ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 ซอมบี้ร็อคไวเลอร์ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    24 ก.พ. 61


ฉันกับข้าวปั้นรีบวิ่งลงมาจากชั้นสี่อย่างรวดเร็วด้วยความร้อนใจ จริงอยู่ที่ว่าเทปเป้ช่วยพยุงยัยชุดกาวน์นั่นแต่เธอบอกว่าไม่ได้ถูกกัด แม้จะบาดเจ็บยังไงก็น่าจะมาถึงจุดที่เราต่อสู้กับพวกซอมบี้ก่อนที่จะจัดการได้หมดอยู่แล้ว นอกเสียจากว่ามีเรื่องร้ายเกิดขึ้นเท่านั้น

เมื่อมาถึงหน้าห้องปฏิบัติการ 10304 แล้วสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้ฉันถึงกับอึ้งจนตัวแข็งอยู่กับที่ สายตาที่มองตรงเข้าไปในห้องเบิกค้างจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ออก

พวกเขาสองคน...

จูบกัน!

หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เนี่ยนะ ทั้งๆ ที่ฉันสู้แทบตายอยู่ชั้นบน หมอนี่กลับมาจูบอยู่กับยัยผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีเนี่ยหรอ? ภาพที่ยัยชุดกาวน์โน้มคอเทปเป้เข้ามาจูบอย่างดูดดื่ม กับเทปเป้ที่ดันหัวไหล่ยัยนั่นเข้ากับกำแพง หึ! อธิบายไม่ได้เลยจริงๆ

“ทำอะไรกันน่ะ” เสียงของข้าวปั้นทักขึ้นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ส่วนสองคนนั่นก็รีบผละออกจากกันเหมือนกลัวความผิด

“อ่าว? ยังมีชีวิตอยู่หรอคะพี่ข้าวปั้น” ยัยชุดกาวน์ยิ้มแต่มันช่างดูเป็นยิ้มที่เสแสร้งเหลือเกินในเวลานี้ ฉันหันไปมองเทปเป้ที่เหลือบมามองหน้าฉันก่อนจะก้มลงมองต่ำเหมือนคนสำนึกผิด แต่เสียใจฉันไม่คิดที่จะยกโทษให้หรอกนะ รู้งี้ให้อยู่กับเมล่อนก็ดีหรอก

“ส่าหรี่?”

“คือเมื่อกี้เราสองคน...”

“หุบปากไปซะ!” ฉันขึ้นเสียงใส่ยัยส่าหรี่ที่ข้าวปั้นเรียกเมื่อครู่ทันทีที่หล่อนคิดจะอธิบายแต่ฉันไม่อยากจะฟังนิยายน้ำเน่าไร้สาระพวกนี้หรอกนะ ฉันตัดสินใจเลือกที่จะออกไปหาเมล่อนที่รถไม่สนว่าสองคนนั้นจะตามมาหรือไม่ก็ตาม ฉันจึงเดินจูงมือข้าวปั้นออกมาจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว เกลียดจนไม่อยากมองหน้าแล้วล่ะ

“น้ำ ไม่เป็นไรนะ?” ข้าวปั้นบีบมือฉันที่กุมมืออยู่เบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ฉันยิ้มน้อยๆ แทนการตอบคำถามก่อนจะพาข้าวปั้นลงบันไดมายังรถที่จอดอยู่หน้าคณะทันที

“น้ำ! ข้าว! ฮือออออ รู้ไหมฉันเป็นห่วงแค่ไหน ฉันได้ยินเสียงปืนก็กลัวไปหมด ฉันดีใจนะที่พวกเธอปลอดภัย” เมล่อนที่ยืนรออยู่ที่รถรีบวิ่งเข้ามากอดฉันกับข้าวปั้นอย่างรวดเร็ว ฉันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกอดตอบกลับไป

“ฉันเก่งอยู่แล้ว เอาตัวรอดได้สบายๆ จะห่วงทำไม” ฉันพูดจบก็เพิ่งจะสังเกตเห็นตัวละครใหม่ที่ยิ้มเก๊กอยู่ข้างๆ รถฉัน ผู้ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีตุ่นๆ สวมทับชุดนักศึกษานั่นมันอะไร? ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ร้อนระอุขนาดนี้เนี่ยนะ

“แล้วนั่นใครหรอ?” ข้าวปั้นเป็นฝ่ายถามขึ้น เมล่อนยิ้มร่าก่อนจะเดินไปดึงผู้ชายในชุดเสื้อโค้ทนั่นมาหาฉันกับข้าวปั้น

“นี่เจมส์บอร์น เป็นนักสืบปีสามที่คณะวิศวะเขามาช่วยฉันไว้เมื่อกี้ตอนที่พวกมันจะมาทำร้ายฉัน” เมล่อนชี้เจมส์บอร์นให้ฉันกับข้าวปั้นรู้จัก ก่อนจะชี้ฉันกับข้าวปั่นให้เจมส์บอร์นรู้จักเช่นกัน “แล้วนี่ข้าวปั้นกับน้ำปั่นเป็นฝาแฝดกันแล้วก็เป็นเพื่อนของฉันเอง”

“อ่า ยินดีที่ได้รู้จักแล้วกัน ตอนนี้เรารีบไปกันเหอะ” ฉันว่าก่อนจะเดินตรงไปที่รถทันที

“แล้วสองคนนั่นล่ะ พวกเดียวกับเธอหรือเปล่า?” เจมส์บอร์นชี้ไปทางประตูคณะแพทยศาสตร์เมื่อเห็นยัยส่าหรี่เกาะแขนเทปเป้มาอย่างน่าหมั่นไส้จนฉันเบะปากแล้วยักไหล่ก่อนจะเข้าไปในรถประจำที่นั่งคนขับ


โชคดีที่รถของพ่อที่ฉันเอามานั่นเป็นฟอร์จูนเนอร์นั่งได้ประมาณหกถึงเจ็ดคน เพราะงั้นจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมาจึงไม่ใช่ปัญหากับฉันเท่าไหร่ แต่สภาพรถเมื่อฉันมามองใกล้ๆ นี่สิ มีแต่รอยเลือดเหม็นคาวเต็มไปหมด รอบรถก็มีแต่พวกซากของซอมบี้เกลื่อนกลาดเกือบสิบตัว บ่งบอกว่าตอนที่ฉันเข้าไปช่วยข้าวปั้น เมล่อนเองก็คงลำบากน่าดู

หลังจากที่ทุกคนเข้ามาในรถกันหมดแล้ว รวมถึงยัยส่าหรี่อะไรนั่นด้วยล่ะนะ ฉันก็ออกรถทันที สภาพมหาลัยตอนนี้ไม่น่าดูเลยสักนิด ทุกอย่างเละเทะราวกับเกิดสงครามโลก รถชนกันระนาวเต็มข้างทาง ทำเอาฉันต้องหลบหลีกอย่างยากลำบาก คนที่คุ้นกับการขับรถสุดโหดของฉันคงไม่มีอาการอะไรมาก แต่กับคนอื่นฉันไม่สน

เพราะยัยส่าหรี่กำลังโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่หลังรถ โดยมีเทปเป้คอยลูบหลังให้

น่าหมั่นไส้อะไรเบอร์นั่น

ฉันนั่งขับรถอยู่ด้านหน้าคู่กับข้าวปั้น ส่วนเบาะหลังถัดจากฉันก็คือเมล่อนและเจมส์บอร์น ข้าวปั้นเอาปืนของฉันไปใส่กระสุนปืนให้จนเต็มแม็กก่อนจะส่งคืนมาให้ แล้วเปิดเก๊ะหน้ารถหยิบบางอย่างออกมา

มีดพก!

สองด้ามด้วย!

