Dead Not Die แพร่พันธุ์ไวรัสร้าย มหาลัยนรก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,522 Views

  • 12 Comments

  • 382 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    24

    Overall
    2,522

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 ซากศพที่สมควรตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 ก.พ. 61

เวลา******08:30 น. อาคารแพทยศาสตร์ห้องปฏิบัติการ 10501

~ข้าวปั้น~

“ก่อนสอบย่อยวันนี้นะคะให้นักศึกษาเขียนรายงานผลปฏิบัติการจากคาบที่แล้วมาส่งให้เรียบร้อยก่อน หากว่าต้องแก้ไขยังไงอาจารย์จะบอกอีกทีในคราวหน้า ส่วน...”

Rrrrrrrrrr Rrrrrrrrrr!

 “ขออนุญาตแปบนึงนะคะ”

อาจารย์พิราพร อาจารย์ประจำวิชาเภสัชวิทยาของคณะแพทยศาสตร์ ที่กำลังสั่งเตรียมงานจากคาบเดิมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่จู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คงไม่น่าแปลกใจนักสำหรับอาจารย์คนอื่น แต่สำหรับอาจารย์พิราพรนั้น ปกติแล้วจะไม่พกโทรศัพท์เวลาสอนเลยสักครั้ง

“มีอะไรรึเปล่าข้าว?” หมิวเพื่อนในกลุ่มที่นั่งข้างๆ ฉันถามขึ้นเมื่อเห็นฉันที่นั่งครุ่นคิดอยู่พักนึง

“เปล่าน่ะ คิดอะไรนิดหน่อย ว่าแต่รายงานผลของกลุ่มเราเสร็จแล้วหรอ?” ฉันถามหมิว พร้อมชี้มือใบที่แฟ้มงานของหมิว ซึ่งปกติแล้วเธอจะเป็นคนเก็บงานกลุ่มไว้เองหลังทำเสร็จเพื่อตรวจสอบผลให้สมบูรณ์ที่สุด

“อืม! เสร็จตั้งนานแล้วล่ะ พร้อมส่ง”

“นักศึกษาค่ะ วันนี้อาจารย์ขอยกคลาส แล้วก็เลื่อนสอบไปสัปดาห์หน้านะคะ อาจารย์มีธุระต้องไปจัดการน่ะคะ รีบเก็บของแล้วไปหาที่ปลอดภัยนะคะทุกคน” อาจารย์พิราพรเข้ามาในห้องอย่างลุกลี้ลุกลน เหงื่อเม็ดๆ พุดพรายเต็มใบหน้า ก่อนจะรีบเก็บกระเป๋าแล้วเดินเร็วๆ ออกไปจากห้องทันที ทำเอานักศึกษาคนอื่นๆ ถึงกับเหวอ ทั้งๆ ที่เตรียมตัวอ่านหนังสือมาอย่างดีเพื่อเตรียมสอบจนไม่ทันสังเกตกับคำพูดแปลกๆ ของอาจารย์

...ไปหาที่ปลอดภัย งั้นหรอ?

ฉันรีบหาโทรศัพท์ในกระเป๋าตัวเองแล้วกดเบอร์ของน้ำออกไป เพราะรู้สึกกังวลใจยังไงก็ไม่รู้

“ข้าว กลับกันเหอะ! อุตส่าห์อ่านหนังสือจนดึก เสียอารมณ์ชะมัดเลย” หมิวที่เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วหันมาเรียก

“เอ่อ หมิวไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวตามไปขอโทรหาน้ำก่อน” ฉันว่าก่อนหันมาฟังเสียงโทรศัพท์ ทำไมน้ำไม่รับสายล่ะ ไม่ใช่ว่าลืมโทรศัพท์อีกแล้วหรอกนะ

...หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...

“โธ่! น้ำ”

Rrrrrrrrr Rrrrrrrrrr

ไม่นานนักสายเรียกเข้าโทรศัพท์ฉันก็ดังขึ้น แต่เบอร์ที่โชว์บนหน้าจอไม่ใช่เบอร์ของน้ำ น้องสาวฝาแฝดของฉัน แต่เป็น...

