คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #7 : CHAPTER 07 :: The Wolfpack
CHAPTER 07
The Wolfpack
ภาพโดยรอบพร่ามัว ลมหายใจผะแผ่ว ร่างกายสิ้นแรงถูกตรึงไว้ด้วยเข็มเข็ดนิรภัย มีเพียงศีรษะที่ส่ายสะบัดยามรถหักเลี้ยวหลบซ้ายขวาราวกับว่าคนขับกำลังเมา สิ่งที่มองเห็นตอนนี้คือท้องฟ้าสีเทาเข้มกับต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนหยดน้ำบนท้องฟ้าจะร่วงลงมา
ที่ปัดฝนเริ่มทำงานทันทีที่ฝนเทลงมาอย่างหนักราวกับอยากจูบลาฤดูร้อนเป็นครั้งสุดท้าย อากาศในรถหนาวเหน็บจนตัวสั่น เขาไม่มีเรี่ยวแรงยกมือขึ้นกอดตัวเองเลยด้วยซ้ำหลังจากถูกอีกฝ่ายทำอะไรบางอย่าง
แวมไพร์หนุ่มยังคงยิ้มอย่างพอใจ ขณะจับจ้องสายตาอยู่กับถนนเบื้องหน้า ก่อนจะมองกระจกมองหลังเพื่อดูลูกเล่นของพอร์ชสีขาวและบีเอ็มสีดำซึ่งขับไล่ต้อนเขามาตั้งแต่สี่สิบห้านาทีที่แล้ว
รถยนต์ทั้งสามคันยังคงขับแข่งกับสายฝนจนออกนอกเมืองไร้ซึ่งรถขับผ่าน ไคขับหักขวาแกล้งพอร์ชสีขาวจนเกือบเสียหลัก แต่ฝั่งนั้นก็มีฝีมือในการขับรถอยู่พอสมควรจึงสามารถหักพวงมาลัยกลับมาได้ก่อนจะตกไหล่ถนน
บีเอ็มสีดำเหยียบคันเร่งขนาบซ้าย และตามด้วยพอร์ชขาวที่ขับขนาบขวา ไคถอนหายใจพลางหันไปด้านซ้ายมือเพื่อสบตากับเจ้าของบีเอ็ม ก่อนจะยกยิ้มแล้วหันไปเล่นหูเล่นตาใส่หญิงสาวผมบลอนด์น้ำตาลดัดเป็นลอน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพอร์ชขาว
หนึ่งคือนักรบหมารับใช้พี่ชายแท้ ๆ อีกหนึ่งคือจ่าฝูงสาวฝั่งพันธมิตรที่เขาคิดว่าต้องใช้เวลาสักกี่วิในการบีบคอเธอให้หักด้วยมือขวาข้างเดียว สักสามวิ หรือสองวิกันนะ?
แวมไพร์หนุ่มยังคงขับรถอย่างอารมณ์ดี เขาเร่งเสียงเพลงร็อคขึ้นจนดังกระหึ่มทั่วรถ ซึ่งคนที่เคยพยายามหนีเมื่อหลายชั่วโมงที่ก่อนก็ยังคงนั่งคอพับ ปรือตามองสายฝนนอกกระจกอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่มีการหันหันมาเถียงหรือแสดงความอวดดีอย่างไม่เจียมว่าแวมไพร์นั้นสูงส่งกว่าตนแค่ไหน
เชฟโรเลตคาเมโรสีน้ำเงินถูกไล่ต้อนด้วยหมาป่าสองตัวจนต้องเลี้ยวไปตามที่รถสองคันที่ขับขนาบข้างชักนำ ไคไม่ได้มีความตื่นตระหนกเลยสักนิด แม้ว่าเผ่าพันธุ์แวมไพร์และหมาป่าต่างอ่านความรู้สึกและดมกลิ่นอีกฝ่ายไม่ได้ แต่เขาก็พอจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ล้อยางชั้นดีเสียดสีกับถนนจนหยุดอยู่กับที่เมื่อคนขับเหยียบเบรก ก่อนรถอีกสองคันจะหักหลบขวางถนนด้านหลังไว้กันไม่ให้ถอยกลับ เบื้องหน้าคือเบนท์ลี่ย์สีดำจอดขวางทางอยู่ โดยมีชายหนุ่มเชิ้ตขาวพับแขนถึงข้อศอกยืนอยู่หน้ารถ เสื้อขาวนั้นเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนจนเห็นกล้ามหน้าอกและหน้าท้อง พร้อมดวงตาสีแดงเข้มที่กำลังมองมาทางนี้ ซึ่งแวมไพร์หนุ่มคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี
“พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว ดีใจไหม?” ไคหันไปถามคนตัวผอมที่ยังคงนั่งหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาเอื้อมมือไปอังแก้มขาวที่เคยอุ่นมาก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นความเย็นไปแล้ว
เซฮุนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เขายังคงไม่สามารถยันตัวลุกขึ้นนั่งตรง ๆ เพื่อมองภาพตรงหน้าได้ เสียงฝนด้านนอกนั้นดังเหลือเกิน คล้ายว่ามันกำลังตะโกนกรอกหูเพื่อเรียกสติโอเซฮุนให้กลับคืนมา
“ลิ่วล้อก็ด้วย” แวมไพร์หนุ่มไหวไหล่ ขณะมองหมาป่าสองตัวที่เพิ่งลงจากรถผ่านกระจกมองหลัง จ่าฝูงสาวผอมบางและนักรบดวงตาสีเหลืองกำลังแยกเขี้ยวและเผยกรงเล็บข่มขู่ ซึ่งมันน่าเอ็นดูเกินกว่าที่เขาจะนึกกลัว
ตาสีฮาเซลละความสนใจไปทางผู้ชายหน้าเหมือนซึ่งยืนตากฝนอยู่ฝั่งตรงข้าม คมเขี้ยวที่งอกออกมาบวกกับดวงตาสีแดงเข้มบ่งบอกถึงการเป็นผู้นำ อีกทั้งกรงเล็บที่กางออกเช่นเดียวกับหมาป่าอีกสองตัวที่อยู่ด้านหลัง ระหว่างรอให้เขาลงไปเจรจา
ไคเปิดประตูรถ เดินล้วงกระเป๋ากางเกงตรงเข้าหาซีอีโอหนุ่มซึ่งอยู่ในสภาพครึ่งคนครึ่งหมาป่า ทุกอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางสายฝน แวมไพร์ตาสีฮาเซลยังคงแสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลาย ผิดกับอีกฝ่ายที่กำลังแยกคมเขี้ยวอย่างกราดเกรี้ยว
“แกคิดว่าหมาป่าแค่สามตัวจะทำอะไรฉันได้จริง ๆ เหรอจงอิน?”
ไครู้ว่าตอนนี้พวกลิ่วล้อกำลังเข้าไปช่วยเลขาคนใหม่ ซึ่งเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนั้นนัก กับจุดประสงค์ในครั้งนี้ที่ตั้งใจมาเพื่อกระตุกหางหมาเล่น มากกว่าการหลอกให้หลงและฆ่าทิ้งเป็นผักปลาเหมือนคนก่อน
“ฉันคนเดียวก็ทำแกคลานกลับโลงได้แล้ว คงไม่ต้องถึงมือคนอื่น” คนฟังแค่นหัวเราะ เสยผมดำขลับซึ่งเปียกไปด้วยน้ำฝนขึ้นกลางศีรษะ ก่อนที่เสียงรถยนต์ทั้งสองคันจะขับออกไปหลังจากพาตัวเลขาหนุ่มผู้ซึ่งเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาของเขาหนีได้สำเร็จ
“สัญชาตญาณหมาหมู่ของพวกแกนี่ช่างน่ายกย่องจริง ๆ เลยนะ แต่ดูสิ? พอไม่มีพรรคพวก แกก็ไม่มีปัญญาหิ้วเลขาคนใหม่กลับไปด้วยตัวเองได้”
“ศพเน่า ๆ ที่ดีแต่ส่งมลภาวะทางกลิ่นปากอย่างแกจะไปเข้าใจการมีครอบครัวได้ยังไง กลับบ้านไปนอนในโลงดีกว่า อีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาผีออกเร่ร่อน” แวมไพร์หนุ่มคิ้วกระตุก คมเขี้ยวค่อย ๆ งอกออกมาขณะมองไปยังหมาป่าหนุ่มที่พูดจายั่วโมโหอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ไอ้ลูกหมา”
*
“ไม่ได้ผล เห็นชัดแล้วว่าต่อให้เปลี่ยนเลขาเป็นผู้ชาย ไอ้สวะนั่นก็ตามจองล้างจองผลาญเราอยู่ดี”
“แม่ครับ ใจเย็นก่อน”
“เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะเข้าถึงตัวพ่อได้แน่ เขาจะฆ่าพ่อ”
“และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องหาทางฆ่าเขาก่อน รยูชิน แกติดต่อจ่าฝูงฝั่งที่อยู่อเมริกาได้หรือยัง?”
