ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 554 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9

    Overall
    554

ตอนที่ 23 : ปริศนาแห่งชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มี.ค. 62

หลังจากอนิเกลและราเนียร์นอนเล่นดื่มด่ำความสุขในความอบอุ่นที่มีให้กันอยู่นาน ในที่สุดอนิเกลก็มีความคิดที่จะออกไปตามหาชาร์ลอตต์ เขาลุกขึ้นนั่งข้างเตียงอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะบิดตัวไปมาสองสามทีแล้วยืนขึ้น มือขวาพลันปรากฏผ้าสีเขียวอ่อนที่พับอยู่อย่างเป็นระเบียบขึ้นกะทันหัน เขามองมันและนึกถึงราเนียร์จึงเอ่ยขึ้น “จริงสิ ท่านไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว ชุดนั้นก็ทิ้งไปเสียเถิด ใส่ชุดนี้ให้เราดูหน่อยสิว่าท่านจะงดงามเพียงไร”


“เจ้าค่ะ” เมื่อกล่าวขึ้นเรื่องโรงแรมนางมีสีหน้ากังวลไม่น้อย นางค่อยๆรับชุดไปด้วยมือที่สั่นเทา


“ท่านไม่ต้องห่วงไป เรื่องของท่านเรารับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะเงินตราหรือเส้นสายเราก็พอมีอยู่ จะไม่มีใครทำอะไรท่านได้ และไม่มีใครพรากท่านไปจากเราได้เช่นกัน” อนิเกลกล่าวอย่างมั่นใจ ในพิภพนี้คงไม่มีสามัญชนฅนไหนโง่พอที่จะต่อกรกับเศษเสี้ยวอำนาจของจอมปราชญ์เป็นแน่ เว้นแต่ว่ามันจะเบื่อโลกเต็มทนแล้ว


“เจ้าค่ะ” ราเนียร์ตอบรับเขาด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเขาห้องอาบน้ำไป เพียงไม่นานนางก็ออกมาในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนสบายตา มีลายลูกไม้ประดับอยู่บริเวณอกเล็กน้อย ชายกระโปรงและชายแขนเสื้อตกแต่งด้วยระบายลายเพลิงสีเขียวอย่างพองาม


พริบตาแรกที่นางก้าวออกมา กลับทำให้เขาสายตาแข็งค้างราวกับถูกมนตร์สะกดให้จับจ้อง นี่ไม่ใช่ความงามที่ควรจะเป็น แต่คือความน่ารักที่เด็กน้อยผู้หนึ่งควรจะมี ชุดนั้นราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนางโดยเฉพาะ เส้นผมมรกตสลวยพริ้วตามการเคลื่อนไหว ดวงตาเป็นประกายประหนึ่งอัญมณีล้ำค่าจับจ้องมาทางเขา รอยยิ้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มที่ส่งให้เขาอย่างอายๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับภาพมายาในความฝัน ที่เขาไม่อยากจะเชื่อคือทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง เรื่องจริงที่เกิดขึ้นหลังจากนางเปลี่ยนชุดเท่านั้น มิคาดว่าแค่เปลี่ยนชุดจะเพิ่มมนต์สเน่ห์ให้กับนางได้ถึงขนาดนี้ หากได้แต่งหน้าและส่วมใส่เครื่องประดับ ตัวนางคงจะสามารถส่องประกายได้มากกว่านี้แน่


“ข้างล่างรู้สึกโล่งๆนะเจ้าค่ะ” ราเนียร์ก้มมองและจีบกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมันยาวพอที่จะคลุมเข่านางเท่านั้น ท่าทางของนางเห็นได้ชัดว่าไม่เคยใส่กระโปรงมาก่อน


“จริงสิ เมื่อครู่เราเตรียมรองเท้าคู่ใหม่ไว้ให้แล้ว” อนิเกลที่ถือรองเท้าแก้วสีเขียวมรกตคู่เล็กอยู่ในมือกล่าวขึ้น ก่อนจะนำมันไปว่างที่พื้นข้างเตียง “มานั่งสิ เดี๋ยวเราสวมให้”


