อ้าวเฮ้ย! ฉันมาผิดโลก!

ตอนที่ 12 : บทที่ 11 สิ่งที่ต้องเผชิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 675
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    1 ก.พ. 62

บทที่ 11 สิ่งที่ต้องเผชิญ
         
หลังจากการเดินทางอันยาวนานฉันก็ได้กลับถึงวังหลวงสักที
                ในตอนแรกที่เราจะกลับวังหลวงฉันอาสาที่จะพาทุกคนกลับให้แต่เฟยหลงคัดค้านอย่างถึงที่สุดแล้วบอกให้เดินทางแบบปกติ ดังนั้นเลยกินเวลาเกือบสามอาทิตย์เลยทีเดียวกว่าจะมาถึงวังหลวง คือมันลำบากอ่ะเข้าใจมั้ย ฉันอยากกลับมาเร็วๆไง กลับมาก่อนก็ไม่ได้ด้วย เชอะ รู้หรอกว่าอย่าเปิดเผยพลังของตัวเองมากเกินไป แต่คนอื่นก็เห็นนะตอนที่ฉันใช้พลังรักษาเขาน่ะ แค่ไม่พูดเฉยๆ
                ระหว่างทางฉันได้เจอผู้ชายคนนั้นด้วย ฉันเจอตอนที่อยู่ในเขตที่เป็นเส้นแบ่งของสองแคว้น หลังจากที่ตามไปฉันก็ได้รู้ว่าโลกเวทมนตร์กำลังเสียสมดุลอย่างหนัก
                ย้อนกลับไปเมื่อตอนนั้น
                เพราะฉันไม่ชอบที่จะเดินทางโดยอยู่ในที่ปิดดังนั้นเลยเลือกที่จะขี่ม้าเอาเอง ตอนแรกเฟยหลงเขาก็คัดค้านนั่นแหละ แต่พอฉันยืนยันว่าฉันจะกลับด้วยการขี่ม้าเขาก็ยอมจนได้ ส่วนเขาเองก็ควบม้าอยู่ใกล้ๆฉันนี่แหละ ฉันไม่ตกม้าหรอกน่า ทำเหมือนเพิ่งเคยขี่ไปได้
                เนื่องจากตะวันใกล้ลับขอบฟ้า พวกเราจึงหาที่ตั้งแคมป์กัน เป็นป่าที่ไม่ได้รกชันแถมยังมีผลไม้มากมายอีก องค์หญิงเยว่ฉีก็กลับมาพร้อมกับเรา เธอชื่อเยว่ฉีน่ะ ออกเสียงยากชะมัด ดังนั้นฉันเลยไม่ได้เรียกชื่อเธอเลยตั้งแต่รู้จัก ลิ้นมันพันกัน
                ฉันพาม้าของตัวเองไปกินหญ้าแล้วก็กินน้ำ แปรงขนสีขาวให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตระเวณอยู่แถวนั้น ป่านี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเท่าไหร่ แต่อันตรายก็ยังมีอยู่ ยังไงก็เป็นป่า ไม่ใช่ที่อาศัยของมนุษย์ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงไม่ใช่ของเรา พวกสัตว์อาจคิดว่าเรามาบุกรุกพื้นที่ของมันแล้วเข้าโจมตีก็ได้ ดังนั้นฉันเลยร่ายเวทย์กางบาเรียเอาไว้ก่อน
                ที่นี่มีน้ำตกสูงแถมดูแล้วกระแสน้ำก็ค่อนข้างแรงอยู่พอตัว ฉันคงไม่ขึ้นไปหรอกถ้าไม่เกิดว่าเจอใครบางคนอยู่ตรงนั้น
                ผู้ชายคนนั้น......
                ฉันรีบพุ่งขึ้นไปทันทีก่อนที่เขาจะหายตัวไป เวทย์พันธนาการถูกร่ายขึ้นทันทีเพื่อป้องกันเขาหนี เขาเองก็ไม่ได้พยายามหนีแต่อย่างใด ดังนั้นเราถึงได้ประจันหน้ากันอยู่ตรงนี้
                เขาสวมฮูดปิดบังใบหน้าทำให้ไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง พอได้เจอตัวจริงแล้วสัมผัสถึงพลังแล้วฉันก็รู้ได้เลยว่าคนคนนี้มีพลังที่ใกล้เคียงกับจอมเวทย์ แถมพลังยังแกร่งพอๆกับอัครจอมเวทย์เสียด้วย ถ้าสู้กันฉันคงไม่ชนะแน่
               
นายใช่มั้ยที่เป็นคนหลอกใช้สนมซูให้ขโมยปิ่นทองคำฉันรีบถามทันที ได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆดังมาจากเขา
               
