Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,518 Views

  • 12 Comments

  • 381 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    20

    Overall
    2,518

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7 ความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    24 ก.พ. 61

เวลา******08:55 น.

~น้ำปั่น~

“นี่เธอ ใจเย็นลงหน่อยได้มั้ย” เทปเป้พูดขึ้นหลังจากที่ฉันเปลี่ยนตัวขับรถกับเมล่อน ฉันก็ขับรถราวกับจะเหาะเพื่อไปให้ถึงอาคารแพทยศาสตร์ ให้เร็วที่สุด

“ฉันใจเย็นที่สุดแล้ว”

“ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นห่วงข้าว แต่ตอนนี้เธอควรเป็นห่วงสวัสดิภาพของฉันกับเพื่อนเธอก่อนมั้ย” เทปเป้ย้ำอีกรอบก่อนฉันจะหันไปดูเมล่อนที่นั่งติดริมหน้าต่างรถราวกับหาที่ยึดเกาะ ทำให้ฉันผ่อนความเร็วรถลงไปเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย

“ฉันเป็นห่วงข้าวก็จริง แต่เป็นห่วงซอมบี้ที่อยู่รอบๆ ต่างหาก” ฉันโม้ “เราสองคนน่ะ ไม่ได้มีงานอดิเรกเป็นการเล่นตุ๊กตาบาร์บี้หรอกนะ”

เทปเป้ที่นั่งข้างๆ หันมามองหน้าฉันก่อนจะเลิกคิ้วข้างนึงอย่างพิจารณา ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่เราฝึกต่อสู้กันตอนที่ยังเด็ก โดนมีพ่อคอยดูแลอยู่ข้างๆ ข้าวปั่นจะเป็นคนที่อ่อนแอเสมอ เวลาฉันสู้เอาจริงเอาจังเธอกลับไม่ตอบโต้สักนิด มีแต่ป้องกัน แม้ว่าจะป้องกันได้เป็นอย่างดีจนฉันแทบจะโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายไม่ได้เลยสักรอยขีดข่วน จนพ่อถึงกับชมเปราะว่าทักษะการต่อสู้ของฉันยอดเยี่ยมก็เถอะ แต่การสู้เพื่อเอาชนะข้าวปั้นให้ได้ก็ยังไม่เคยได้สักครั้ง จนฉันคิดว่าข้าวปั้นคงทำได้แค่ป้องกันไม่สามารถโจมตีคู่ต่อสู้ได้เลย

แล้ววันนึงที่เพื่อนของข้าวปั้นถูกเด็กเกเรรังแกนั่นแหล่ะ ฉันถึงได้เห็นว่า ข้าวปั้นเหนือกว่าฉันหลายขุม หากเราต่อสู้กันจริงๆ คงเป็นฉันที่แพ้

ทักษะการต่อสู้ของข้าวปั้น เหมือนการเอาท่าพื้นฐานที่พ่อสอนจากมวยสากล มาผสมผสานกับวิชาเทควันโด การหลบ การโจมตี การโต้ตอบ พลิ้วไหวจนฉันละสายตาไปไม่ได้เลย เธอสามารถล้มเด็กเกเรที่ตัวใหญ่กว่าเธอสองเท่าที่มีจำนวนถึงสี่คนได้ในไม่เวลาไม่ถึงสองนาที ทั้งๆ ที่ตอนนั้น เราอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง

และนั่นทำให้ฉันไม่กล้าไปท้าสู้กับข้าวปั้นอีกเลย

กลับมาถึงในตอนนี้ ฉัน เทปเป้และเมล่อนกำลังขับรถมุ่งหน้าไปที่อาคารแพทยศาสตร์ สถานที่ที่พิกัดจีพีเอสบอกตำแหน่งของข้าวปั้น พ่อทำให้ฉันและข้าวปั้นคนละชิ้นเผื่อเวลาที่เราติดต่อกันไม่ได้หรือเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน มันจะบอกตำแหน่งให้อีกฝ่ายรู้เมื่อเราหาพิกัด แต่ถ้าไม่ขึ้นสัญญาณนั่นแปลว่าอีกฝ่ายไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

ลักษณะของจีพีเอสที่พ่อให้มามีสองชิ้น ชิ้นแรกเป็นเหมือนกำไลข้อมือใช้ระบุตำแหน่งของผู้สวมใส่ซึ่งมันสามารถจับชีพจรได้ ทำให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ชิ้นที่สองเป็นเหมือนเพจเจอร์เล็กๆ ที่แสดงผลตำแหน่งที่เราอยู่และตำแหน่งของอีกฝ่าย

จากหอไปถึงอาคารแพทย์นั้นขับรถอย่างช้าไม่เกินห้านาทีด้วยซ้ำ แต่ที่ล่าช้ากว่าปกตินั่นก็เพราะ...