“บ่าวเกรงใจแล้วเจ้าค่ะ” ราเนียร์ก้าวถอยหลังเล็กน้อยพร้อมกับหันหน้าหนีเลี่ยงที่จะสบสายตา


“ลำบากใจสินะ งั้นแลกกับการได้เห็นใต้กระโปรงสาวน้อยคงเป็นอะไรที่หลุดกันได้” นี่เป็นคำหยอกล้อของอนิเกลที่กล่าวโดยไม่คิด เขาเพียงรู้สึกสนุกที่จะได้แกล้งหญิงสาวตรงหน้าเท่านั้น เพราะท่าทีของราเนียร์ยามเขินอายนับว่าน่าชมยิ่ง


ราเนียร์ถกกระโปรงขึ้นจนสุดอย่างไร้ความลังเล เผยให้เห็นกางเกงชั้นในเล็กๆสีเขียวอ่อนและน่องขาขาวผ่องเรียวเล็ก ก่อนที่นางจะกล่าวขึ้นอย่างหน้าตาเฉย “มันไม่มีค่าอะไรขนาดนั้นหรอกเจ้าคะ ก็แค่ส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าท่านต้องการ จะเปิดให้เห็นมากกว่านี้ก็ได้นะเจ้าค่ะ หรือจะล่วงเกินบ่าวให้สำราญใจแค่ไหนก็ไม่เป็นไร”


ฉับพลันความทรงจำอันข่มขืนของราเนียร์ที่ถูกย่ำยีนับครั้งไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในสำนึกของอนิเกล ถึงแม้ร่างกายจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง แต่จิตใจของนางยังคงบอบช้ำอยู่แสนสาหัส มันไม่ใช่สิ่งที่จะลืมกันได้เลยจริงๆ ท่าทีของราเนียร์ที่แสดงออกมายามนี้ทำให้เขารู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูก “เราต้อง...ขออภัยท่านอีกแล้ว ราเนียร์”


ประโยคแทงใจตัวเองเมื่อครู่ หากเป็นอนิเกลฅนก่อนคงไม่มีทางพูดออกมาแน่ เห็นได้ชัดว่าพื้นฐานนิสัยก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเช่นกัน ใต้กระโปรง? เขาเคยสนใจอะไรแบบนั้นด้วยหรอ ไม่แม้แต่จะล้อเล่นด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ราเนียร์รู้สึกยังไงกับเขากันแน่ แล้วตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกกับราเนียร์ยังไงกันแน่ ผลกระทบต่อจิตใจหลังการเก็บเกี่ยวชัดเจนอยู่เต็มอกว่าใหญ่หลวงมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่แค่ฅนแรก ราเนียร์เป็นแค่ต้นแรกของการเก็บเกี่ยว อนาคตหากมีต้นใหญ่กว่านี้เขาจะเป็นอย่างไร เขาจะยังคงเป็นเขาได้หรือ แล้วเป้าหมายของเขาจะไม่ไขว้เขวแน่หรือ


ราเนียร์มองอนิเกลด้วยความแปลกใจ นางเดินมานั่งบนเตียงตรงหน้าเขาและกล่าวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เช่นนั้นรบกวนเปลี่ยนรองเท้าให้บ่าวด้วยนะเจ้าคะ”


เมื่อเห็นสีหน้าที่เจ็บปวดของอนิเกล แม้จะไม่เข้าใจเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อยากเห็นใบหน้าแบบนั้นอีกแล้ว : อะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ ได้โปรด...อย่าเกลียดบ่าวเลยเจ้าค่ะ


