลังฉายทิวทัศน์กรุงโซลยามบ่าย




     "กูเจอน้องมึง" คนหัวเสียตัดสินใจเล่า




     "น้องกู... ยูตะหรอ?" แม้จะเก็บอาการตกใจไว้ทันแต่รอยยิ้มยียวนของซอ ยองโฮก็หายไปทันที เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้เพื่อนที่ยกมือข้างหนึ่งเท้าแผ่นกระจกยักษ์




    "ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมมึงไม่บอกกู ยูตะเป็นยังไงบ้าง?" นากาโมโตะ ยูตะเป็นน้องชายข้างบ้านของยองโฮ พวกเขารู้จักกันสมัยที่พ่อเขาถูกย้ายไปประจำที่โอซาก้าเกือบสิบปี เขาโตมาพร้อมคุณหนูตระกูลนากาโมโตะคนนั้น ทั้งรักและห่วงใยยูตะยิ่งกว่าน้องแท้ๆเสียอีก




     "เหี้ยเอ๊ย" ฮันซลยิ่งสบถลั่น เขาหันกลับมาเผชิญหน้าคนที่มีศักดิ์เป็นทั้งเพื่อนสนิทและพี่ชายร่วมสาบานของอดีตคนรัก "ที่นี่ ในห้องนี้!" 



     "ที่นี่? ยูตะมาหามึงที่นี่?" ยองโฮคิดทบทวน เขาไม่เจอยูตะมาหกปีแล้ว ครั้งสุดท้ายภาพของยูตะในความทรงจำคือเด็กหนุ่มใบหน้าซีดเซียวที่ต้องลอบเอาขนมมาให้เขาอย่างหลบๆซ่อนๆก่อนจะกลับเข้าบ้านไปราวกับว่ากลัวใครจะมาเห็น



    "ใช่ มึงจำโรงงานคุณแทอิลได้ไหม ยูตะเป็นตัวแทนมาขอผ่อนผันกับกูที่นี่" 




     "โรงงานพลาสติกนั่นน่ะหรอ? แล้วมึงตอบไปว่าไง?" 




     "จะให้กูตอบว่าไง กูไม่ฆ่าทิ้งตั้งแต่เห็นหน้าก็บุญแล้ว" ฮันซลแค่นเสียงเย้ย ในขณะที่เพื่อนมองเขาแล้วถอนหายใจ




     "เรื่องมันนานแล้ว" ยองโฮไม่อยากรื้อฟื้น 




     "กูไม่มีมีวันลืม ไม่มีวัน" ฮันซลจ้องเพื่อนอย่างจริงจังขณะเอ่ยคำนั้น เขาไม่มีทางลืมความเจ็บปวดที่ตนต้องเผชิญตลอดเวลาที่ผ่านมา การทรยศหักหลังที่เหมือนฆ่าเขาทิ้งด้วยสองมือน้อยๆนั่น หากเขาลืมมันลงเขาคงไม่ต่างจากไอ้หน้าโง่ที่เจ็บแล้วไม่จำ





     "เรื่องของมึงเหอะ แต่แบบนี้แปลว่ายูตะอยู่ที่โรงงานนั่นใช่ไหม กูอยากไปเจอน้อง ไม่รู้ไปตกระกำลำบากอะไรบ้าง" ยองโฮนึกห่วง แค่คิดว่ายูตะมาที่นี่เพื่อเจรจาแทนโรงงานเล็กๆที่กำลังร่อแร่แล้ว นากาโมโตะ ยูตะที่เขาเคยรู้จักแทบจะไม่เคยหยิบจับงานหนัก วันๆหนึ่งคลุกตัวอยู่แต่ในครัวทำขนมอย่างที่เจ้าตัวชอบมาบังคับให้เขากินเป็นประจำ 




     "หึ" ฮันซลร้องในคอเมื่อได้ยินคำเพื่อน มันบ้าที่เขากลับรู้ดีว่ายูตะลำบากแค่ไหน ในเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่เขาสำรวจร่างน้อยนั่นอย่างตะกละตะกลาม 




    ตอนที่เสพสมชายหนุ่มยอมรับว่าด้วยอารมณ์และขั้วบวกลบของความโหยหามันดึงเขาให้พุ่งความสนใจไปยังความสุขซ่านที่จะได้ตักตวงจากร่างน้อยนั่น แต่เมื่อสติกลับมาครบถ้วน ยามที่นึกถึงผิวสัมผัสใต้มือที่แตกต่างไปจากที่เคยได้จับต้อง ผิวเนียนที่มองผิวเผินยังดูน่าสัมผัส แต่เมื่อได้แตะต้องกลับมีร่องรอยของความหยาบกระด้าง สีผิวที่มีผลมาจากการกรำงานกลางแดด และร่องรอยบาดแผลฟกช้ำตามตัวเพราะความซุ่มซ่าม



     จี ฮันซลเกลียดตัวเองที่นึกถึงตรงนี้แล้วเขากลับเจ็บในใจขึ้นมา แทนที่จะสะใจที่ได้เห็นแววอิดโรยบนใบหน้างามที่เคยสร้างความเจ็บช้ำให้เขา ร่องรอยของความอ่อนล้าและเรือนร่างผอมแห้งกว่าที่เขาเจอครั้งล่าสุดมันยืนยันว่าอีกฝ่ายต้องผ่านงานหนักมาขนาดไหน




    "มึงจะเอายังไงต่อ?" ยองโฮเอ่ยถามเมื่อเห็นอาการนิ่งงันและเหม่อลอยของเพื่อนสนิทที่ไม่ใช่เรื่องปกติเลย ฮันซลเงยหน้ามาสบตาเขาอย่างปิดความสับสนไม่มิด แต่ชั่วครู่แววตาสีนิลก็กลับไปแข็งกระด้าง




     "กูเกลียดเขา" ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนกำลังบอกเพื่อนหรือกำลังย้ำกับตนเองกันแน่ 




     "มึงควร..."



     "ไม่ว่ากูจะทำอะไรหลังจากนี้กูขอห้ามไม่ให้มึงเข้ามายุ่งเกี่ยว" ฮันซลตัดสินใจ



     "แต่นั่นน้องกู" 



     "กูไม่ฆ่าเขาหรอก มึงไว้ใจได้" 



     "ไอ้ฮันซล"



     "ฝากมึงจัดการเอาชื่อโรงงานคุณแทอิลออกจากบัญชีหนี้สินของบริษัทด้วย" ฮันซลลุกขึ้น เดินไปหยิบกุญแจรถกับเสื้อสูทที่เพิ่งถอดไว้




     "แล้วมึงจะไปไหน?"




     "ไปทำเรื่องที่ตลอดเจ็ดปีนี้กูไม่เคยได้ทำไง" ฮันซลตบบ่าเพื่อนรักเบาๆก่อนจะเผยยิ้มที่ยองโฮมองว่ามันดูสารเลวสิ้นดี




     "นี่มึง..."




     "ในเมื่อกูไม่เคยลืม เขาก็ต้องจำความเจ็บนั้นไม่ต่างจากกู" 






::::::::::::::::::::::::::


 

 

    นากาโมโตะ ยูตะ ยืนนิ่งงันขณะที่ในสองมือน้อยกำลังประคองจานกระเบื้องเนื้อดีไม่ให้เผลอทำหล่นแตก ภาพของลูกชายคนงานจัดสวนที่กำลังลงต้นไม้ในมุมหนึ่งของบ้านเขาไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ท่อนบนเปลือยเปล่ากับผิวเนื้อสีคร้ามแดดที่ผุดเม็ดเหงื่อสะท้อนเป็นวาวนั่นกลับทำให้คุณหนูตัวน้อยเผลอหน้าแดงซ่านยามเหลือบไปเห็น

 

 

 

     "เฮ้ย ... คุณหนู" เจ้าตัวที่เพิ่งหันกลับมาเห็นคนยืนนิ่งอยู่ด้านหลังตกใจจนเกือบปล่อยเสียมในมือ แวบหนึ่งเขานึกว่าโดนนางไม้เล่นงานเข้าเสียแล้วแต่เมื่อพิศใบหน้านั้นดีๆจึงรู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลนากาโมโตะ

 

 

 

