ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 554 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9

    Overall
    554

ตอนที่ 3 : เนตรส่องวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 มี.ค. 62

ไร้รูป ไร้ลักษณ์ นั้นคือลักษณะทั่วไปของเผ่าโกสท์ มีเพียงเนตรพิเศษ หรือจิตสัมผัสเท่านั้นที่จะบ่งบอกตำแหน่งของพวกเขาได้ พวกโกสท์ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนักฆ่า การลอบสังหารของพวกเขานั้นแนบเนียนและเฉียบขาดอย่างที่สุด เหยื่อส่วนใหญ่ของพวกเขามักจะตายโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

“ผู้ใช้พลังแห่งทิศที่7 ฟ้าโลหิต มีธุระอะไร” ดวงตาของอนิเกลมองเห็นโชคชะตาได้ในระดับหนึ่ง จึงสามารถรู้ได้ถึงความสามารถในการต่อสู้ และพลังที่ใช้โดยไม่ต้องถาม พลังหยั่งรู้เช่นนี้ปรากฏขึ้นแล้ว อย่างน้อยในบรรดาสาวกของผู้รอบรู้ก็มีไม่น้อย

ไม่มีเสียงใดตอบกลับ อนิเกลผลักมีอาด้วยมือเดียวกระเด็นไปไกลจนติดกำแพงตึก ทำให้นางทรุดร่างลงกับพื้นกระอักเลือดสีแดงอ่อนออกมาคำหนึ่ง สมองกลับเป็นโง่งมอื้ออึงคิดอันใดไม่ออกอีกต่อไป เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช้การโจมตี ‘พละกำลังมหาศาลอะไรเช่นนี้’ มีอาเงยหน้ามองอนิเกลอย่างยากลำบาก

ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันวิ่งหนีสับสนวุ่นวาย บ้างก็นิ่งเฉยและมองดูว่ามันทำอะไรกัน บ้างก็วิ่งมาดูอย่างสนอกสนใจ

ฟ้าโลหิต เป็นทิศที่7 ในบรรดา 12 ทิศ ว่ากันว่าสายลมของทิศนี้สามารถตัดผ่านข้ามมิติ และออกจากมิติเพื่อสร้างความเสียหายจากภายในร่างกายคู่ต่อสู้ได้ ด้วยความที่เป็นโกสท์จึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้ เมื่อครู่จึงเป็นพลังจิตควบคุมลมปราณ

“มาถึงยามแรกก็เจอสุดยอดพลังสองจากสิบสองทิศ นี่สินะที่ลักษณะของผู้แข็งแกร่งที่เรียกหาผู้แข็งแกร่ง” อนิเกลหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ไม่แสดงอาการพิเศษใดๆออกมา

“เป็นไปไม่ได้” เสียงลึกลับดังขึ้นจากความว่างเปล่า แม้จะเย็นชาไร้อารมณ์แต่กลับแฝงวี่แววของความตื่นตระหนกอยู่บ้าง

“เป็นไปแล้วล่ะ” อนิเกลก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับจุดเพลิงทมิฬขึ้นบนฝ่ามือซ้าย รังสีฆ่าฟันระเบิดออกโดยมุ่งเป้าไปที่โกสท์ปริศนา การเดินของอนิเกลเหมือนจะชะงักบางจังหวะ แต่ก็ยังคงก้าวต่อไป ฟ้าโลหิต เป็นธาตุที่ควบคุมยาก โดยทั่วไปแล้วเบากว่าธาตุลมทั่วไป แต่ก็สามารถโจมตีจุดสำคัญได้ทันที ระยะโจมตีพาลสั้นไปด้วย

และด้วยรังสีฆ่าฟันของอนิเกลทำให้ชาวเมืองบางฅนสลบไปในทันที

“ไม่จริง อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา” สมองมันผลันคิดไปไกลโพ้นหลังจากจู่โจมจนล้า การจู่โจมแต่ละครั้งนั้นมากพอที่จะเอาชีวิตของศัตรู แม้แต่มหาเทพโดนเข้าไปเต็มๆย่อมถึงขั้นเจียนตายเพราะร่างทรงที่เปราะบาง แล้วมันเป็นใครกันถึงสามารถรับการโจมตีธาตุฟ้าโลหิตได้อย่างสบายๆ แค่จิตสังหารของอนิเกลก็บอกมันว่ามันสามารถตายได้ทุกเมื่อแล้ว กลับบังเกิดความกลัวกลุ่มหนึ่งเข้าเกาะกุมจิตใจ เท้ามันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้สึกตัว ที่ได้ชื่อฟ้าโลหิต ไม่ใช่แค่ที่นั้นมีท้องฟ้าที่แดงกร่ำดุจเลือดอสูร แต่เป็นเพราะทุกฅนที่ถูกโจมตีอย่างเบาก็สาหัสปางตาย แม้แต่มหาเทพยังไม่อาจรับตรงๆ คงมีเพียงอสูรที่วิวัฒนาการสู่ความเป็นอมตะเท่านั้น ที่กล้าพอจะรับการโจมตีนี้ตรงๆได้