‘คุณพ่อ’

“ค่ะพ่อ” ฉันกดรับโทรศัพท์ทันที ก่อนจะกรอกเสียงลงไป ก่อนจะต้องตกใจกับเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังมาจากปลายสาย

...ข้าว*! รีบไป หนีไป! ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว ปัง! ปัง! ปัง! บึ้มมมม!!...*

“พ่อคะ เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามอย่างตกใจ เสียงที่ดังออกมาเมื่อกี้เป็นเสียงปืนและเสียงระเบิดไม่ผิดแน่ น้ำเสียงของพ่อที่ร้อนใจแบบนี้ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

...คนตายในเมือง กำลังทำร้ายคนอื่นๆ ตอนนี้พ่อไม่มีเวลามาอธิบาย ลูกต้องรีบหนีไป บอกน้ำด้วย รีบไปที่บ้าน เอาอาวุธที่พอมีในบ้านใช้ป้องกันตัว แล้วรีบหนีไปจากที่นี่ แล้วเราค่อยเจอกัน...

“พ่อกับแม่ปลอดภัยใช่มั้ยคะ” ฉันถามอย่างร้อนใจ เสียงปืนและระเบิดที่ดังต่อเนื่อง กำลังทำให้ฉันหูอื้อไปหมด แล้วที่บอกว่าคนตายทำร้ายคนอื่นมันคืออะไร? คนตายจะลุกขึ้นมาได้อย่างไร

...พ่อกับแม่โอเค รีบไป เข้าใจมั้ย...

“คะพ่อ”

...แล้วก็......

“คะ?”

...สุขสันต์วันเกิดนะลูก...

น้ำตาฉันเอ่อคลอจนสายตาพร่า แม้พ่อจะตกอยู่ในอันตรายยังไง พ่อก็ยังไม่ลืมฉันกับน้ำ น้ำเสียงที่อวยพรวันเกิดทำเอาฉันซาบซึ้งจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“ขอบคุณคะพ่อ”

หลังวางสายไปแล้วฉันจึงรีบเก็บของให้เร็วที่สุดก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปตามหาน้ำปั่นแต่ทันทีที่ก้าวขาไปถึงประตูฉันก็ต้องหยุดชะงักเอาไว้เท่านั้น

หมิวที่น่าจะกลับไปแล้วกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาทางนี้

“ข้าว! ช่วยด้วย!”

ตึ่กๆๆ

ไม่นานนักเธอก็วิ่งมาถึงประตูก่อนจะผลักฉันเข้าไปข้างในแล้วรีบปิดประตูใส่กลอนอย่างรวดเร็วทั้งสองด้านของห้องก่อนจะลากฉันไปหลบที่ใต้โต๊ะสำหรับเรียนปฎิบัติการ

“เธอบาดเจ็บ?” ฉันหันไปเห็นเลือดที่เสื้อบริเวณชายแขนของหมิว เธอรีบดึงเสื้อนักศึกษาลงมาปิดเอาไว้อย่างร้อนรน

“ละ...เลือดคนอื่นน่ะ”

“ขอข้าวดูหน่อย” ฉันว่าก่อนจะเอื้อมมือไปดูรอยแผล เพราะจากที่สังเกตเห็นเมื่อกี้ เหมือนจะเป็นรอดกัด

“อย่านะ!” เสียงดังของหมิวร้องขึ้น ทำให้ฉันชะงักมือไปก่อนจะมองหน้าหมิวอย่างสงสัย แต่ก่อนที่ฉันจะได้ถามอะไร เสียงครืดคราดจากภายนอกก็เรียกความสนใจจากเราไปหมด

เสียงครืดคราด เหมือนคนลากเท้าหรืออะไรสักอย่าง...