อนิเกลสงบใจอย่างรวดเร็ว ค่อยๆถอดทั้งสองข้างให้ราเนียร์อย่างระมัดระวัง อย่างไรเสียนี่ก็เป็นปัญหา เขาเองไม่อยากให้ค้างคา จึงกล่าวขึ้นขณะใส่รองเท้าข้างหนึ่งให้นาง “ทำไมกัน ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไร”


ราเนียร์เหมือนจะตกใจเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มขึ้นบางๆด้วยความสบายใจ ก่อนที่นางจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย นางรู้สึกว่านางเริ่มเข้าใจอนิเกลขึ้นมาบ้างแล้ว ว่าเขานั้นเข้าใจนางมากกว่าตัวนางเองเสียอีก “ลองดูหน่อยก็ได้นะเจ้าค่ะ ท่านอาจจะชื่นชอบกับความสำราญนี้ก็ได้เจ้าคะ ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน ทั้งหมดนี้มันเป็นความต้องการของบ่าวเองเจ้าค่ะ กับร่างกายที่ไร้ประโยชน์ของบ่าวนี้ ได้โปรด...”


ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ยิ่งราเนียร์พูดมากเท่าไหร่อนิเกลยิ่งเจ็บปวดในใจมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเขาส่วมรองเท้าอีกข้างหนึ่งให้ราเนียร์เสร็จสิ้น เขาจึงยืนขึ้นและมองนางด้วยสายตาที่เลือนลาง สิ่งที่เก็บเกี่ยวมาเหมือนจะไม่ใช่แค่ความรู้สึกแล้ว ดูเหมือนมันจะควบคุมยากกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก อารมณ์ของเขาที่คลุ้มคลั่งในใจเลือดพล่านจนร้อนวูบไปทั้งร่าง คล้ายสติเขากำลังจะหลุดการควบคุม เขาค่อยๆเอื้อมขวามือไปหาราเนียร์ที่นอนหลับตาอยู่อย่างสงบบนเตียง แต่เอื้อมไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น “ไปกันเถอะ”


ราเนียร์สะท้านลืมตาขึ้นมองมืออนิเกลคล้ายนางกำลังตกใจ นางค่อยๆยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปสัมผัสจับมือขวาเขาด้วยท่าทีแข็งค้างเพราะความสงสัย นางเข้าใจอะไรผิดไป หรือนางไม่ดีพอสำหรับเขากัน นางละสายตาจากมือเขาและหันมองหน้าอนิเกลด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นดวงตาที่โศกเศร้าราวกับกำลังร้องไห้ ประกอบกับรอยยิ้มบางๆอันอ่อนโยนและอบอุ่น ทำให้นางตอบรับเขาโดยไม่มีท่าทีผิืดหวังแม้แต่น้อย “เจ้าค่ะ”


อนิเกลค่อยๆดึงราเนียร์ขึ้นมา แล้วจึงจูงมือนางออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก การกระทำเหล่านั้นทำให้นางทราบแล้วว่า อนิเกลไม่ใช่แค่เข้าใจนางมากกว่าตัวนางเอง แต่เขายังคงเป็นผู้ที่ถนอมรักนางมากที่สุดอีกด้วย ทั้งสองออกจากห้องและเดินไปตามทางเพื่อไปหยั่งห้องรับรอง


ระหว่างทางมีพนักงานหญิงฅนหนึ่งถือถาดเครื่องดื่มและกับแกล้มเดินสวนมาพอดี นางหยุดเดินขมวดคิ้วมองราเนียร์ด้วยแววตาที่ตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อ เห็นได้ชัดว่านางจำราเนียร์ได้ แต่เมื่อเห็นราเนียร์อยู่กับอนิเกลในสภาพนั้นนางกลับไม่กล้าแม้แต่จะทักทาย อนิเกลเองก็มองเห็นนางอยู่ในสายตาเช่นกัน แต่ราเนียร์ทำราวกับไม่รู้จักนาง ความสนใจของราเนียร์ตอนนี้มีเพียงมือที่สัมผัสกับอนิเกลเท่านั้น


