ข้ามพิภพสยบมนตรา [ดาร์คแฟนตาซี 18+]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 553 Views

  • 0 Comments

  • 28 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    8

    Overall
    553

ตอนที่ 11 : บทอัญเชิญอสูรจากนรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 มี.ค. 62

อักขระมืดมากมายลายลอมอนิเกลไว้ให้อับจนหนทางเป็นพันธนาการยากหลุดพ้น ราชันย์แห่งสรรพวุธสงบนิ่งราวกับกระบี่ธรรมดา นั้นแสดงว่าเขาต้องพึ่งพลังตัวเองแล้ว เขตแดนกฎแห่งกรรมกำลังจะถูกใช้ออก แต่กลับตัดสินใจช้าไปเพียงเสี้ยววินาที สติอนิเกลกลับดิ่งลงสู่ความมืดราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างจนจิตได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง แต่กลับมีบางอย่างทำให้การโจมตีทางจิตใจที่รุนแรงนี้ทุเลาลงหลายส่วน ห้วงวิญญาณอนิเกลกลับมีสัมผัสรับรู้เวลาเหลือหนึ่งในร้อย เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปิดใช้เขตแดนกฎแห่งกรรมและคงสภาพไว้ พลังจู่โจมจิตใจระดับนี้ต่อให้เขาตายสิบรอบก็ไม่อาจต้านทาน จิตใจต้องแตกสลายไปอย่างไร้สิทธิ์อุธรณ์ใดๆ การคลายคำสาปส่งสู่สุคติของอาเชอร์ก็เช่นกัน คำสาปนั้นไม่อาจล้างออกกันได้ง่ายๆ มันจะติดเป็นตราไปชั่วชีวิต บ้างได้เกิดใหม่คำสาปก็ยังไม่จางหายไป แต่เมื่อเทียบกับฅนปกติแล้ว อนิเกลนั้นแม้จะพ่ายแพ้ต่อคำสาป และการจู่โจมจิตใจ แต่ก็ไม่ได้แพ้ซะทีเดียว นี่ไม่ต่างจากการมีภูมิต้านทานที่ดีในระดับหนึ่ง เพราะศาสตร์มนตร์สาป และวิถีจิตกลืนใจเหล่านั้นถือเป็นที่รังเกียจในหมู่มวลวิชา เนื่องจากจิตใจนั้นต่างจากวิญญาณ เพราะหากจิตใจคือความรู้สึกนึกคิด วิญญาณคงเป็นออร่าของจิตใจเป็นขุมพลังภายในอย่างหนึ่ง แม้จะฝึกวิญญาณที่เป็นเกราะชั้นนอกของจิตใจให้แกร่งขึ้นได้ แต่จิตใจก็คือจิตใจแม้จะสามารถสั่งสมพลังที่แข็งแกร่งไว้ได้แต่ก็จิตใจก็ไม่ได้แกร่งขึ้นเลย บางทีอาจอ่อนแอลงด้วยซ้ำ


อนิเกลทรุดลงสู่พื้นดินตามแรงโน้มถ่วงอันน้อยนิด ราชันย์แห่งสรรพวุธที่เบาราวกับไม้บรรทัดก่อนหน้ากลับหนักหน่วงจนหลุดจากมืออนิเกล และปักลงผืนดิน


ราเนียร์นั้นรับรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆอยู่โดยตลอด อักขระมืดนั้นดูเหมือนจะไม่ได้จู่โจมมาที่นางเลย มันมุ่งไปที่อนิเกลทั้งหมด ถึงกระนั้นนางก็ยังคงหวาดกลัวและสิ้นหวังอย่างมาก นางหลับตาลงพยายามที่จะไม่รับรู้อะไรอีก แม้อนิเกลจะล้มลงแต่ร่างกายของเขานั้นเหนือธรรมดาไปหลายขุม เพียงแค่แขนอนิเกลพาดทับหากนางได้รับบาดเจ็บสาหัสคงเป็นโชคช่วยแล้ว เมื่อทั้งคู่ตกลงกระทบถึงพื้นประหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นแล้ว ร่างของนางไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของแขนอนิเกลที่ทับนางอยู่ด้วยซ้ำ แต่พื้นดินที่สะเทือนราวกับยักษ์ล้มเป็นหลักฐานชี้ชัดแล้วว่านางโดนทับอย่างรุนแรงจริงๆ แรงปะทะทั้งหมดสูญหายไปราวกับไม่ใช่เรื่องจริง


สติอนิเกลกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ ไม่นานเข้าก็สัมผัสถึงร่างกายได้ตามเดิม เขาพยายามลุกขึ้น แต่เพราะรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นทำได้เพียงส่งร่างตัวเองลงนอนข้างๆราเนียร์


“สูญเสียพลังวิญญาณไปขนาดนั้นจิตใจยังไม่แตกสลาย น่าประทับใจจริงๆ” ชาร์ลอตต์ร่อนลงข้างๆราชันย์แห่งสรรพวุธอย่างไม่แยแสต่อผู้ใด มือซ้ายที่ไม่ได้ถือกระบี่ของมันเอื้อมจับราชันย์แห่งสรรพวุธอย่างไร้ความระมัดระวัง ทันทีที่สัมผัสไม่ทันที่จะยกราชันย์แห่งสรรพวุธขึ้น มันก็ปล่อยมือทันทีด้วยท่าทีตื่นตระหนกไม่ต่างจากถูกไฟดูด มือขวาที่ถือกระบี่อยู่วาดตัดไปที่ต้นแขนซ้ายของตัวเองอย่างรวดเร็วและไร้ความลังเล ...


การกระทำนั้นทำให้เหล่าเทพสามตนด้านบนตกใจไม่น้อย แต่ก็เข้าใจทันทีเมื่อสังเกตเห็นแขนที่ตกลงสู่พื้นได้เน่าเปื่อย แห้งเหี่ยวและกลายเป็นหินสีดำ


“เคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่นึกว่าจะได้เจอกับตัวเอง” ชาร์ลอตต์กุมต้นแขนที่โดนตัดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว “หนึ่งในหกแร่อัปมงคลที่ดูดซับและปลดปล่อยคำสาป อเคอไนท์!”


อนิเกลพลันเปิดตาอย่างช้าๆ เขาไม่โดนคำสาปเพราะเขตแดนกฎแห่งกรรม เนื่องจากชาร์ลอตต์ทำตัวเอง และผู้บิดเบือนเหตุผลแห่งการคงอยู่ก็คงไม่โดนด้วยเช่นกันเพราะอยู่นอกเขตแดน ซึ่งต่อให้นางมาอยู่ในเขตแดนนางก็คงไม่เป็นอะไร ด้วยกายาแห่งสรรพธาตุที่นานาธาตุยอมสยบแล้ว มีหรือจะแพ้พลังตัวเอง อันที่จริงแล้วเขาเองไม่รู้จักแร่อเคอไนท์ด้วยซ้ำ แร่ศักดิ์สิทธิ์ก็รู้จักแค่เหล็กไหล กับลาคลีมาเท่านั้น


ลาคลีมา รู้จักกันในฐานะของแร่ที่มีคุณสมบัติปฏิกรณ์เวทมนตร์ จึงใช้ทำเป็นหัวคฑา แก่นไม้เท้า ลูกแก้ว หัวแหวน และอุปกรณ์ไสยเวทระดับสูงอื่นๆ ส่วนอเคอไนท์ใช้ผสมกับลาคลีมาเพื่อสร้างเป็นอาวุธเวทย์ของพ่อมดและแม่มด(จอมเวทย์แห่งความมืดหรือผู้ใช้คำสาป)


“คิดว่าตัวตนที่สามารถหล่อ...หลอมวัตถุทั้งสองนี้เข้ากันได้...เป็นตัวตนระดับไหนกันล่ะ” อนิเกลฝืนกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายฅนเมา ดูเหมือนอาการเวียนหัวนั้นจะรุนแรงมาก