ปึง!!!

เสียงรถของฉันที่พุ่งเข้าชนร่างของพวกซากศพที่เดินสะเปะสะปะข้างทางเดินอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากฉันหลบ อาจเป็นเราที่ต้องจบชีวิตแทน แถมพวกซากศพนี่ก็มีมากมายเกินไป

ฉันหันไปมองกระจกทางด้านหลัง ซากศพเดินได้ที่ฉันชนเมื่อกี้กลับค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นมาเองด้วยสภาพที่น่าสยดสยอง กระดูกขาบิดงอ แขนหลุดไปข้างหนึ่ง สายตาที่ไร้แววนั่นกำลังมองตามรถที่ฉันวิ่งอย่างกระหายหิว

ตามข้างทางทั้งสองข้างแทบไม่เหลือคนรอดชีวิตเสียแล้ว...

ถ้าไม่ใช่ว่าหนีไปหมดก็คงกลายเป็นซอมบี้กันหมด

“เอ้า! นี่” ฉันโยนปืนเอ็มสิบหกและกล่องกระสุนให้กับเทปเป้อย่างส่งๆ หมอนั่นรีบคว้ารับเอาไว้ได้ทันก่อนจะหันมามองฉัน

“อะไร?”

“ปืนไง อย่าบอกนะว่าใช้ไม่เป็น” ฉันส่ายหน้าก่อนจะหันไปมองเทปเป้อย่างขำๆ

“อย่ามาตลก เธอเอามาให้ฉันใช้และเธอใช้อะไร?”

“ฉันมีลูกโม่อยู่แล้ว ถึงจะใช้ได้แค่ทีละหกนัด แต่แค่นั่นก็สบายมาก” ฉันบอกก่อนจะยกปืนลูกโม่ที่ใช้ยิงซอมบี้เมื่อครู่ให้ดู “อีกอย่างถ้าลูกกระสุนฉันหมดยังไงนายก็ต้องช่วยฉันอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะ?”

ฉันยิ้มกระล่อนใส่เทปเป้ แต่หมอนั่นกลับทำเสียงฮึในลำคอเบาๆ ด้วยหมั่นไส้เล็กๆ เมล่อนที่นั่งอยู่เบาะหลังถึงกับกระแอมไอขึ้นมาเบาๆ

“อะแฮ่มๆ คือฉันยังมีตัวตนอยู่รึเปล่าเอย? ฮ่าๆ”

“ยังไงก็ใส่กระสุนเตรียมไว้ทั้งในปืนทั้งแม็กสำรองเลยล่ะ อาคารคณะแพทย์ค่อนข้างใหญ่บางทีอาจจะเจอพวกมันเยอะ แล้วก็เมล์เธอต้องอยู่เฝ้ารถนะ” ฉันพูดขึ้นอย่างจริงจัง เทปเป้จึงอัดกระสุนปืนเข้าเต็มแม็กตามที่ฉันบอกอย่างรวดเร็ว

“เห? ทำไมฉันต้องเฝ้ารถตลอดเลยล่ะ” เมล่อนแย้งด้วยสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ “ถ้าพวกมันมาฉันไม่แย่งั้นหรอ?”

“แกก็หลบให้ดีสิ รถนี่ฉันเอามาจากพ่อนะ มันกันกระสุนได้ด้วย เพราะงั้นถึงพวกมันเอาเหล็กทุบมามันก็ไม่แตกหรอก” ฉันบอกเมล่อนจนเธอมีสีหน้าที่เบาใจขึ้น “นอกเสียจากว่ามันจะใช้อาร์พีจีถล่มรถล่ะนะ”

“ฉันไปกับเธอใช่มั้ย?” เทปเป้หันมาถามฉันหลังจากที่ใส่ลูกกระสุนเสร็จพอดี ก่อนจะเก็บกล่องลูกกระสุนเข้าไปในกระเป๋าสะพายตัวเอง แล้วเก็บกระสุนสำรองไว้ที่กระเป๋ากางเกง

“ถ้าจะอยู่กับเมล่อนฉันก็ไม่ว่าหรอก ฉันไปตามข้าวคนเดียวได้” ฉันพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเหลือบตาไปเห็นป้ายคณะแพทยศาสตร์ตรงหน้าไม่เกินสองร้อยเมตร

“ไม่ล่ะ ฉันจะไปด้วย”

“โหดร้าย!” เมล่อนที่นั่งฟังเบ้ปากก่อนจะเบนหน้าหนีอย่างงอนๆ

“แปลก!” ฉันอุทานขึ้นเบาๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ อาคารคณะแพทย์อย่างไม่เข้าใจ

“อะไรแปลก?” เทปเป้ถามขึ้นมาก่อนจะมองหน้าฉันอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมที่นี่ไม่มีพวกมันเลยล่ะ?”

