ลำดับตอนที่ #1
คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #1 : Athrun Zala Part 1
Athrun&Kira : Lost Memery
ในบางครั้งเรื่องราวบางอย่างก็สูญหายไป...
แม้ว่ามันความทรงจำที่น่าเศร้าแต่ก็มีค่ามากแค่ไหน...
พวกเราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เรื่องราวนั้นเป็นอย่างไร...
เรื่องราวที่หายไปท่ามกลางหมอกควันแห่งความเศร้าและโชคชะตาที่พลิกผัน...
Athrun Zala Part 1 : Confuse
ตูม!!!!!!!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นราวกับจะทำให้เกาะเล็กๆนั้นจมหายไปในทะเล ฝุ่นหมอกควันสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่อาณาบริเวณนั้นและภายใต้ควันที่ปกคลุมทำให้ผมต้องสำลักควันออกมาหลายครั้ง ผมยันตัวลุกขึ้นจากพื้นแต่ขณะนั้นความเจ็บปวดก็แล่นจากแขนซ้ายของผมขึ้นมา ทำให้สงสัยตอนที่หนีออกมาจากหุ่นรบสีแดงนั้นแขนคงไปกระแทกกับอะไรซักอย่างเข้าด้วยแรงระเบิดทำให้หน้าของผมเกือบจะกระแทกกับพื้นหลายครั้งหลายคราเพราะในตอนนั้นหยาดฝนได้เทลงมาแล้ว การจะใช้แขนขวาเพียงข้างเดียวยันตัวลุกขึ้นนั้นคงเป็นอะไรที่ทำได้ยากแถมยังบาดเจ็บอีกด้วย
"..แล้วคิระล่ะ"พลันนั้นผมก็เกิดนึกถึงอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้หนีออกมาจากการระเบิดนั้นผมรีบลุกจนลืมความเจ็บปวดไปจนหมด โซซัดโซเซไปเรื่อยๆผ่านซากของหุ่นที่เคยเป็นคู่หูร่วมรบ คู่หูที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการแก้แค้น ร่างของหุ่นนั้นกระจัดกระจายไปทั่วสีที่เคยแดงกลายเป็นสีเทาจนหมด
ผมตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองทำไม่น้อยแต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นซากของหุ่นอีกตัวหนึ่งที่มีสภาพไม่ได้ดีไปกว่าอีจิสของผมเท่าไหร่ แต่ที่ผมสนใจไม่ใช่หุ่นแต่นักบินของซากหุ่นนั้น
หมอนั่นไม่ได้หนีออกมา ไม่สิ...หนีไม่ได้ต่างหากมีแต่ผมที่ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นที่ผมได้ผละออกจากมัน แต่หมอนั่นไม่มีโอกาสแม้จะได้คิดด้วยซ้ำ พอผมมองไปที่ห้องนักบินที่นั่นยังคงปิดสนิทอยู่ยิ่งทำให้ความคิดนั้นแน่ใจ
"คิระนายคงจะ..."แม้ปากและใจนั้นแน่ใจว่าคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว แต่ผมก็ยังพยุงร่างที่บาดเจ็บของตนเองตรงไปยังซากโมบิลสูทตัวนั้น รอยแตกยาวที่ผมเป็นคนทำที่ห้องค็อกพิทสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้น ไม่กล้าที่จะมองเข้าไปเพราะหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองกระทำ
ผมใช้เวลาทำใจอยู่นานที่ดึงที่เปิดค็อกพิทภายนอกแต่แม้มันจะเปิดออกผมก็ยังไม่กล้ามองเข้าไปอยู่ดี กลัวที่จะมองเห็นสภาพของคนที่เคยเรียกว่าเพื่อนสนิทชโลมไปด้วยเลือด กลัวที่จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล กลัวที่จะมองเห็นสายตาที่เจ้าของมันมองมาอย่างเคียดแค้นในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
กลัวที่สุด....
แต่แม้จะหวาดกลัวเพียงใดมีทางเดียวก็คือผมต้องยอมรับกับสิ่งที่ตนเองกระทำไม่ว่าผลนั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม....