     "ขอโทษที่ทำให้ตกใจครับ" ยูตะรีบขอโทษ ฮันซลก้มมองสภาพตัวเองที่ร่างกายโทรมเหงื่อแล้วเงยหน้ามองคนที่สุดแสนสะอาดผุดผ่องในสายตาแล้วรีบถอยห่าง เขาโยนเสียมในมือเข้ามุมพุ่มไม้ก่อนจะเช็ดมือเปื้อนๆกับกางเกงตัวเองที่เปื้อนอยู่แล้ว

 

 

     "คุณหนูมาทำอะไรแถวนี้ครับ?" ฮันซลเอ่ยถามพร้อมเดินกลับเข้ามาในร่มเมื่อเห็นว่าเจ้านายรุ่นเยาว์ทำท่าจะเดินตากแดดออกมาหาตน ฉวยโอกาสไม่กี่นาทีที่ได้เจอหน้าลอบพิจารณาใบหน้าหวานที่ล้อมกรอบด้วยผมดำขลับยาวประบ่า

 

     "ผมทำขนมมาเผื่อคุณลุงครับ แต่หาที่เรือนไม่เจอคิดว่าคงอยู่ที่นี่เลยตามมา" ยูตะแจ้งจุดประสงค์ คนตัวสูงร้องอ้อในลำคอ หัวใจที่พองโตก่อนหน้านี้แทบจะเหี่ยวเฉาลงทันทีที่รู้ว่าคุณหนูของบ้านมาตามหาบิดาบุญธรรมของตน

 

 

     "ถ้าเป็นพ่อ เขาไปร้านต้นไม้ในเมืองน่ะครับ อีกสักชั่วโมงคงกลับมา"

 

 

    "งั้นหรอครับ ป่านนั้นขนมคงหายร้อนพอดี" เด็กหนุ่มหน้ามุ่ย ฮันซลกวาดสานตาสำรวจชุดยูกาตะสีกรมท่าที่เจ้าตัวสวมอยู่อย่างอดเสียมารยาทไม่ได้ ในเมื่อจะมองมุมไหนเจ้าของร่างน้อยตรงหน้าก็น่ารักเสียจนเขาอยากจะจับมาฟัดให้รู้แล้วรู้รอด

 

 

     เขามันใฝ่สูง ร่วมสองเดือนแล้วที่เขาย้ายตามพ่อมาอยู่ที่นี่ เขาเรียนจบวิทยาลัยอาชีพวิชาจัดสวนมาแต่ยังไม่ได้เริ่มหางานทำเป็นหลักแหล่ง เห็นว่างานที่นี่ค่อนข้างใหญ่เพราะเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ทั้งเรื่องต้นไม้ น้ำตก และหินประดับ ครั้นจะปล่อยให้บิดาทำคนเดียวก็อดห่วงไม่ได้จึงตามมาช่วยงานด้วย แต่นอกเหนือจากงานเขาก็ได้อาหารตาจากรอยยิ้มกว้างที่ทำให้โลกทั้งใบของคนจนๆแบบเขาดูสวยงามขึ้นมาราวกับต้องมนต์

 

 

     เขายอมรับกับตัวเองว่าคิดเกินเลยกับคุณหนูของบ้าน แต่ด้วยฐานะและความขี้ขลาดทำให้เขาไม่กล้าจะทำอะไรที่แสดงออกถึงความรู้สึกของตน นอกจากลอบมองเกี่ยวเอารอยยิ้มหวานนั่นมาละเมอก่อนนอน น้อยนักที่จะได้ใกล้ชิดตามลำพังกับอีกฝ่าย

 

 

     "งั้นพี่ฮันซลช่วยชิมขนมผมแทนได้ไหม?" ยูตะเสนอ เขาชอบทำขนมมาตั้งแต่ประถม คนในบ้านกลายเป็นเหยื่อชิมขนมของคุณหนูกันทั้งนั้น จนบางทีเวลาเห็นยูตะเข้าครัวก็พากันเลี่ยงหนี ไม่ใช่เพราะไม่อร่อยแต่กลัวเบาหวานจะถามหาเข้าสักวัน ก็เวลาคนตัวเล็กนั่นมาขอให้ชิมทีก็เผลอซัดกันหมดจานเพราะโดนยิ้มสดใสนั่นชวนให้ลืมตัวกันจนเผลอไผล

 

 

     "จะดีหรอครับคุณหนู ผมมันลิ้นจระเข้ กินอะไรก็ถูกปากไปหมด ยิ่งถ้าคุณหนูทำด้วยแล้วคงติไม่ลงแน่" ฮันซลรีบบอก

 

 

     "อะไรกัน ยังไม่ทันชิมก็จะยอแล้วหรอครับ" เสียงใสเอ่ยกลั้วหัวเราะ

 

 

      "ไม่ต้องชิมก็รู้ครับว่าอร่อย ใครๆก็พูดกัน"

 

 

      "สิบปากว่าไม่เท่าลองพิสูจน์นะ พี่ฮันซลช่วยชิมแล้ววิจารณ์หน่อย ผมอยากฝึกเยอะๆจะได้ชินมือ" เด็กหนุ่มขอร้อง

 

 

     "ฝึกไปไหนครับ?" ฮันซลฉงนเมื่อได้ยินคำนั้น

 

 

      "ชู่วว อย่าบอกใครนะ ผมอยากเปิดร้านเบเกอรี่น่ะ" ยูตะขยับเข้าใกล้เอานิ้วชี้แตะริมฝีบ่งบอกว่าเป็นความลับที่ห้ามแพร่งพราย ฮันซลได้ฟังก็ขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนเผยยิ่มเอ็นดูคนตรงหน้า

 

 

     "แบบนี้ต้องขายดีมากแน่ๆเลยครับ" เขาเอ่ยยิ้มๆ ยูตะเงยหน้าสบสายตาเอ็นดูนั่นอย่างแปลกใจ เพราะปกติยามที่บอกใครว่าเขาอยากทำขนมขายเขาก็มักจะได้คำตอบเป็นคำถามประเภท 'แล้วงานของตระกูลละ' 'แล้วฐานะผู้สืบทอดละ' หรือหนักที่สุดก็เป็นคำว่า 'ไร้สาระ'

 

 

     "ไม่แปลกใจหรอครับ?" ยูตะเอียงคอมองใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกบดบังด้วยผมกระเซอะกระเซิงและคราบดิน

 

 

"ไม่นี่ครับ ผมว่าเหมาะดีออก คุณหนูน่ะเหมาะกับขนมน่ารักๆมากเลยนะครับ"

 

 

 

"ทำไมละครับ?"

 

 

 

"ก็คุณหนูน่าระ... ผมหมายถึงคุณหนูดูเหมาะจะชอบทำขนมอะไรแบบนั้นน่ะครับ" ฮันซลที่เกือบหลงตอบตามใจคิดรีบแก้ตัวจนลิ้นแทบพันกันเมื่อตากลมๆนั่นฉายแววตกใจวูบหนึ่ง

 

 

 

"ถ้างั้นพี่ฮันซลชิมให้ผมหน่อยนะครับ"

 

 

   

            “คือ.. งั้นเดี๋ยวผมขอไปล้างมือก่อน” ฮันซลลำบากใจที่จะรับจานอาหารหน้าตาน่าทานมาจากคนตัวเล็ก สองมือหยาบเผลอถูไปกับกางเกงสีหม่นพลางค้อมท่อนบนลงเพื่อจะผ่านหน้าผู้เป็นเจ้านายไป

 

 

            “ไม่ต้องหรอกครับ ผมทำพี่ลำบากใช่ไหมเนี่ย” ยูตะเห็นว่าปลายสายยางอยู่อีกมุมหนึ่งของสวนที่คนตัวสูงต้องฝ่าแดดออกไป

 

 

 

            “ไม่นะครับ! ผมอยากชิม” ฮันซลรีบบอกจนแทบจะเป็นตะโกน ความจริงจังของชายหนุ่มทำให้คนตัวเล็กกว่าไม่กล้าสบตาขึ้นมาดื้อๆ

 

 

 

            “งั้นแค่ชิมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมป้อนแล้วพี่ช่วยคอมเม้นให้หน่อย ที่เหลือผมจะวางไว้” ยูตะเลือกใช้มือตัวเองที่เพิ่งล้างมาหลังออกจากครัวหยิบลงบนชิ้นขนมก่อนจะยื่นไปตรงหน้าคนอายุมากกว่า

 

 

            วินาทีนั้นฮันซลไม่แน่ใจว่าตนกำลังฝันหรือโดนแดดเผาจนหลอนไปเอง เขาไม่เข้าใจว่ายูตะกำลังทำอะไรจนใบหน้าหวานหยดนั่นพยักเพยิดให้ตนสนใจขนมในมือ

