ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 553 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    8

    Overall
    553

ตอนที่ 6 : ศิโรราบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 มี.ค. 62

นางประสานมือในรูปแบบที่ประหลาดก่อนที่มือทั้งสองจะค่อยๆแยกออกจากกัน เหลือเชื่อว่านางสามารถสร้างกระบี่สีเงินยาวสองคืบได้จากที่ไม่มีอะไรเลย มันเป็นกระบี่ที่ดูธรรมดาและเปราะบางยิ่ง “พลังแห่งสรรพธาตุในกายเจ้าอ่อนจริงๆ ต่อให้ผลาญจตุรธาตุยังไม่อาจทำให้ข้าสนุกได้กระมัง”


อนิเกลรั้งสติกลับมาได้เขาไม่ประมาทแม้แต่น้อย วงเวทย์ซ่อนมิติใต้ฝามือขวากระพริบแสงเล็กน้อย ปรากฏมีดสั้นแสนธรรมดาๆเล่มหนึ่งที่มาจากโลกที่เผ่าแห่งหายนะถูกผนึก แต่เมื่อมันมาปรากฏนอกเอกอภพแล้วด้วยความหนาแน่นและคงทนของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน “มันคงเป็นชะตากรรมสินะ ท่านที่ได้เกิดเป็นเผ่ามังกรนอกรีตความแข็งแกร่งทางกายภาพคงไม่ธรรมดาเหตุนี้จึงมีความมั่นใจว่าจะชนะเราได้รึ”


“เทพแห่งสรรพธาตุเป็นพะยาน ข้าขอประกาศนาม เรนเลน ดรากูลนิก จะขอเอาชีวิตเจ้า” นางสะบัดกระบี่ด้วยความโมโหอย่างรุนแรง หน้าเคลือบไปด้วยความเกลียดชังอย่างเด่นชัด วัฒนธรรมในพิภพแห่งนี้การเอื้อนเอ่ยนามสกุลนั้นถือเป็นสิ่งต้องห้าม จะเอ่ยกันเมื่อแต่งงาน หรือประกาศตัวเป็นอริกันเท่านั้น การที่อนิเกลไปยั่วโทสะกระทั่งเรนเลนเอ่ยนามสกุล ทำให้แน่ใจแล้วว่านางไม่ได้ล้อเล่น


ฟี้วววววว


สายลมปั่นป่วนอย่างรุนแรงไปชั่วขณะเพราะการตวัดกระบี่ของนางเพียงครั้งเดียว อนิเกลล่าถอยไปกว่าสิบวาอย่างไม่รอช้าด้วยการกระโดดเพียงครั้งเดียว จริงอยู่ที่สายลมนี่ไม่อาจทำอันตรายเขาได้ แต่กับจิ้งจอกโลกันตร์อย่างมีอา นี่ไม่ต่างจากเขี้ยววายุหากโดนจังๆคงถึงขั้นบอบช้ำอย่างหนัก


เมื่อเรนเลนเห็นอนิเกลเป็นห่วงสตรีข้างกายมากกว่าตัวเองทำให้นางไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ความโกรธเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ “จะตายอยู่แล้วยังห่วงฅนอื่นอยู่งั้นหรอ”


“ข้ามียังมีภารกิจ นางยังตายไม่ได้” อนิเกลกำลังเอ่ยถึงการเก็บเกี่ยวโชคชะตา ซึ่งเขาสามารถทำกับใครก็ได้ไม่ใช่กับนางเท่านั้น ซึ่งการเก็บเกี่ยวนี้เป็นทางลัดที่จะทำให้เขาได้บรรลุวิถีแห่งโชคชะตาได้เร็วขึ้น โดยเป้าหมายที่แท้จริงของการมาครั้งนี้เพื่อบรรลุระดับ10 ของวิถีแห่งโชคชะตา เมื่อก้าวข้ามพรมแดนมหาอาณาจักรอนันตกาล(7-9) หรือที่มหาเทพเรียกว่า «ขุมพลังเทวะ» ก็จะได้รับทักษะพิเศษแห่งโชคชะตาที่ชื่อ «บัญญัติแห่งอนันตกาล» โดยอนิเกลจะทำให้โลกทั้งโลกตกอยู่ในวิชา กฎแห่งกรรม ไปชั่วนิรันดร์ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการหยุดสงครามและการต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่หนทางช่างยาวไกลนัก