รู้แล้วรึ? สมเป็นจอมเวทย์อัจฉริยะที่ท่านผู้เฒ่าหวงแหน
                “ทำไมถึงรู้จักท่านผู้เฒ่า นายเป็นใครฉันตั้งการ์ดเตรียมพร้อมหากเขาจู่โจม อย่างมากถ้าแค่ป้องกันก็ยังพอทำได้ พลังเวทย์มีพร้อม ไม่ว่ายังไงก็ให้คนที่อยู่ที่นี่มารับลูกหลงด้วยไม่ได้
               
นั่นสินะ เป็นใครกันนะอย่ามากวนประสาทกันด้วยการตอบคำถามด้วยคำถามนะ
               
ต้องการอะไร นายรู้ใช่มั้ยว่าในปิ่นนั่นมีเสียงของฉันอยู่ คงไม่ได้คิดจะขัดขวางฉันไม่ให้กลับโลกเวทมนตร์หรอกนะ
               
ถ้าบอกว่าฉันพยายามจะทำแบบนั้น เธอจะทำยังไง?ฉันชะงัก เขาจะขวางฉันจริงๆงั้นหรอ เขาเป็นใครทำไมต้องมาขวางฉันด้วย
               
ทำไมถึงต้องขวางกันด้วย นายเป็นใคร ต้องการอะไรกัน
                “ไม่รู้สินะ ที่ฉันมาวันนี้ก็แค่มาบอกข่าวที่เธออยากรู้เขาทำลายพันธนาการของฉันจนหมดแล้วปัดชุดคลุมเล็กน้อย ข่าวที่ฉันอยากรู้?
               
ที่โลกเวทมนตร์ใช้มาตรการสูงสุดในการกวาดล้างผู้ใช้เวทมนตร์ทั่วโลกและออกล่าแม่มดเขาเดินไปที่น้ำตกก่อนจะมองมัน ว่ายังไงนะ กวาดล้างงั้นหรอ ถ้าเกิดผู้ใช้เวทย์หายไปด้วยจะไม่มีพลังที่คอยถ่วงดุลพลังของจอมเวทย์นะ! ทำไมถึงได้ออกมาตรการแบบนั้นกัน!
                ถึงจอมเวทย์กับผู้ใช้เวทมนตร์จะมีพลังที่ต่างกันแต่ทั้งสองสิ่งจะคอยถ่วงดุลพลังเวทย์ไม่ให้ปั่นป่วนและรักษาสมดุลไปพร้อมๆกัน พลังเวทย์ของโลกก็จะคอยค้ำจุนพลังของทั้งจอมเวทย์และผู้ใช้เวทย์ หากผู้ใช้เวทย์ถูกกวาดล้างพลัง สมดุลทั้งหมดจะย้ายไปที่จอมเวทย์แต่ในท้ายที่สุดเมื่อไม่มีสิ่งที่คอยถ่วงสมดุล พลังของจอมเวทย์ก็จะมากขึ้นและทำลายตัวเองในที่สุด เมื่อจอมเวทย์หายไปพลังของโลกที่ไหลเวียนอยู่จะไม่มีสิ่งที่ให้ปรับสมดุลและจะค้นหาจอมเวทย์หรือผู้ใช้เวทย์เพื่อที่จะได้ปรับสมดุลนั้น แต่ในเมื่อไม่มีใครอยู่เลย พลังของโลกก็จะทำลายตัวเองและล่มสลายในที่สุด
                โลกเวทมนตร์แม้จะแข็งแกร่งแต่ว่าเปราะบางมาก จะให้จอมเวทย์ไปรวมกันในที่เดียวไม่ได้เพราะพลังที่มหาศาลจะปะทะกันเองจนเกิดความเสียหาย ดังนั้นการกระจายจอมเวทย์ที่มีพลังไปยังที่ต่างๆในโลกจะช่วยปรับสมดุลเรื่องของพลังให้มีเท่าๆกันในแต่ละพื้นที่ในระยะห่างที่เหมาะสม แต่ถ้ามีแค่จอมเวทย์ พลังที่มหาศาลจะไปรวมอยู่ที่จุดๆเดียวดังนั้นจึงต้องมีผู้ใช้เวทย์อยู่รอบๆเพื่อไม่ให้พื้นที่นั้นมีพลังเวทย์ขนาดใหญ่รวมอยู่ในจุดเดียวแต่จะมีพลังเวทย์ที่น้อยกว่ากระจายอยู่รอบๆเพื่อถ่วงดุลของแผ่นดิน พลังของโลกก็จะทำหน้าที่คอยปรับสมดุลทั้งสองอย่างทำให้พลังที่อยู่ในโลกไม่มีมากจนเกินไป ทั้งสามสิ่งจะต้องมีตัวตนอยู่ด้วยกันไม่อย่างนั้นโลกจะล่มสลาย
               