 

 

 

“ผมป้อน.. หรือพี่รังเกียจ?” ตากลมๆนั่นทอแววสดใสเสียจนคนมองทำตัวไม่ถูก ฮันซลไม่เคยรู้สึกเคอะเขินขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มือหยาบเผลอลูบแขนลูบหัวไม่หยุดตั้งแต่ต้องยืนอยู่ต่อหน้านากาโมโตะ ยูตะ

 

 

 

ริมฝีปากหยักอ้าออกก่อนงับลงเบาๆแต่มันมากกว่าขนมที่แตะความชื้นของลิ้นร้อน ยูตะเม้มปากแน่นยามที่รู้สึกว่าคนตรงหน้าจงใจละเลียดนิ้วตนเข้าปากไปด้วยแถมยังอ้อยอิ่งราวกับกำลังจุมพิตลงบนนิ้วมือเรียว นัยน์ตาหวานไหววูบรู้สึกร้อนผ่าวลามไปถึงใบหูขณะที่ยังนิ่งอึ้งทำตัวไม่ถูกกับการกระทำอุกอาจของคนสวนหนุ่ม

 

 

 

 

“คุณหนูครับ”

 

 

 

“..ค..ครับ”

 

 

 

“ขออีกคำได้ไหมครับ ผมยังไม่รู้รสเลย” เสียงชายหนุ่มเอ่ยขอ ยูตะจำไม่ได้ว่าตนตอบกลับไปว่าอย่างไร จำได้แค่เสียงหัวใจตัวเองที่ดังก้องอยู่ในอกซ้าย ดังจนชัดเจนทุกจังหวะที่เต้นไปพร้อมกับเริ่มขับขานชื่อของใครบางคน...

 

 

 

 

 

:::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

“ทำไมรีบกลับมาล่ะยูตะ พี่นึกว่าเราจะมาพรุ่งนี้ซะอีก” แทอิลที่ถูกปลุกขึ้นมากลางดึกมองคนที่มากดออดหน้าบ้านอย่างฉงน

 

 

 

“แจมินนอนแล้วหรอครับ?” ยูตะเปลี่ยนเรื่อง ใจเขาตั้งแต่นั่งรถจากโซลมาจนถึงกวังจูมีแต่เรื่องของลูก แต่พอมายืนหน้าบ้านแทอิลและมั่นใจว่าลูกอยู่ข้างในเขากลับสับสนขึ้นมาว่าตนกำลังทำอะไรอยู่

 

 

 

“สักสองสามชั่วโมงแล้วล่ะ จะรับไปไหมพี่จะได้ปลุก”

 

 

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ...ฝากพี่แทอิลไปส่งแจมินพรุ่งนี้ที่โรงเรียนด้วยนะครับ” ยูตะไม่กล้าแม้แต่จะเจอหน้าลูกยามนี้ เขาหวั่นเกินกว่าจะปลุกลูกที่กำลังฝันดีขึ้นมาเจอความทุกข์ระทมของตน แค่ชั่วเวลาที่คิดว่าตัวเองจะพาลูกหนีอีกครั้ง ตกระกำลำบากอีกครั้งเขาก็สงสารเด็กน้อยแก้มใสนั่นขึ้นมาจับใจ

 

 

 

“มีเรื่องอะไรรึเปล่ายูตะ?”

 

 

 

 

“ผมขอโทษนะพี่ แต่ทางนั้นเขาปฎิเสธเรามา” ยูตะโค้งขอโทษให้อีกฝ่าย อดโทษตัวเองไม่ได้ว่าถ้าแทอิลส่งคนอื่นไปอาจจะมีโอกาสได้รับความเมตตามากกว่าตน

 

 

 

 

“..ช่างมันเถอะ ถือว่าเราพยายามกันแล้ว” แทอิลหน้าเสียแต่ก็พยายามจะไม่ทำให้น้องชายคนสนิทรู้สึกแย่กว่าที่เป็น “เข้าบ้านไหม ตรงนี้หนาวนะ”

 

 

 

“ไม่ครับ ผมกลับไปนอนที่บ้านดีกว่า ขอโทษที่มากวนนะครับพี่” ยูตะโค้งซ้ำ ดวงตาหม่นมองลอดเข้าไปในบ้านแอบหวังว่าอาจจะได้เห็นหน้าลูกชายทั้งๆที่รู้ว่าห้องที่เด็กๆนอนไม่ได้อยู่ทางทิศนั้น แทอิลมองท่าทางยูตะอย่างไม่เข้าใจนักแต่ไม่ห้ามอะไรเพราะตนก็มีเรื่องให้คิด

 

 

อดีตเด็กหนุ่มจากโอซาก้าหอบข้าวของกลับไปทางบ้านตัวเองที่ห่างออกไปประมาณสามกิโลเศษๆ ชุมชนแถวนี้ไม่ได้มีคนมากและไม่วุ่นวาย บ้านเรือนตั้งไม่ได้ห่างกันมากแต่ยังมีความเป็นส่วนตัวอยู่ เพื่อนบ้านปรองดองกันดี เรื่องโจรมาขโมยนานๆทีถึงจะเข้าหูสักครั้ง ยูตะเช่าบ้านขนาดกลางหลังหนึ่งได้เมื่อสามปีก่อน เจ้าของย้ายไปทำงานที่อื่นครั้นแถวนี้ไม่ได้มีคนพลุกพล่านจนมีคนมาเช่ามากมาย ดังนั้นคุณแม่ตัวเล็กเลยได้สิทธิ์เช่ามันในราคาที่ถูกกว่าปกติ

 

 

 

บ้านชั้นเดียวที่อยู่สบายพอสำหรับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีห้องเป็นสัดเป็นส่วนและเฟอร์นิเจอร์ที่เขาทยอยซื้อสะสมเป็นเครื่องการันตีว่าชีวิตของยูตะและแจมินกำลังดีขึ้น ทุกอย่างกำลังมั่นคงและไปได้สวย

 

 

 

เขาจะทิ้งที่นี่ไปได้ยังไง?

ยูตะยืนมองบานประตูบ้านตัวเองพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างอัดอั้น เขาจะเป็นคนร้ายที่ฉกฉวยความสุขที่แจมินเพิ่งจะได้มีมันเหมือนเด็กคนอื่นไปได้ยังไง

 

 

 

ยูตะไม่รู้ว่าตนควรจะทำยังไงต่อไปดี..

 

 

 

 

 

 

::::::::::::::::::::::

 

 

 

 

            ในเมื่อยังทำอะไรไม่ถูกและตัดใจทิ้งอะไรไม่ได้ทั้งบ้านและแทอิลที่กำลังรับภาระหนัก ยูตะจึงพาตัวเองในสภาพที่นอนไม่พอมาทำงานในเช้าวันรุ่งขึ้น ภาพอ่อนล้าของตนถูกเพื่อนร่วมงานเอ่ยทักอย่างเป็นห่วงแต่ยูตะทำเพียงแค่ยิ้มรับบางๆ คนตัวเล็กพาตัวเองไปกินข้าวพร้อมกับคนงานคนอื่นๆในโรงครัวและวางแผนจะใช้ช่วงพักเที่ยงที่เหลือพักเอาแรงเสียหน่อย

 

 

 

            “นั่นใครมากับคุณแทอิลอ่ะแก ลูกค้าใหม่หรอ” เสียงฮือฮาดังขึ้นในโรงครัว สาวๆทั้งมีอายุไม่มีอายุพากันไปออที่ปากประตูจนแน่นขนัด ยูตะที่เพิ่งทานข้าวเสร็จมองความตื่นเต้นของพวกหล่อนแล้วยิ้มขำ

 

 

 

            “แต่งตัวไม่เหมือนลูกค้าเลย แต่หล่อหยั่งกะดาราแนะ” สาวๆวิจารณ์กันสนุกทำท่าทำทางชวนฝันไปพร้อมๆกับชะเง้อมองคนด้านนอก ยูตะที่กำลังจะออกไปเลยพลอยสนใจตามไปด้วย

 

 

 

            “พี่ยูตะรู้จักไหม ดูรวยสุดๆเลย...” เสียงหล่อนหายไปจากโสตประสาทพร้อมๆกับรอยยิ้มของยูตะที่จางหายไปเมื่อเห็นหน้าแขกที่กำลังเดินดูรอบบริเวณโรงงานกับพี่ชายที่เขาเคารพ