“งั้นก็ตายซะทั้งคู่เลยแล้วกัน!!” ด้วยแรงพยาบาทที่เรนเลนปล่อยออกมาพร้อมกับน้ำเสียง ไม่รู้ว่านางอาฆาตอนิเกลมาตั้งแต่ชาติปางไหน อนิเกลไปทำอะไรให้นางแค้นได้ขนาดนี้กัน ด้วยจิตวิญญาณที่ถูกยกระดับขึ้นมาเพราะความตายทำให้อนิเกลไม่ถูกความกลัวเข้าครอบงำ คลื่นพยาบาทเมื่อครู่มีอำนาจข่มขวัญได้พอๆกับจิตสังหารระดับพญายม(AAA) ชนชั้นวิญญาณทั่วไป คงหมดสติอย่างไม่อาจต่อกร และหากอนิเกลไม่ตายมาแล้วถึงสองครั้ง คงสั่นกลัวจนก้าวขาไม่ออกเป็นแน่


แต่ที่เหลือเชื่อคือมีอาสะดุ้งตื่นอย่างหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับสะดุ้งตื่นจากความตาย แม้จะตื่นแล้วก็เกือบหมดสติในทันที ต้านทานจิตใจของนางยังต่ำนัก แต่มันคงทำลายมนตร์ สาปนิทรา ราตรีนิรันดรของอาเชอร์ไปแล้วแน่นอน


ถึงจะรู้สึกได้ว่ามีอาได้สติแล้ว นางคงสะลึมสะลืออยู่ แต่อนิเกลก็จ้องมองท่าทีของเรนเลนตาไม่วาง เรนเลนโยนกระบี่ทิ้งราวกับหมดประโยชน์ กระบี่นั้นถูกปกคลุมไปด้วยเส้นสายสีขาวราวกับเส้นสายฟ้า “...แปรธาตุ สมรภูมิปฐพีหลอมเหลว”


อนิเกลเบิกตากว้างพร้อมกับขมวดคิ้วแต่ดูท่าทางเหมือนจะไม่เครียดสักเท่าไหร่  ‘ปฏิกิริยาแปรธาตุรุนแรงมาก!’


จึบบ!!


ปลายกระบี่ปักลงดินสายฟ้าสีขาวจากกระบี่รุกไล่ไปตามพื้นดินไปไกลทั่วรัศมี กว่าครึ่งโยชน์(กว่า8,000เมตร) พื้นดินกลับหลอมละลายพร้อมกับค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับถูกแปลสภาพเป็นแมกมา อนิเกลเริ่มเสียการทรงตัวเล็กน้อยเนื่องจากพื้นดินที่ไม่มั่นคง เขากัดฟันแน่นคิดถึงผลกระทบ หากปล่อยไว้เกทข้ามเมืองต้องเสียหายแน่ๆ การเดินทางข้ามเมืองคงอันตรายมาก เพลิงทมิฬถูกจุดขึ้นและรุกรานไปอย่างรวดเร็วกลายเป็นทะเลเพลิงสีดำในไม่กี่อึดใจ พร้อมกับวงเวทย์ปีกแห่งเสรีสีดำปรากฏด้านหลังของอนิเกล มันช่วยพยุงร่างเขาไม่ให้จมลงสู่พื้นพิภพ