อาการของเธอก่อนหน้านั้นก็เป็นเพราะสมดุลของโลกเวทมนตร์กำลังพังทะลายลง และเมื่อเธออยู่ในโลกที่ไม่มีพลังเวทย์ ร่างกายของเธอก็จะเริ่มปฏิเสธพลังเวทย์ที่อยู่ในตัวและพยายามทำลายมันจากภายใน ต่อให้โลกเวทมนตร์ยังอยู่แต่หากเธออยู่ที่นี่นานเกินไปร่างกายของเธอก็จะปฏิเสธพลังเวทย์ไปโดยอัตโนมัติเขาหันกลับมาทางฉัน สาเหตุที่พลังลดลงอย่างกะทันหันเพราะเรื่องนี้เองสินะ
               
นายรู้ใช่มั้ยถึงวิธีออกไปจากโลกนี้ ฉันต้องออกไปจากที่นี่ ถ้าไม่หยุดเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นทุกคนต้องตายแน่!”
                “เสียใจด้วย ต่อให้เธอกลับไปตอนนี้โลกเวทมนตร์ก็ช่วยเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว มันกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆและอีกไม่นานมันจะพังพินาศ
                “ช่วยได้สิ ไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยให้ได้ ถ้านายขวางฉันฉันจะกำจัดนายซะ!” เขาหัวเราะ ไม่ว่ายังไงก็ต้องรีบหาทางออกไปจากที่นี่ ไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยโลกเวทมนตร์เอาไว้ให้ได้!
                โลกที่มีความทรงจำของคุณพ่อกับคุณแม่ ความทรงจำของฉัน
               
พลังของเธอในตอนนี้ ต่อให้ค้นหาเส้นทางที่จะกลับไปได้เจอ ก็ไม่อาจช่วยโลกเวทมนตร์เอาไว้ได้ มีแต่กลับไปมองโลกที่พังพินาศแล้วเท่านั้นเขาหันหลังให้ ไม่มีทางหรอก พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างแน่ พวกเขารู้อยู่นี่ว่าการกวาดล้างมีแต่จะทำให้โลกเวทมนตร์ปั่นป่วนขึ้น
               
รักษาร่างกายตัวเองให้ดี อีกไม่นานร่างกายนั้นจะต่อต้านพลังเวทย์ และเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสร่างของเขาค่อยๆหายไป ฉันต่อยเข้าที่กำแพงหินอย่างแรงจนเป็นรอยร้าว ตราบเท่าที่ยังมีพลัง ฉันไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!
                แต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างกายของฉันมันไม่ปกติจริงๆ
                สาเหตุที่เดินทางได้ล่าช้าส่วนนึงก็เป็นเพราะฉัน เพราะพลังเวทย์ในร่างเดี๋ยวพุ่งขึ้นสูงเดี๋ยวก็ลดต่ำลง ร่างกายจึงรับภาระอย่างหนักจนบางครั้งก็ขยับแทบไม่ได้ เราอยู่กับที่ถึงสองวันเลยก็มี ฉันพยายามฝืนตัวเองเพื่อกลับมาที่วังหลวงให้เร็วที่สุดและทันทีที่มาถึงฉันก็รีบกลับมาที่ห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในนั้น
                ต้องรีบแล้ว ไม่อย่างนั้นพลังในร่างคงได้ปั่นป่วนไปมากกว่านี้ ต้องหาทางออกไปจากโลกนี้ให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม

ร่างกายที่ฝืนมานานหลายวันทำให้ฉันเลือกที่จะอยู่ตำหนักในวันนี้ ฉันสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้วหลังจากที่ออกไปนอกวังมาทุกวันเพื่อหาเบาะแส ถ้าฟุ้งซ่านหรือกังวลมากไปอาจทำให้มองไม่เห็นทางออก คงต้องทบทวนสมองซะใหม่ก่อนที่จะย่ำแย่ไปมากกว่านี้
               
ท่านเซียวฉิน ไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ?องค์หญิงเยว่ฉีเอ่ยถามเมื่อฉันเอาแต่เหม่อ ฉันส่ายหน้า ตั้งแต่กลับมาฉันยังไม่ได้บอกสองสาวเลยว่าเสียงฉันกลับมาแล้ว ดังนั้นองค์หญิงเยว่ฉีเองเลยเข้าใจว่าที่ฉันไม่พูดเพราะเดิมทีก็ไม่ค่อยเอ่ยปากอยู่แล้ว
               
หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านเลย ข้าเกรงว่าท่านอาจเป็นอันตรายไม่มีใครทำอันตรายฉันได้หรอก ถ้าในตอนนี้น่ะนะ
                เพราะบรรยากาศตอนบ่ายน่าจิบชา องค์หญิงเยว่ฉีเลยชวนฉันมานั่งจิบชาที่ริมน้ำ สองสาวก็คอยหาขนมมาเติมให้อย่างดี นั่นสินะ อยากชวนสนมซูมาด้วยจัง แต่เอาไว้จบเรื่องนี้ก่อนดีกว่า สนมซูจะได้ไม่ต้องรับลูกหลง ออ ต้องบอกเฟยหลงถึงเรื่องที่สนมซูโดนบังคับให้ทำด้วยสินะ
                ฉันมองผู้หญิงที่ตัวเองรับฝากมาจากเฟยหลง เธอพูดเก่ง ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ทำอาหารก็เก่ง มารยาทก็ดี หน้าก็สวย ตัวก็หอม ขนาดผู้หญิงด้วยกันยังอายเลย
               
ไม่เห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเสียตั้งนานเราสองคนหันไปมองคนที่เดินเข้ามาในศาลาโดยมีผู้ติดตามเดินมาด้วย เฟยหลงส่งยิ้มน้อยๆทักทายก่อนที่องค์หญิงเยว่ฉีจะลุกขึ้นคำนับ
               
ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท
               
ตามสบายเถิดองค์หญิง ข้าเพียงแค่แวะมาทักทายเขาพยักหน้ารับ อ้าว? นี่ตกลงว่าว่างงานหรอ
               
วันนี้ท่านเองก็อยู่ที่นี่สินะ ไม่พบเสียตั้งหลายวันเขาหันมามองฉัน ไม่ต้องมาใช้คำสุภาพข่มขู่กันเลย ฉันไม่สนหรอก กะจะทำโทษเรื่องที่ฉันออกไปข้างนอกแล้วไม่กลับมาล่ะสิ
               
ข้าเชิญท่านเซียวฉินมาเป็นเพื่อนดื่มชา พระองค์จะทรงร่วมวงสนทนาด้วยหรือไม่เพคะนั่นสิ วันนี้อุตส่าว่างงานมาดูเลยนี่
               
เช่นนั้นข้าขอร่วมวงด้วยเขานั่งลงข้างฉันจนฉันต้องขยับที่ให้ ที่เยอะแยะไม่นั่งมาเบียดทำไมเนี่ยตาบ้า
                องค์หญิงเยว่ฉีลงมือชงชาให้เฟยหลงก่อนจะวางลงตรงหน้า ว้าว ชงให้เองเลยแฮะ ทีฉันยังให้มี่อิงชงให้เลย น้อยใจอ่ะ
               
ส่วนนี่ของท่านเซียวฉินเจ้าค่ะ ข้าไม่ลืมหรอกเพราะกลัวฉันน้อยใจองค์หญิงเยว่ฉีจึงชงชาในส่วนของฉันมาด้วย เป็นชาเขียวแหละ หอมจัง
               
ต้องรบกวนท่านช่วยดูแลเซียวฉินให้ข้าด้วย พักนี้นางไม่ค่อยสบาย ช่างดีจริงๆที่ท่านพานางออกมาสูดอากาศข้างนอก เขายกชาขึ้นจิบก่อนจะพูด นี่จะบอกว่าฉันผิดใช่มั้ยที่ออกไปข้างนอกน่ะ
               
หามิได้เพคะฝ่าบาท ข้าต่างหากที่ได้รับการดูแลจากท่านเซียวฉินเห็นมั้ย ฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองนะ
               
ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็สบายใจ กลัวว่าท่านจะเหงาที่ต้องจากบ้านเกิดมาฉันหยิกแขนเขาที่ใต้โต๊ะ ไปพูดแบบนั้นทำไมเล่า เขาต่างหากที่ทำให้องค์หญิงเยว่ฉีต้องจากบ้านเกิดมาน่ะ
               
ข้าเจ็บนะเขาหันมากระซิบกับฉัน หยิกให้เจ็บนี่ยะ
               
มีอะไรหรือเพคะ?องค์หญิงเยว่ฉีมองเราอย่างสงสัย ฉันยิ้มน้อยๆไปให้เธอก่อนจะยกชาขึ้นจิบ หอมจังเลยแถมยังอร่อยด้วย
               
ข้าได้ยินว่าท่านเซียวฉินคือนางสวรรค์ เหตุใดท่านถึงมายังที่แห่งนี้หรือเจ้าคะ?ใครๆก็สงสัยทั้งนั้นแหละว่าทำไมฉันถึงร่วงมาจากฟ้าแล้วทำไมถึงมาที่นี่
               
นางไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ ที่นี่เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างการเดินทางเฟยหลงตอบแทนฉัน ไม่ได้เดินทางอะไรเลย โผล่มาได้ยังไงยังไม่รู้
               