ชาร์ลอตต์ม่านตาหดวูบ ตัวตนระดับใด? นักแปรธาตุผู้เดียวที่มันนึกออกกลับมีเพียงผู้เดียว นั้นคือหนึ่งในเจ็ดมหาเทพแม่ทัพจอมราชันย์ผู้รอบรู้สรรพสิ่ง ไม่ว่าฟ้าหรือดินนางก็รู้ดีไม่ต่างจากฝ่ามือตัวเอง ครั้งหนึ่งนางได้เขียนหนังสือจำแนกประเภทวิชาเนื้อหาส่วนหนึ่งได้ให้ความหมายประมาณว่า มานาเวทย์สามารถใช้ได้สองแบบ คือแบบกลั่นมานาร่ายคาถาหรือแปลสภาพผ่านวงเวทย์ กับอีกแบบนั้นคือปล่อยออกมาผสมกับวัตถุเพื่อแปลสภาพธาตุนั้นๆ โดยผู้ที่จะกระทำได้ต้องมีความเข้าใจในพื้นฐานของกฎแห่งธาตุในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ที่สามารถทำได้ก็จะสามารถต่อยอดวิชาที่ใช้ได้อีกมากมาย และมานาปราณก็ใช้ได้สองแบบเช่นกัน มันสามารถกลั่นออกมาทำลายล้างสรรพสิ่งได้ในทันที นอกจากนี้มานาปราณหากควบคุมได้ดีก็จะสามารถปลดปล่อยพลังแห่งอักขระธาตุได้ ซึ่งเป็นสายวิชาของศาสตร์ผู้ใช้อักขระ ทั้งนี้หนังสือเล่มนั้นยังได้กล่าวถึงศาสตร์วิชาอีกมากมาย เช่น การควบคุมมิติ กลไกปัญญา วิถีวิญญาณ หนังสือเล่มนั้นหากได้อ่านสักครั้งจะทำให้บรรลุในศาสตร์วิชาของตัวเองได้เร็วขึ้น และเมื่อได้อ่านรายการตามสารบัญของสายวิชาอื่นจะไม่เข้าใจและทำให้สับสนจนเวียนหัว หนังสือเล่มนั้นมีทั้งหมดสิบสองเล่มจบ และมีเพียงชุดเดียวเท่านั้น เป็นสมบัติสวรรค์ที่ได้รับมาจากนครลับแลเลยก็ว่าได้


ชาร์ลอตต์เองก็มีวาสนาได้อ่านเพียงยี่สิบหน้าจากหนึ่งในสิบสองเล่ม ทำให้แตกฉานในกฎแห่งอักขระ และด้วยปัจจัยบ้างอย่างมันจึงสามารถใช้พลังแห่งอักขระมืดได้ด้วย มันคุกเข่าลงต่อหน้าราชันย์แห่งสรรพวุธพร้อมกับหลับตาลงกล่าวเสียงเบาด้วยความสำนึกผิด “ลงทัณฑ์ข้าน้อยเถิด”


ขณะนั้นเองราเนียร์กลับยืนขึ้นด้วยสีหน้าที่ธรรมดายิ่งราวกับไม่ใช่นางเอง มือขวาซีดยกชูเหนือศีรษะราวกับจะฟาดทัณฑ์นรกจากสวรรค์ แม้ดูไร้พลังแต่กลับส่งแรงกดดันอันว่างเปล่าออกมา อนิเกลแม้จะมีสติอยู่ไม่ถึงสี่ในสิบ กลับรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี่ดีที่สุด แม้จะไม่เห็นราเนียร์อยู่ในรัศมีสายตาแต่กลับมองเห็นออร่าแห่งโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งในความคิดของเขาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่แปลก


มือของราเนียร์ฟาดลงกลางอากาศ แม้จะเชื่องช้าและไร้กำลังแต่มิติโดยรอบกลับสั่นสะเทือนไม่ต่างจากพิบัติครั้งใหญ่ เขตแดนกฎแห่งกรรมพังทลายอย่างง่ายดาย มิติที่คงอยู่มานานกว่าล้านปีกำลังสั่นสะเทือนเพราะการกวาดมือเบาๆอย่างไม่อาจทำใจเชื่อ ภาพเบื้องหน้าถูกบิดเบือนไม่ต่างจากถูกไอความร้อนเผาไหม้ ไม่ช้าเริ่มปรากฏรอยแยกของมิติที่เชื่อมต่อไปยั่งที่ใดไม่ทราบ แต่ทันทีที่จะมีใครไปไหนหรือได้ทำอะไร มือสีฟ้าข้างหนึ่งกลับปรากฏขึ้น เห็นได้ชัดว่ามันพยายามที่จะตะเกียกตะกายออกจากช่องว่างมิตินั้นอย่างน่าขนลุก