เมื่อฝาครอบถูกเปิดออกภาพที่เห็นนั้นทำให้ผมถึงกับถอนหายใจออกมาเสียงดังเพราะสภาพนั้นช่างต่างกับที่ผมคิดไว้มากทีเดียว ร่างของคิระมีเลือดเปรอะเล็กน้อย ที่หมวกเองก็เปื้อนเลือดและมีรอยร้าวเหมือนกัน ภายใต้หมวกนักบินนั้นดวงตาก็ยังคงปิดสนิทดีซึ่งพอผมมองดูแล้วก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าคนตรงหน้านั้นกำลังนอนหลับ สลบหรือว่า..หมดลมหายใจแล้วกันแน่
แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ตัวผมเองก็ยังตกใจมือของผมเอื้อมเข้าไปข้างในแล้วถอดหมวกนั้นออกอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงค้านในใจทันที
นี่ชั้นกำลังทำอะไร...ช่วยคิระงั้นเหรอ....
ไม่..ไม่ใช่!
ผมแค่ต้องการตรวจดูว่าตายแล้วแน่นอนเท่านั้น!...ใช่..ผมแค่ต้องการมั่นใจว่าคิระตายจริงๆ
หลังจากที่มั่นใจในความคิดของตนเองถุงมือก็ถูกปลดออกทันทีแล้วนำมาไปวางไว้ใต้จมูก ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจผมตอนนั้นหวังให้สัมผัสถูกลมหายใจของคิระรึเปล่า เพราะหลังจากนั้นผมก็ต้องรู้สึกสับสนขึ้นมาเมื่อสัมผัสที่ได้คือลมหายใจอ่อนๆของหมอนั่น
"หมอนี่ยังไม่ตาย!"ทันใดนั้นมีขวาก็ถูกชักกลับอย่างรวดเร็ว มีดพกเล่มเล็กที่ข้อเท้าถูกหยิบออกมาทั้งที่ในใจยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพียงแต่ผมรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นิโคล...เพื่อนร่วมรบที่อายุน้อยกว่าผม1ปี เด็กหนุ่มผู้รักแพลนท์และเสียงดนตรียิ่งกว่าใคร
แม้ว่าจะอยู่ในสนามรบก็ยังคงมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนซึ่งสมารถเยียวยาจิตใจของผมที่ไม่อาจจะฆ่าคิระได้
คนที่ไม่ควรจะตายในที่แบบนี้...แต่คิระกลับเป็นผู้ที่ช่วงชิงชีวิตนั้นไป
สิ่งที่ผมต้องทำคือ...การแก้แค้น
ปลายมีดยกขึ้นจ่อลำคอ ริมฝีปากสั่นระริกโดยไม่รู้ว่าเพราะความเศร้าหรือความแค้น ผมพยายามพูดออกไปเหมือนพูดกับตนเองเพื่อระงับความลังเล
"คิระนายฆ่านิโคล....ชั้นจะ...ฆ่านาย..."ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะกดปลายมีดลงไปริมฝีปากของคิระกลับขยับเหมือนพูดอะไรซักอย่างที่ผมต้องเงี่ยหูลงไปฟัง
"อัสรัน...ชั้นไม่อยาก..ฆ่า..นาย..."คำพูดที่แสนแผ่วเบาเอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นจากแพขนตาหนา ความลังเลก่อเกิดขึ้นในใจของผม ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรมีดในมือก็ไม่อาจสังหารคนตรงหน้าได้อย่างที่คิดจะกระทำในคราวแรกจนผมต้องลดมีดลง
"คิระ..นี่ชั้น...."และผมก็ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวผมจะทำ ผมพยายามอุ้มคิระออกมาจากค็อกพิททั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บพอสมควรโดยเฉพาะแขนซ้ายที่เจ็บหนักกว่าส่วนอื่นพอควร ร่างของคิระถูกอุ้มผ่านหาดทรายที่ชื้นไปด้วยน้ำทะเลและสายฝนขณะเดียวกันก็ก้มลงมองใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง รอยน้ำตาดูจางหายไปมากทีเดียว
บนใบหน้ามีร่องรอยของความอิดโรยอยู่มากเหมือนกับว่าได้รับการพักผ่อนไม่เต็มที่ ร่างกายก็ดูซูบผอมนิดๆอย่างน่าประหลาดเพราะสมัยฝึกเตรียมทหารนักบินจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยการนอนพักให้เต็มที่และกินอาหารทุกมื้อแต่ว่าสภาพของคนตรงหน้าผมกับตรงกันข้าม
ไม่ใช่ว่าไม่ดูแลแต่คงไม่มีอารมณ์จะดูและเสียมากกว่า.....