“อย่าเสียงดังนะ” หมิวพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ ฉันหันไปมองทางประตูอย่างสนใจ ประตูที่เป็นโลหะ แต่ส่วนบนจะมีช่องที่เป็นกระจกใสอยู่ทำให้เห็นภายนอกได้ ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นในมุมนี้ บางทีอาจจะเห็นอะไรที่กำลังจะผ่านห้องนี้ไปก็ได้

ปึง!!

“อ๊าย!” หมิวกรี๊ดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจ มือที่ปิดปากเอาไว้แน่นราวกับกลัวสิ่งที่อยู่ด้านนอกนั่นได้ยิน เธอนั่งกอดเข่าน้ำตาไหลพรากหลับตาปี๋ เสียงสะอื้นเบาๆ ทำให้ฉันรู้สึกสงสารอยู่ไม่น้อย

ฉับพลันที่หน้าประตูนั่นปรากฏร่างของสิ่งที่หมิวกลัวจนร้องไห้ขึ้นมา แม้จะเป็นแค่ส่วนหัวก็ทำให้ฉันเดาได้ทันที เมื่อรวมกับคำบอกเล่าที่พ่อบอกเมื่อสักครู่นี้

ใบหน้าเน่าเฟะ มีรอยกัดจนวิ่นแหว่ง เลือดสีแดงฉานฉาบเกือบทั่วใบหน้า น้ำลายยืดไหลย้อย ศรีษะถูกฉีกจนผมแหว่งเว้าไปซีกหนึ่ง ฝ่ามือหนาใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือดแปะลงบนกระจกประตูก่อนที่สายตาสีขาวไร้แววนั่นกำลังกวาดตาหาบางสิ่งจากในห้องนี้

ฉันรีบหมุดหน้าเข้ามาในซอกโต๊ะที่เบียดกับหมิวอย่างอึดอัด หมิวยังคงสะอื้นไม่หยุด ระยะที่อยู่ใกล้กับหมิวขนาดนี้ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่สูงกว่าปกติจากร่างกายของหมิวได้เลยทีเดียว

“หมิว เธอโอเคมั้ย?”

หมิวไม่ยอมพูดอะไร เสียงสะอื้นเบาๆ ทำให้เข้าใจได้เองว่า ในสภาพแบบนี้คงไม่มีใครบอกได้เต็มปากว่าโอเคได้มากนัก

ครืดดดดด...

เสียงลากเท้ายาวๆ ค่อยๆ เบาลงจนเงียบไป ฉันจึงมุดออกมาจากใต้โต๊ะก่อนจะดึงหมิวออกมาจากโต๊ะด้วย

“ข้าว ฮึกๆ หมิวจะตายมั้ย?” หมิวที่หันไปมองทางประตูก่อนจะหันหน้ามาหาฉันพร้อมกับก้มหน้าร้องไห้ต่อ

“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ หมิวไม่ตายหรอก”

“แต่หมิวเห็นกับตาว่าถูกกัดแล้วจะเป็นยังไง ฮึกๆ” หมิวพูดก่อนจะเปิดแขนเสื้อที่ฉันเห็นเป็นรอยกัดเมื่อกี้ให้ดู

รอยฟันมนุษย์ที่กัดอย่างแรงจนเนื้อจมเข้าไปในเขี้ยว เป็นรอยแผลที่ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ผิวหนังของหมิวเป็นรอยถูกกัดจนเนื้อเปิด หากต้องทำการเย็บแผลล่ะก็มากกว่าสิบเข็มแน่ๆ แต่พอลองสังเกตแล้วผิวหนังรอบๆ ตอนนี้กลายเป็นสีม่วงคล้ำๆ เส้นเลือดใหญ่บริเวณแขนปูดโปนราวกับจะแตกออกมาแบบนี้เป็นอาการที่ประหลาดมากๆ เหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าสวยของหมิว เส้นเลือดบนใบหน้าเริ่มขึ้นเป็นสีเขียวอ่อนๆ ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังดูปกติเลยแท้ๆ