“เรียบร้อยครับแม่ ทางนั้นจะรีบมาทันทีหลังจากเราวางแผนเรียบร้อยแล้วว่าจะเอายังไง”
“แล้วฝั่งจีนล่ะ”
“พวกเขาขอไม่ยุ่งกับแวมไพร์ครับ”
“ให้ตายเถอะ! หมาป่าพวกนั้นเคยสำนึกบุญคุณบ้างไหม ฉันเคยช่วยมัน ให้ชีวิตใหม่กับมัน!”
“ใจเย็นก่อนเถอะคุณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่โดนฆ่า รอจงอินกับเด็กคนนั้นฟื้นแล้วค่อยคุยกันอีกทีก็ได้”
“ฉันรอไม่ได้หรอก ลูกชายแท้ ๆ ของคุณมันคิดจะฆ่าคุณนะ ที่จงอินเจ็บหนักขนาดนั้นเพราะอะไร? จะให้อยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่ทำอะไรสักอย่างเลยไม่ได้หรอก”
“ตอนนี้จงอินเป็นผู้นำจ่าฝูงแล้ว ถึงคุณจะเป็นแม่ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตัวเอง คุณต้องฟังเขา นั่นคือกฎของฝูงเรา”
เป็นอีกครั้งที่เซฮุนตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงบทสนทนาของคนแปลกหน้า นัยน์ตาที่เคยปิดสนิทกำลังค่อย ๆ ปรือมองก่อนจะปรับให้มันชัดเจน และสิ่งแรกที่มองเห็นคือแมวสีส้มตากลมซึ่งนั่งจ้องเขาอยู่บนตู้โชว์ซึ่งทำด้วยไม้ชั้นดี ก่อนจะหันไปพบกับใครอีกหลายคนที่กระจายตัวอยู่ในห้องโถงกว้าง
“เขาฟื้นแล้ว”
“...”
ทุกคนหันมาให้ความสนใจคนตัวผอมที่กำลังพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนชายผิวขาวสะอาดในชุดสุภาพพร้อมแว่นตากรอบดำจะช่วยประคองเขา “ค่อย ๆ นะ”
เซฮุนกวาดสายตาไปโดยรอบ ความรู้สึกหวาดกลัวยังคั่งค้างและคงไม่หายไปง่าย ๆ แม้ว่าโดคยองซูจะเป็นหนึ่งคนที่เขาคุ้นหน้ามากที่สุดในตอนนี้ก็ตาม ชายคนหนึ่งซึ่งมีส่วนคล้ายจงอินกำลังมองมาทางนี้ เซฮุนจำได้ว่าเขาเคยเห็นผู้ชายคนนั้นลงข่าวหนังสือพิมพ์ธุรกิจ และฉบับสุดท้ายคือการอำลาวงการเพื่อให้ลูกชายสานต่อ
“ดื่มน้ำหน่อย” น้ำเสียงทุ้มนุ่มของชายสวมแว่นมาพร้อมแก้วน้ำ เซฮุนรับมาอย่างหวาด ๆ ก่อนจะดื่มจนหมดแก้วเพราะความกระหาย ครอบครัวหมาป่ายังไม่ละสายตาจากมนุษย์ที่นั่งอยู่ตรงนั้น โอเซฮุนยังคงมือสั่น และพวกเขาต้องการคำตอบ
“อาการของเขาเป็นยังไงบ้างจุนมยอน?”
“เป็นผลข้างเคียงหลังจากโดนดูดพลังชีวิตน่ะครับ ต้องปล่อยให้ร่างกายปรับสภาพสักคืน พรุ่งนี้อาจดีขึ้น แต่จะกลายเป็นมีไข้แทน” ชายผิวขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงในโทนเดิม ทุ้มนุ่ม และไม่มีสีหน้ากังวลราวกับว่าเคยรับมือกับกรณีนี้มาแล้ว
พอพูดถึงการดูดพลังชีวิต เขาก็นึกไปถึงภาพแวมไพร์หนุ่มที่งับต้นคอเขาหากแต่ไม่ได้ฝังคมเขี้ยวลงไป หลังจากนั้นเรี่ยวแรงที่เคยมีก็เริ่มหดหายไปทีละนิดจนกลายเป็นหุ่นเชิดที่จะถูกลากไปไหนก็ได้ ในวินาทีนั้นโอเซฮุนคิดว่าจะตายแล้วด้วยซ้ำ
“เขาไม่ได้ถูกกัดใช่ไหม?”