เบื้องหน้าที่เดินไปเป็นป่าที่มีต้นไม้ไม่หนามาก ผมมองไปมองมาก็พบกับต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ขยายออกไปมากและแล้วต้นไม้นั้นก็ได้กลายเป็นที่พักชั่วคราวของผมกับคิระไปโดยปริยาย
"เรื่องในคราวนี้คงกระเทือนจิตใจของนายมากสินะ"ข้อสรุปของผมหลังจากดูสภาพร่างกายอ่อนล้าของคิระ หมอนั่นยังคงหลับสนิทหรือจะเรียกว่าไม่ได้สติก็คงได้ เพราะงั้นคำพูดของผมหมอนั่นก็คงไม่ได้ยินหรอก
"ปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่เป็นไรละมั้ง"ผมว่าแล้วก็เดินไปเก็บกิ่งไม้ที่ค่อนข้างมาก่อไฟแล้วความคิดก็พาลไปนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้ เด็กผู้หญิงผมทองที่ซัดกระสุนใส่ผมโดยไม่ให้รู้ตัวที่เกาะร้างเล็กๆนั้น พอจับไว้ก็ยังมีท่าทีไม่ยอมแพ้
ช่างเข้มแข็งเหลือเกิน..ต่างกับผม...
พอกลับไปตรงใต้ต้นไม้นั้นภาพของคนตรงหน้าก็ทำให้ผมทิ้งกิ่งไม้ลงทันที ร่างในชุดนักบินสีน้ำเงินสลับขาวกำลังทุรนทุราย เสียงหอบหนักๆประสานกับอกที่กระเพื่อมแสดงให้เห็นว่าอาการที่น่าเป็นห่วงเมื่อจับหน้าผากดูก็รู้สึกได้ถึงความร้อน
"ตัวร้อนมาก..เป็นไข้งั้นเหรอ"ผมวิเคราะห์สภาพไปเรื่อยก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนคิระกำลังเพ้อ
"หนาว...ไม่นะอย่า..อย่าไป...เฟรย์"พลันนั้นนัยน์ตาผมก็เบิกกว้างกับชื่อที่ได้ยิน
"ไม่..อย่า..อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว....."เสียงเพ้อนั้นเงียบหายไปเสียเฉยๆแต่น้ำตากำลังไหลรินร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวและพิษไข้ ผมจึงตัดสินใจปลดเสื้อนักบินออกเหลือเพียงส่วนร่างและกอดคิระเอาไว้อย่างแนบแน่นหวังจะช่วยคลายความหนาวและความกลัว
"ไม่เป็นไรนะ..."
ร่างกายที่เคยสั่นไหวค่อยๆสงบลงพร้อมกับเสียงเพ้อสุดท้ายโดยที่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีก
"...อัสรัน...."เสียงนั้นทำให้ผมได้สติ ไม่เข้าใจว่าผมคิดจะทำอะไรกันแน่
ศัตรูอยู่ที่ตรงหน้าคนที่ควรกำจัดแต่กลับทำไม่ได้...คำสรุปที่อยู่ในใจของผม
ไม่นานผมก็ถอดถุงมืออกและเริ่มก่อไฟอย่างลำบากเพราะฝนตก เมื่อกองไฟน้อยๆนั้นปะทุขึ้นมาไออุ่นก็แผ่ขยายรอบตัวผมเล็กน้อย ในตอนนั้นเองที่ผมมองเห็นว่าคิระกำลังเอื้อมมือออกไปข้างหน้าที่ว่างเปล่า
"คิระ..."ผมเรียกเค้าเบาๆแล้วมองดูใบหน้าที่เจ็บปวดนั้นกำลังไขว่คว้าบางอย่าง
พยายามแล้วพยายามอีกราวกับว่าสิ่งนั้นคือความหวังสุดท้าย มันทำให้ผมอดที่จะช่วยเหลือไม่ได้ มือที่ไขว่ขว้าอากาศธาตุถูกผมกุมเอาไว้พลางลูบเส้นผมสีน้ำตาลยุ่งๆนั้นเป็นเชิงปลอบเหมือนกับที่ท่านแม่เคยทำเมื่อผมฝันร้าย
'ไม่เป็นไรแล้วนะอัสรัน'
เสียงนั้นยังคงจำได้ดี ถ้อยคำที่อ่อนโยนกว่าสิ่งใด อบอุ่นมากกว่าทุกๆอย่างแต่ก็ไม่อาจได้ยินอีกต่อไปแล้ว...
