ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 553 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    8

    Overall
    553

ตอนที่ 26 : สะดุดยอดหญ้าสะเทือนฟ้าดิน [ช่วงปลาย]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มี.ค. 62

อนิเกลรับรู้ถึงความรู้สึกอันผิดปกติที่เกิดจากความสำนักเสียใจเมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี เขาสำนึกในความผิดทุกอย่าง แต่เหตุใดกลับรู้สึกดีขึ้นราวกับสามารถกลับมาชีวิตได้อีกครั้ง? คำตอบเหล่านั้นได้หลังจากที่อนิเกลพยายามไขข้อสงสัยด้วยประสบการณ์จากความทรงจำของอสูรชาร์ลอตต์ ... ไม่มีความเจ็บปวด? จากความทรงจำนั้นไม่มีความเจ็บปวดใดๆอีกเลย เผ่าอสูรหลังจากวิวัฒนาการสู่ความเป็นอมตะจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป อารมณ์เองก็ค่อยๆด้านชาไปตามกาลเวลา จิตใจก็ค่อยๆบอบช้ำจนไร้ความรู้สึกเช่นกัน เหลือเชื่อว่าเพียงไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว กลับกลายเป็นความทรมานอย่างหนึ่งของเหล่าอสูร เป็นเหตุให้มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายตก มีชีวิตเป็นอมตะแล้วอย่างไร ในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถสัมผัสถึงการมีชีวิตอยู่ได้อีกแล้ว เป็นเหตุให้เหล่าอสูรผู้เป็นอมตะต่างโหยหาความตายที่แท้จริง


หลังจากจมดิ่งลงสู่ภวังค์ความทรงจำของชาร์ลอตต์ อนิเกลกลับทราบอีกว่าอวัยวะต่างๆของอสูรจะไม่สามารถงอกใหม่ได้หากของเดิมยังไม่ถูกทำลาย ชีวิตของอสูรก็จะไม่สิ้นสุดเช่นกัน หากไม่สามารถทำลายหรือรวบรวมอวัยวะต่างๆกลับมาได้ครบ เพราะแม้ว่าเมื่อร่างกายจะตายลงเพราะเพลิงมรกต อวัยวะที่อยู่นอกร่างกายจะงอกส่วนที่ตายไปแล้วกลับมาได้ใหม่ และกลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างน่าพิศวง เป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเหล่าอสูรนั่นเอง ซึ่งคำว่า ˝อมตะ˝ เป็นความหมายของการมีอยู่อย่างไม่จบสิ้น แม้จะเป็นคำกล่าวที่ฟังดูไร้เทียมทานเกินจริงไปบ้าง แต่เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่เกินไป ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญในการเอาชีวิตรอด ถึงแม้จะเป็นอมตะแต่กลับมีวิถีผนึกร้อยแปดพันเก้าชนิดที่สามารถสะกดจิตวิญญาณอสูรลงได้ จะตายก็ไม่ได้ตาย จะอยู่ก็ไม่ได้อยู่ เป็นฝันร้ายอันรุนแรงที่อยู่เหนือยิ่งกว่าความเป็นอมตะ!


สีหน้าของอนิเกลแสดงออกถึงความตื่นตะลึงกับความจริงที่ได้ล่วงรู้ สาเหตุที่เขารู้สึกดีัันั้น คงหนีไม่พ้นการเก็บเกี่ยวโชคชะตาจากชาร์ลอตต์ มันคงทำให้เขาเป็นผู้ชื่นชอบความเจ็บปวดไปแล้ว ความรู้สึกที่ต้องแบกรับไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่มีต่อเขาหรือ... ไม่สิ เพราะนี่อาจจะเป็นเพียงความรู้สึกเดียวที่ชาร์ลอตต์เหลืออยู่ ความรู้สึกที่อยากมีอารมณ์และความรู้สึกต่างๆอีกครั้ง! ความรู้สึกที่อยากจะเจ็บปวดได้อีกครั้ง! ผลกระทบนี้ในแง่มุมของฅนปกตินับว่ามีข้อดีไม่น้อย แต่ว่าสำหรับเขาที่ประสบกับตัวเองกลับคาดว่าผลที่ตามมาร้ายแรงเกินไปแล้ว เขาเองก็ไม่ได้เป็นอมตะอย่างชาร์ลอตต์ วันหนึ่งวันใดหากเขาเสพความทรมานจนเสียชีวิตขึ้นมาไม่นับว่าตายเปล่าหรือ วันหนึ่งวันใดเขาปรารถนารับการโจมตีที่รุนแรงมันจะไม่ส่งผลให้พ่ายแพ้การต่อสู้หรือ