 

            ผู้ชายคนนั้นยูตะหันหลังกลับเข้ามาในโรงครัว ไม่สนเสียงเรียกของคนงานสาวๆที่อยากรู้อยากเห็น มือเขาสั่นจนต้องยกขึ้นมาถูกันไว้และพยายามเรียกสติ ไม่รู้ว่าทำไม่ยูตะนึกกลัวเขาขึ้นมาจับใจขนาดนี้ แม้จะคาดไว้ว่าอีกฝ่ายอาจจะตามเขาเจอได้ในไม่ช้าแต่แค่ชั่ววันมันเร็วเกินไปที่เขาจะรับมือ

 

ยูตะยังตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจอหน้าเขาอีกครั้งจะปั้นสีหน้าไหนไปเจอ ทั้งที่เกลียดเขาปานนั้นแต่ดันใจง่ายปล่อยให้เขาเชยชมเหมือนคนหน้ามืด

 

 

 

ยูตะคนโง่

 

 

 

“พี่ยูตะ พี่แทอิลให้มาเรียกไปที่สำนักงานค่ะ” เสียงคนงานรุ่นน้องคนหนึ่งบอกเขาพร้อมเอื้อมมือมาสะกิด ยูตะพยักหน้ารับรู้ก่อนจะถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ เขาจำใจเดินออกจากโรงครัวตรงกลับไปสำนักงานของเจ้านาย พับแผนที่จะงีบพักเอาไว้เพราะแค่เห็นหน้าใครบางคนที่นี่เขาก็หลับไม่ลงแล้ว

 

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดกางเกงยีนส์สีดำกับเสื้อไหมพรมคอเต่าสีน้ำเงินแขนยาวไม่ได้มีลวดลายอะไร ยูตะอยากจะบอกว่ามันไม่ได้ดูดีสักนิดแต่เขาคงโกหกเมื่อกางเกงทรงขากระบอกนั่นกลับยิ่งทำให้ช่วงขาของผู้ชายคนนั้นยิ่งดูยาวขึ้นไปอีก เสื้อไหมพรมที่เขาเอามาใส่แทนสูทหรูแบบที่ยูตะเจอวันก่อน มันกลับทำให้เขาดูลดความตึงเครียดลง แต่ถึงแบบนั้นยูตะก็ไม่คิดจะชื่นชมเขาหรอกเพราะดูยังไงชุดมันก็ลำลองเกินไปสำหรับการมาติดต่องาน

   

 

            “ยูตะ นี่คุณโซล ได้เจอกันแล้วใช่ไหมล่ะ?” แทอิลรีบแนะนำทันทีที่เขาเข้าไปในห้อง แต่เหมือนเพิ่งนึกได้ว่ายูตะได้เจอกับผู้ชายคนนั้นมาก่อนแล้ว

 

 

 

            “ครับ ผมเจอคุณยูตะก่อนแล้ว ขอบคุณที่เป็นธุระไปคุยกับทางเรานะครับ” ไม่ใช่แทอิลแต่เป็นเขาที่หันมาตอบเจ้านายของยูตะ ร่างบางไม่มองหน้าเขาหันไปสนใจแต่พี่ชายที่เคารพที่กำลังเกร็งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องรับหน้าเจ้าหนี้ของตน

 

 

 

            “แล้วข้อเสนอที่คุณโซลบอกคืออะไรหรอครับ?” แทอิลเอ่ยถามเจ้าหนี้ ยูตะมองพี่กับผู้ชายคนนั้นอย่างไม่เข้าใจนักจนเสียมารยาทเอ่ยถาม

 

 

            “ข้อเสนออะไรหรอครับ?”

 

 

            “คุณโซลเขาบอกว่ามีข้อเสนอที่จะช่วยทางเรา แต่จะบอกพี่ตอนที่ยูตะมาฟังด้วย” แทอิลอธิบาย ถึงจะไม่หันไปมองหน้าตรงๆยูตะก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยกยิ้มกวนอารมณ์เขาอยู่

 

 

 

            “มันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผมไม่ใช่หรอครับ?”

 

 

 

            “เกี่ยวสิ” ร่างสูงขยับขึ้นไปนั่งบนมุมโต๊ะทำงานของแทอิลแบบไม่สนใจจะรักษามารยาทนัก และเจ้าของโต๊ะก็ดูไม่ใส่ใจจะเข้มงวดเรื่องมารยาทตอนนี้ “ผมมีข้อเสนอให้คุณนะคุณแทอิล จากที่ผมเพิ่งสำรวจคร่าวๆและจากข้อมูลที่ผมมี อย่าหาว่าดูถูกกันเลย แต่มันค่อนข้างยากที่คุณจะรักษาโรงงานนี้ไว้ตามลำพังต่อให้ผมยอมผ่อนผันให้คุณตามที่คุณยูตะเคยมาขอร้อง”

 

 

            “....”

 

 

            “ดังนั้นถ้าจะให้ผมช่วยให้ที่นี่รอด ผมจะเอาเงินถมหนี้เก่าของคุณให้และซื้อที่ดินผืนนี้ออกมาเป็นสิทธิ์ขาดในชื่อของโรงงาน แต่นั่นถือว่าคุณจะต้องเซ็นร่วมหุ้นกับผมแบ่งกันคนละครึ่ง”

 

 

            “มันไม่มากไปหน่อยหรอคุณ?” เป็นยูตะที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนแทอิล การแบ่งหุ้นครึ่งหนึ่งก็คือการเป็นเจ้าของร่วมกันดังนั้นผู้ชายคนนั้นจะมีสิทธิ์ที่นี่พอๆกับแทอิล ซึ่งไม่รู้ว่าเขามีเจตนาอะไรแอบแฝงอยู่

 

 

            “มันเป็นข้อเสนอของผม แต่ไม่ต้องห่วงผมไม่ลงมายุ่งเรื่องที่นี่หรอกนอกจากจะวางระบบการทำงานใหม่บ้างให้มันดูเป็นสัดเป็นส่วน ผมเป็นนักลงทุนและเก็งกำไรไม่ได้สนใจจะเป็นเจ้าของอะไร แค่สภาพที่นี่ตอนนี้มันไม่ไหวแน่ถ้าคุณจะพยุงคนเดียว ดีซะอีกไม่ใช่หรอที่มีคนร่วมลงทุน ที่ดินก็เป็นชื่อโรงงาน ผมไม่ได้เอาอะไรของที่นี่ไปสักหน่อย” จี ฮันซลระบายยิ้มที่ไม่ทำให้ยูตะสบายใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

 

 

            “แล้วผมต้องแลกกับอะไร?” แทอิลเองก็ไม่เชื่อว่าเจ้าหนี้ของเขาจะมีข้อต่อรองเป็นแค่หุ้นครึ่งหนึ่งของโรงงานที่ใกล้จะไปไม่รอด

 

 

            “คนของคุณ”

 

 

            “หมายความว่ายังไง?” แทอิลตกใจแต่เมื่อมองตามสายตาเจ้าหนี้ของตนที่มองตรงมายังร่างบางข้างตัวที่ตอนนี้ยิ่งตาโตขึ้นไปอีก “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ”

 

 

            “ผมต้องการให้ยูตะไปกับผม ถ้าคุณตกลงผมก็จะช่วยทุกอย่างตามที่ผมพูดมา”

 

 

            “นี่มันอะไรกันคุณ” แทอิลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “พวกเราทำงานสุตจริตนะไม่ได้ขายตัว”

 

 

            “ก็แล้วแต่คุณจะนิยาม แต่ผมก็จะเอาคุณยูตะไปทำงานด้วยเหมือนกัน” ฮันซลยิ้มเยาะ น้ำเสียงที่เขาใช้มันบ่งบอกชัดว่าไม่ใช่แค่งานธรรมดาแน่ๆที่รอยูตะอยู่หากร่างบางต้องไป

 

 

            “ยูตะนี่มันเรื่องอะไรกัน?” แทอิลตามไม่ทัน เขาเห็นน้องชายกำมือแน่นใบหน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธแต่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เอาแต่มองจ้องผู้ชายคนนั้นไม่ลดละ

 

 

            “ผมให้เวลาพวกคุณคิด อ่อ วันนี้ผมมาช้าไปเลยไม่ได้ดูพวกคุณตั้งระบบงานแต่ละวัน พรุ่งนี้เช้าผมจะมาดูและหวังว่าจะได้คำตอบจากพวกคุณ” ฮันซลไม่สนใจจะลาเขาเดินตัวปลิวควงกุญแจกับนิ้วออกไปยังลานจอดรถ ในขณะที่สองพี่น้องต่างสายเลือดได้แต่จมอยู่กับความเงียบงัน

 

 

            “นี่มันเรื่องอะไรยูตะ พี่ไม่เข้าใจ”

 

 

            “ผมไม่รู้” ยูตะตาแดงขึ้นเรื่อยๆและใกล้จะเขื่อนแตกอีกทำนบ

 

 

            “ไม่รู้ได้ยังไง ทำไมจู่ๆโรงงานพี่ถึงกลายไปเป็นเครื่องต่อรองกับตัวเราได้ พี่ไม่เข้าใจ” แทอิลคาดคั้น เขาเครียดและหาทางออกไม่ได้ ความคิดยุ่งเหยิงไปหมด

 

 

            “ผมไม่รู้ ผมขอโทษ ผม..”