“เปล่าครับ” จุนมยอนมองใบหน้าซีดเผือดของคนข้าง ๆ ก่อนจะหันไปทางครอบครัวคิม “ถ้าถูกกัดป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว และพวกคุณก็รู้ดีว่าแวมไพร์ไม่กัดเพื่อเปลี่ยนใครง่าย ๆ แน่”
แวมไพร์เชื่อว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นสูง จึงไม่กัดใครซี้ซั้วเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพวกเดียวกัน เลือดแวมไพร์นั้นเป็นพิษ ถ้าหากถูกกัดคงทนได้ไม่ถึงยี่สิบนาที ซึ่งคนตัวผอมผ่านมันมาได้แล้วหลายชั่วโมง
“แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไคถึงเลือกดูดพลังชีวิตเลขาโอ แทนที่จะฆ่าเขาเหมือนกับคนอื่น ๆ”
“นั่นสิ” ความสงสัยของจุนมยอนเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจครอบครัวหมาป่าที่คิดยังไงก็ไม่ตก
“มันจะเป็นไปได้ไหม...” ทันทีที่ได้ยินเสียงเซฮุน ทุกคนก็หันมาให้ความสนใจเขาอีกครั้ง “ที่เป็นเพราะว่าเขา... อ่านความคิดผมไม่ได้”
“...”
“ผมไม่เข้าใจ เขาเอาแต่บังคับให้ผมบอกว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร หมาป่า ผู้รักษา หรือฮันเตอร์อะไรก็ไม่รู้” คนตัวผอมขมวดคิ้ว พลางนึกไปถึงแวมไพร์หนุ่มที่บังคับให้เขาพูดความจริง ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็คือพ่อของโอเซฮุนตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวันที่แม่คลอดเขา ส่วนแม่ก็เป็นมะเร็ง เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน
“แล้วมันใช่สักอย่างหรือเปล่า?” คนถามคือผู้หญิงที่ดูเหมือนว่าจะอายุมากกว่าร้อยปีถ้าหากเจ้านายอายุเจ็ดสิบเจ็ด แต่ใบหน้าของเธอกลับดูสาวจนดูเหมือนว่าเพิ่งอายุห้าสิบต้น ๆ
“ผมเป็นแค่คนธรรมดาครับ... คุณหญิง”
“เขาไม่ได้โกหก ผมไม่รู้สึกได้ถึงความเหนือมนุษย์ในตัวเลขาโอเลย” เซฮุนรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา กับความช่วยเหลือของชายหนุ่มที่ชื่อจุนมยอน ซึ่งยังคงนั่งอยู่ข้างตัวเขา
แต่แม่ของเจ้านายก็ยังคงดูไม่พอใจ สายตาของคุณหญิงยังคงติดรำคาญ และหัวเสียซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาหรือเรื่องของไคกันแน่ “งั้นก็พาเขาไปส่งที่บ้าน”
“ไม่ได้ครับแม่” เสียงค้านของคยองซูนั้นหนักแน่น และคงเป็นคนเดียวที่กล้าหือ นอกจากสามีของเธอ “จงอินบอกว่าห้ามพาคุณเซฮุนไปไหนจนกว่าเขาจะตื่น”
“ตกลง งั้นแกช่วยหมอจุนมยอนพาเลขาโอขึ้นไปห้องจงอินซะ ถ้าพี่แกฟื้นเมื่อไหร่ก็ไปเคาะประตูเรียกพ่อ”
“เดี๋ยวสิคุณ?”