อนิเกลก้าวเข้ามาอยู่ห่างจากมันไม่ถึงครึ่งก้าว มันเองก็ไม่ถ่อยหนี อีกฝ่ายมีสัมผัสเวลาเหนือกว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะหนีพ้น ในระยะไม่ถึงครึ่งก้าว กับสถิติร่างมังกรทมิฬ เพลิงทมิฬเป็นเพลิงที่กลืนกินพลังงานทุกชนิด การใช้สกิลร่างไร้ลักษณ์ก็ไม่ต่างจากเชิญให้ฆ่า เพราะต่อให้ร่างไร้มวลแต่วิญญาณยังอยู่ที่เดิมกับร่าง เป็นไปได้สูงว่าวิญญาณจะถูกเพลิงทมิฬกลืนกินไปด้วย ตอนนี้มันหวาดวิตกจนไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีกต่อไป

เพียงแค่รังสีฆ่าฟันอันเข้มข้นจนแทบสัมผัสได้ของอนิเกลก็เพียงพอจะข่มขวัญตรึงร่างมันให้สั่นสะท้านไม่อาจควบคุมแล้ว มือของอนิเกลที่ส่งเพลิงทมิฬมาประหนึ่งหัตถ์ประหารจากโชคชะตา ที่จะกำหนดจุดจบยอดนักฆ่าอย่างมัน

มันถึงกับหลับตายอมรับชะตากรรม ในชีวิตนี้มันก็สังหารผู้ฅนเป็นจำนวนมหาศาล ไม่คาดคิด ครานี้กลับโดนสังหารกลับเสียเอง ก็ไม่น่าแปลกนัก มันรู้อยู่แล้วว่าวันนี้สักวันต้องมาถึง เพียงแต่ไม่นึกว่าจะตายด้วยน้ำมือบุคคลน่าสะพรึงเช่นนี้

“โชคชะตายังไม่ทอดทิ้งเจ้าหรอกนะ” อนิเกลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลายส่วน นิ้วมือของอนิเกลจิ้มลงบนหน้าผากของโกสท์อย่างแม่นยำ เผาทำลายบางสิ่งอย่างเงียบงัน ก่อนที่อนิเกลจะทรุดร่างลงกับพื้นดินด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัส อาการบาดเจ็บภายในนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต่อให้เป็นเป็นราชันย์มังกรผู้แข็งแกร่งเมื่อโดนโจมตียังจุดที่อ่อนก็เจ็บจิ๊ดได้เช่นกัน

อนิเกลมองพื้นดินที่ยิ่งมายิ่งพร่ามัวอย่างรุนแรง เขารู้สึกราวกับหัวจะระเบิดออกมา สมองนับเป็นอวัยวะที่สำคัญ หากบอบช้ำเพียงนิดอาจถึงตาย แต่กับโลกนี้มือขาดยังสามารถงอกใหม่ได้ ที่ต้องการคือเวลา แล้วอนิเกลจะใจแข็งพอรึเปล่าก่อนจะถึงเวลานั้น หรือชีวิตที่สองของเขาจะจบลงตั้งแต่วันแรกกัน

เอ๊ะ? โกสท์มันพลันได้สติ ลืมตาขึ้นอย่างงงงวย มันมองอนิเกลที่ล้มนอนลงกับพื้นอย่างประหลาดใจ มันนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้เป็นเวลานาน ฉับพลันอุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นราวกับบังเกิดความพิโรธของเทพอัคคี

กรรร มีอาในสภาพกึ่งสัตว์คำรนขู่ หางที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงทั้งสามหางกวัดแกว่งไปมาเสมือนเปลวเพลิงอวบๆสามสาย ถึงแม้จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บหลังจากโดนอนิเกลผลัก แต่แรงกดดันทางจิตไม่ได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย หากมังกรเพลิงสุริยะฝึกศาสตร์เวทย์ «ลมหายใจสุริยัน» จิ้งจอกโลกันตร์คงฝึกคัมภีร์ลมปราณ «วิญญาณสุริยะ» แม้จะเป็นธาตุเดียวกัน แต่ก็เป็นอีกรูปแบบของการฝึก เพราะแตกแขนงกันออกไป ทำให้รูปแบบวิชาที่ได้แตกต่างกันออกไปด้วย