อนิเกลค่อยๆหันมองราเนียร์อย่างตั้งใจ เขาพยายามจับความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง ทันใดนั้นกลับน่ายินดีแล้ว เหมือนว่าราเนียร์จะสามารถเป็นที่พึ่งทางใจให้เขาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งความรู้สึกที่มี ยังเหนียวแน่นกว่าเดิมอีกด้วย ในใจเริ่มปิติยินดีกับความรู้สึกนี้เป็นที่สุด ราวกับว่าเขานั้นได้พบกับแก่นแท้ของการมีชีวิตอยู่แล้ว ราเนียร์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนั้นเป็นดังแสงสว่างที่สาดส่องเข้าสู่จิตใจที่มืดมิด เป็นความอบอุ่นที่ทำให้ชุ่มชื้นร่างกาย ความรู้สึกที่เคยสับสนยุ่งเหยิงกลับกลายเป็นชัดเจนในที่สุด เขาที่นิ่งค้างเริ่มปรากฏหยาดน้ำตาแห่งความสุขคล้ายได้พบเจอสิ่งที่หายไป คล้ายได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่อาจหวนคืน คล้ายหัวใจที่เหี่ยวเฉาได้เบ่งบานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง : อะไร...กัน


ราเนียร์เริ่มตื่นตระหนกจนสั่นสะท้าน นางรีบคลานลงจากเก้าอี้นวมยาว และก้มหน้าลงแทบเท้าอนิเกลทันที นางกล่าวอย่างร้อนรนขณะที่มือขวาค่อยๆยื่นออกไปจับข้อเท้าซ้ายอนิเกลอย่างระมัดระวัง “ขอประทานโทษเป็นอย่างสูงเจ้าค่ะ บ่าวกล่าวอันใดที่ไม่ควรสินะเจ้าค่ะ จะลงโทษบ่าวใช่มั้ยเจ้าค่ะ”


อนิเกลตกใจในการกระทำของราเนียร์ไม่น้อย นางเองเคยเป็นทาสมาก่อน จะให้นางมีบุคลิกเยี่ยงราชันย์ได้เช่นไร เขาใช้สองมือประคองนางขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังมั่นคง และชัดเจน “ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น เราแค่...คิดว่า...เราคง....รักท่านน่ะ”


สัมผัสอันอ่อนโยนของมือที่ประคองราเนียร์ขึ้นไม่ต่างจากน้ำเย็นได้หยดลงบนจิตใจที่ร้อนรน คำกล่าวของเขานั้นแม้จะชัดเจนอยู่เต็มหู แต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงในความฝัน หัวใจนางเริ่มเต้นระรัวไม่อาจควบคุม แต่ทว่าร่างกายนางกลับแข็งค้างราวกับหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าหากขยับตัวแม้แต่น้อยมันจะทำให้นางตื่นขึ้นจากความฝันนี้


“คือว่า อย่างไรก็ตาม..... เอาเป็นว่าท่านควรปรับปรุงกิริยาท่าทางให้คู่ควรกับเราสักหน่อยนะ” อนิเกลกล่าวต่อก่อนจะชะงักคล้ายหยุดคิดทบทวน และกล่าวต่ออีกครั้ง คำพูดก่อนหน้านี้ของเขาแม้จะกล่าวบอกรักอย่างเรียบเฉยและธรรมดายิ่ง แต่ถึงตอนนี้ในใจกลับรู้สึกหวาดหวั่นจนอยากแทรกแผ่นดินหนี... ใช่! เขากำลังอายนั้นเอง อายอย่างไร้เหตุผล อายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ อายผู้หญิงตรงหน้าอย่างน่าเวทนา ห่วงอารมณ์เริ่มหวั่นไหวสั่นคลอนไม่มั่นคง หัวใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เหตุการณ์นี้คล้ายเขากำลังลุ้นระทึกบางอย่าง... คำตอบของนางนั้นเอง! ทว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่แม้แต่น้อย