เช่นนั้นหรือเพคะ แปลว่าท่านเซียวฉินจะออกเดินทางต่อหรือ?
                “คงมิใช่เร็วๆนี้เขาวางถ้วยชาลง ตอนนั้นเองคุณปู่ฟ่านกงกงก็เดินมาพร้อมทั้งโค้งคำนับให้เฟยหลง
               
ขออภัยฝ่าบาท
                “มีอะไรรึ?ดวงตาของเฟยหลงเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อถึงเวลาทำงาน เอาจริงเอาจังเหมือนเดิมเลยนะ
               
มีสารรายงานจากสายตรวจส่งมาพะยะค่ะเฟยหลงพยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้น เขามองฉันก่อนจะหันไปมององค์หญิงเยว่ฉี
               
ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวเขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินออกไป เย็นชาจริงๆ ไม่ชมว่าน้ำชาอร่อยสักคำ หรือมันไม่อร่อยสำหรับเขา? เท่าที่รู้เขาไม่ค่อยชอบของหวานๆนี่ น้ำชานี่เองก็หวานอยู่นะ
               
ฝ่าบาททรงยุ่งเช่นนี้ตลอดเลยหรือเจ้าคะ?เธอหันมาถามฉันซึ่งฉันก็พยักหน้ารับ เขาก็เป็นแบบนี้ตลอดตั้งแต่รู้จักกัน โหมงานเป็นว่าเล่นแล้วบอกว่าไม่ต้องห่วง
               
ถ้าเช่นนั้น ข้าเองก็ต้องขอตัวเช่นกันเจ้าค่ะ ท่านเซียวฉินต้องพักผ่อนให้มาก รักษาร่างกายด้วยนะเจ้าคะเธอประสานมือโค้งให้ฉันแล้วเดินออกจากศาลาไป ฉันมองมี่อิงกับซูเม่ยกับเล็กน้อยก่อนที่ซูเม่ยจะเดินออกจากศาลาไปเช่นกัน ฉันเองก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองระหว่างอยู่ที่นี่เหมือนกัน

องค์จักรพรรดิทรงอ่านสารที่ได้มาจากสายตรวจที่ได้มาจากรอบเมือง ไม่นานนักก็วางสารที่ว่าลง
                เป็นจริงดังคาด คนจากแคว้นชิงส่งคนลอบเข้ามาในเมืองหลวงแถมยังเป็นระดับที่ฝีมือไม่ธรรมดาเสียด้วย แต่วันนี้เขาอารมณ์ดีนิดหน่อยเพราะเซียวฉินที่ไม่อยู่ติดวังมานานอยู่ที่วังได้เสียที แถมยังเข้ากับองค์หญิงเยว่ฉีได้ดีเสียด้วย
                ตั้งแต่กลับมาถึงวังหลวง เขาไม่เจอเซียวฉินเลย ชอบออกไปนอกวังหลวงจนบางครั้งก็ไม่กลับมาจนข้ามวัน บางวันได้รับบาดเจ็บกลับมาจนเขาต้องส่งคนออกล่าตัวคนที่ทำให้นางบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังรั้นที่จะออกไปข้างนอกโดยไม่มีผู้ติดตาม
                แต่เขาเข้าใจถึงความรู้สึกที่นางกำลังเผชิญ สิ่งที่นางได้รับรู้มาจากชายคนนั้นทำให้นางกังวลและจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้กลับไปยังโลกที่ตนจากมา โลกที่อีกไม่นานมันจะล่มสลาย
                เขาไม่ได้เจตนาที่จะแอบฟัง แต่ร่างกายของนางไม่สู้ดีเขาจึงไม่อยากให้นางอยู่เพียงลำพังจึงได้เดินตามไปยังน้ำตกและได้พบกับชายคนนั้น เขาได้ยินทุกอย่างที่ทั้งสองพูด ทั้งเรื่องที่โลกของนางกำลังจะล่มสลาย เรื่องที่ร่างกายของนางกำลังปฏิเสธพลังของนางเอง เรื่องทางออกที่นางกำลังตามหา และเขารับรู้ได้ว่าชายผู้นั้นรู้ถึงตัวตนของเขาที่อยู่ใต้น้ำตกแต่ก็ไม่ได้บอกเซียวฉินเรื่องที่เขาอยู่ตรงนั้น และยังมีเรื่องของสนมซูที่เคยพยายามขโมยปิ่นทองคำอีกด้วย
                ชายคนนั้นบอกว่าจะขัดขวางไม่ให้นางกลับไป นางยิ่งเป็นทุกข์เมื่อได้รับรู้ถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นที่โลกของนาง มันเลวร้ายจนทำให้นางถึงกับระเบิดอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา และเมื่อกลับมาที่วังเขาก็ไม่เจอนางอีกเลยจนถึงวันนี้
                จักรพรรดิยกน้ำชาที่มีรสขมขึ้นจิบเพื่อล้างรสหวานของชาที่เพิ่งกินไป เขาไม่น่าดื่มมันเข้าไปทั้งๆที่รู้ว่าตนนั้นเกลียดของหวานขนาดนั้น แต่เห็นแก่ที่เซียวฉินอารมณ์ดีเขาจะยอมดื่มมันแค่ครั้งนี้เท่านั้น
               