 

 

            “ยูตะ! คนอีกเป็นสิบกำลังจะตกงานนะ จะไม่อธิบายอะไรเลยหรอ พี่จะปล่อยเราไปให้เขาได้ยังไง แต่พี่ควรจะทำยังไง?” แทอิลกุมขมับตะโกนออกมาอย่างอัดอั้น ในขณะที่คนเป็นน้องทรุดลงไปนั่งกับพื้นปล่อยน้ำตาลงมาอาบหน้า มือน้อยๆของยูตะเอื้อมไปกุมมือแทอิลไว้ทั้งที่ตนเองไม่มีกำลังใจเหลือจะให้ใคร

 

 

            “เขาเป็นใครกันแน่ยูตะ ทำไมเราถึงเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำไมคนข้างนอกนั่นต้องกลายมาเป็นของเดิมพันกับเรา?” แทอิลปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้น เขาไม่รู้ว่าตนเองพลาดอะไรไป เขาไม่รู้ว่าโชคชะตาเล่นตลกอะไรกับชีวิตกันแน่

 

 

            “ผมขอโทษ ผมขอโทษพี่แทอิล ผมขอโทษ” ยูตะซบหน้ากับตักพี่ชาย

 

 

            “ยูตะ เราเป็นพี่น้องกันนะ” แทอิลซบหน้าลงบนกลุ่มผมของคนตัวเล็ก เขาจะปล่อยน้องที่ตนรักไม่ต่างจากคนร่วมสายเลือดไปเข้าปากคนหน้าเงินแบบนั้นได้ยังไงกัน

 

           

 

            “เขาเป็นพ่อแจมิน” ยูตะเอ่ยสารภาพไม่เต็มเสียง

 

 

            “อะไรนะ”

 

 

            “ผู้ชายคนนั้น.. เขาเป็นพ่อของแจมิน” ยูตะกลืนก้อนความขมขื่นลงคอแล้วเอ่ยช้าๆชัดๆ แทอิลตาเบิกโพลงอย่างตกใจกับความจริงที่ได้รู้ เขาไม่เคยถามน้องเรื่องพ่อของหลานชายและไม่คิดจะถามเพราะคิดว่าระหว่างยูตะกับผู้ชายคนนั้นคงจบกันไม่สวยนัก น้องเขาถึงระหกระเหินมาไกลขนาดนี้

 

 

            “ไม่อยากจะเชื่อ”

 

 

            “ผมก็ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องจริง” ยูตะเช็ดน้ำตา เขาควรจะหยุดร้องไห้สักที เขาเอาแต่ร้องไห้มาตลอดตั้งแต่ที่ได้พบหน้าคนใจร้ายอีกครั้ง เขาควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อจบเรื่องบ้าๆนี่

 

            “ส่งผมไปพี่แทอิล” ยูตะบีบมือพี่ชายแน่น

 

 

            “แต่เขา..”

 

 

            “ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้วพี่แทอิล ผมโง่เสียตัวให้เขาตั้งแต่สิบแปด ท้องโย้ลูกเขาจนขายขี้หน้าไปทั้งบาง ไม่มีอะไรที่ผมจะเสียให้ผู้ชายคนนั้นแล้ว ถ้าผมไปแล้วที่นี่รอดผมจะทำ” ยูตะเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว เขารู้สึกว่าตนกำลังกลับไปเป็นยูตะคนนั้น คนที่ตัดสินใจหอบลูกออกมาตายเอาดาบหน้า คนที่ยอมทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง

 

 

            “มันควรจะมีวิธีที่ดีกว่านี้” แทอิลร้องไห้ออกมา เขารู้ว่าถ้ายูตะไป ยูตะต้องวนกลับไปเจอความเสียใจจากผู้ชายคนนั้นอีกแน่ๆ เขาจะปล่อยน้องไปเจอกับอดีตที่เลวร้ายแบบนั้นอย่างเห็นแก่ตัวได้ยังไง

 

 

            “วิธีที่ดีกว่านี้มันอาจจะมี แต่มันมาไม่ทัน” ยูตะหยุดร้องไห้ เขาต้องเข้มแข็งในขณะที่พี่ชายอ่อนแอ เขาไม่อยากให้แทอิลยิ่งอ่อนไหวไปมากกว่านี้เพราะทุกอย่างจะพังลงจริงๆ

 

 

 

            “ยูตะ”

 

 

 

            “ผมไม่ทำเรื่องนี้ฟรีๆหรอก พี่เองก็ต้องตอบแทนผมเหมือนกัน” ยูตะเอ่ยอย่างเย็นชา แทอิลเงยหน้าสบตาคนเป็นน้องเพื่อรอฟังว่าตนจะต้องทำอะไร

 

 

            “อย่าให้เขารู้เรื่องแจมิน พี่ต้องช่วยผม”

 

 

 

::::::::::::::::::::::::::::

 

 

 

            แจมิน เด็กน้อยที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าผืนผ้าใบสีขาว เด็กชายที่เป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของยูตะ ในฐานะแม่ยูตะทุ่มเทชีวิตที่เหลือเพื่อลูกน้อยของเขา เขาพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดตอนที่อุ้มท้อง แม้ในอกจะมีแต่ความชอกช้ำแต่ก็ยังพยายามจะกินให้มากที่สุด บำรุงให้มากที่สุด จนเขาสามารถคลอดเด็กที่น่ารักที่สุดออกมาลืมตาดูโลก

 

 

ยูตะทุ่มเทให้ลูกมาก เขาพยายามดูแลเด็กชายอย่างดีแต่เขาเองก็ต้องดูแลตัวเอง หลังจากคลอดแจมินได้แปดเดือน ยูตะกลับไปสอบเทียบชั้น ไปเข้าเรียนหลักสูตรวิชาชีพที่ให้การฝึกอบรมเก็บเวลาเพื่อเอาใบประกาศ เขาลำบากมากช่วงนั้นเพราะนากาโมโตะ ยูตะไม่ใช่คุณหนูของบ้านอีกต่อไปแล้ว

 

 

แม่ของเขารับเอาอีกครอบครัวเข้ามาอยู่ในบ้านตอนที่เขาท้องได้เจ็ดเดือน อีกครอบครัวที่ยูตะไม่เคยรู้มาก่อน แม่มีลูกอีกคนวัยไล่เลี่ยกับยูตะ นั่นเป็นความจริงที่ว่าแม่เขาคบชู้ตั้งแต่ที่พ่อยูตะยังไม่เสียไปด้วยซ้ำ ฉากหน้าครอบครัวสุขสันต์ที่ยูตะเคยมีในความทรงจำถูกฉีกซะขาดวิ่น เขาเหมือนนกไร้รัง จับต้องอะไรไม่ได้สักอย่าง ไม่รู้ว่ามีอะไรในชีวิตยูตะที่เป็นความจริงบ้าง

 

ศักดิ์ศรีของเขาถูกลดลง ถึงจะเป็นนากาโมโตะแต่เขากลับถูกปฎิบัติไม่ต่างจากคนใช้ในบ้าน แม่ไม่ได้สนใจเขาอีกนอกจากสั่งว่าห้ามเขาแบกท้องออกไปประจานหน้าหล่อนนอกบ้าน หลังคลอดยูตะทำงานไม่ต่างจากคนใช้ แต่เขากลับไม่ได้เงินสักบาท แม่ไม่ได้เหลียวแลเขา ให้แค่ที่ซุกหัวนอนกันแดดกันฝน และจิกใช้ตามคำสั่งของคนพวกนั้น ยูตะไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อนมให้ลูกด้วยซ้ำทั้งๆที่เขาเป็นทายาทของตระกูล