“ครับพ่อ” เสียงทุ้มตอบพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนชายที่เคยเป็นผู้นำจะเดินขึ้นบันไดชั้นสองไปโดยไม่เรียกภรรยาที่กำลังหัวเสียไปด้วยกัน
“แม่ครับ หายใจเข้าลึก ๆ” รยูชิน ลูกชายคนโตที่ไม่เคยออกสังคมกุมมือมารดาของตน พร้อมคลึงเบา ๆ เป็นการปลอบให้ใจเย็นลง เมื่อดวงตาของเธอกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกรงเล็บที่งอกออกมา ขณะที่คยองซูกับจุนมยอนกำลังช่วยหิ้วปีกเลขาโอไปยังห้องผู้นำจ่าฝูงที่แท้จริงในตอนนี้
*
“พักตรงนี้ก่อน”
คนที่ยังไม่แข็งแรงถูกวางลงบนโซฟาตัวใหญ่ มันนุ่มเหมือนเตียงนอนชั้นดีซึ่งโอเซฮุนไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในห้องนี้มีกลิ่นหอมแปลก ๆ แต่คงไม่ใช่กลิ่นสมุนไพรอย่างแน่นอน มันถูกปล่อยออกมาเป็นควันเหมือนอโรม่า คาดว่าคงเป็นตัวช่วยให้ชายหนุ่มผิวแทนที่นอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงสมานแผลที่เป็นรอยฟันและรอยเล็บตรงช่วงแขนและอกได้เร็วขึ้น หรือไม่ก็แค่ทำให้หลับอย่างสบาย
“คยองซู ช่วยหยิบกระเป๋าตรงนั้นให้ผมที” เจ้าของชื่อทำตามอย่างว่าง่าย เพียงครู่เดียวกระเป๋าสีดำก็ถูกเปิดออก แม้จะใบเล็ก แต่ข้างในก็มีอุปกรณ์หลายอย่างที่ไม่คิดว่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะพกมันไปไหนมาไหนด้วย
“คุณจะทำอะไร”
“ทำให้คุณเดินได้เองโดยไม่ต้องให้ผมช่วยพยุง” เจ้าของแว่นกรอบดำตอบโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย เขากำลังหยุดสายตาอยู่ที่หยดน้ำซึ่งไหลออกมาจากปลายเข็ม ก่อนคยองซูจะเข้ามาช่วยจัดแจงท่อนแขนเพื่อให้ง่ายต่อการฉีดยา
“เขาสู้กับไคเหรอ” เซฮุนมองไปยังคนเอาแต่ใจที่หลับไม่ได้สติอยู่บนเตียง ก่อนเจ้าแมวสีส้มจะเข้ามาในห้อง และกระโดดขึ้นไปนอนข้าง ๆ จงอิน
“อืม” จุนมยอนขานตอบในลำคอ “แต่หมาป่าสมานแผลเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”
“เจ้านายแพ้เหรอ ทำไมเขาเจ็บหนักขนาดนั้น?” อดคิดไม่ได้ว่าสงครามระหว่างหมาป่ากับแวมไพร์ ใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะเขารู้สึกว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีความน่ากลัวที่แตกต่าง
“เรื่องชนะคงอยู่ที่ใจ เพราะต่างฝ่ายต่างก็เจ็บหนักกลับรังเหมือนกัน” คำตอบของอีกฝ่ายคงเรียกว่าเรื่องดี เพราะเขาคงรู้สึกแย่แน่ ๆ ถ้ารู้ว่าเจ้านายเป็นฝ่ายแพ้ ถึงได้นอนหมดสภาพอยู่ตรงนั้น
“เมื่อไหร่เขาจะหาย” เป็นครั้งแรกที่เซฮุนรู้สึกเป็นกังวลต่อชายคนนั้น รอยแผลสดที่เด่นชัดจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ซึ่งเขาคาดว่ามันคงเจ็บไม่แพ้รอยแผลจากกรงเล็บในวันแรกที่เราเจอกัน
“ปกติก็สองสามนาที แต่เขี้ยวแวมไพร์เป็นพิษ เขาเลยต้องใช้เวลาหน่อย” คยองซูตอบพลางมองไปยังพี่ชาย
“ปกติแวมไพร์อ่านความคิดคนอื่นได้ใช่ไหม มันคล้ายกับการอ่านกลิ่นของหมาป่าหรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าต่าง” คยองซูเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “พวกนั้นสามารถสบตาคุณแล้วรู้ได้เลยว่ากำลังคิดอะไร อยากทำอะไร ไม่เหมือนเราที่แค่ได้กลิ่นความรู้สึก ทั้งสองฝั่งสามารถใช้มันกับมนุษย์ได้ทุกคน แต่หมาป่ากับแวมไพร์ใช้ทักษะนี้ต่อกันไม่ได้ และหมาป่าทั่วไปไม่สามารถอ่านความรู้สึกจ่าฝูงได้”
“งั้นจะผิดไหม ถ้าผมจะสงสัยว่าทำไมไคถึงอ่านความคิดผมไม่ได้ ทั้งที่ผมเป็นแค่คนธรรมดา?”