คำพูดของฉันเหมือนจะทำให้เทปเป้และเมล่อนมองตามออกไปรอบๆ บริเวณอย่างเสียไม่ได้ ไม่มีซอมบี้รอบๆ นี้เลยสักตัว หากจะมีก็อยู่ไกลออกไปเกือบห้าร้อยเมตรจากบริเวณทางที่เราเข้ามาเมื่อครู่นี้นั่นแหล่ะ

ฉันเลี้ยวรถไปจอดริมต้นไม้หน้าประตูทางเข้าอาคาร โดนหมุนรถกลับหันไปทางออกด้วยเผื่อฉุกเฉินจะได้ออกรถได้ทันทีโดยไม่ต้องเลี้ยวรถหลายรอบ ก่อนจะยกปืนขึ้นมากระฉับในมือ

“พร้อมนะ?” ฉันหันไปถาม เทปเป้พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูแล้ววิ่งเข้าไปในอาคารอย่างเงียบที่สุด เพราะไม่รู้ว่าข้าวปั้นอยู่ชั้นไหน ห้องไหนและไม่รู้ว่าในอาคารนี้จะมีพวกมัน ‘เยอะ’ แค่ไหน

~เมล่อน*~*

ผ่านไปเกือบห้านาทีแล้วหลังจากที่เทปเป้และน้ำปั่นเข้าไปในอาคารนั่น แม้ว่าตอนที่เรามาถึงที่นี่จะไม่มีซอมบี้รอบๆ สักตัวแต่ว่าหลังจากที่รถของน้ำปั่นเข้ามาจอดที่นี่ เหมือนว่ามันจะเรียกซอมบี้ตัวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ นี่เข้ามาเรื่อยๆ เสียแล้ว

ฉันกำสร้อยพระนาคปรกที่น้ำปั่นขึ้นไปเอามาจากหอมาให้กระชับในมือแน่น ถึงตอนนี้จะไม่เห็นพวกวิญญาณแล้ว แต่ว่าฉันก็ยังเห็นอะไรๆ ที่น่ากลัวอยู่ดี

พวกซอมบี้พวกนี้ไง

ฉันหมอบลงในรถอย่างหวาดผวาแต่ก็ยังโผล่หน้ามาส่องระยะทางที่พวกซอมบี้กำลังเดินตรงเข้ามาอยู่ด้วยความระแวง ถึงแม้ว่ากระจกรถของน้ำปั่นจะแข็งแรงก็เถอะนะ ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าถ้ามันทุบแรงๆ หลายๆ ทีมันก็อาจจะแตกก็ได้

เหมือนสุภาษิตน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนไง...

รู้สึกความหมายจะไม่ใช่แฮะ

หรืออาจเป็นขนาดก้อนหินยังแหลกเป็นเม็ดทราย นับประสาอะไรกับกระจกกันกระสุนล่ะ

ก็ยังฟังแปลกๆ อยู่ดี

แต่ก็นั่นล่ะ ฉันกลัวนี่น่า ทั้งตอนที่เทปเป้ทิ้งฉันไปช่วยน้ำปั่นที่หอนั่นด้วย จิตใจฉันต้องปั่นป่วนแค่ไหนที่ต้องเห็นทั้งซากศพพวกนั่นรุมขย้ำคนจนตาย ทั้งพวกวิญญาณที่มาหลอกหลอนอีก นี่ไม่บ้าตายก็ไม่รู้จะเป็นยังไงแล้วล่ะ

ใช่ซี่!! ฉันมันตัวประกอบนี่

แต่ตัวประกอบก็มีหัวใจนะ ฮือออออ...

ปึงงงง!!

เสียงอะไรสักอย่างพุ่งเข้ามากระแทกกับทางหน้ารถอย่างแรง ทำเอาฉันที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ได้สติคืนมาเลยทีเดียว ฉันที่อยู่ในท่าหมอบในซอกเบาะรถถึงกับต้องชะโงกหน้าขึ้นมาดูอย่างช้าๆ ด้วยความหวั่นวิตกจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อชื้นๆ ที่ไรผม พยายามจะคิดในแง่ดีว่าเป็นพวกน้ำปั่นที่กลับมาแล้ว

“อ๊าย!!” ฉันรีบปิดปาดตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนจะเผลอส่งเสียงกรี๊ดดังไปมากกว่านี้ ภาพที่เห็นทำให้ฉันต้องมุดตัวเองลงไปกับซอกเบาะให้มากกว่าเดิมเพราะนั่นมันไม่ใช่มนุษย์น่ะสิ

ภาพซากศพมีเลือดเต็มใบหน้า ซีกซ้ายของหน้าเหมือนถูกกัดจนเห็นซี่ฟันเรียงเป็นระเบียบจนถึงด้านใน ผมเผ้ากระเซิง เสื้อนักศึกษาของผู้หญิงมีรอยฉีกจนขาดจนเห็นรอยกัดฉีกบริเวณหน้าอกที่ถูกคว้านลึกเห็นอวัยวะภายในชัดเจน สาบานเลยว่าฉันใช้เวลามองไม่ถึงสองวินาที แต่ภาพที่เห็นมันช่างติดตาราวกับเผลอจ้องไปเป็นชั่วโมงเสียแบบนั้น

ปึง!! ปึง!!