 

ในขณะที่แม่อายที่เขาท้องแต่กลับไม่อายที่จะเริ่มควงชู้รักกับลูกอีกคนออกหน้าออกตา เสียงครหาดังแผ่วไปทั่ว หล่อนเป็นผู้หญิงที่แต่งเข้ามาไม่ใช่สายเลือดโดยตรงของตระกูล พอสามีตายได้ขึ้นเป็นประมุขตระกูลดูแลธุรกิจแทนแต่กลับไร้ยางอายเอาผู้ชายที่ไหนไม่รู้มายกย่องออกหน้า ทั้งยังให้เขามานั่งตำแหน่งบริหารในบริษัท

 

ยูตะไม่ได้สนใจแม่ เขาไม่ได้สนใจใครอีกแล้วนอกจากลูกของเขา เขาทำงานตามที่ต้องทำ อยู่อย่างสงบเสงี่ยมและอดทน แต่สุดท้ายความอดทนของเขากับตระกูลนากาโมโตะก็สิ้นสุดลงเมื่อเย็นวันที่ยูตะไปฝึกอบรมกลับมา เขาเห็นว่ามารดาของเขากำลังกรอกนมร้อนๆแบบไม่รออุ่นใส่ปากแจมินที่ร้องไห้ลั่น เขารีบเข้าไปหาลูก เขาตะโกนใส่แม่อย่างไม่เข้าใจ คำตอบที่ได้กลับมาเพราะหล่อนรำคาญเสียงร้องของแจมิน รำคาญเสียงหลานแท้ๆของหล่อน

 

ยูตะอุ้มลูกแนบอกพลางร้องไห้ แม่ทำร้ายร่างกายเขาทุกครั้งที่อารมณ์เสียตั้งแต่ที่โดนฟาดครั้งนั้น แต่ยูตะก็อดทนเพราะหล่อนเป็นแม่ เป็นผู้ให้กำเนิด เขาทนได้ จะเจ็บกว่าเนื้อแตก หรือบวมช้ำทั้งตัวก็ได้ แต่แม่จะทำกับแจมินแบบนั้นไม่ได้

 

            เงินก็ไม่มี งานก็ไม่มี อนาคตก็มองไม่เห็น แต่ยูตะไม่อาจจะให้ลูกทนอยู่ใต้เงาของนากาโมโตะอีกต่อไป ไม่ว่าหลังจากนั้นหล่อนจะทำอะไรกับอาณาจักรที่ตระกูลเคยสร้างไว้ยูตะก็ไม่คิดจะสนใจมันอีกแล้ว

 

 

            เขาหอบเงินก้อนสุดท้ายที่เขาเคยตั้งปณิธานว่าจะไม่หวนกลับไปแตะต้องมันอีก เขายอมลดศักดิ์ศรีเพื่อเอามันมาใช้เป็นต้นทุนในการหนีออกจากโอซาก้า

 

 

 

            “แม่ แม่ครับ” แจมินดึงชายเสื้อมารดาเบาๆ

 

 

            “หืม อะไรครับ?” ยูตะสะดุ้งหลุดจากภวังค์ ก้มมองลูกชายของตนที่เมื่อครู่ยังนั่งวาดรูปอยู่กับพื้น

 

 

            “มีรถมาหน้าบ้านครับ” เด็กชายรายงาน ยูตะฉงนเพราะนั่นก็เกือบสามทุ่มแล้วปกติบ้านเขาไม่ได้รับแขกบ่อยนัก เขาชะเง้อมองเห็นไฟหน้ารถสว่างจ้าอย่างลูกว่าจริงๆเลยเผยยิ้มบางก่อนก้มลงจูบกระหม่อมเด็กชายตัวเล็ก

 

 

            “ทำการบ้านให้เสร็จนะคนเก่ง เดี๋ยวแม่ไปดูเอง” ยูตะสั่ง

 

 

            “ได้เลยครับ” แจมินตะเบ๊ะเลียนแบบทหาร ยูตะยิ้มเอ็นดูก่อนจะผละจากลูกออกมาเปิดประตูหน้าบ้านเพื่อดูว่าใครเป็นแขกยามวิกาล

 

เมื่อเขาเดินมาถึงตัวรถที่ติดเครื่องทิ้งไว้แต่กลับไม่เห็นคนขับ ยูตะมุ่นคิ้วมองสำรวจรถไม่คุ้นตาก่อนจะแทบหงายหลังเพราะตกใจคนที่เข้าประชิดตัว

 

 

“คุณ!” ยูตะตะโกนใส่เขา เกือบหัวใจวายเพราะคิดว่าเป็นผู้ร้ายแต่คิดอีกทีอาจจะร้ายยิ่งกว่าที่เขามาที่นี่ “มาที่นี่ทำไม กลับไปเลยนะ”

 

 

“อะไรกัน แขกมาถึงก็ไล่เลยหรอ”

 

 

“ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ คุณโซล” ยูตะถอยห่างเมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้จนแทบประชิดตัว

 

 

“ไม่เรียกพี่ฮันซลแล้วหรอ... พี่ฮันซลของยูตะ พี่ฮันซลของคุณหนูยู-

 

 

เพี๊ยะ!

ยูตะตบหน้าเขาไม่เบานัก เกลียดท่าทางล้อเลียนยามที่เอ่ยคำที่ยูตะเคยใช้เรียกเขา ยูตะได้กลิ่นเหล้าและรู้ว่าเขาคงไปดื่มมา แต่เขาไม่ควรจะพูดถึงมันอีก ไม่ควรจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาเพื่อย้ำเตือนความโง่เง่าของยูตะอีก!

 

 

“ทำไม? ทนฟังไม่ได้หรอว่าเคยรักกันมากแค่ไหน รังเกียจมากนักรึไงไอ้คนสวนนั่นน่ะ!” ฮันซลหันมามองคนตัวเล็กอย่างเอาเรื่อง เขาลูบทับรอยนิ้วที่ประทับบนหน้าที่ชาไปทั้งแถบ

 

 

 

“เลิกบ้าแล้วกลับไปซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ!” ยูตะผลักอกเขา เป็นอีกครั้งที่ขอบตาร้อนผ่าวจนอยากจะร้องไห้ ตั้งแต่เจอหน้าผู้ชายคนนี้เขาร้องไห้มากจนลืมไปแล้วว่าบ่อยแค่ไหน

 

 

“กลัวใครจะมาเห็นรึไง รึกลัวผัวใหม่มันจะมาเห็นว่าผัวเก่ามาหา!

 

 

“ไอ้บ้า!!! หุบปากแล้วไปซะ เมาแล้วก็ไปซะไป!!!” ยูตะผลักอกเขาซ้ำ กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เขาโกรธจนแทบอยากจะฆ่าผู้ชายไร้สติตรงหน้า

 

 

“ทำไม ไหนมันอยู่ไหน เรียกมันออกมาสิ?” ฮันซลทำท่าจะเดินเข้าไปหาเรื่องในบ้านเขาจริงๆ ยูตะกระชากคนเมากลับมาแล้วผลักซ้ำจนร่างสูงเซไปชนกับรถตัวเอง

  

 

“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณเลยคุณโซล” ยูตะเชิดหน้าขึ้นสูดลมหายใจ

 

 

“งั้นหรอ รักกับมันมากงั้นสิ” ฮันซลเอ่ยถามซ้ำ ยูตะไม่เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไร และไม่เชื่อน้ำเสียงที่เจือแววเจ็บปวดนั่นด้วย

 

 

“มากแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับคุณอยู่ดี กลับไปซะ อย่ามาเป็นอันธพาลแถวนี้” ยูตะย้ำอีกครั้งและดูเหมือนจี ฮันซลจะมีสติขึ้นมาบ้าง

 

 

“ก็ได้... ด.. เด็กนั่นใคร?” ฮันซลที่กำลังจะยอมล่าถอยหันไปสะดุดตากับเด็กชายที่ยืนมองอยู่ตรงประตูบ้านยูตะ

 

 