เพียงแค่คิดก็เหมือนกับได้ยินเสียงร้องในหัวว่า ต้องแก้แค้น...แก้แค้นพวกที่มันฆ่าท่านแม่และคนอื่นๆในวันวาเลนไทน์เลือดให้หมด พวกกองทัพโลก...
มิเกล นิโคล...คนที่คิระฆ่า....และยังอีกมากมายที่ผมไม่รู้จักเพราะงั้นเหตุผลที่จะฆ่ามันก็พอเพียงแล้ว....
ฆ่า!....คำๆนี้ทำไมผมถึงคิดถึงมันได้ง่ายเพียงนี้!
ผมอดไม่ได้ที่จะตกลงใจกับความคิดของตนเองที่เกือบจะพูดคำนี้ออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ใช่เหตุผลว่าผมเป็นทหารแต่มันเพราะผมเป็นคนที่โหดร้ายแล้วใช่ไหม มันช่างต่างกับตอนที่นิโคลตายไปเหลือเกิน
"ฉันจะฆ่าคิระเอง คราวต่อไปนี่แหละมันตายแน่!"
ตอนนั้นมันคงเพราะอารมณ์โกรธ เสียใจและความแค้นเหมือนดั่งคราวท่านแม่ ผมกระทำทุกสิ่งด้วยความแค้น ระบายความแค้นทุกอย่างออกไปใส่คิระทั้งที่สุดท้ายแล้วผมก็รู้ดีว่ามันจะจบด้วยความสูญเสีย
เรื่องมันก็เป็นเพียงว่าผมฆ่าเพื่อนสนิทที่ฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยของผม
เหตุผลที่จะช่วย...เหตุผลที่จะฆ่า สิ่งใดกันคือตัวกำหนด
ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ
เสียงเพ้อแผ่วเบาดังออกมาอีกครั้งแต่ผมก็ไม่อาจฟังมันออกรู้แต่เพียงน้ำตาของคิระกำลังไหลออกมาอีกครั้ง คิระนายกำลังฝันร้ายอยู่ใช่ไหม...
"นี่คิระ..นายน่ะต่อสู้กับชั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน"คำถามที่ไร้คำตอบและแม้มันจะย้อนกลับมาถามผมก็คงไม่มีคำตอบเช่นเดิม
เพื่อนของชั้นอยู่บนยานลำนั้น!
คำพูดที่เคยได้ยินจากปากของนายครั้งหนึ่ง นั่นอาจจะเป็นเหตุผลก็ได้แล้วผมล่ะสู้เพื่ออะไร ยังจะกล้าตอบได้ไหมว่าสู้เพื่อปกป้องไม่ใช่ล้างแค้น
ทั้งที่รู้ดีว่าแม้จะแก้แค้นไปคนตายก็ไม่อาจฟื้นคืน...ใช่ทั้งที่รู้ดีแต่ผม..ก็ยังคิดจะฆ่าคิระ...
เคยได้ยินใครสักคนพูดไว้ว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เอาแต่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่แก้ไขเพราะงั้นมนุษย์ถึงได้เป็นเพียงความโง่เขลาเท่านั้น
ผมไม่เคยคิดสนใจคำพูดนั้นเท่าไหร่เพียงแต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างที่ว่าจริง ใช่ผมเองก็เป็นมนุษย์...เป็นเพียงมนุษย์ที่โง่เขลาปล่อยให้ความแค้นเข้าครอบงำจิตใจจนกระทั่งหันคมดาบเข้าปลิดชีพเพื่อนรักของตนเองแล้วตอนนี้มันจะสายไปไหม...
มันจะสายไปไหมหากผมจะแก้ไขมัน....สายไปไหมหากผมจะเอ่ยคำว่า...
ขอโทษ...
######################
ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งกระโดดถีบเราข้อหาดองนะคะเพราะเรื่องนี้แต่งก่อนเรื่องที่ลงเกือบทุกเรื่องเลยล่ะค่ะเป็นเรื่องสั้นไม่กี่ตอนจบเชิญติดตามแล้วเม้นต์ให้ด้วยนะคะ
ปล.เรื่องBlue songขอเวลาหน่อยนะคะเพราะค่อนข้างยุ่งเรื่องเรียนต่อ
ในบางครั้งเรื่องราวบางอย่างก็สูญหายไป...