“เมล์ใช้มีดเป็นหรือเปล่า?” ข้าวปั้นหันไปถามเมล่อนที่นั่งจ้องหน้าเจมส์บอร์นอยู่ด้วยสายตาหวานเชื่อมแบบแปลกๆ “เมล่อน”

“ห้ะ! อะไรนะ?” เมล่อนที่ได้สติหันกลับมาหาข้าวปั้นด้วยรอยยิ้มแหยๆ

“คือข้าวถามว่าเมล์ใช้มีดเป็นมั้ย?”

“ใช้เป็นสิ! ตอนอยู่บ้านฉันทำกับข้าวช่วยแม่บ่อย จะหั่นหักหั่นหมูหรือว่าหั่น...”

“ข้าวหมายถึงนี่!” ข้าวปั้นชูมีดพกยาวราวๆ สิบสองนิ้วให้เมล่อนดู ก่อนจะยื่นปลายด้านให้เมล่อนด้วย

“คือ มีดนี่...”

“ไว้ป้องกันตัว จุดอ่อนของมันคือไขสันหลัง ถ้าจะจัดการง่ายๆ ก็โจมตีที่หัวเลย หั่นบ่อยใช่มั้ยล่ะ? ใช้ไม่ยากหรอก คล้ายๆ ทำกับข้าวนั่นล่ะ” ข้าวปั้นพูดอย่างสบายๆ ต่างกับเมล่อนที่ทำท่าพะอืดพะอมทันทีที่ข้าวบอกว่าเหมือนการทำกับข้าว

“คือว่า...”

“เดี๋ยวฉันจะดูแลเมล์ให้เอง” เจมส์บอร์นพูดจบก็ดึงมีดในมือของข้าวปั้นไปเก็บไว้ในเสื้อโค้ทของตัวเอง ข้าวปั้นเลิกคิ้วน้อยๆ แต่ก็ไม่ว่าอะไรก่อนจะหันกลับมาหาฉัน ส่วนเมล่อนนั่งยิ้มเขินจนหน้าแดงทันทีที่เจมส์บอร์นบอกว่าจะดูแลแล้วล่ะ “แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าจุดอ่อนมันคือที่ไขสันหลัง?”

“ลองดูแล้วน่ะ”

“หมายความว่าไง?”

“ตอนที่พวกมันบุกเข้ามา ข้าวลองโจมตีมันหลายจุด แต่มันก็จะลุกขึ้นมาอีก ทั้งทำลายหัวใจ ต้นคอ ซี่โคร่งด้านหน้า หว่างขา กลางกะโหลก ไขสันหลังและก็กระดูกคอ”

“อ่อ เป็นหมอนี่น่า” เจมส์บอร์นยิ้มก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“น้ำไปที่บ้านก่อนนะ พ่อบอกว่าให้ไปเอาอาวุธไว้ป้องกันตัวก่อน ลำพังอาวุธที่เรามีจัดการพวกมันได้ไม่มากหรอก แถมเราต้องมีเสบียงด้วย” ข้าวปั้นพูดขณะเช็กมีดอีกด้ามที่มือ ก่อนจะยัดลงไปที่ข้างกระโปรง

“พ่อโทรมาหรอ? พ่อว่าไงบ้าง? แล้วแม่ล่ะ?” ฉันถามอย่างตกใจ ใช่สิ! ตอนนี้ไม่ใช่แค่ที่มหาลัยเราที่มีพวกซอมบี้ แต่น่าจะลามไปทั้งเมืองแล้วต่างหาก

“พ่อแม่ปลอดภัยทั้งคู่ พ่อบอกให้เราหนีไป แต่ข้าวไม่รู้ว่าต้องหนีไปที่ไหนแล้วล่ะ” ข้าวปั้นพูดจบก็ก้มหน้าลงต่ำอย่างหดหู่ ฉันพอจะเข้าใจว่าตอนนี้คงไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว ต่อให้หนีเราจะรู้ได้ไงว่าที่ๆ เราจะไปมันปลอดภัยจริงๆ ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้เลยสักอย่าง ความหวังที่เราจะอยู่รอดถึงวันพรุ่งนี้แทบเป็นศูนย์