“เธอจะไม่เป็นไร เชื่อสิ!” ฉันคิดเอาเองว่าบางนี้นี่อาจเป็นการติดเชื้ออย่างนึง และเชื้อที่ได้รับก็มีอันตรายอย่างแรงด้วย ฉันมองหาสายยางรัดแขนก่อนจะไปเจอมันอยู่ในตู้อุปกรณ์ ฉันจึงรีบไปเอามันออกมาและจัดการรัดแขนของหมิวบริเวณที่ถูกกัด แล้วหาอุปกรณ์ทำแผลที่พอจะหาได้จากในตู้อุปกรณ์ออกมาทันที

“ข้าว หมิวกลัว ฮึกๆ” หมิวร้องไห้อย่างน่าสงสาร

ฉันรีบเปิดอุปกรณ์ทำแผลทั้งแอลกอฮอล์ ยาฆ่าเชื้อ สำลีที่พอจะมีออกมา แต่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับผ่าตัดหรือเย็บแผลเลย เพราะงั้นสิ่งที่ทำได้คงต้องล้างแผลไปก่อน

“ทนหน่อยนะ เดี๋ยวข้าวพาไปห้องผ่าตัด ที่นั้นน่าจะมีเข็มกับด้ายเย็บแผล เราคงต้องใช้ยาชากับยาปฏิชีวนะด้วย” ฉันว่าก่อนจะจัดการล้างแผลของหมิวอย่างใจเย็น

หมิวกัดปากตัวเองจนห้อเลือดน้ำตาไหลพราก เชื่อเลยว่าต้องเจ็บมากทันทีที่ฉันแตะยาล้างแผลลงบนรอยแผลเบาๆ ฟองของยาล้างแผลกลับกลายเป็นสีดำ

“พะ...พอเถอะข้าว หมิวไม่ไหวแล้ว” หมิวพูดด้วยร่างกายที่โงนเงนก่อนจะล้มลงบนพื้น ฉันรีบเข้าไปประคองอย่างตกใจ ร่างกายของหมิวตอนนี้ร้อนราวกับไฟ ใบหน้าเขียวคล้ำลงเรื่อยๆ แผลที่ถูกเช็ดล้างเมื่อครู่กลายเป็นสีคล้ำราวกับว่าเนื้อตายไปแล้ว

“หมิว ทำใจดีๆ ไว้ เธอต้องไม่เป็นไร”

“หมิวทำใจได้แล้วล่ะ ฮึก! หมิวไม่รอดแล้วล่ะ ข้าวหนีไปเถอะ ทิ้งหมิวไว้ หมิวไม่อยากทำร้ายข้าวเหมือนคนอื่น” หมิวพูดก่อนจะผลักฉันออกจากตัวเอง แต่ด้วยแรงอันเหลือน้อยทำให้ฉันไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด

“ไม่! ข้าวไม่ทิ้งหมิว เราต้องไปด้วยกันสิ!”

“หมิวไปไม่ไหวหรอก แต่ว่าข้าวช่วยพยุงหมิวไปที่ระเบียงหน่อยสิ หมิวอยากดูท้องฟ้า” หมิวยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ฝืนที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ฉันพาหมิวลุกอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพาหมิวไปที่ระเบียงด้านนอก โดยออกจากทางประตูหลัง ข้างๆ หน้าต่าง ซึ่งตรงข้ามจากทางประตูที่หมิวเข้ามาเมื่อกี้

ท้องฟ้าด้านนอกสาดส่องสีทองในยามสาย แสงแดดที่ส่องผ่านเมฆลงมาดูเหมือนฉากในหนังที่ฉันชอบดู มันเป็นบรรยากาศก่อนที่สิ่งร้ายๆ จะหมดไป เมื่อแสงสว่างส่องเข้ามา ปุยเมฆสีขาวลอยละล่อง ราวกับการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด

“ท้องฟ้าวันนี้สวยเนอะ” หมิวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “หมิวเคยฝันว่าอยากเป็นหมอบนดอย คอยรักษาคนไข้ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปถึงโรงพยาบาล สถานที่ที่ทางการแพทย์ไปไม่ถึง หมิวอยากช่วยพวกเขาให้มีสุขภาพดี มีร่างกายที่แข็งแรง อยากช่วยเหลือทุกๆ คน แต่คงไม่มีโอกาสแล้ว”

“หมิว...”