แม้ว่ามันความทรงจำที่น่าเศร้าแต่ก็มีค่ามากแค่ไหน...
พวกเราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เรื่องราวนั้นเป็นอย่างไร...
เรื่องราวที่หายไปท่ามกลางหมอกควันแห่งความเศร้าและโชคชะตาที่พลิกผัน...
Athrun Zala Part 1 : Confuse
ตูม!!!!!!!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นราวกับจะทำให้เกาะเล็กๆนั้นจมหายไปในทะเล ฝุ่นหมอกควันสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่อาณาบริเวณนั้นและภายใต้ควันที่ปกคลุมทำให้ผมต้องสำลักควันออกมาหลายครั้ง ผมยันตัวลุกขึ้นจากพื้นแต่ขณะนั้นความเจ็บปวดก็แล่นจากแขนซ้ายของผมขึ้นมา ทำให้สงสัยตอนที่หนีออกมาจากหุ่นรบสีแดงนั้นแขนคงไปกระแทกกับอะไรซักอย่างเข้าด้วยแรงระเบิดทำให้หน้าของผมเกือบจะกระแทกกับพื้นหลายครั้งหลายคราเพราะในตอนนั้นหยาดฝนได้เทลงมาแล้ว การจะใช้แขนขวาเพียงข้างเดียวยันตัวลุกขึ้นนั้นคงเป็นอะไรที่ทำได้ยากแถมยังบาดเจ็บอีกด้วย
"..แล้วคิระล่ะ"พลันนั้นผมก็เกิดนึกถึงอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้หนีออกมาจากการระเบิดนั้นผมรีบลุกจนลืมความเจ็บปวดไปจนหมด โซซัดโซเซไปเรื่อยๆผ่านซากของหุ่นที่เคยเป็นคู่หูร่วมรบ คู่หูที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการแก้แค้น ร่างของหุ่นนั้นกระจัดกระจายไปทั่วสีที่เคยแดงกลายเป็นสีเทาจนหมด
ผมตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองทำไม่น้อยแต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นซากของหุ่นอีกตัวหนึ่งที่มีสภาพไม่ได้ดีไปกว่าอีจิสของผมเท่าไหร่ แต่ที่ผมสนใจไม่ใช่หุ่นแต่นักบินของซากหุ่นนั้น
หมอนั่นไม่ได้หนีออกมา ไม่สิ...หนีไม่ได้ต่างหากมีแต่ผมที่ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นที่ผมได้ผละออกจากมัน แต่หมอนั่นไม่มีโอกาสแม้จะได้คิดด้วยซ้ำ พอผมมองไปที่ห้องนักบินที่นั่นยังคงปิดสนิทอยู่ยิ่งทำให้ความคิดนั้นแน่ใจ
"คิระนายคงจะ..."แม้ปากและใจนั้นแน่ใจว่าคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว แต่ผมก็ยังพยุงร่างที่บาดเจ็บของตนเองตรงไปยังซากโมบิลสูทตัวนั้น รอยแตกยาวที่ผมเป็นคนทำที่ห้องค็อกพิทสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้น ไม่กล้าที่จะมองเข้าไปเพราะหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองกระทำ
ผมใช้เวลาทำใจอยู่นานที่ดึงที่เปิดค็อกพิทภายนอกแต่แม้มันจะเปิดออกผมก็ยังไม่กล้ามองเข้าไปอยู่ดี กลัวที่จะมองเห็นสภาพของคนที่เคยเรียกว่าเพื่อนสนิทชโลมไปด้วยเลือด กลัวที่จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล กลัวที่จะมองเห็นสายตาที่เจ้าของมันมองมาอย่างเคียดแค้นในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
กลัวที่สุด....
แต่แม้จะหวาดกลัวเพียงใดมีทางเดียวก็คือผมต้องยอมรับกับสิ่งที่ตนเองกระทำไม่ว่าผลนั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม....