“นี่ยัยคนขับรถ อึก!” เสียงแหลมเล็กๆ ดังขึ้นจากเบาะหลัง ฉันเหลือบไปมองผ่านกระจกมองหลังจึงเห็นได้ว่าตอนนี่ยัยส่าหรี่หน้าซีดเป็นกระดาษไปเสียแล้ว

“กรุณาเรียกชื่อฉันแทนดีมั้ย อย่าลืมว่าฉันเป็นเจ้าของรถนะ ฉันจะถีบหล่อนลงไปตอนไหนก็ได้” ฉันพูดจบก็เหยียดยิ้มอย่างสะใจใส่เพราะตอนนี้ในรถนี่คือถิ่นฉัน!!

“ก็ได้ น้ำปั่น ฉันจะกลับบ้านพาฉันไปส่งที่บ้านก่อนสิ” น้ำเสียงห้วนๆ ของยัยส่าหรี่ที่เข้ามาในหู ทำให้ฉันขุ่นใจไม่น้อย ทั้งๆ ที่ฉันเป็นรุ่นพี่ด้วยซ้ำ ความเคารพกันนี่ไม่มีเอาซะเลย แต่ก็นะ ถ้ายัยนี่ลงไปได้ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้สึกโล่งๆ ขึ้นมาบ้าง

“ได้สิ! ที่ไหนล่ะ?”

ข้าวปั้นหันมามองหน้าฉันอย่างไม่เข้าใจว่าจะไปตามใจมันทำไม แต่ฉันกลับยิ้มและยักคิ้วให้อีกสองที ข้าวปั้นถึงกับส่ายหน้าอย่างระอาใจ

“หมู่บ้านคาสเทล! ซอยสอง บ้านหลังใหญ่ที่สุดน่ะ” ส่าหรี่เน้นเสียงคำว่า ‘หลังใหญ่ที่สุด’ ให้ฉันได้ยินชัดๆ แต่ฉันได้ยินชัดอยู่แล้วตั้งแต่คำว่า ‘หมู่บ้านคาสเทล’

เพราะนั่นก็คือหมู่บ้านเดียวกันกับฉันเอง!!


เวลา 10:36 น. หมู่บ้านคาสเทล

ทันทีที่รถของฉันเคลื่อนเข้าไปในหมู่บ้าน ความตื่นกลัวก็กดดันฉันจนเหงื่อในมือซึมเต็มไปหมด ทางเข้าที่ผ่านมาเมื่อกี้ไม่มีคนอยู่เลยสัดนิด มีแต่รอยเลือดและร่องรอยการต่อสู้อย่างรุนแรง เกิดไฟไหม้เป็นหย่อมๆ จากบ้านในหมู่บ้านหลายหลังคาเรือน รถยนต์คันหรูจอดชนกันระนาวเป็นทางยาวฝั่งขาออกของหมู่บ้าน บนหลังคารถหลายคันมีสัมภาระเตรียมย้ายออกแต่เหมือนว่าจะสายเกินไป

แล้วบ้านของฉันล่ะ?