ราเนียร์ค่อยๆก้มหน้าลงคล้ายได้สติจากภวังค์ นางส่ายหน้าช้าๆเป็นการปฏิเสธ ก่อนจะทนกัดฟันพูดให้คำตอบที่ชัดเจนกับอนิเกลด้วยแววตาที่เลื่อนลอยและน้ำตาที่ไหลริน “บ่าวดีใจมากเจ้าค่ะ มีความสุขมากเลยเจ้าค่ะ แต่บ่าวเคยเป็นทาส...ผู้ต่ำต้อย...ไร้ค่า... แม้ร่างกายจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง แต่จิตใจยังคงสกปรกโสมมเช่นเดิมเจ้าค่ะ... ไม่คู่ควรอย่างยิ่ง เจ้าค่ะ”


ประโยคสุดท้ายของราเนียร์แม้แต่นางเองยังเจ็บปวดจนหัวใจแทบหยุดเต้น ส่วนอนิเกลก็รู้สึกใจหายวาบไม่ต่างกัน ไม่ช้าเขาก็ยกยิ้มอย่างชั่วร้าย ชัดเจนว่ามีความคิดความเห็นกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้อยู่แล้ว “ทาส มีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยหรือ”


เป็นคำถามสั้นๆของอนิเกลที่ตอกย้ำความจริงบางประการจนนางต้องสั่นทึ่ม ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้นประหนึ่งกรีดแผลก่อนจะดึงหัวศรออก เจ็บหนักชั่วครู่แต่ก็ทำให้ดีขึ้นในทันที แววตามรกตของนางกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง นางเริ่มหักใจกับความขัดแย้งในความถูกต้องที่ควรจะเป็นทั้งปวง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตะโกนใส่เขาด้วยอารณ์ทั้งหมดมี “รัก รักที่สุด รักนายท่าน...มาก เจ้าค่ะ”


“พยายามได้ดีมาก” อนิเกลกล่าวชม และยิ้มบางๆอย่างพอใจในคำตอบนี้ มันทำให้เขารู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ระเบิดปะทุออกมาเมื่ออย่างชัดเจน เขาลูบใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาของนางอย่างเบามือ ก่อนจะโอบนางขึ้นมากอดอย่างแนบแน่น จากนั้นเขาจึงทบทวนบทเรียนราคาแพงที่ได้จากชาร์ลอตต์และราเนียร์ : ชีวิตคือความเจ็บปวด บาดแผลจากความเจ็บปวดถือเป็นหลักฐานสำคัญของการมีชีวิต ยิ่งเจ็บปวดยิ่งมีชีวิต ยิ่งมีชีวิตยิ่งเจ็บปวด หากไม่เคยเจ็บปวด ถือว่าไม่เคยได้สัมผัสกับการมีชีวิต มันจะทำให้ไม่เกิดแรงกระตุ้น เมื่อไม่มีแรงกระตุ้นก็ไม่เกินเป้าหมายในการมีชีวิต จงดื่มด่ำความเจ็บปวด!


ชัดเจนแล้วว่าความคิดความอ่านของอนิเกลตอนนี้เริ่มบิดเบี้ยวไปหมด จะมีผู้ใดกี่ฅนกันที่ชื่นชอบความเจ็บปวด ความเจ็บปวดคือเป็นความรู้สึกด้านลบของการมีชีวิตอยู่ แต่ก็ปฏิเสธบางประการไม่ได้เช่นกัน เพราะนั้นคือส่วนหนึ่งของการมีชีวิตจริงๆ


เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วไม่ทราบ เขาและนางนั่งกอดกันจนลืมเวลาที่ล่วงเลย แม้จะไร้ซึ่งคำพูดคำจาใดๆ แต่สิ่งที่แลกเปลี่ยนกันยามนี้คงไม่ใช่แค่ความอบอุ่นอีกต่อไปแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นยามนี้ยิ่งนานยิ่งหนายิ่งแน่นจนเกือบสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่ลางๆแล้ว


อนิเกลที่พลันนึกขึ้นได้กลับกล่าวขึ้นทำลายความเงียบสงบ “จริงสิ เรายังพอมีเวลาอยู่เล็กน้อย เราไปเยี่ยมมีอาได้มั้ย”


“ทำไมจะไม่ได้ล่ะเจ้าคะ” ราเนียร์ลุกขึ้นยืนอย่างร่าเริง สีหน้าของนางยามนี้นับว่าสดใสจริงๆ อนิเกลถึงกลับเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะลุกขึ้นให้นางนำทางไป


ราเนียร์และอนิเกลเดินผ่านประตูของห้องหกเหลี่ยมมาหยั่งห้องกลาง ซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพดานสูงราวๆหนึ่งวาครึ่ง(3เมตร) ตัวห้องนั้นจะว่าเป็นห้องนั่งเล่นก็ไม่ใช่ห้องรับแขกก็ไม่เชิง อีกฝั่งของโต๊ะยาวมีชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย แต่เนื่องจากเขาไม่ได้มาเพื่อถลุงขุมปัญญาเหล่านั้นสายตาจึงลากกลับมาที่กลางห้อง ซึ่งมีโต๊ะกระจกยาวขนาดเล็ก รอบโต๊ะก็มีเก้าอี้ไม้ขนาดเล็กวางอยู่ราวกับเป็นห้องประชุม บนโต๊ะมีกระถางต้นไม้ดอกไม้วางอยู่ถึงสามใบอย่างสวยงาม อีกด้านของโต๊ะที่เป็นฝั่งตรงกันข้ามกับชั้นหนังสือเป็นกำแพงสีอ่อนสบาย มีหน้าต่างบานกระจกสองบาน ซึ่งเปิดอยู่ทั้งสองบาน ตรงกลางระหว่างหน้าต่างมีประตูไม้สีเข้ม สายตาเขาที่มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง มันเป็นสวนดอกไม้เล็กๆ และลานกว้างขนาดใหญ่ ไกลออกไปเห็นชายป่าอยู่ลางๆ ทว่าใบไม้เหล่านั้นกลับเป็นสีเทาหม่นหมอง ซึ่งสีเทานี้ก็เป็นสีเดียวกับท้องฟ้าด้วย


แม้จะตื่นตะลึงกับความตระการตาของสิ่งที่ได้พบเห็นไม่น้อย แต่เขาก็ตัดใจละสายตากลับมามองไปหยั่งเบื้องหน้า ทางที่ราเนียร์กำลังนำไป มันเป็นกำแพงที่มีประตูไม้ลึกลับชวนสงสัยถึงสามบาน


ขณะนั้นเองราเนียร์หยุดลงหน้าประตูทั้งสามบาน ก่อนจะกล่าวขึ้นคล้ายสงสัยและสนุกสนานอยู่บ้าง “นางอยู่ในนี้เจ้าค่ะ บ่าวพยุงตัวนางเข้าไปด้วยตัวเองนะเจ้าคะ แต่พอบ่าวเข้าไปอีกทีกลายเป็นว่าไม่ใช่ห้องเดิมแล้วเจ้าค่ะ และไม่เจอตัวนางด้วยเจ้าค่ะ อีกทั้งไม่ว่าจะเข้าประตูบานไหนก็ไม่เจอนาง และไม่ว่าจะเป็นประตูไหนก็เป็นห้องเดียวกันหมดเลยเจ้าค่ะ”


ด้วยเหตุใดไม่ทราบ อนิเกลกลับเข้าใจความหมายที่นางพยายามจะสื่อสารเป็นอย่างดี เขาไม่ลังเลเดินเข้าห้องกลางโดยไม่ได้เลือก เพียงเปิดประตูเท่านั้น ไอความร้อนกลุ่มหนึ่งก็ทะลักออกจากห้องคล้ายเปิดเข้าสู่นครโลกันต์ของเพชฌฆาตสันติก็มิปาน มันเป็นสิ่งที่บอกเขาได้ทันทีว่าเข้ามาไม่ผิดห้อง