เมื่อฝาครอบถูกเปิดออกภาพที่เห็นนั้นทำให้ผมถึงกับถอนหายใจออกมาเสียงดังเพราะสภาพนั้นช่างต่างกับที่ผมคิดไว้มากทีเดียว ร่างของคิระมีเลือดเปรอะเล็กน้อย ที่หมวกเองก็เปื้อนเลือดและมีรอยร้าวเหมือนกัน ภายใต้หมวกนักบินนั้นดวงตาก็ยังคงปิดสนิทดีซึ่งพอผมมองดูแล้วก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าคนตรงหน้านั้นกำลังนอนหลับ สลบหรือว่า..หมดลมหายใจแล้วกันแน่
แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ตัวผมเองก็ยังตกใจมือของผมเอื้อมเข้าไปข้างในแล้วถอดหมวกนั้นออกอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงค้านในใจทันที
นี่ชั้นกำลังทำอะไร...ช่วยคิระงั้นเหรอ....
ไม่..ไม่ใช่!
ผมแค่ต้องการตรวจดูว่าตายแล้วแน่นอนเท่านั้น!...ใช่..ผมแค่ต้องการมั่นใจว่าคิระตายจริงๆ
หลังจากที่มั่นใจในความคิดของตนเองถุงมือก็ถูกปลดออกทันทีแล้วนำมาไปวางไว้ใต้จมูก ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจผมตอนนั้นหวังให้สัมผัสถูกลมหายใจของคิระรึเปล่า เพราะหลังจากนั้นผมก็ต้องรู้สึกสับสนขึ้นมาเมื่อสัมผัสที่ได้คือลมหายใจอ่อนๆของหมอนั่น
"หมอนี่ยังไม่ตาย!"ทันใดนั้นมีขวาก็ถูกชักกลับอย่างรวดเร็ว มีดพกเล่มเล็กที่ข้อเท้าถูกหยิบออกมาทั้งที่ในใจยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพียงแต่ผมรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นิโคล...เพื่อนร่วมรบที่อายุน้อยกว่าผม1ปี เด็กหนุ่มผู้รักแพลนท์และเสียงดนตรียิ่งกว่าใคร
แม้ว่าจะอยู่ในสนามรบก็ยังคงมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนซึ่งสมารถเยียวยาจิตใจของผมที่ไม่อาจจะฆ่าคิระได้
คนที่ไม่ควรจะตายในที่แบบนี้...แต่คิระกลับเป็นผู้ที่ช่วงชิงชีวิตนั้นไป
สิ่งที่ผมต้องทำคือ...การแก้แค้น
ปลายมีดยกขึ้นจ่อลำคอ ริมฝีปากสั่นระริกโดยไม่รู้ว่าเพราะความเศร้าหรือความแค้น ผมพยายามพูดออกไปเหมือนพูดกับตนเองเพื่อระงับความลังเล
"คิระนายฆ่านิโคล....ชั้นจะ...ฆ่านาย..."ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะกดปลายมีดลงไปริมฝีปากของคิระกลับขยับเหมือนพูดอะไรซักอย่างที่ผมต้องเงี่ยหูลงไปฟัง
"อัสรัน...ชั้นไม่อยาก..ฆ่า..นาย..."คำพูดที่แสนแผ่วเบาเอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นจากแพขนตาหนา ความลังเลก่อเกิดขึ้นในใจของผม ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรมีดในมือก็ไม่อาจสังหารคนตรงหน้าได้อย่างที่คิดจะกระทำในคราวแรกจนผมต้องลดมีดลง
"คิระ..นี่ชั้น...."และผมก็ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวผมจะทำ ผมพยายามอุ้มคิระออกมาจากค็อกพิททั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บพอสมควรโดยเฉพาะแขนซ้ายที่เจ็บหนักกว่าส่วนอื่นพอควร ร่างของคิระถูกอุ้มผ่านหาดทรายที่ชื้นไปด้วยน้ำทะเลและสายฝนขณะเดียวกันก็ก้มลงมองใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง รอยน้ำตาดูจางหายไปมากทีเดียว
บนใบหน้ามีร่องรอยของความอิดโรยอยู่มากเหมือนกับว่าได้รับการพักผ่อนไม่เต็มที่ ร่างกายก็ดูซูบผอมนิดๆอย่างน่าประหลาดเพราะสมัยฝึกเตรียมทหารนักบินจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยการนอนพักให้เต็มที่และกินอาหารทุกมื้อแต่ว่าสภาพของคนตรงหน้าผมกับตรงกันข้าม
ไม่ใช่ว่าไม่ดูแลแต่คงไม่มีอารมณ์จะดูและเสียมากกว่า.....