ก่อนอื่นฉันคงต้องพายัยส่าหรี่ไปส่งที่บ้านก่อนสินะ

ฉันขับรถตรงไปที่ซอยสองตามที่ส่าหรี่บอกแต่เมื่อหัวรถเข้าไปได้ครึ่งคันฉันก็ต้องเบรกรถอย่างกะทันหันกับภาพตรงหน้า

ถึงว่าสิ! ทั้งที่หมู่บ้านคาสเทลเป็นหมู่บ้านใหญ่ แต่กลับไม่มีพวกซอมบี้อยู่ตรงทางเข้าเมื่อกี้ มีแต่รถที่ถูกทิ้งไว้

เพราะพวกซอมบี้พวกนั้นกำลังกรู่เข้าไปบ้านที่หลังใหญ่ที่สุดในซอยสองหรือบ้านของส่าหรี่นั่นเอง

“ไม่จริง” เสียงของส่าหรี่ที่นั่งเบาะหลังเบาราวกระซิบ ดวงตาที่จ้องมองไปข้างหน้าเบิกกว้างอย่างตกตะลึงทำให้ฉันรู้สึกสงสารนิดๆ จริงอยู่ที่มีมือปืนราวสิบห้าถึงยี่สิบคนกำลังกราดยิงพวกซอมบี้อยู่บนกำแพงเพื่อไม่ให้พวกมันเข้าไปได้ แต่ไม่รู้เลยหรือไงว่ามันยิ่งทำให้กลายเป็นจุดรวมพลขนาดใหญ่ของพวกซอมบี้

“ฉันคงส่งเธอได้แค่นี้ล่ะมั้ง” ฉันพูดก่อนจะดับเครื่องยนต์เพื่อไม่ให้เสียงมันดังจนพวกซอมบี้ข้างหน้านั่นได้ยิน

“เหอะ! คิดว่าฉันจะง้อรึไง ที่เหลือฉันเดินกลับไปเองก็ได้” ส่าหรี่ตวัดสายตามามองฉันอย่างขุ่นเคืองก่อนจะเปิดประตูรถลงไปอย่างรวดเร็ว “พี่เทปเป้คะ ไปส่งส่าหรี่ได้มั้ยคะ? ส่าหรี่กลัว”

ฉันกลอกสายตาไปมาอย่างรำคาญ ก่อนจะเดินลงจากรถไปด้วยอีกคน

“เดี๋ยวฉันสงเคราะห์ให้เอง มาสิ!” ฉันเข้าไปกระชากแขนยัยส่าหรี่ให้เดินตามมาอย่างรวดเร็ว เทปเป้ที่เห็นแบบนั้นจึงโดดลงจากรถมาด้วยอีกคน

“ว๊าย! แกจะทำอะไรปล่อยฉันนะ”

“จะพาเธอกลับบ้านไง แล้วเลิกแหกปากสักทีถ้าไม่อยากให้พวกมันมาจัดการเราแทน” ฉันพูดเสียงเข้มอย่างรำคาญ เสียงวี๊ดๆ ของหล่อนทำเอาฉันจะประสาทกินอยู่แล้ว

“เดี๋ยวก่อนน้ำปั่น” เทปเป้เดนเข้ามาขวางหน้าฉันก่อนจะดึงมืออีกข้างของฉันไปจับเอาไว้ แต่ฉันสะบัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ้องหน้าเทปเป้ด้วยสายตา

“ฉันไม่ทำอะไรแม่ส่าหรี่ของนายหรอก โอเค้? ถ้าไม่ไว้ใจจะไปด้วยกันฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ เชิญ!” ฉันดึงแขนส่าหรี่แล้วผลักไปกระแทกกับอกของเทปเป้อย่างแรง จนหมอนั่นถึงกับเซไปแต่ก็ยังรับยัยส่าหรี่นั่นเอาไว้ทัน

“ไปด้วยกันหมดนี่ล่ะ!” เสียงของเจมส์บอร์นดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับข้าวปั้นและเมล่อน

“น่าสนุกดีนี่” ฉันพูดก่อนจะกระตุกยิ้มอย่างนึกสนุก

ภารกิจส่งส่าหรี่กลับบ้านงั้นหรอ?