“ผมกับคนอื่น ๆ ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน หมายถึง -- ถ้าคุณเป็นมนุษย์จริง ๆ มันก็น่าสงสัยว่าทำไม?” จุนมยอนเป็นคนตอบ ก่อนจะเก็บอุปกรณ์เข้ากล่องแล้วนั่งลงข้าง ๆ เลขาโอ “แต่ผมเชื่อว่าไคจะเป็นคนมาให้คำตอบคุณถึงที่แน่”
ประโยคนี้ชวนให้ผวา ราวกับเป็นคำเตือนว่าชีวิตของโอเซฮุนจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว “คุณเป็นหมอเหรอครับ?”
“ผมเป็นครูห้องพยาบาล แต่ถ้าในโลกเหนือธรรมชาติเขาเรียกผมว่าผู้รักษา” จุนมยอนยิ้มบาง ๆ ขณะทำความรู้จักกับอีกคน
“แล้วผู้รักษาเป็น...”
“คนเหมือนคุณ” ชายหนุ่มแว่นกรอบดำเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “ผมอายุสามสิบ แก่ตัวไปตามวัย ครอบครัวเราสืบต่อการเป็นผู้รักษามารุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอดวิชาเกี่ยวกับศาสตร์เหล่านี้สู่ลูกหลาน”
“เพื่อรักษาหมาป่าเหรอครับ?” เซฮุนเลิกคิ้ว ฉายแววตาสงสัย
“เปล่า ผมถูกสอนให้รักษาสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ แต่ไคฆ่าพ่อแม่ผม ผมเลยตัดสินใจช่วยหมาป่า”
“ขอโทษ ผมไม่รู้ว่า --” คนตัวผอมกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร คุณพูดได้ เลขาโอ” จุนมยอนยิ้ม
“เอ่อ ไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะนะ แต่ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายหน่อย ด่วนเลย” ทั้งสามคนมองไปยังหญิงสาวผมบลอนด์น้ำตาลซึ่งยืนพิงศีรษะอยู่หน้าประตู เชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์เข้ารูปตัวนั้นทำให้เธอดูสง่าและน่าเกรงขามไปพร้อม ๆ กัน
คยองซูมองเขาแล้วพยักหน้าราวกับอยากบอกว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นไร ก่อนจะตามหญิงสาวออกไปพร้อมปิดประตูเพื่อให้บทสนทนาของหมอจุนมยอนและเลขาโอเป็นความส่วนตัวยิ่งขึ้น
“ผมเคยเห็นผู้หญิงคนนั้น”
“ไอรีนน่ะ เป็นลูกสาวอดีตจ่าฝูง เธอเลยสืบทอดตำแหน่งต่อ สนิทกับคยองซูมาตั้งแต่เด็ก และเธอเพิ่งไปช่วยคุณกลับมา”
“อ๋อ...” คนตัวผอมพยักหน้า “ขอบคุณมากนะครับ ถ้าไม่ได้พวกคุณป่านนี้ผมคงตายไปแล้ว”
“ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก ต่อให้ไม่ใช่คุณ จงอินก็ต้องทำแบบนี้อยู่ดี เขาปกป้องทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา ไม่มีใครสำคัญมากน้อย พนักงานบริษัทก็เปรียบเหมือนหมาในฝูงที่เขาต้องดูแล”
เจ้านายที่เคยดีแต่กวนประสาทกลายเป็นคนอ่อนโยนขึ้นมาภายในเสี้ยววิได้อย่างไร เซฮุนนิ่งไปขณะฟังอีกฝ่ายพูด ก่อนจะมองไปยังคนเจ็บบนเตียง
“เรื่องนี้จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ”
จุนมยอนไม่ได้ตอบคำถามในทันที ซึ่งเขาคิดว่าการพยายามอธิบายทางอ้อมหรือปลอบใจด้วยคำพูดดี ๆ คงไม่ช่วยอะไรสำหรับคนที่รอดตายมาได้พร้อมความสงสัยว่าเพราะอะไรแวมไพร์คิมไคถึงไม่สามารถอ่านความคิดของโอเซฮุนได้
“อืม แต่ผมเชื่อว่าจ่าฝูงของเราต้องมีทางออกให้กับเรื่องนี้”