ด้วยเหตุใดไม่ทราบ อนิเกลกลับไม่สามารถก้าวขาเข้าไปได้ เขาพลันรู้สึกถึงความหนักหน่วงของแต่ละย่างก้าวได้อย่างกะทันหัน เป็นความรู้สึกที่คล้ายเดินอยู่กลางทะเลโคลน ความรู้สึกหนักหน่วงเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากไอความร้อนที่แผ่ขยายกดดันเข้ามา เขากระจ่างแก่ใจทุกอย่างดีว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่เขาได้กดดันตัวเอง มีอาอยู่ในห้องนี้ แค่ก้าวเข้าไปก็สามารถพบเจอ แต่...เขาจะสามารถต้านทานแรงกดดันของตัวเองเข้าไปได้หรือ?


-----------


Fate 4 จอมเวทย์แดนมรณะ

เป็นเรื่องราวหลังสงครามโลกครั้งที่สามราว300ปี มนุษย์ได้ฟื้นฟูอารยธรรมต่างๆจนวิทยาการล้ำหน้าไปมาก มากจนมีความเสี่ยงที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกนอกเอกภพ ผู้เป็นเจ้าจึงทำการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม โยนเชื้อซอมบี้ในรูปแบบของอุกกาบาตสีเขียวลงมาบนโลก เชื้อซอมบี้นี้มีผลทำให้เมื่อตายหรือได้รับเชื้อเพิ่ม จะส่งผลให้กระตุ้นเลือดอสูรและพลังแห่งหายนะในร่างคลั่งจนทำลายสมอง(ตาย) ก่อนจะฟื้นคืนชีพกลายเป็นซากศพเดินได้ ออกมากัดกินมนุษย์กันเองด้วยสัญชาตญาณดิบของเดรัจฉาน เทพแห่งการทำลายล้างที่รู้ความรู้สึกเดือดดาลมากที่พระเจ้าไม่ปรึกษาอะไรเลย ครั้งนั้นนางทำลายสวรรค์ชั้นสองไปครึ่งหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์ เทพแห่งการทำลายล้างคิดว่าหากไม่ทำอะไรเลยเผ่าแห่งหายนะที่เป็นดั่งทายาทคงจบสิ้นแล้ว เขาจึงเรียกหนึ่งในผู้สืบทอดบัลลังก์ขวาแห่งการทำลายล้าง เพื่อมอบมอบภารกิจกอบกู้โลกในครั้งนี้ ทว่าผู้รอบรู้ไม่อนุญาตให้เข้าไปทั้งอย่างนั้น ด้วยพลังที่มีมากอยู่แล้วทุกอย่างจะง่ายดายเกินไป บัลลังก์ขวาจึงต้องจุติใหม่อีกครั้งลงไปบนโลกหายนะ ต้องฝึกฝนและเก็บเกี่ยวพลังแห่งธรรมชาติใหม่ทั้งหมด ถึงแม้จะช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้นแต่ผู้ทำลายก็ยอมใจเย็นลง

*จริงๆแล้วจอมปราชญ์เป็นพวกซาดิสม์ พระเจ้าโดนคำพยากรณ์ของนางเป่าหู จนทำอะไรไม่หยั่งคิด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่โลกหายนะจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกภายนอก และก็เป็นผู้รอบรู้ที่บอกผู้ทำลายให้รู้เรื่องทั้งหมดอีกเช่นกัน โดยผู้รอบรู้ทำทุกอย่างเพื่อความสนุกส่วนตัวเป็นอันดับหนึ่ง ผลประโยชน์และอื่นๆจะมาเป็นอันดับสองเสมอ


อยากอ่านมั้ย? รอไปก่อนนะ ฮะฮะฮ่า

ไว้ขี้เกียจเขียน Fate 3 จะไปเขียน Fate 4 ให้อ่านเล่นๆ

0 ความคิดเห็น