“...” มันยืนนิ่งสับสนอยู่ในห้วงความคิด ฉับผลันความทรงจำครั้งแรกที่คิดทรยศผู้เป็นนายก็หวนกลับมา โกสท์ฟ้าโลหิตแม้ร้ายกาจแต่มิได้ไร้เทียมทาน หากแต่แพ้ทางโกสท์ฟ้าปีศาจ

ลมของฟ้าปีศาจไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใด ลมจากการโบกมือยังแรงกว่าด้วยซ้ำ แต่มันมีคุณสมบัติเป็นพิษ! พิษนี้จะทำให้ประสานสัมผัสชาด้านและเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว

ขณะมันนึกถึง มันได้เจอกับโกสท์ฟ้าปีศาจ สำหรับธาตุที่เสียเปรียบการเปิดฉากโจมตีก่อนถือเป็นเรื่องสมควรยิ่ง แต่มิคาดร่างกายผลันทรุดวูบ ทั้งๆที่สติยังแจ่มแจ้ง แต่ร่างกายไม่อาจขยับตามสำนึก มิผิด ทุกธาตุต่างมีสกิลเสริมพิเศษ หากฟ้าโลหิตทิศที่7 สามารถแทรกแซงมิติได้ ฟ้าปีศาจทิศที่3 คงเป็นสัมผัสแห่งลม นั้นหมายความว่าศัตรูรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว หลังจากนั้นก็ถูกจักรพรรดิเวทย์ผู้หนึ่งตีตราประทับทาส แน่นอนว่ามันต้องขัดขืนและคิดทรยศ แต่ได้แค่คิด ความเจ็บปวดสายนั้นเกินบรรยาย เรียกได้ว่ามอบความตายให้ยังดีเสียกว่า มันถึงกับสลบไปสามวันเต็ม เมื่อตื่นมาก็สลบไปอีกสามวัน แค่มันนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นก็ทำให้คลื่นไส้จนอยากจะอาเจียนแล้ว

เดิมทีมันมีหน้าที่คุ้มกันทิศฟ้าปีศาจอยู่แถบชายแดน เพื่อไม่ให้โกสท์ฟ้าครามจากทิศที่7เข้าใกล้ โกสท์ฟ้าครามจากทิศที่11นั้นเป็นโกสท์ที่มีลมปราณธาตุลมรุนแรงที่สุด และสัมผัสถึงลมได้ดียิ่งอีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่ลมพิษของฟ้าปีศาจจะแทรกแซงสายลมอันรุนแรงนั้นได้ เว้นแต่ว่านั้นจะเป็นลมของฟ้าโลหิตที่สามารถแทรกแซงมิติได้ ในการต่อสู้ระหว่างฟ้าโลหิตและฟ้าคราม โกสท์โลหิตจะไม่ถึงกับหมดสติทันทีในการโจมตีครั้งแรก นั้นหมายความว่าหากโกสท์ฟ้าครามโดนสวนกลับคงถึงคราวจบสิ้น จะเสี่ยงใช้ร่างไร้ลักษณ์ก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะร่างกายนั้นไม่ได้หายไป เพียงแต่นำไปซ่อนในอีกมิติ โดยวิญญาณและจิตสำนึกยังอยู่ที่เดิม ยังไงโกสท์ก็คือโกสท์ รู้ไส้กันเองแน่นอน การโจมตีจึงไม่ไปเพียงมิติเดียว!

แต่พักหลังมีโกสท์ไปเฝ้าชายแดนฟ้าปีศาจมากไป การผลัดเวรจึงแปลกๆ ทำให้มีบางส่วนถูกขายในตลาดมืด

ทิศที่7 ฟ้าโลหิตใช้ คัมภีร์วิญญาณวายุโลหิต
ทิศที่11 ฟ้าปีศาจใช้ คัมภีร์วิญญาณลม พิษปีศาจ
ทิศที่3 ฟ้าครามใช้ คัมภีร์วิญญาณวายุคลั่ง
ทิศทั้งสามแม้จะเป็นธาตุลมแต่ก็แพ้ทางกันและกัน เช่นเดียวกับทิศเพลิงทั้งสาม
นอกจากนี้ยังมี เงือกวารีสามทิศ และภูติปฐพีอีกสามทิศ นับได้12 ทิศพอดี

ย๊ากกก!! กรงเล็บจิ้งจอกที่ครอบคลุมไปด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงง้างเตรียมตะปบโกสท์ตรงหน้า