*
คนตัวผอมปิดประตูลงหลังจากเดินออกไปสำรวจด้านนอก แล้วก็พบว่าในเวลาเที่ยงคืน ครอบครัวหมาป่าก็ยังคงพูดคุยกันถึงเรื่องการถูกแวมไพร์คุกคาม ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้ง
เขาถอนหายใจพลางพิงแผ่นหลังลงกับประตู มองเข้าไปยังห้องสีสลัวปะปนกับกลิ่นหอมของอโรม่า จนถึงตอนนี้เจ้านายก็ยังไม่ตื่น แต่รอยแผลบนแผงอกนั้นค่อย ๆ เล็กลงแล้วหลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
“เมี๊ยว...” เจ้าแมวส้มกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งตรงเข้ามาหาเขา เซฮุนอุ้มมันขึ้นมาตรงระดับสายตาพร้อมยิ้มบาง ๆ กับความน่ารักของมันซึ่งดูเหมือนว่าจะเชื่องพอสมควร
“เป็นห่วงเจ้านายของแกใช่ไหม ฉันก็เป็นห่วงเจ้านายของฉันเหมือนกัน”
“เมี๊ยว”
“น่ารัก ฉันจะถามใครได้บ้างนะว่าแกชื่ออะไร” เซฮุนกอดแมวส้มไว้แนบอก แล้วเดินไปหยุดอยู่บนโซฟาตัวเดิม ยาของหมอจุนมยอนช่วยให้เดินเหินได้จริง ๆ แต่ในร่างกายของเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังมีไข้ และตัวยังคงเย็นเหมือนตอนถูกไคสัมผัส
“มันชื่อเจ้าหญิงน้อย”
“ม่าว!”
“เป็นตัวเมียเหรอ? อะ -- อ้าว...” เซฮุนเลิกคิ้วมองชายหนุ่มที่นอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงพร้อมมองมายังเขา โดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้เจ้าแมวส้มที่เคยอุ้มอยู่แนบอกเมื่อครู่กระโดดหายไปไหน
“เสียงหัวใจคุณเต้นช้า”
“...”
คนเป็นเลขาไม่รู้ว่าต้องทำสีหน้าอย่างไร หลังจากรู้ว่าเจ้านายสุดเรื่องมากคือคนที่ไปช่วยเขาจากแวมไพร์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องนอนพักฟื้นอยู่หลายชั่วโมง เราควรจะต่อล้อต่อเถียงกันด้วยคำพูดน่าชวนหงุดหงิด มากกว่าการต่างคนต่างมองแบบนี้สิ
“คุณก็คงเหมือนกัน” เซฮุนเบือนสายตาหลบไปอีกทาง
“คุณไม่รู้หรอกว่าหัวใจผมเต้นยังไง”
“...”
“แต่ถ้าอยากรู้ ก็มานั่งตรงนี้” ชายหนุ่มผิวแทนเคาะปลายนิ้วชี้ลงบนเตียง ซึ่งโอเซฮุนคิดว่าอีกฝ่ายคงอ่านกลิ่นความรู้สึกของเขามาดีแล้ว ถึงได้พูดออกมาอย่างนั้น และมันเป็นเรื่องบ้าชะมัดที่เขากำลังทำตาม
คนตัวผอมรินน้ำให้แก้เก้อ แน่นอนว่าเขาคงไม่คิดวางมือลงบนแผงอกเจ้านายเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจแน่ ๆ เซฮุนไม่ได้อยากรู้ว่าหัวใจของหมาป่าที่เกิดราศีธนูจะเต้นแรงเท่าไหร่ ถ้ามันจะทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ
คนเป็นเลขาใช้มือข้างหนึ่งประคองร่างคนเจ็บให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง และยื่นแก้วน้ำให้ดื่ม จังหวะที่เจ้านายเงยหน้าขึ้น เขาจึงถอนหายใจออกมาซึ่งไม่รู้ว่าทำไมถึงสูญเสียความเป็นตัวเองถึงขนาดนี้
“รู้จากสัมผัสปลายนิ้วเมื่อกี้ ตัวคุณค่อนข้างเย็น”
“หมอจุนมยอนบอกว่ามันเป็นผลจากการถูกดูดพลังชีวิตน่ะ แต่พรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น”
“หนาวไหม?”