สั่งสายตรวจที่อยู่ในเมืองจับตาดูคนจากแคว้นชิงให้ดี อย่าได้ลงมือก่อนที่เราจะได้หลักฐานสำคัญจักรพรรดิตรัสสั่งเหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องประชุมเพียงไม่กี่คน ก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้
               
รุ่งขึ้นข้าจะออกไปล่าสัตว์ เตรียมคนให้พร้อมการล่าสัตว์ก็สร้างอารมณ์สุนทรีย์มิใช่น้อย แน่นอนว่าต้องพาตัวเซียวฉินไปด้วย มิเช่นนั้นคงได้คลาดสายตาเป็นแน่

ล่าสัตว์??ฉันถามออกไปอย่างงงๆเมื่อตกเย็นแล้วเฟยหลงมาบอกฉันว่าพรุ่งนี้จะไปล่าสัตว์ หมายถึงล่าสัตว์แบบว่าไล่ฆ่าอะไรแบบนี้หรอ? ที่โลกเวทมนตร์ไม่มีอะไรแบบนี้นี่ มีแต่การล่าสัตว์เวทย์เพื่อเพิ่มพลังให้อุปกรณ์เวทย์เท่านั้น แถมยังกินไม่ได้ด้วย
                ตอนนี้เราอยู่กันที่สวนในตำหนักมังกร เขานั่งจิบเหล้าที่สั่งให้นางกำนัลเอามาให้พร้อมกับแกล้ม อะไรจะสุนทรีย์ขนาดนั้น จิบเหล้าชมตะวันตกดิน
               
เจ้าเองก็ต้องไปกับข้า
                “ไปทำไมอ่ะ ฉันไม่ชอบฆ่าสัตว์หนิฉันฉวยเอาขนมมากินบ้างเพราะเขาเอาแต่กินอยู่คนเดียว ไปล่าสัตว์หรอ ไม่เอาด้วยหรอก
               
การล่าสัตว์ถือเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของที่นี่ เจ้าเองก็ควรเรียนรู้เอาไว้ใครจะอยากไปเรียนรู้ธรรมเนียมของที่นี่กัน โดนเฉพาะการล่าสัตว์แบบนั้น
               
ล่าเอาชีวิตอ่ะนะเป็นธรรมเนียม การแสดงออกของคนที่แข็งแกร่งหรือไง
                “อาจเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ล่าราชาของป่ามาได้ย่อมประกาศตนได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดป่าเถื่อนล่ะสิไม่ว่า ราชาแห่งป่าเนี่ยนะ จะเป็นตัวอะไรกันเนี่ย
               
เจ้าใช้อาวุธเป็นหรือไม่?นี่คงไม่ได้จะให้ฉันไปล่าด้วยหรอกใช่มั้ย
               
ฉันไม่ล่าด้วยหรอกนะ
                “แค่ถามเอาไว้ ข้าไม่ได้จะให้เจ้าไปล่า แค่ให้ร่วมทางไปด้วยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนบรรยากาศสินะ เปลี่ยนจากอะไร ตอนนี้ก็ปกติดีออก
               
จะว่าไปแล้วข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย พลังของเจ้าคืออะไร เจ้าเคยบอกว่ามันมีสี่สายและมีห้าพลังธาตุ แล้วเจ้าล่ะเพิ่งจะนึกขึ้นได้หรือไงว่าควรถาม
               
อยากรู้จริงหรอ? มันไม่ใช่พลังที่ยิ่งใหญ่อะไรอย่างที่นายคาดเอาไว้หรอกนะเบรกไว้ก่อน
               
พลังของเจ้าจะเล็กหรือใหญ่ข้าก็ต้องรู้เอาไว้อยู่ดีฉันจิบชา แบบนั้นก็ได้ ถ้าบอกแล้วมาบ่นฉันจะต่อยเขาให้หน้าหงาย
               