เบื้องหน้าที่เดินไปเป็นป่าที่มีต้นไม้ไม่หนามาก ผมมองไปมองมาก็พบกับต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ขยายออกไปมากและแล้วต้นไม้นั้นก็ได้กลายเป็นที่พักชั่วคราวของผมกับคิระไปโดยปริยาย
"เรื่องในคราวนี้คงกระเทือนจิตใจของนายมากสินะ"ข้อสรุปของผมหลังจากดูสภาพร่างกายอ่อนล้าของคิระ หมอนั่นยังคงหลับสนิทหรือจะเรียกว่าไม่ได้สติก็คงได้ เพราะงั้นคำพูดของผมหมอนั่นก็คงไม่ได้ยินหรอก
"ปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่เป็นไรละมั้ง"ผมว่าแล้วก็เดินไปเก็บกิ่งไม้ที่ค่อนข้างมาก่อไฟแล้วความคิดก็พาลไปนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้ เด็กผู้หญิงผมทองที่ซัดกระสุนใส่ผมโดยไม่ให้รู้ตัวที่เกาะร้างเล็กๆนั้น พอจับไว้ก็ยังมีท่าทีไม่ยอมแพ้
ช่างเข้มแข็งเหลือเกิน..ต่างกับผม...
พอกลับไปตรงใต้ต้นไม้นั้นภาพของคนตรงหน้าก็ทำให้ผมทิ้งกิ่งไม้ลงทันที ร่างในชุดนักบินสีน้ำเงินสลับขาวกำลังทุรนทุราย เสียงหอบหนักๆประสานกับอกที่กระเพื่อมแสดงให้เห็นว่าอาการที่น่าเป็นห่วงเมื่อจับหน้าผากดูก็รู้สึกได้ถึงความร้อน
"ตัวร้อนมาก..เป็นไข้งั้นเหรอ"ผมวิเคราะห์สภาพไปเรื่อยก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนคิระกำลังเพ้อ
"หนาว...ไม่นะอย่า..อย่าไป...เฟรย์"พลันนั้นนัยน์ตาผมก็เบิกกว้างกับชื่อที่ได้ยิน
"ไม่..อย่า..อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว....."เสียงเพ้อนั้นเงียบหายไปเสียเฉยๆแต่น้ำตากำลังไหลรินร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวและพิษไข้ ผมจึงตัดสินใจปลดเสื้อนักบินออกเหลือเพียงส่วนร่างและกอดคิระเอาไว้อย่างแนบแน่นหวังจะช่วยคลายความหนาวและความกลัว
"ไม่เป็นไรนะ..."
ร่างกายที่เคยสั่นไหวค่อยๆสงบลงพร้อมกับเสียงเพ้อสุดท้ายโดยที่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีก
"...อัสรัน...."เสียงนั้นทำให้ผมได้สติ ไม่เข้าใจว่าผมคิดจะทำอะไรกันแน่
ศัตรูอยู่ที่ตรงหน้าคนที่ควรกำจัดแต่กลับทำไม่ได้...คำสรุปที่อยู่ในใจของผม
ไม่นานผมก็ถอดถุงมืออกและเริ่มก่อไฟอย่างลำบากเพราะฝนตก เมื่อกองไฟน้อยๆนั้นปะทุขึ้นมาไออุ่นก็แผ่ขยายรอบตัวผมเล็กน้อย ในตอนนั้นเองที่ผมมองเห็นว่าคิระกำลังเอื้อมมือออกไปข้างหน้าที่ว่างเปล่า
"คิระ..."ผมเรียกเค้าเบาๆแล้วมองดูใบหน้าที่เจ็บปวดนั้นกำลังไขว่คว้าบางอย่าง
พยายามแล้วพยายามอีกราวกับว่าสิ่งนั้นคือความหวังสุดท้าย มันทำให้ผมอดที่จะช่วยเหลือไม่ได้ มือที่ไขว่ขว้าอากาศธาตุถูกผมกุมเอาไว้พลางลูบเส้นผมสีน้ำตาลยุ่งๆนั้นเป็นเชิงปลอบเหมือนกับที่ท่านแม่เคยทำเมื่อผมฝันร้าย
'ไม่เป็นไรแล้วนะอัสรัน'
เสียงนั้นยังคงจำได้ดี ถ้อยคำที่อ่อนโยนกว่าสิ่งใด อบอุ่นมากกว่าทุกๆอย่างแต่ก็ไม่อาจได้ยินอีกต่อไปแล้ว...