คนที่เคยเห็นแต่มุมกวนประสาทของเจ้านายกำลังประหลาดใจจนพูดไม่ออก ทั้งแววตาคู่นั้นและน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาไม่อยากพูดหรอกนะว่ามันจะเกี่ยวกับทรงผมที่ปรกหัวคิ้วเอาไว้ จนทำให้ผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนธรรมดามากกว่าประธานบริษัทน้ำหอมสุดฮอต
“คุณกำลังรู้สึกแย่”
เซฮุนปล่อยให้อีกฝ่ายกุมมือตนเองไว้หลวม ๆ กระทั่งรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาในร่างกายทีละนิด ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเห็นว่าเส้นเลือดตามข้อมืออีกฝ่ายกำลังขึ้นสีเข้มราวกับกำลังดูดเอาความเย็นจากร่างกายเขาเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
“คุณกำลังทำอะไร?” จงอินไม่ได้ตอบคำถาม หมาป่าหนุ่มขบกรามแน่นพร้อมกลั้นหายใจช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะปล่อยมือออก เซฮุนมองอีกคนที่กำลังหอบหายใจ สองมือหนาสั่นเทาอย่างน่าเป็นกังวล เขาจึงรีบจับเอาไว้
สีหน้าคนเป็นเลขาลดลงไปยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นอาการเจ้านายแย่ลงเพราะตัวเอง เซฮุนเอื้อมไปดึงทิชชู่ออกมาจากกล่อง ซับเหงื่อออกจากใบหน้าคมก่อนจะชะงักเพราะถูกคว้ามือเอาไว้
“...เมื่อกี้คุณทำอะไรกับผม” แทบจะเป็นครั้งแรก ที่เซฮุนใช้น้ำเสียงแผ่วเบากับคนตรงหน้าแบบนี้ ชายหนุ่มผิวแทนหายใจอยู่ในระดับปกติแล้ว และดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องเขาไม่กะพริบ
“แบ่งเอาความทรมานมาจากคุณ”
“...”
“ดีขึ้นบ้างไหม?” เซฮุนหลุบสายตามองมือตัวเองที่เคยซีดเซียว และพบว่าความเย็นที่เคยทำให้กลัวกำลังค่อย ๆ จางหายไป และแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากมือของหมาป่า ผู้ซึ่งเป็นเจ้านายของเขา
“คุณยังเจ็บอยู่นะ บ้าเอ๊ย” คนเป็นเลขาก้มหน้าลงพลางถอนหายใจ และเจ้านายก็ยังคงจับข้อมือเขาเอาไว้โดยไม่ปล่อย
“ให้ผมทำเถอะ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ผมอยากทำมาตลอด แต่ไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง” เซฮุนค่อย ๆ เงยหน้าสบตากับอีกฝ่าย ซึ่งแววตาที่มองมานั้นดูเศร้าหมอง ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังคิดอะไร
“หมายถึงเรื่องช่วยชีวิตคนรอบตัวคุณเหรอ” จงอินพยักหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ นี่เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน... ที่อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่าสงสาร กับการแบกรับหน้าที่ผู้นำไว้ และต้องคอยปกป้องคนอื่นเพื่อไม่ให้ตายไปด้วยฝีมือแวมไพร์
“คุณคือคนแรกที่ผมช่วยไว้ได้”
คนที่ไม่เคยแสดงออกด้านอ่อนแอให้ใครเห็น คนที่เป็นผู้นำของฝูงหมาป่ามาตลอดกำลังซบแก้มลงกับมือเขาอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าคมถูกับหลังมือเรียวคล้ายกับสุนัขกำลังออดอ้อนเอาความรักจากเจ้านาย ซึ่งเขาได้แต่ค้างอยู่ท่านั้นแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายคลอเคลียจนกว่าจะพอใจ
“ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่”
TBC
เมื่อกี้หนูเจอจ่าฝูงแถว ๆ ตลาด จ่าฝูงเค้าบอกว่าพวกเธอจะมีผัวหลายคนไม่ได้น้ะ /สมมติว่าใช้gifจุ๋มหน้าสั่น
ความคิดเห็น