จะเป็นยังไงก็ไม่รู้หรอกนะ แต่การจะเดินเข้าทางหน้าบ้านอย่างโจ่งๆ นี่คงไม่รอดแน่ๆ ต้องหาทางลับแล้วสิ


“ให้ตายเหอะน้ำ แกจะฆ่าฉันใช่มั้ยเนี่ยถึงได้พามาทางนี่เนี่ย???” เมล่อนบ่นกระปอดกระแปดเหมือนคนแก่ไม่มีผิด ทั้งๆ ที่ฉันหาทางรอดที่ปลอดภัยให้ ยังมีหน้ามาว่าฉันอีกหรอ?

“ก็ทางนี้ไม่มีพวกซอมบี้พวกนั่นนี่” ฉันพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะปีนกำแพงบ้านหลังถัดไปทันที

“แต่นี่มันสูงนะ!”

“บ่นจัง รู้งี้ให้เฝ้ารถเหมือนเดิมก็ดีหรอก” ฉันว่าก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วส่งมือให้เมล่อนจับเพื่อจะได้ดึงขึ้นมา ส่วนด้านล่างก็มีเจมส์บอร์นคอยส่งตัวเมล่อนมาให้ “เกิดมาเตี้ยก็ลำบากเงี้ยล่ะ”

“แกสูงกว่าฉันถึงห้าเซ็นต์มั้ยยะ ถามจริง? เชอะ!” เมล่อนเถียงกลับก่อนจะดันตัวเองขึ้นมาบนกำแพงได้สำเร็จ “เหลืออีกกี่หลังเนี่ย”

“ข้ามกำแพงอีกสองกำแพงก็ถึงแล้วล่ะ” เสียงของส่าหรี่ตอบ ขณะโดดลงไปยังพื้นดินของบ้านหลังถัดไป โดยมีเทปเป้คอยรับเธออยู่

ตุ้บ!

เสียงโดดลงมาจากกำแพงคนสุดท้ายของเจมส์บอร์นลงมาทำให้ฉันหันไปมองด้วยหางตาเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกๆ แล่นวาบไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกที่อันตรายนี่มันคืออะไรกันแน่

“รีบไปจากที่นี่กันเหอะ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” ฉันว่าก่อนจะเดินนำหน้าไป แต่เสียงเหยียบใบไม้แห้งจากทางด้านข้างของบ้านทำให้ฉันต้องหันกลับไปมอง

สิ่งมีชีวิตสี่ขาสูงเกือบเมตรในสภาพเลือดโชกไปทั่วทั้งตัว ผิวหนังมีรอยถูกกัดแทะจนเห็นกระดูกซี่โครงสีขาว ถ้าเดาไม่ผิดก่อนหน้านี่มันเคยเป็นสุนัขพันธุ์ร็อคไวเลอร์มาก่อน เพราะนอกจากหน้าตาที่ดูดุสมเป็นหมาแล้ว ท่าทางเตรียมล่าเหยื่อของมันแสดงสัญชาตญาณนักล่าอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

ทุกคนที่กำลังจะเดินตามฉันมานั่นกลับหยุดนิ่งจนไม่กล้าขยับไปไหน สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปยังผู้ล่าตัวใหม่ที่เขี้ยวแหลมคมแถมน้ำลายไหลย้อยปนกับเลือดออกมาอย่างน่าขยะแขยง

ฉันค่อยๆ เลื่อนมือไปจับด้ามปืนอย่างช้าๆ และกำลังจะชักออกมาเพื่อจบสงครามตั้งแต่เริ่มแต่เสียงของเจมส์บอร์นก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“อย่าขยับนะ! มันมีทั้งหมดสามตัว ถ้าเธอยิงมันตอนนี้อีกสองตัวมันขย้ำเธอแน่!”

สามตัวงั้นหรอ?

ฉันหันไปมองรอบๆ อย่างช้าๆ ก่อนจะเห็นสองตัวที่เหลือ ตัวแรกอยู่หลังต้นไม้ห่างจากกลุ่มเราไม่เกินสามเมตร ส่วนอีกตัวอยู่ที่พุ่มไม้ข้างกำแพงด้านหน้าฉันเอง!!