“อย่า!! แคร๊กๆ” อนิเกลแผดเสียงด้วยกำลังที่โรยริน

ทางด้านมีอาที่ออกจู่โจมสุดแรงกลับชะงักดับเปลวไฟทันที แต่แรงที่ออกไปก็ยังคงเหลือไม่ต่ำกว่าสามในสิบส่วน

อั๊ก!! แต่ที่มีอาไม่คาดคิดคือนางจะโจมตีโดนเผ่าโกสท์จริงๆ เผ่าโกสท์มีสกิลร่างไร้ลักษณ์ที่สามารถหลบการโจมตีทุกรูปแบบได้อย่างสมบูรณ์ กลับไม่ใช้สกิลนั้น และมีอาไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันเหมออยู่

โกสท์ถึงกลับกระเด็นไปหลายวา ก่อนที่จะนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น เปลวไฟที่ร้อนที่สุดบนโลกแห่งนี้คือเพลิงสุริยะ หากมีอาไม่ดับมันก่อนจะถึงตัวโกสท์มันคงเป็นธุลีไปอย่างไม่ยาก

“ข้าไม่เป็นไร” ที่เขาเงียบไปเพราะได้เห็นพลังแห่งโชคชะตาอันแปลกประหลาดตรงหน้า สายตาเริ่มกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ปรากฏภาพเป็นเฟืองอันเล็กๆ เนื่องจากความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งโชคชะตายังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถหยั่งรู้ที่ไปที่มาของสิ่งของได้ ทางที่ดีควรจะเก็บมันไว้ก่อน มันอาจจะเป็นกุญแจอะไรก็ได้

มีอาคลายร่างกึ่งสัตว์ สำหรับสัตว์เทพที่เป็นหนึ่งในสี่เผ่าพันธุ์ลึกลับแล้ว นี่ไม่ต่างจากแก้ผ้าสามัญชนให้ดูเท่าไหร่ ไม่สิ ต้องบอกว่าแก้ผ้าให้ดูยังจะดีเสียกว่า

...ไม่จริง จิ้งจอกโลกันตร์มาทำอะไรที่นี่

...เมื่อกี้มันพึ่งจะโจมตีใส่โกสท์ใช่หรือไม่

...การต่อสู้ระหว่างเผ่าลึกลับหรอ ดูถ้าแล้วอย่าไปยุ่งจะดีที่สุด

...ไหนโกสท์ โกสท์อยู่ไหน ข้าอยากเจอตัวยิ่งนัก ว่ากันว่าร่างมันโปร่งแสง

เสียงซุบซิบดังขึ้นเหมือนดังว่าเทศกาลกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว พวกมันแม้จะไม่ได้อยู่ในเขตปลอดภัยแต่ก็ดูไม่เป็นกังวลแม้แต่น้อย

มีอาพยายามพยุงร่างอนิเกลขึ้น แต่ดูเหมือนจะไร้ผล เพียงแขนข้างเดียวของอนิเกลนางยังยกไม่ขึ้น ราวกับว่าทั่วร่างมันทำจากโลหะหนักค้ำโลกาที่ไม่อาจสั่นคลอน

‘เป็นความจริงสินะ ที่ต้องใช้เผ่ามารถึงยี่สิบฅนยกมาที่โรงประมูล’ มีอานึกถึงคำพูดของเจ้าของโรงประมูล ทีแรกนางก็นึกว่าโฆษณาเกินจริงทั่วไป แต่ถึงตอนนี้กลับยกไม่ขึ้นแม้แต่แขนข้างเดียว

“ขอ...” อนิเกลชะงักคำพูดไปราวกับหลงลืม ก่อนจะพยายามกระเสือกกระสนส่งร่างลุกขึ้นด้วยตัวเอง เขาเก็บเฟืองลึกลับไว้ในวงเวทย์กลางฝ่ามือขวาอย่างเป็นธรรมชาติ และยันตัวขึ้นอย่างโซซัดโซเซ “เผ่าแห่งหายนะไม่ตายง่ายๆหรอก นำทางไปสถานีเคลื่อนย้าย” เดิมทีเขาคิดจะเดินเล่นสักหน่อย แต่ตอนนี้เห็นทีต้องหนีไปพักฟื้นก่อน

“เผ่าแห่งหายนะหรอ” มีอาตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อันใด เร่งเดินนำทางอย่างลุกลี้ลุกลน

อนิเกลปรับสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะเดินไปอุ้มโกสท์ที่หมดสติไปด้วย หากมีใครเดินมาสะดุดมันเขา ไม่วายได้กลับไปเป็นทาสอีกแน่ เขาไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของนางเลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่มนุษย์ทั่วไปคงหนักไม่เกิน 100 กรัม ถ้าเป็นเผ่าอสูรหรือเผ่ามารที่ตัวใหญ่ก็คงหนักไม่เกิน 500 กรัม และที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นร่างจำแลงของเผ่าไททันหรือมังกรขนาดใหญ่ ว่ากันว่าหนักได้มากกว่า 6,000-30,000 กรัม การเดินแต่ละก้าวทำเอาลั่นฟ้าสะเทือนดิน

แต่ทั้งหมดนั้นจะเทียบกับอนิเกลได้อย่างไร เมื่อโลกเก่าที่จากมาเขาได้ดูดซับมานาธาตุธรรมชาติของผู้ทำลายเพิ่ม ทำให้พลังแห่งหายนะหนาแน่นขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่จะสามารถรับได้ น้ำหนักของเขาเรียกได้ว่ามหาศาลเกินขอบเขตของมวลมนุษย์ไปแล้ว ตั้งแต่มายั่งโลกนี้ มีแรงโน้มถ่วงประมาณ 1ใน20 หรือน้อยกว่าจากโลกเดิม ทำให้เขาไม่รู้สึกถึงน้ำหนักอันมหาศาลของตัวเองด้วยซ้ำ

อนิเกลพยายามตามมีอาไปอย่างยากลำบากเพราะแรงเสียดทานไม่พอ ดูเหมือนคนที่นี่จะมีวิธีจัดการปัญหาพวกนี้อยู่แล้ว

เดินมาครู่ใหญ่ๆ สถานีเคลื่อนย้ายข้ามเมืองอยู่ตรงหน้า แต่กลับมีผู้ฅนมาขวางไว้จำนวนหนึ่ง และหนึ่งในพวกมันก็ก้าวออกมา

“เป็นแค่ทาส อย่าริอาจสามหาว พลธนู” สิ้นคำสั่งปรากฏเอลฟ์กลุ่มหนึ่งง้างธนูอยู่บนหลังคารอบทิศทาง แต่มันบางฅนเมื่อเห็นอนิเกลมันก็แปลกใจไม่น้อยและลดธนูลงอย่างตื่นตะลึง

“เป็นใด ไยไม่ยิงมันเล่า” มันตะโกนถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทันใดนั้นเงามืดจากด้านหลังก็กระซิบบางอย่างก่อนที่จะหายไป “เยี่ยม! เผ่าแห่งหายนะในตำนานหรอ ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจักแน่เพียงไร พลธนู!” มันสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดกว่าเดิม

ชิ! สำหรับอนิเกลและมีอาธนูเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่กับโกสท์ที่หมดสติคงไม่อาจหลบ ทันใดนั้นเองเขตแดนกฎแห่งกรรมถูกเปิดใช้อย่างเงียบงัน ผู้ที่มีความเข้าใจในโชคชะตาขั้นที่ 3 อย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ออกได้ ในเขตแดนนี้เขาไม่สามารถโจมตีใคร และใครก็ไม่สามารถโจมตีเขาได้เช่น เพราะมันจะสะท้อนกลับมาเจ้าของทั้งหมด จึงมีอีกชื่อว่า «กรงกรรมวงเกวียน»

กรรร! มีอาเริ่มเข้าสู่สภาวะพร้อมต่อสู้อย่างไม่รู้ประสา อนิเกลจึงกล่าวเบาๆ “คลายร่างนั้นซะ นี่คือคำสั่งข้าร่ายคาถาเขตแดนไว้แล้ว”

หลังจากได้ยินมีอาจึงค่อยๆสงบลมหายใจและคลายร่างอย่างไม่ค่อยยินยอม “ท่านมีแผน? ท่านเป็นจอมคาถาด้วยหรือ?” นางถามกลับ

“เดี๋ยวก็รู้” อนิเกลฝากร่างโกสท์ไว้กับมีอา และเดินตรงเข้าไปทางเกทอย่างไม่เกรงกลัวเป็นคำท้าทาย ไม่ช้าก็มีเสียงโหยหวนจากทั่วทุกสารทิศ ใครที่เล็งยิงขาอนิเกลก็โดนดอกธนูตัวเองปักขาตัวเอง ใครที่เล็งยิงจุดตายก็มีธนูปักที่จุดตายของตัวเอง บางฅนก็ไม่กล้ายิง

“ได้เวลาที่โชคชะตาจะพิพากษาเจ้าแล้ว” อนิเกลหันมองด้วยแววตาลึกล้ำราวกับว่าสามารถทะลวงจิตใจใครก็ได้อย่างปรุโปร่ง นี่เป็นอำนาจบงการโชคชะตาระดับสอง เนตรสองวิญญาณ!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น