เรนเลนมองเพลิงทมิฬอย่างงุนงง การที่ร่างกายอนิเกลมีเพลิงทมิฬนับว่าเกินคาด แต่มันจะทำอะไรทายาทแห่งสรรพธาตุได้ การได้เป็นทายาทแห่งสรรพธาตุได้ไม่ใช่แค่แปรธาตุได้ทุกธาตุ แต่ที่น่ากลัวคือมีกายาแห่งสรรพธาตุที่สามารถป้องกันได้ทุกธาตุ แม้แต่ผู้พิทักษ์กาลเวลาหรือผู้บงการมิติยังไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไหร่ เรนเลนประกบมือตัวเองก่อนจะแยกออกจากกันปรากฏสายฟ้าสีขาวเป็นจากมือข้างหนึ่งสู่มือข้างหนึ่ง จากนั้นมือทั้งสองของนางก็หงายขึ้นสายทั้งหมดหนาขึ้นและเกี่ยวพันกันขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะแตกแขนงออกราวกับต้นไม้หมื่นปี ซึ่งมันอลังการมาก นี่ไม่ต่างจากใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์สังหารแมลงเล็กจ้อยตัวหนึ่ง “...แปรธาตุ พิรุณกรดสำริด!”


อนิเกลปามีดออกไปสุดแรง เพราะหากเขาเปิดเขตแดนกฎแห่งกรรมเขาจะไม่มีโอกาสโจมตีอีกแล้ว เรนเลนเองตอนนี้ไม่สนใจอะไรรอบตัวแม้แต่น้อย นางเพียงแสยะยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น มีดที่อนิเกลปามาราวกับติดสนามพลังหรืออะไรบางอย่างและสะท้อนกลับมา ซึ่งแรงปะทะทำให้กระบี่ที่ปักดินกระเด็นหายไปทันที


“พลังทางกายภาพของเผ่าแห่งหายนะน่าริษยาเสียจริง แม้แต่ออร่าหมื่นวิถีทลายศาสตราของกระบี่เหล็กไหลราชันย์แห่งสรรพวุธยังไม่อาจต้านทาน ดูถ้าผู้รอบรู้จะมิได้โม้เกินจริง” เรนเลนสลายต้นไม้สายฟ้าสีขาวอย่างไม่ลังเล เพราะนางไม่เคยสู้กับผู้ทำลายจึงไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับพลังแห่งหายนะ แต่เมื่อมาประสบด้วยตัวเองจึงได้รู้ว่ามันเป็นปัญหาไม่เบา หากปล่อยไว้ให้อนิเกลบรรลุศาสตร์แปรธาตุในระดับเดียวกันนางคงเสียเปรียบสุดๆ เพราะเมื่อถึงขั้นนั้นคงมีแต่การโจมตีทางกายภาพเท่านั้นที่ใช้ได้ผล


“เราผินตัวเป็นกาลกิณีแห่งสงคราม เพราะต้องการจบการต่อสู้ทั้งหมดทั้งมวลตามเจตจำนงเดิม นี่เป็นเดิมพันที่เทพเจ้าแห่งโชคชะตาทิ้งไว้ให้เรา” อนิเกลบอกเป็นนัยว่าเขาไม่ต้องการเป็นจ้าวแห่งสรรพธาตุ


เรนเลนก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าวทว่าพริบตานั้นนางกลับมาอยู่ตรงหน้าอนิเกลโดยอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ รอบตัวนางเต็มไปด้วยสายฟ้าสีขาว นางเงยหน้ามองอนิเกลและเอ่ย “ด้วยเกียรติแห่งสรรพธาตุ?”


การกระทำของเรนเลนคงเป็นการแปรธาตุมิติแน่ๆ มันทำอะไรอนิเกลตกใจไม่น้อย แต่เขาก็ตอบรับให้คำมั่นอย่างไม่ลังเล “ด้วยเกียรติแห่งสรรพธาตุ!”


“เจ้ามันโง่!” เรนเลนก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งอนิเกลเกรงว่าหากนางเอาจริงจริงๆ คงแปรธาตุสู่ความว่างเปล่าหายไปทั้งโลก นี่ที่นางไม่ทำคงเพราะนางเองก็ไม่อยากมีปัญหากับมหาเทพ และตัวตนอื่นๆ รวมถึงเป็นไปได้สูงว่าจะโดนทัณฑ์แห่งสรรพธาตุด้วย ซึ่งหากขึ้นเป็นจ้าวแห่งสรรพธาตุก็จะลดความเสี่ยงเรื่องทัณฑ์แห่งสรรพธาตุได้ เป็นเหตุให้นางอยากขึ้นเป็นจ้าวแห่งสรรพธาตุ


เฮ้ออออ...


อนิเกลถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้จะรู้สึกแปลกประหลาด แต่นางก็จากไปทั้งอย่างนั้นจริงๆไม่รู้ว่าอนาคตจะวางแผนใดไว้หรือไม่ ตอนนี้คิดไปก็ปวดหัวไว้ให้มีข้อมูลมากกว่านี้ค่อยไปตายเอาด่านหน้าดีกว่า เมื่อคิดได้อย่างนั้นเขาจึงเดินไปเก็บมีด และตามหาราชันย์แห่งสรรพวุธเนื่องจากมันเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อพบเขาก็เก็บมันอย่างไม่ระมัดระวัง ความรู้สึกที่ได้สัมผัสราวกับโดนไฟดูด อนิเกลปล่อยราชันย์แห่งสรรพวุธทันที เขาหงายมือดู ปรากฏสายฟ้าสีดำเล็กๆจำนวนมากบนฝ่ามือเขา และนี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่ได้ใช้เนตรส่องวิญญาณ ถ้าหากเขาเป็นผู้บิดเบือนเหตุผลแห่งการล่มสลายจริง นั้นคงไม่ต่างจากการระเบิดสมองตัวเองเล่น เพราะเขาจะได้เรียนรู้ศาสตร์ที่เป็นปรปักษ์กับพรสวรรค์ของเขานั้นเอง


*สามารถส่องวิญญาณได้ทีละฅน หากส่องอีกครั้งความทรงจำของฅนที่ส่องดูก่อนหน้าในส่วนที่ไม่ได้นึกถึงจะหายไป


วงเวทย์ซ่อนมิติใต้ฝ่ามืออนิเกลกระพริบแสงคราหนึ่งพร้อมกับการหายไปของราชันย์แห่งสรรพวุธ ไม่ว่าอย่างไรมันก็ล้ำค่าอยู่ดี ฅนธรรมดาคงไม่อาจใช้มันได้ แต่หากเอาไปหลอกขายคงกำไรงามแน่ เป็นทุนยังชีพได้นานโข


หลังจากนั้นอนิเกลก็อุ้มมีอาตรงไปยังเกทข้ามเมืองมันคล้ายศาลาสิบสองเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีประตูทางเข้าทางเดียวเมื่อเขาเข้าไป ปรากฏประตูมิติอีกสิบเอ็ดทาง แต่ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้แล้วคงเป็นเพราะถูกตัดการเชื่อมต่อจากเมืองอื่น ยังไงเสียนี่ก็เป็นเมืองเถื่อนที่สร้างขึ้นมากันเอง มันไม่ใช่1ใน24เขตปลอดภัยตามพันธสัญญาเดิมของมหาเทพทั้งเจ็ดด้วยซ้ำ ซึ่งเมืองที่ปลอดภัยนั้นจะมีสนามพลังป้องกันมอนสเตอร์ และอยู่ในแดนทิพย์ ซึ่งเป็นเขตแดนอักขระของผู้รอบรู้ที่วาดด้วยพรประกาศิตแห่งผู้สร้างทำให้ไม่สามารถเข่นฆ่าหรือทำร้ายร่างกายกันในอาณาเขตนั้นๆได้


สรุปว่าอนิเกลจะต้องเดินทางฝ่าฝูงมอนสเตอร์น้อยใหญ่ว่าร้อยโยชน์(1โยชน์≈16,000เมตร) อนิเกลเดินออกจากสถานีเคลื่อนย้าย ก่อนจะเอาผ้าขนาดใหญ่ออกมาคลุมร่างเปลือยของมีอา เนื่องจากเสื้อผ้านางมันถูกเผาไปหมดแล้ว ด้วยเพลิงสุริยะที่นางไม่ได้ควบคุมมันจึงถูกเผาไปไม่เหลือแม้แต่ธุลี