“นี่คือสิ่งที่เจ้าสมควรจะได้รับ” อนิเกลกล่าวขณะเดินผ่านนางด้วยน้ำเสียงคล้ายเคียดแค้น แต่นั้นกลับทำให้ถาดในมือนางสั่นขึ้นจนเกือบจะหลุดจากมือ ราเนียร์ไม่ได้มีท่าทีอะไรพิเศษกับคำกล่าวของเขา ราวกับเมื่อครู่นางไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด


ห้องรับรองนั้นแม้จะกว้างแต่ก็ไม่ใหญ่มากนัก ทันทีที่อนิเกลเดินผ่านประตูออกมาก็พบกับชาร์ลอตต์ที่นั่งรออยู่ไม่ไกล ท่าทีของชาร์ลอตต์นั้นเยือกเย็นสงบนิ่งกว่าปกติมาก อนิเกลไม่รอช้า เขาก้าวเข้าหาชาร์ลอตต์ทันที “ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่”


“ข้าแค่ไปไว้อาลัยให้ตัวเองสักหน่อย ไม่สำคัญว่าจะช้าหรือเร็ว” ดูชาร์ลอตต์ไม่แปลกใจที่เห็นราเนียร์เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย สีหน้าอันเป็นปกติของเขาคล้ายว่าเขาจะรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว


“เช่นนั้นออกนอกเมืองกัน” ดูเหมือนอนิเกลไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมายแล้ว


“ไม่จำเป็น เรานั้นสิ้นอายุขัยไปนานแล้ว เขตปลอดภัยช่วยอะไรไม่ได้หรอก” ชาร์ลอตต์ยืนขึ้น ก่อนจะส่งของสองสิ่งให้อนิเกล หนึ่งเป็นแหวนที่อนิเกลให้ไปก่อนหน้านี้ แต่อีกหนึ่งเป็นสัญลักษณ์รูปกะโหลกมนุษย์สีน้ำตาลคล้ายใบไม้แห้ง เพียงกลิ่นอายก็คล้ายเต็มไปด้วยออร่าแห่งความตายอยู่เข้มข้น เพียงมองยังทำให้ต้องสั่นกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ มันคือสัญลักษณ์ผู้คุมวิญญาณ ซึ่งเป็นยศที่สูงกว่านักล่าวิญญาณ และมหาสาวกฮาเดส แท้จริงแล้วชาร์ลอตต์กลับมียศสูงถึงขนาดนี้ ไม่เสียทีที่อยู่มานาน ยศที่สูงกว่ามหาสาวกส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบสืบทอด การที่ชาร์ลอตต์มอบมันให้อนิเกลชัดเจนแล้วว่าชาร์ลอตต์รู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องตายวันนี้


“ไม่เปลี่ยนใจแน่หรือ” อนิเกลกล่าวถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ ผู้ที่ปรารถนาความตายจะต้องใช้ชีวิตมานานเท่าใดกัน จะต้องมีชีวิตที่ผ่านมาเป็นเช่นไรกัน


“ไม่มีทาง... เริ่มเลย” เมื่อชาร์ลอตต์กล่าวอย่างนั้นทำให้อนิเกลต้องยอมรับของทั้งสองสิ่งนั้นมา อนิเกลหันไปมองราเนียร์ที่ยืนงงอย่างสงสัย


“ท่านจุดเพลิงมรกตได้หรือไม่” อนิเกลกล่าวถาม ในเขตปลอดภัยนั้นถูกจำกัดการใช้พลัง แต่เพลิงมรกตคือเพลิงแห่งการรักษา เป็นไปได้ที่จะจุดขึ้่นในเขตปลอดภัย