ฉันเป็นจอมเวทย์นภาฉันว่า ใช่แล้ว จอมเวทย์นภาคือผู้ที่ใช้เวทย์ได้ทุกสายและใช้ได้ทุกพลังธาตุ แทบจะเรียกว่าเป็นตัวตนที่เหนือกว่าอัครจอมเวทย์และจอมเวทย์แห่งนภามีเพียงเจ็ดคนบนโลกหนึ่งในนั้นก็คือฉัน มันก็ไม่ใช่พลังที่ใหญ่อะไรมากมายขนาดนั้นหรอก แค่บังเอิญใช้ได้ทุกธาตุก็เท่านั้น การใช้ได้ทุกธาตุหรือทุกสายไม่ได้แปลว่าแข็งแกร่งเสมอไป
               
หมายถึงใช้ได้ทุกสายพลังและทุกธาตุพลัง?เขาดูไม่แปลกใจ ก็คงไม่ได้คาดหวังนั่นแหละว่าฉันจะมีพลังมากมาย ยังไงก็เป็นแค่ผู้หญิงนี่ พลังก็เท่าที่ผู้หญิงคนนึงจะมีได้
               
ถ้าจำไม่ผิดเจ้าใช้มหาเวทย์ได้ด้วย
                “ก็ตอนที่รักษานายไงมหาเวทย์แห่งการรักษา ตอนนั้นก็แอบโดนภูติพงไพรบ่นเหมือนกันที่ว่าใช้พลังเวทย์สิ้นเปลือง
               
เจ้าบอกว่ามหาเวทย์การที่จะได้มันมาต้องแลกสิ่งสำคัญไป เจ้าแลกอะไรไป?
                “ถึงจะถามแบบนั้นก็เถอะ ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเสียอะไรไปเลยนะ ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะฉันเสียคุณแม่ไป แถมคุณพ่อยังมาหายตัวไปอีก อืม สิ่งที่ฉันแลกไปอาจจะเป็นครอบครัวก็ได้ ถึงจะไม่รู้ว่าฉันแลกไปยังไงหรือได้รับมหาเวทย์มายังไงก็ตามฉันยักไหล่ ฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีมหาเวทย์ได้ยังไง แถมยังใช้ได้ตั้งแต่ยังเด็กด้วย ไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกายด้วย อย่างกับใช้เวทย์ปกติ
               
แม้แต่เจ้าเองยังไม่รู้ถึงแก่นแท้ของพลังเวทย์ ข้าเองก็คงเข้าใจมันไม่ได้เช่นกันนี่จะบอกฉันโง่ใช่มั้ย พูดงี้เอาดาบที่เหน็บอยู่ตรงนั้นมาแทงเลยมา
               
ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ควรรู้จักการป้องกันตัวเอาไว้ ยิ่งพรุ่งนี้เราจะออกล่าสัตว์อันตรายในป่าไม่อาจคาดเดาเขาลุกขึ้นแล้วจูงมือฉันไปที่ลานกว้างใกล้ๆศาลาในสวน ในป่าน่ะอันตรายอยู่แล้ว แถมไม่ใช่ถิ่นของมนุษย์อย่างเราด้วย
               
แต่ฉันเกลียดการเอาชีวิตของคนอื่นนะ
                “เจ้าไม่คิดรึว่าเราก็ต้องล่าสิ่งอื่นเพื่อให้มีชีวิตรอดเราหยุดอยู่กลางลาน เขาเอาดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาก่อนจะมายืนซ้อนหลังฉัน
               
ไม่มีใครชอบการช่วงชิงสิ่งที่สำคัญไปจากผู้อื่น ข้าก็เช่นกันดาบของเขาเป็นสีดำสนิทหากแต่แวววาวและงดงาม มันสะท้อนกับแสงตะวันยามพลบค่ำเล็กน้อย เป็นดาบที่มีกลิ่นเลือดปะปน ดาบที่ใช้ในสงคราม
               
เจ้าไม่เคยจับดาบใช่หรือไม่ฉันพยักหน้า การต่อสู้ของฉันคือบนฟ้า อาวุธทุกอย่างอยู่ในการควบคุมโดยที่ไม่ต้องแตะมันโดยตรง
               
หนักจังดาบของเขาหนักมาก ฉันไม่เคยจับอาวุธด้วยมือตัวเองมาก่อนเลย มันทั้งหยาบกร้านและเต็มไปด้วยพลัง ทั้งหนักหน่วงและแทบจะหลุดจากมือ
               
ดาบเล่มนี้เดิมทีเป็นของเสด็จพ่อ ข้ารับสืบทอดมาตอนที่ขึ้นเป็นจักรพรรดิ ดังนั้นมันจึงผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน แบกทั้งความหวังและภาระหน้าที่ รวมทั้งชะตาของแคว้นนี้เขาจับมือฉันให้ตวัดดาบพร้อมทั้งประคองสมดุลของร่างกายไปด้วย ดาบที่แบกรับชะตาของแคว้น ดาบที่ต้องกำจัดศัตรูเพื่อปกป้องแคว้นนี้
               