จากนั้นอนิเกลเริ่มผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวเองที่ขาดรุ่งริ่งและกลับมาอุ้มร่างมีอาขึ้นอีกครั้ง เขารู้ว่ามีอารู้สึกตัวแล้วแต่ยังเรียกคืนประสาทสัมผัสร่างกายไม่ได้จึงยังคงเป็นอัมพาตอยู่ นี่คงเป็นเพราะวิญญาณไม่สมบูรณ์ และร่างกายบกพร่อง จากการเผากายสลายวิญญาณ


วงเวทย์ปีกแห่งเสรีสีดำขยายออกก่อนจะเริ่มสร้างเงาปีกสีทำจากขอบวงเวทย์ ปกติแล้ววงเวทย์นี้มีสีตามธาตุเวทย์ แต่อนิเกลไม่มีมานานี่จึงถูกสร้างจากมานาของวิญญาณมังกรเทียม ซึ่งจะมีสีดำก็ไม่ได้แย่อะไร เพราะมานานั้นได้กลืนกินพลังอยู่ตลอดด้วย ทำให้เขาเสียมานาน้อยกว่าปกติ


การเดินทางนั้นก็ใช้ความเร็วไม่น้อยแต่ก็ไม่สุด เนื่องจากลมที่ปะทะจะเป็นอันตราย อนิเกลปล่อยจิตสังหารอ่อนๆเพื่อไล่มอนสเตอร์บางส่วน เขาไม่แวะพักเลยแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปกว่าสี่ชั่วยาม(แปดชั่วโมงกว่า) ในที่สุดเขาก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆสายตา อนิเกลเริ่มเก็บจิตสังหารและลงเดินเพื่อหลอกล่อมือสังหาร( -PK- )ทั้งหลาย ทำไงได้เขาไม่มีโซนติดตัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำโซนของมีอาคงถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว


จนในที่สุดอนิเกลเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ามีฅนกลุ่มหนึ่งกำลังไล่ตามเขาอยู่ เขาพยายามวิ่งหนีเบาๆบอกอ้อมๆว่าไม่อยากสู้ และพวกมันก็ตามเขามาจนในที่สุดเขาก็โดนล้อมเสียแล้ว มันมากันไม่ต่ำกว่าสิบฅน แต่ที่แน่ๆคือมันมีสองกลุ่ม


“นี่เหยื่อของพวกเรา หลีกไปซะ” ฝ่ายหนึ่งตะโกนข้ามหัวอนิเกล


“เราเจอมันก่อน พวกแกสิต้องไป” อีกฝ่ายก็ไม่ยอมกัน ขณะนั้นเองปราการเพลิงทมิฬถูกใช้ออกขังทั้งสองกลุ่มเอาไว้อย่างรวดเร็ว


... พลาดแล้ว! มันไม่มีพลังเวทย์ก็จริงแต่มันมีวิญญาณมังกรเพลิงทมิฬ


... มันเป็นกับดัก!


... เป็นไปไม่ได้ มันไม่มีพลังเวทย์ มังกรทมิฬจะยอมรับมันได้อย่างไร


... ความเย็นนี่เป็นของจริงพวกเราไม่มีทางรอดแล้วล่ะ!


อนิเกลเผยรอยยิ้มอันชั่วร้าย ก่อนจะเอ๋ยคำออกมาอย่างเชื่องช้า “ฝ่ายใดจ่ายโซนได้มากกว่าฝ่ายนั้นจะไม่ต้องเจ็บตัว”


...


กว่าจะมาถึงเขตปลอดภัยอนิเกลถูกซุ่มโจมตีอยู่หลายสิบกลุ่ม บ้างก็วางอุบายให้เดินทางร่วมกันบ้างก็ชวนไปล่าสัตว์ แต่เจตนาที่แท้จริงมีหรือเนตรแห่งโชคชะตาจะมองไม่เห็นใครกันจะชวนผู้ไม่มีพลังเวทย์ไปล่าสัตว์ ตอนนี้เขามีโซนเกือบล้านแล้ว เป็นการหาโซนที่ง่ายดายและสบายยิ่งนัก แค่เห็นเพลิงทมิฬพวกมันก็ยอมศิโรราบแต่โดยดีแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น