มันค่อยๆคลานออกมาด้วยสภาพน่าอดสูไม่สู้ดี แม้จะมีสภาพคล้ายมนุษย์แต่กลับตัวเล็กพอๆกับฅนแคระ บนศีรษะมีเขาสีแดงลักษณะเขาคลายแกะ ผิวสีฟ้าสดใสแตกร้าวพิลึกพอๆกับรูปลักษณ์ มันที่แม้จะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น แต่กลับมองไม่ออกเลยว่าเป็นชายหรือหญิง ด้วยรูปร่างที่ก้ำกึ่งกัน เส้นผมก็ขาวโพลนและยุ่งเหยิงไปหมด จากลักษณะโดยรวมๆแล้วคงเป็นเผ่าอสูรเป็นแน่ แล้วมันเป็นใครมาจากที่ใดกัน?


อนิเกลพยุงตัวเองขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ก่อนจะหันมองมันอย่างงงงวย ราเนียร์นอนสลบอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ข้างๆกันมีหนังสือปกดำสนิทเล่มหนึ่งวางอยู่อย่างน่าสงสัยคู่กำไลสีเขียวมรกตลายแปลกตาลึกลับ


พิจมองครู่หนึ่งอนิเกลก็คาดเดาได้ว่าเมื่อครู่คงไม่ใช่การจุติแต่คงเป็นการสะกดและควบคุมร่างกายมากกว่า เพราะออร่าโชคชะตาของราเนียร์ยังไม่หายไป และที่สำคัญที่สุดคือ...หนึ่งในเจ็ดมหาเทพผู้เป็นราชันย์แห่งจอมปราชญ์ได้ให้การช่วยเหลือเข้าแล้ว!


อนิเกลเดินเซไปเก็บราชันย์แห่งสรรพวุธไว้ในเวทย์ซ่อนมิติมันคงไม่จำเป็นอีกแล้ว และกลับมาประคองร่างราเนียร์ที่ไร้สติไว้ ต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นเขาคงไม่ไว้ใจให้นางอยู่ไกลตัว ไม่ไกลกันนักเขาเอื้อมมือหยิบกำไลมรกตขึ้นมาดูก่อนจะพบว่าภายในมีมิติแฝงอยู่กว้างใหญ่จนจิตใจของเขาไม่อาจหยั่งขึ้นจุดสิ้นสุดได้ มันทำให้เขารีบดึงสติกลับมาทันทีเพราะระแวงว่าจะไม่สามารถดึงสัมผัสรับรู้ออกมาได้ ภายในมีสมบัติมากมายราวกับจัดเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเงินโซนมหาศาล หนังสืออีกนับไม่ถ้วน ของใช้ไสยเวทอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ไม่อาจตีมูลค่าออกมาได้เลยจริงๆ


กำไลถูกสวมใส่เข้าที่ข้อมือตัวเองอย่างทะนุถนอม เพราะกลัวว่าด้วยพลังแห่งหายนะจะทำให้มันแตกเอาได้ง่ายๆ ต่อไปเขากลับหันมองไปที่หนังสือปกดำ ด้วยปฏิกิริยาของเขาตอนนี้คงลืมไปแล้วว่ากำลังอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้ สายตาของเขาผลันสังเกตสายสร้อยที่มีจี้รูปดวงตาสีใส มันใสมากจนมองแทบจะไม่เห็น ... สัญลักษณ์ของเทพพยากรณ์ ซึ่งเป็นยศสูงกว่าสังฆราชแต่ต่ำกว่าผู้สืบทอด กล่าวกันว่าผู้รอบรู้ไม่มีบุตรเช่นเดียวกับ ผู้ทำลาย ผู้เป็นเจ้า และเทพสงคราม แต่ทั้งสี่ก็ไม่ได้มีขุมกำลังที่อ่อนแอ เพราะปัจจัยบางอย่างทำให้ทั้งสี่สามารถแบ่งพลังให้ฅนนอกได้ นั้นคือผู้สืบทอดอีกนัยน์หนึ่งเช่นกัน