เพียงแค่คิดก็เหมือนกับได้ยินเสียงร้องในหัวว่า ต้องแก้แค้น...แก้แค้นพวกที่มันฆ่าท่านแม่และคนอื่นๆในวันวาเลนไทน์เลือดให้หมด พวกกองทัพโลก...
มิเกล นิโคล...คนที่คิระฆ่า....และยังอีกมากมายที่ผมไม่รู้จักเพราะงั้นเหตุผลที่จะฆ่ามันก็พอเพียงแล้ว....
ฆ่า!....คำๆนี้ทำไมผมถึงคิดถึงมันได้ง่ายเพียงนี้!
ผมอดไม่ได้ที่จะตกลงใจกับความคิดของตนเองที่เกือบจะพูดคำนี้ออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ใช่เหตุผลว่าผมเป็นทหารแต่มันเพราะผมเป็นคนที่โหดร้ายแล้วใช่ไหม มันช่างต่างกับตอนที่นิโคลตายไปเหลือเกิน
"ฉันจะฆ่าคิระเอง คราวต่อไปนี่แหละมันตายแน่!"
ตอนนั้นมันคงเพราะอารมณ์โกรธ เสียใจและความแค้นเหมือนดั่งคราวท่านแม่ ผมกระทำทุกสิ่งด้วยความแค้น ระบายความแค้นทุกอย่างออกไปใส่คิระทั้งที่สุดท้ายแล้วผมก็รู้ดีว่ามันจะจบด้วยความสูญเสีย
เรื่องมันก็เป็นเพียงว่าผมฆ่าเพื่อนสนิทที่ฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยของผม
เหตุผลที่จะช่วย...เหตุผลที่จะฆ่า สิ่งใดกันคือตัวกำหนด
ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ
เสียงเพ้อแผ่วเบาดังออกมาอีกครั้งแต่ผมก็ไม่อาจฟังมันออกรู้แต่เพียงน้ำตาของคิระกำลังไหลออกมาอีกครั้ง คิระนายกำลังฝันร้ายอยู่ใช่ไหม...
"นี่คิระ..นายน่ะต่อสู้กับชั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน"คำถามที่ไร้คำตอบและแม้มันจะย้อนกลับมาถามผมก็คงไม่มีคำตอบเช่นเดิม
เพื่อนของชั้นอยู่บนยานลำนั้น!
คำพูดที่เคยได้ยินจากปากของนายครั้งหนึ่ง นั่นอาจจะเป็นเหตุผลก็ได้แล้วผมล่ะสู้เพื่ออะไร ยังจะกล้าตอบได้ไหมว่าสู้เพื่อปกป้องไม่ใช่ล้างแค้น
ทั้งที่รู้ดีว่าแม้จะแก้แค้นไปคนตายก็ไม่อาจฟื้นคืน...ใช่ทั้งที่รู้ดีแต่ผม..ก็ยังคิดจะฆ่าคิระ...
เคยได้ยินใครสักคนพูดไว้ว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เอาแต่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่แก้ไขเพราะงั้นมนุษย์ถึงได้เป็นเพียงความโง่เขลาเท่านั้น
ผมไม่เคยคิดสนใจคำพูดนั้นเท่าไหร่เพียงแต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างที่ว่าจริง ใช่ผมเองก็เป็นมนุษย์...เป็นเพียงมนุษย์ที่โง่เขลาปล่อยให้ความแค้นเข้าครอบงำจิตใจจนกระทั่งหันคมดาบเข้าปลิดชีพเพื่อนรักของตนเองแล้วตอนนี้มันจะสายไปไหม...
มันจะสายไปไหมหากผมจะแก้ไขมัน....สายไปไหมหากผมจะเอ่ยคำว่า...
ขอโทษ...
######################
ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งกระโดดถีบเราข้อหาดองนะคะเพราะเรื่องนี้แต่งก่อนเรื่องที่ลงเกือบทุกเรื่องเลยล่ะค่ะเป็นเรื่องสั้นไม่กี่ตอนจบเชิญติดตามแล้วเม้นต์ให้ด้วยนะคะ
ปล.เรื่องBlue songขอเวลาหน่อยนะคะเพราะค่อนข้างยุ่งเรื่องเรียนต่อ
เก็บเข้าคอลเล็กชัน
ความคิดเห็น