ร่างบางรีบหันขวับอย่างตกใจ เขาไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้เจอแจมิน แต่คงไม่ทันแล้วเมื่อเด็กชายที่มือยังกำสีเทียนอยู่เต็มมือออกมายืนดูสถานการณ์ที่กลางประตูบ้าน

 

 

 

“แจมินเข้าบ้าน” ยูตะสั่งลูก หันมาผลักเขาพร้อมกระชากเปิดประตูรถ แต่เด็กชายยังไม่ยอมไปไหนเหมือนทำอะไรไม่ถูก

 

 

 

“แจมิน!! ไม่ได้ยินที่สั่งหรือไง เข้าไปในบ้าน!!!” เขาตวาดลูกเพราะความร้อนรน เด็กชายวิ่งผลุบหายเข้าไปในตัวบ้าน ยูตะจัดการยัดคนเมากลับเขาไปในรถหรูแล้วปิดประตูตาม

 

 

 

ฮันซลที่ยังตามสถานการณ์ไม่ทันได้แต่งุนงงกับเรื่องทั้งหมดและท่าทางของยูตะ

 

 

“ไปซะสิ” ยูตะกำชับ ร่างสูงที่สร่างเมาแล้วพ่นลมหายใจหนักๆเมื่อมองหน้าอดีตคนรักที่ยืนกอดอกรอส่งด้วยสีหน้าที่ไม่ใช่ความยินดีแม้แต่นิด เขาขับรถออกมาและมุ่งตรงกลับไปยังโรงแรมที่พักที่ห่างออกไปเกือบสิบห้านาที

 

 

ยูตะรีบกลับเข้าบ้านตรวจล็อกประตูสามสี่รอบก่อนจะทรุดตัวลงพิงประตูอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เขาอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออกได้แต่ก้มหน้าซบกับเข่าตัวเอง

 

 

“แม่เจ็บหรอครับ?” เสียงเล็กของเด็กชายเอ่ยถาม ยูตะเงยหน้ามองดวงตาใสแป๋วของเด็กชายที่มองมายังตนอย่างห่วงใย เหมือนโลกทั้งใบของยูตะถูกเขย่าด้วยมือน้อยๆที่ยื่นมาลูบแขนเขาอย่างปลอบโยน

 

 

“แม่ขอโทษที่เสียงดังใส่หนู” ยูตะรวบร่างเล็กมาก่อน กดจูบที่กลางหัวกลมด้วยความรู้สึกผิด เขากลัวแจมินจะเข้าใจผิดที่ตนขึ้นเสียงใส่แบบนั้น

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แจมรู้ว่าแม่ไล่เพราะเป็นห่วงแจม” เด็กชายยิ้มร่า พูดอวดว่าตนเข้าใจยูตะดีแค่ไหน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ยูตะเผยความอ่อนแอออกมาให้เห็น น้ำตาหยดเล็กๆไหลลงที่หางตาแต่มือน้อยของเด็กชายก็รีบเช็ดมันออก

 

 

“คุณคนนั้นเขาทำแม่เจ็บหรอฮะ แม่อย่าร้องเลยนะ” แจมินถามอย่างกังวล ยูตะรัดกอดลูกแน่นขึ้นก่อนจะปล่อยให้ตัวเองร้องไห้กับเสื้อของลูกชาย เด็กชายทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่ส่งมือน้อยๆโอบกอดมารดาพร้อมกับลูบเบาๆ

 

 

 “แม่ขอโทษนะ แม่ขอโทษ” ยูตะกระซิบบอกลูก เพราะไม่รู้ว่าถูกหรือไม่ที่ตนตัดสินใจที่จะให้แจมินไม่มีพ่อต่อไปทั้งๆที่เขามีพร้อมกว่ายูตะทุกอย่าง เขาอาจทำให้แจมินมีความสุขและมีอนาคตที่ดีกว่านี้

 

 

“แจมไม่โกรธแม่เลย แจมไม่เคยโกรธแม่เลยนะ” แจมินที่คิดว่ายูตะขอโทษตนเรื่องที่ตวาดใส่รีบบอกพร้อมรอยยิ้มจนตาปิด

 

 

“แจมรู้ว่าแม่รักแจมที่สุดในโลก” แจมินพูดยิ้มๆ ยูตะยิ้มตามลูกเขาไม่แปลกใจที่ลูกรู้ในเมื่อเขาบอกลูกชายอยู่ทุกคืนก่อนนอน

 

 

“แม่ก็รู้ว่าแจมินรักแม่” ยูตะตอบลูก

 

 

“ที่สุดในโลกด้วยสิครับ” แจมินท้วง

 

 

“ครับ แม่รู้ว่าแจมินรักแม่ที่สุดในโลกเลย” 






-------------------

100%

รายละเอียดที่อยากใส่เยอะมากเลยค่ะ เลยไม่อยากหั่นจบมันห้วนไป

เอาเป็นว่าตอนหน้าจบนะคะ ขอโทษอีกที 

รอบนีัเกี่ยวก้อยเลยว่าจบจริง และจะมาเร็วๆค่ะ



#wakeHT

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

530 ความคิดเห็น

  1. #525 Trexjj12 (@papangnapaporn) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 21:04

    หน่วงไปหมด
    #525
    0
  2. #506 FAHKRAMXTER (@UchihaSorashi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 18:13
    มันต้องเกิดอะไรซักอย่างที่หนักมากจริงๆแน่ๆเลยอะ ฮือออ
    #506
    0
  3. #494 เคเฮชเย็นเย็น (@loveddie) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 20:04
    ไม่ร้องนะลูก คือเข้าใจผิดทั้งคู่ใช่ไหมถ่อแม่เนี่ย
    #494
    0
  4. #418 pcypth (@supershow2) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 23:33
    น้องแจมน่ารัก หนูต้องไม่ร้องไห้นะลูกกก TT
    พี่ซลแม่มโคตรรรรรรรรรรรรม!!!!!!!
    โกรธมากกกกก เดี๋ยวเถอะะะ
    #418
    0
  5. #312 `ซังนัมจายูตะ (@hibayama8018) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:26
    ด่าฮันซลไปพาร์ทแรกพอมาอ่านพาร์ทสองแล้วก็ตงิดใจ เหมือนฮันซลเองก็มีเรื่องอะไรที่ไม่พอใจยูตะอยู่เหมือนกัน
    เหมือนแต่ละฝ่ายก็มีความแค้นในใจของตัวเองแต่แค่ตอนแรกรู้จากมุมยูตะคนเดียวเลยเริ่มสงสัยแล้วว่าของฮันซลคืออะไร
    โอ้โห มันจะหักมุมไหม...
    #312
    0
  6. #289 pum2purin_ (@pum_lss) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 17:45
    นี่ว่าแม่ยูตะอะไล่ฮันซลแน่ ๆ ละยัยยูก็โดนแม่หลอกว่าซลอะหนีไป แม่ยูนั่นแหละร้าย ขอเดา!!!
    #289
    0
  7. #275 LK_8807 (@alice59) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 00:52
    ซลต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆไม่งั้นคงไม่ทำร้ายยูขนาดนี้  

    อยากจะรู้จริงๆถ้าซลรู้ว่าแจมเป็นลูกจะเป็นไง
    #275
    0
  8. วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 02:07
    โอโห้ นี่มันยิ่งกว่าปีศาจซะอีก
    แต่พิซลเหมือนมีความหลังอะไรสักอย่าง ทรยศ?? ใครทรยศอ่ะ??
    เรื่องที่ยองโฮบอกว่าน้องแอบเอาอะไรมาให้ก็เหมือนมีเงื่อนงำบ้างอย่าง
    แต่จีฮันซลก็ควรมีความเป็นคนบ้างป่ะ!! นี้มันใจร้ายเกินคนไปแล้ว!!
    ทำไมต้องทำกับน้องแบบนี้ด้วย!!
    ฮือออ ไรท์ทำเราน้ำตาคลอตอนฉากน้องแจมกับยูตะอ่ะ ฮืออ
    #268
    0
  9. #260 NkMt- (@NkMt-) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 21:34
    คือแม่ยูตะทำไมทำกับหลานและลูกตัวเองแบบนี้ยูตะหนีมาดีแล้วอะสงสาร ฮันซลนี่อยากตบจังเลยค่ะจะเอายูตะไปไหนเค้ามีลูกต้องดูแลนะแล้วไปคิดว่ายูตะมีสามีใหม่อีกเฮ้อออ
    #260
    0
  10. #196 SonetA (@looksor) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 16:36
    แม่ยูตะนี่โหดว่าที่คิด แสดงว่่าคู่นี้มีเรื่องมากกว่าท่คิดงั้นหรอ