เฟยเทียนบอกข้าว่าเจ้าเคยเข้าร่วมสงครามฉันพยักหน้าพร้อมทั้งขยับร่างกายให้สอดคล้องกับเขา เป็นสงครามที่ไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่
               
สงครามการแย่งชิงอำนาจของจอมเวทย์ ฉันถูกดึงให้เข้าร่วมเพราะใช้มหาเวทย์ได้ ตอนนั้นจอมเวท์ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ท้ายที่สุดฝ่ายที่พ่ายแท้ก็กลายเป็นแม่มดและหลบอยู่ในมุมมืดของประวัติศาสตร์หรือว่าพวกเขาอยากจะเอาคืนพวกเราที่ชนะสงครามกันนะ การสร้างความปั่นป่วนให้โลก การทำลายโลกจนพังพินาศ จนไม่เหลืออะไร
               
สงครามมักนำพามาซึ่งการสูญเสีย ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่บางครั้งสงครามก็ทำให้ทุกอย่างยุติลงแม้ว่าจะต้องเสียเลือดเสียเนื้อก็ตามสงครามหรอ ไม่ว่าจะที่ไหนสงครามก็เป็นบ่อเกิดแห่งความโศกเศร้า ผู้คนที่ไร้พลังก็ทำได้แค่มองคนอันเป็นที่รักต้องตายจากไป
               
แต่ตราบเท่าที่เจ้ายังอยู่ที่นี่ จะไม่มีสงครามเกิดขึ้นอีกฉันมองเขา เขาส่งยิ้มน้อยๆมาให้ จะไม่มีสงครามงั้นหรอ
               
ข้าจะไม่ทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนกับใคร การทำสงครามกับแคว้นชิงจะเป็นครั้งสุดท้าย และข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึกถึงคนที่บังอาจหมายตาเจ้าอย่าเอาฉันไปเป็นประเด็นก่อสงครามสิ แบบนั้นไม่น่าดีใจเลยสักนิด
               
เซียวฉิน ข้าพูดจริงๆนะเรื่องที่ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ได้ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี เจ้าเป็นคนของที่นี่ได้ฉันค่อยๆลดดาบในมือลง ถึงจะพูดแบบนั้น ฉันก็ทิ้งโลกที่เกิดมาไม่ได้ ผู้คนที่อยู่ที่นั่นจะเป็นยังไง พวกเขาจะต้องทรมานแค่ไหน
               
ถึงจะช่วยเอาไว้ไม่ได้ แต่ขอให้ได้กลับไปอีกสักครั้ง ได้เห็นโลกใบนั้นอีกสักครั้ง ไม่ว่ายังไงก็อยากกลับไป ได้มองวาระสุดท้ายของโลกใบนั้นก็ยังดีฉันมองขึ้นไปบนฟ้า ท้องฟ้าตอนพลบค่ำมันช่างสวยงาม แสงสีส้มอาบไปทั่วผืนฟ้าและกำลังเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินไปทุกขณะ ได้กลิ่นหอมของบรรยากาศยามเย็นลอยมาตามสายลม
               
ขอให้ข้าได้เป็นที่พักพิงยามยากของเจ้าเถอะเขาจูบลงที่ขมับขวาของฉันก่อนจะแนบแก้มกับฉัน เราเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยกัน สายลมยามเย็นพัดพากลีบดอกไม้ให้ร่วงหล่น
                ฉันจะลืมที่เขาเนียนแต๊ะอั๋งฉันไปก็แล้วกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

39 ความคิดเห็น

  1. #39 Mapo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 13:29

    นางเอกเคยจับดาบนะคะ ตอนนั้นยังแอบหนีออกจากตำหนักแล้วไปสู้กับทหารอยึ่เลยไม่ใช่หรอคะ?

    #39
    1
    • #39-1 ~หวงเฟยหมิง~ (@memory-020) (จากตอนที่ 12)
      29 ตุลาคม 2562 / 15:05
      ที่ไรท์พยายามจะสื่อคือ จอมเวทย์จะใช้พลังในการควบคุมดาบมากกว่าการจับด้วยมือโดยตรงจ้า แบบลอยกลางอากาศแล้วตวัดไปมางี้ ไม่ได้ใช้มือจับจริงๆจ้า//ช่วงไรท์แต่งจะงงๆเบลอๆกับตัวเอง ผิดพลาดยังไงโปรดอภัยไรท์ด้วย
      #39-1
  2. #5 คุณหลอกดาว! (@norinamfon188) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 13:14
    หมดโควต้าซะแล้วสิ~//กรีดร้อง
    #5
    0