“เจ้าคะ?” ราเนียร์เหมือนจะยังไม่เข้าใจ


“เพลิงมรกตเป็นศาสตร์แปรธาตุเฉพาะสายเลือด ก็เหมือนปลดปล่อยพลังเวทย์ออกมาแปรสภาพอากาศนั้นแหละ ด้วยสายเลือดที่มีมันควรทำได้ง่ายกว่าแปรธาตุปกติมาก... ลองทำดู” อนิเกลจับมือของราเนียร์ยกขึ้น ซึ่งนางก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง ก่อนที่อากาศบนมือนางจะแปรสภาพเป็นเปลวเพลิงสีเขียวขนาดเล็กและดับไป


“ดีมาก ทำอีกครั้ง คราวนี้พยายามคงสภาพเอาไว้ด้วย” อนิเกลกล่าวขณะที่ราเนียร์พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจุดเพลิงมรกตอีกครั้ง


ครานี้ปรากฏเป็นเพลิงมรกตกองใหญ่ขึ้นแสงของมันนั้นงดงามบาดตา ชาร์ลอตต์ยื่นมือออกไปใจกลางเพลิงมรกตทันที เพลิงสีเขียวลุกลามไปตามมือก่อนจะกระจายไปทั่วร่างของชาร์ลอตต์อย่างรวดเร็ว อนิเกลอ้อมไปใช้มือซ้ายปิดตาราเนียร์เพื่อไม่ให้นางเสียสมาธิทันที พร้อมกับพูดกับนางเบาๆ “คงสภาพไว้ อย่าเสียสมาธิ”


เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เมื่อชาร์ลอตต์ต้องการเช่นนี้ อนิเกลจึงใช้เนตรส่องวิญญาณมองดวงตาชาร์ลอตต์ทะลุผ่านอดีตของอันยาวนานของมันอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้น มือขวาที่ไม่ได้ปิดตาราเนียร์ไว้เอื้อมมือไปหาชาร์ลอตต์เหมือนกำลังจะคว้าบางอย่าง ไม่ทันทีเส้นสายต่างๆจะปรากฏชัดเจน เขากระชากเก็บเกี่ยวมันทันที


--------------

โอ๊ยๆ อ่านเองยังขัดใจตัวเอง เขียนเองรึเปล่าเนี่ย ขอประทานโทษทุกท่านที่เข้ามาอ่านเพราะคิดว่ามันมีแต่ฉากต่อสู้สุดแฟนตาซีด้วยแล้วกัน รู้ตัวนะว่าการบรรยายฉากต่อสู้มันดาดๆ ส่วนที่ดราม่าก็ยังขาดๆเกินๆ บทจะซึ้งก็ยังไม่ถึงใจ การเดินเรื่องก็ไม่สม่ำเสมอ รู้สึกตัวเองไม่เอาไหนยังไงไม่รู้สิ มือใหม่หัดจิ้มคีย์บอร์ดก็งี้ล่ะมั้ง เอาๆอย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ตัวเอกของเราหลังจากเก็บเกี่ยวโชคชะตาจะต้องแบกรับความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้กันไว้เพียงผู้เดียว ซึ่งจะมีผู้ชายมาปนด้วยก็ไม่แปลก(ยังลังเลอยู่) อ๊ากกก เขียนแนวไหนกันแน่เนี่ย ขอประกาศอย่างเป็นทางการเลยแล้วกัน เรื่องนี้จะออกแนวฮาเร็มอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว!


แต่ก่อนหน้านั้นทุกท่านคงทราบกันดี ผู้แต่งประสบปัญหาทางความคิดอย่างใหญ่หลวงร้ายแรงขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้ อ๊ากกกก คือๆๆๆคิดชื่อตัวละครไม่ออก ตัวประกอบส่วนใหญ่ยังไม่มีชื่อเลย ขอโทษทีที่มีแต่จินตนาการไร้ซึ่งความคิด ดูชื่อแต่ละตัวสิ ตัวเอกยังต้องให้เป็นชื่อชั่วคราวไปก่อนเลย คิดถึงชื่อแล้วยิ่งเหนื่อย พอๆ ขอจบการบ่นของผู้เขียนในครั้งนี้

0 ความคิดเห็น