    พี่ซลเจอลูกแล้ว อยากรู้ว่าเป็นไงมากเลย ฮือออออ
    #196
    0
  11. #190 NH_AllTEN (@NH_AllTEN) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 11:04
    โอ้ยยน ยิ่งอ่านยิ่งสงสารยูตะ
    ทำไมบ้านนากาโมโตะต้องใจร้ายกับยูตะด้วย
    ยูตะโดนกระทำมาเยอะมากก ฮือออ
    แล้วคุณโซลยังมาใจร้ายกับยัยยูยได้ลงคออีกหรอ
    จะให้น้องไปอยู่ด้วยนี้ จะแกล้งน้องใช่ไหมมม
    หรือจะคิดถึงน้องมากกันแน่นะ 
    ส่วนพี่ฮันซลนี่ต้องโดนอะไรมาแน่ๆอะ ถึงโกรธยูตะขนาดนี้
    อยากให้รู้ความจริงสักที เลิกรังแกน้องได้แล้วว จีฮันซล!
    #190
    0
  12. #162 mymintmaple (@destinylove) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 20:13
    ฮอล พิซล!!! จะทำอะไรยูย จะเอายูยไปไหน เอาไปทำไม ไม่นะ ฮอล สงสารทั้งยูยทั้งพี่แทล แต่ยูยเจอมาเยอะจริงๆ ทำไมแม่นางทำแบบนี้ล่ะ ฮื่อ เศร้า ดราม่าเข้มข้นมากจริงๆค่ะ ชอบบบบบบ สงสัยมากๆ ทำไมพิซลถึงตั้งตัวได้เร็วขนาดนี้ แค่เวลา 7 ปีเองนะ งง แต่ก็นะ ฮื่อ ยูยห้ามให้แจมินรู้นะ เลาจะกันพิซลคนเฬวช่วยเอง!! สู้นะยูย!!
    #162
    0
  13. #161 Miint (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 12:18
    มันบีบหัวใจมากกกกกกก สงสารตะยูเหลือเกินค่ะ ลูกแม่ชีวิตรันทดมาก

    เกลียดอิพิซลแล้ว ทำร้ายตะยูทำไม เข้าใจผิดแน่ๆอ่ะ อยากรู้ว่าใครไปทำให้พิซลเปลี่ยนไปขนาดนี้ อะไรเป็นสาเหตุกันแน่ อย่าทำร้ายน้องเลยนะพิซล อยากรู้ว่าถ้าพิซลรู้ว่ายูตะลำบากขนาดไหนตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเป็นยังไง ขอให้ง้อน้องยากๆไปเลย อิคนใจร้ายใจดำ พาร์ทย้อนอดีตนี่ยิ้มตาม พอกลับมาพาร์ทปัจจุบันละหน่วงตาม

    แต่ในความบีบใจนี่น้องแจมน่ารักมากกกกค่ะ ฉากน้องแจมกับตะยูนี่ทำเราซึ้งมาก หนูต้องรักแม่มากๆนะลูก แม่เค้าลำบากเพื่อหนูขนาดนี้ ส่วนพ่อปล่อยเค้าไปค่ะ คนใจร้ายขนาดนั้น ปล่อยไปเลยยยย
    #161
    0
  14. #160 CBY.21 (@eye35602) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 07:32
    มันช้ำในอก ;_;
    #160
    0
  15. #159 PraewaStephanie (@PraewaStephanie) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 00:35
    ร้องไห้หนักมาก มันดูหน่วงไปหมด เเม้จะมีความหลังมาให้ฟินๆพอกรุบกริบบ้างเเต่มันก็เศร้า

    นี่อยากรู้มากค่ะทำไมคุณโซลถึงเลิกเป็นคนสวนเเล้วมาทำบริษัทได้ ลุ้นมาก5555

    อ่านซีนที่ยูตะได้เเต่ขอโทษเเทอิลนี่หัวใจเเทบจะขาด ไหนจะฉากที่เหมือนจะทะเลาะกันเเล้วยัยหนูเเจมมาเห็นอีก

    ฮืออได้เเต่หวังว่าจะกลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นกันเร็วๆนะ จะรอตอนต่อไปนะคะไรท์ สู้ๆ
    #159
    0
  16. #158 หม่ามี๊น้องแจม (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 20:18
    ตอนที่ย้อนอดีตก่อนเกิดเรื่องก็หวานนนนนนนนนจนยิ้มตาม

    พอตัดมาปัจจุบันก็หม่นจนแทบปรับหัวใจไม่ทัน

    คุณโซลก็คงมีเหตุผลแหละที่ทำ ต้องมีไรซักอย่างที่ทำให้พี่ฮันซลคนเดิมกลายเป็นคุณโซลไปได้เนอะ แต่ก็โกรธนางอยู่ดี

    ขอให้แจมินไม่รักเลย นี่แหนะ บู้วววววว



    น้ำตาหยดเลยตอนสุดท้ายของยูตะแจมิน ฮืออออออออ

    น้องแจมดูแลยูตะดีๆนะลูก กอดแม่เยอะๆ

    #158
    0
  17. #157 saizyne (@saizyne) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 19:36
    สนุกมากๆเลยค่ะ เนื้อเรื่องละเอียดดี ถึงจะแต่งไม่กี่ตอนแต่รู้สึกว่า มันครบถ้วนดี ไม่ไวจนเกินไป
    #157
    0
  18. #156 SugarMark (@lucifersunmin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 18:34
    อ่อลืมบอกว่าชอบฉากที่แจมกับตะกอดกันมาก น้ำตาซึมเลย น้องแจมน่ารักจังลูก
    #156
    0
  19. #155 SugarMark (@lucifersunmin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 18:33
    ไม่ต้องเร่งจบก็ได้ค่ะชอบมากเลยTTT
    สงสารยัยตะสุดๆชีวิตพังมากจากเมื่อก่อน แม่ไม่ดีเลยโอยยย นอกจากจะดูแลแจมแล้วต้องมาแบกรับอะไรอย่างนี้อีก ดีที่ชีวิตมีคนดีๆอย่างแทอิลไม่งั้นดูไม่มีที่พึ่งเลย
    เมื่อก่อนพวกเขาน่ารักกันมากค่ะ มากจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับตอนนี้ ฮันซลต้องเข้าใจผิดอะไรสักอย่างอ่า สงสารTTTT
    #155
    0
  20. #154 I'm ELF Forever (@my-me-mine) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 17:16
    สงสารหนูนุ้ยมากตอนนี้ จัลล้องแล้ววววว อิฉันว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำค่ะ! 
    แม่ยูตะคือแบบ...โอย ไม่สมควรเรียกว่าแม่อ่ะ นั่นหลานในไส้แท้ ไหนจะทิ้งลูกตัวเองให้ตกระกำลำบากอีกอ่ะ
    อิพี่ซลยังจะมาแค้นน้องมันอีก ตัวเองทิ้งตะให้อุ้มท้องอยู่คนเดียว แต่ต้องรอดูว่าพี่ซลเข้าใจอะไรผิดแน่ๆอ่ะ
    ไรท์รีบมาต่อนะคะ รอทุกวันนนนน รอออออออ ติดตามนะคะ สู้ๆๆ
    #154
    0
  21. #153 yasuttama chuaythean (@kuro-pan) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 17:03
    สงสารยัยตะกับน้องเเจม หวังว่าจะจบเเบบเเฮปปี้นะ TT
    #153
    0
  22. #152 swimswamswum (@swimswamswum) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 15:59
    อิพี่ซลแย่มากกก ไม่อยากยกยัยยูยให้เลย
    #152
    0
  23. #151 BellZspe852 (@lovermyhoney) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 13:06
    เกลียดพี่ซลโว้ยยยยยยยยน จะทำร้ายยูตะไปถึงไหน
    หวังว่าตอนเจอแจมินคงไม่เอาความโกรธมาบังตาอีกนะ
    #151
    0
  24. #150 PortgasD_ASL (@whdgus1305) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 11:23
    น้องแจมินน่ารัก สงสารตายูมากเลย พี่ซลก็อย่าทำร้ายน้องเลยนะ
    #150
    0
  25. #149 myshaety (@myshawty) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 10:31
    แบนพี่ซลทำร้ายยูตะ ฮื้ออออ??
    #149
    0