“หัวใจ...ข้า” เสียงที่ติดขัดและแหบแห้งราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงดังขึ้นมาทำให้อนิเกลหันมองในทันที อสูรตนนั้นแม้จะไม่มีพลังอะไรแล้วกลับสามารถวาดขีดๆหนึ่งสีดำขึ้นมากลางอากาศได้ก่อนที่มันจะกระอักไออย่างรุนแรงสองสามที แม้จะเป็นขีดเพียงขีดเดียวสั้นๆแต่ออร่าโชคชะตาแข็งกร้าวนัก อนิเกลรีบสะบัดมือมากันเบื้องหน้าเพราะคิดว่าคงป้องกันอะไรได้บ้าง แต่แล้วสติเขาก็ดับวูบลงทันที ไม่ต่างจากจมดิ่งสู่ความตายเพียงแต่มันยาวนานกว่าเท่านั้น


.

.

.


อนิเกลผลันตื่นขึ้นมาอีกโลกหนึ่ง รอบข้างเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของบ้านเมืองไกลสุดสายตา เขานอนหงายอยู่อย่างนั้น สภาพจิตใจสงบจนไม่อาจคิดถึงสิ่งใดได้อีก พื้นที่โดยรอบราวกับกำลังจะกลับคืนสู่ความว่างเปล่า แต่เขากลับมองมันด้วยหางตาอย่างเอื่อยๆ ฟ้าสีครามเมฆสีขาวเป็นภาพชวนให้เขาคิดถึงโลกที่จากมากอย่างไม่ต้องสงสัย


“คิดว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง” โดยที่เขาไม่ทันจะสังเกต ผีเสื้อสีขาวบริสุทธิ์โบยบินมาใกล้ๆพร้อมกับคำถามชวนสงสัย ซึ่งมันทุบทำลายความสงบสุขในใจอนิเกลลงทันที


“ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีสงคราม ไม่มีอันตราย เป็นโลกที่แปลกดี” อนิเกลให้คำตอบตามความรู้สึกตัวเอง แม้จะไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ฅนไร้บ้านอย่างเขาจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอ


“มันคงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าที่นี่คือโลกภายในจิตใจของเจ้า ผู้บิดเบือนเหตุผลแห่งการล่มสลาย” นางไขความกระจ่างพร้อมกับย้ำเตือนความจริงบางอย่าง


“นามนั้นยามนี้ฟังดูไร้ค่านัก มันยิ่งไม่คู่ควรในเมื่อตอนนี้ผู้น้อยคือกาลกิณีแห่งสงคราม วิถีทางของสองชื่อต่างกันเกินไป” อนิเกลหลับตาลงสะกดน้ำตาที่เกือบจะไหลออกมาด้วยเหตุใดไม่ทราบ ราวกับเกือบจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ลืมไปแล้ว


“อนิเกล... ชื่อนี้แม้เรียกยาก ฟังจองหอง แต่ก็ไม่ต้องคิดมากไป เราเศษเสี้ยวประทานให้เป็นชื่อชั่วคราวในขณะที่ความทรงจำยังไม่ตื่นเท่านั้น ตอนนี้พลังแห่งหายนะในกายเจ้าคงอิ่มตัวเพราะผลทิพย์ การฝึกฝนเวทมนตร์คงเป็นต่อจากนี้ และหากเจ้าเป็นนักแปรธาตุด้วยจะทำให้มีมานาเวทย์ที่เกื้อหนุนกัน หนทางของเจ้าย่อมเป็นเจ้าที่กำหนดเอง ไม่ต้องคิดมากเรื่องบรรลุระดับวิถีแห่งโชคชะตามากเกินไป ให้ความสนใจกับตัวเองบ้างก็ได้” นางยังคงไว้ซึ่งความอ่อนโยนตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่บีบบังคับ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยวาง


อนิเกลกลับยิ้มบางๆอย่างยากจะเข้าใจ ก่อนที่ร่างเขาจะสลายไปกลายเป็นความว่างเปล่า ทิ้งผีเสื้อสีขาวไว้ในโลกที่ตายไปแล้วแห่งนี้


สติอนิเกลพลันรู้สึกได้ถึงร่างอย่างช้าๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพบเห็นเงาเบลอๆสองเงา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น