ฉันสะดุ้งวาบอย่างตกใจ เสียงปึงปังจากการทุบรถด้านนอกดูจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ฉันพยายามสวดภาวนาขอพร หรืออะไรสักอย่างขอให้น้ำปั่นรีบกลับมาที่นี่เสียที ฉันจะทนไม่ไหวแล้วนะ ฉันกลัว กลัวมากๆ ด้วย ฮือๆ

ปึงงง!! ปึงงง!! ปึง!!!

เสียงทุบรถ ทุบกระจกดังขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก รถที่น้ำปั่นโม้ว่าแข็งแรงถึงตอนนี้จะไม่มีรอยร้าว รอยขีดข่วน แต่การที่แรงทุบจนรถโยกไปมาแบบนี้มันทำให้ฉันร้องไห้อย่างไม่อายอีกต่อไปแล้ว กลัว กลัวเหลือเกิน ใครก็ได้ ช่วยฉันทีเถอะ

ตุ้บ! ปึก!

ผลั๊ว!!

เสียงเหมือนใครสักคนกำลังต่อสู้อยู่ภายนอกนั่น ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองอย่างตื่นตะลึง เพราะแรงโยกรถและแรงทุบกระจกนั่นเบาลงไปจนมีเสียงต่อสู้จากภายนอกนั่นล่ะ

ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีเขียวตุ่นๆ ทับชุดนักศึกษาคนนึงกำลังใช้ท่อนเหล็กขนาดสามนิ้วนั่นฟาดหัวของพวกซากศพอย่างคล่องแคล่วจนแทบไม่มีซากศพตัวไหนเข้าใกล้เขาเกินครึ่งเมตรได้เลยด้วยซ้ำ จำนวนซากศพที่เขาสู้ลดลงเรื่อยๆ จนฉันเผลอมองใบหน้าของเขาอย่างไม่รู้ตัว ซีกหน้าที่เผยให้เห็นเพียงด้านเดียวนั่นทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ ดวงตาเรียวรีแต่มุ่งมั่นนั่นสะกดสายตาฉันจนฉันเผลอไปเปิดประตูลงไปเพื่อดูใบหน้าที่เหลือ จมูกเรียวโด่ง ริมฝีปากบางออกแดงระเรื่อนั่นเผยอเล็กน้อยเมื่อใช้พลังงานของร่างกายมากขึ้นจนหายใจไม่ทัน รู้ตัวเองอีกทีฉันก็ออกมายืนหน้ารถเสียแล้ว

ใบหน้าหล่อเหลานั่นหันมาทางฉันอย่างเต็มตาจนฉันอุทานในใจได้คำเดียวว่า หล่อ! ไฝที่ให้ตาข้างซ้ายนั่นทำให้ใบหน้าของเขาดูมีเสน่ห์เหลือเกิน

“ระวังข้างหลัง!”

ฉันสะดุ้งสุดตัวก่อนถอยตัวหลบอัตโนมัติ ก่อนจะเห็นว่ามีซากศพอีกตัวที่อยู่ด้านหลัง กว่าฉันจะตั้งตัวได้เสียงใบมีดแหวกอากาศก็ปักเข้าที่กลางหัวมันอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะล้มลงมากองอยู่ปลายเท้าของฉัน

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” เสียงนุ่มทุ้มของชายปริศนาที่เดินเข้ามาดึงมีดออกจากหัวของซากศพตัวนั้นก่อนจะเช็ดเลือดบนปลายมีดกับชุดของมันดังขึ้นใกล้ๆ เหมือนเรียกสติฉันหันกลับไปมองหน้าเขาอย่างดีใจในความช่วยเหลือ

“ขอบคุณมากนะคะ คุณ...”

“ผมชื่อเจมส์ เรียกสั้นๆ ว่าเจมส์บอร์น ยอดนักสืบศูนย์ศูนย์แปด”



ท่านเจมส์มาแว้ววววววว ^^​


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #7 Jimu_Kun (@NattananKleepbai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 06:38
    เงอะ เจมส์บอนส์ก็มา
    #7
    2
    • #7-1 แมงโก้สตรีน (@meerak44) (จากตอนที่ 8)
      15 มีนาคม 2561 / 20:39
      พระเอกสุดเทพของเรื่องเลยฮะ แถมหล่อมากกกก
      #7-1