“เราจะจัดการมันพร้อมๆ กัน ข้าวจะจัดการตัวที่ต้นไม้ น้ำจัดการตัวที่อยู่ในพุ่มไม้ ส่วนอีกตัว...”

“ฉันเอง!” เทปเป้พูดขึ้น ทำให้ฉันหันไปมองอย่างแปลกใจนิดหน่อยก่อนเทปเป้จะเปิดเสื้อให้เห็นปืนเอ็มสิบหกที่ฉันให้ไปก่อนหน้านี้ให้ดู “ก็...ฉันมีปืน”

“งั้นเอาตามนี้ ส่วนเจมส์ก็ดูแลเมล์ด้วยล่ะกัน” ข้าวปั้นสรุป ก่อนที่แต่ละคนจะหันหน้าไปประจันหน้ากับคู่ต่อสู้ของตัวเอง “พร้อมนะ ถ้างั้น...ลุย!!”

หลังสิ้นเสียงของข้าวปั้น ฉันกับเทปเป้จึงดึงปืนออกมาก่อนจะลั่นไกใส่เป้าหมายทันที ในขณะที่ข้าวปั่นใช้มีดพกปาเข้ากลางกบาลของซอมบี้ร็อคไวเลอร์ที่หลังต้นไม้ทันที

ฉึก!

ปัง!

กริ๊ก!

เสียงปืนดังขึ้นที่ปลายกระบอกของเทปเป้ในขณะที่ของฉันกลับยิงไม่ออก เมื่อฉันดูที่ปืนจึงเห็นได้ว่ามันยังไม่ได้ขึ้นนก ซอมบี้ร็อคไวเลอร์ตัวด้านหน้าในพุ่มไม้จึงกระโจนเข้ามาหมายจะจัดการฉันทันที เห็นแบบนั้นฉันจึงกระโดดหลบไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

ปัง! ปัง! ปัง!

เทปเป้รัวปืนใส่ แต่ซอมบี้ร็อคไวเลอร์ตัวนั้นกลับไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ การจัดการยิงเป้าหมายที่เคลื่อนที่จึงไม่ใช่เรื่องงาน และดูเหมือนตอนนี้มันพร้อมจะขย้ำฉันแล้ว!!

ฉันมือสั่นอย่างตื่นกลัว ปืนที่ใช้อย่างชินมือตอนนี้เหมือนไม่เคยใช้มาก่อน ฉันเดินถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะสะดุดกับก้อนหินล้มลงกระแทกพื้น สายตาของฉันจ้องมองไปที่มันที่พุ่งกระโจนเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว เสียงของเมล่อนกรี๊ดดังลั่นก่อนจะเงียบหายไปเพราะเจมส์บอร์นเอามือไปหุบปากเธอไว้ แต่ก่อนที่ซอมบี้ร็อคไวเลอร์นั่นจะมาถึงตัวฉันมันก็ร่วงลงมาอยู่แทบเท้าฉันเสียก่อน

กะ เกิดอะไรขึ้น?

เจมส์บอร์นปล่อยมือตัวเองออกจากปากของเมล่อนก่อนจะเดินมาดูเจ้าหมานั่น รอยกระสุนที่เจาะกระโหลกของมันทัให้เจอมส์บอร์นสรุปเอาเองได้

“สไนเปอร์”

“อะไรนะ?” ข้าวปั้นที่วิ่งมากอดฉันอย่างปลอบประโลมฉันที่ตัวสั่นเทถามขึ้น

“มีสไนเปอร์แถวนี้ไม่ผิดแน่ มีคนช่วยเรา”




​​เฮียไคท์กำลังมาาาาาาาา



ลงตอนต่อไป เมื่อมีใครสักคนต้องการ ชุ้บๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #8 Jimu_Kun (@NattananKleepbai) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 06:47
    เย่ะ มีคนมาช่วยแล้ว
    #8
    0