“ข้าวไม่ต้องปลอบใจหมิวแล้ว หมิวคงไม่ได้ช่วยเขาแล้ว หมิวอยากให้ข้าวสัญญา” หมิวหันมามองหน้าฉันด้วยน้ำตา ก่อนจะระบายยิ้มออกมาน้อยๆ

“สัญญาอะไรหรอ?”

“สัญญาว่าข้าวจะช่วยเหลือทุกคนที่ช่วยเหลือได้ อย่าปล่อยให้เขาตายโดยไม่มีใครเหลียวแล ช่วยเหลือเท่าที่ข้าวจะทำได้ แค่นั้นได้มั้ย?” หมิวพูดก่อนจะเอื้อมมือเย็นเยียบมากุมมือฉันเอาไว้ ทำเอาฉันตกใจเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ร่างกายร้อนราวกับถูกไฟเผา แต่มือกลับเย็นราวกับน้ำแข็ง

“ข้าวสัญญา เพราะนั้นก็เป็นสิ่งที่ข้าวทำเสมอมาและจะทำตลอดไป”

“ขอบคุณนะข้าว...จากนี้ฝากด้วยนะ” หมิวพูดก่อนจะผละมือของฉันออกช้าๆ

 “หือ?”

“ข้าวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหมิวนะ”

ร่างบางที่เหมือนไม่มีแรงเมื่อครู่กลับไปเดินไปหยุดที่ขอบระเบียง ก่อนจะหันมายิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมหยาดน้ำตาให้ฉัน ผมยาวสยายของเธอปลิวไปตามแรงลมเบาๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้านั่นทำเอาฉันชะงักงันอยู่กับที่เมื่อรู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร

“ไม่นะหมิว!”

“ลาก่อน...”

“หมิวววววว!!”

ร่างของหมิวลอยละลิ่วลงไปกระทบกับพื้นปูนข้างล่างอย่างแรง เลือดสีแดงอาบย้อมไปทั่วพื้น ฉันเหลือกตาโตอย่างตกใจ กว่าจะตั้งสติได้ หมิวก็ตกลงไปตายอยู่ด้านล่างเสียงแล้ว ไม่นะ! ทำไมกัน?

ปึงๆๆ

เฮือกกก!!

ดูเหมือนว่าที่ฉันเสียงตะโกนเรียกหมิวไปเมื่อกี้ จะเรียกพวกซากศพที่ทำร้ายหมิวมารวมตัวกันที่หน้าประตูห้องเสียแล้ว ฉันทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง ไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะเศร้าที่เพื่อนต้องมาตายตรงหน้าแบบนี้ หรือโมโหพวกที่มันทำให้เพื่อนฉันต้องตายกันแน่

ทำให้เพื่อนฉันต้องตายงั้นหรอ?

ฉันเงยหน้าขึ้นมามองไปทางประตู ดวงตาเศร้าสลดของฉันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปเป็นแข็งกระด้างที่พร้อมฆ่าคนได้ทุกเมื่อ ฉันตรงไปตู้เก็บอุปกรณ์อีกรอบก่อนจะคว้าบางสิ่งที่น่าจะใช้ได้ในอนาคตใส่กระเป๋าก่อนจะดึงสายข้างในออกมาเป็นสองสายกลายเป็นกระเป๋าเป้ ก่อนจะสะพายขึ้นบ่า พร้อมออกไปด้วยมือเปล่า

ใช่! แค่มือเปล่าก็เพียงพอ สำหรับพวกซากศพที่สมควรตายพวกนี้


...ข้าวปั้น...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น