ซิกม่า โรงเรียนเวทมนตร์คนอลเวง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 101 Views

  • 0 Comments

  • 6 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    101

ตอนที่ 7 : วิชาพลังเวท วิชาเลือกพลังเวท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 มี.ค. 62

7 วิชาพลังเวท วิชาเลือกพลังเวท

“อลิซ ฝากแจ้งเพื่อนด้วยนะ ว่าวันอาทิตย์นี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับเด็กปีหนึ่งนะ” ชาเรย์ที่หอบเอกสารกองโตมาร้องเรียกอลิซตอนที่เดินสวนกันบริเวณทางเดิน

“คะ ทำไมเพิ่งจะมาเลี้ยงล่ะค่ะ หนูเปิดเรียนกันมาตั้งอาทิตย์นึงแล้ว”

“เราก็เลี้ยงอาทิตย์ที่สองกันเป็นปกติจ่ะ เพราะน้องๆจะได้ปรับตัวกันก่อน ธีมปีนี้เป็นสีฟ้านะจ๊ะ แต่งสวยหล่อกันให้เต็มที่เลย ให้ถูกกาลเทศะนะจ๊ะ คนใหญ่คนโตมาเยอะเชียว”

“เอ่อค่ะ เดี๋ยวหนูบอกเพื่อนให้นะคะ”

“ขอบใจนะ พี่ไปก่อนล่ะ งานปีนี้ทำไมเยอะงี้นะ” เสียงบ่นของรุ่นพี่หายไปพร้อมกับเจ้าตัว ส่วนอลิซก็มุ่งหน้าไปที่ห้องเรียนตัวเองเพื่อแจ้งข่าวที่ว่า

 

“สวัสดีตอนเช้าวันจันทร์นะทุกคน ฟังหน่อยจ้า”

“ว่าไงอลิซ”

“พี่ชาเรย์ฝากมาบอกว่าวันอาทิตย์นี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับพวกเรานะ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งห้องอื่นแปบนึง ฝากบอกครูด้วยนะ”

“ได้จ้า” อลิซใช้เวลาไม่นานในการแจ้งข่าวให้เพื่อนๆทั้งหมดรู้ก่อนจะเดินกลับมาห้อง

วันนี้เป็นวันจันทร์แรกที่พวกเธอจะได้เรียนเกี่ยวกับเวทแห่งน้ำ สายน้ำ เป็นสิ่งที่จับต้องได้แต่ทำร้ายไม่ได้ การเข้าถึงเวทแห่งน้ำจึงจำเป็นต้องใช้สิ่งสื่อสารกับน้ำ และใส่พลังเวทผ่านสิ่งสื่อสารนั้นเพื่อใช้เวทน้ำออกมา ดังนั้นในชั่วโมงแรกนี้พวกเธอจึงต้องเริ่มจากทำความเข้าใจธาตุน้ำที่แฝงอยู่ในตัวเสียก่อน พร้อมกับได้รับหนังสือเรียนเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน การทำความเข้าใจสภาวะของน้ำแต่ละชนิด และสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีธาตุน้ำแฝงอยู่ แถมการบ้านในวันนี้คือหาสิ่งที่ใช้สื่อสารกับน้ำไว้โดยมีกำหนดส่งเมื่อพวกเธอเริ่มเรียนภาคปฏิบัติ แถมครูที่ดูใจดีอย่างไทอัส ซีคที่บอกว่าตัวเองเป็นครูที่ปรึกษาของห้องทานตะวันนั้นยังแอบเคร่งครัดจนอลิซได้แต่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจเรียนอย่างช่วยไม่ได้ จนในที่สุด เวลาพักก็เดินทางมาถึง

          “โห หนานะเนี่ย วิชาเดียวกินไปสามเล่มแบบนี้จะไหวไหมเนี่ย” อลิซที่หยิบหนังสือออกมาจากช่องเก็บของในนาฬิกาแล้วพลิกดูผ่านๆ

“ฉันจะอ่านยังไงให้จบกันเนี่ย”

“อีกสี่วิชาก็เหมือนกันแหละอลิซ” คาลินดาอ่านหนังสือที่เพิ่งได้มาไปพร้อมกับกินข้าว ทำให้อลิซยิ่งห่อเหี่ยวกว่าเดิม

“ฉันต้องตายแน่ๆเลยอะ แง วิเวียน”

“ไม่เป็นไรหรอก เราก็ให้คาลินดาติวให้ไง”

“จริงด้วย คาลินดาจ๋า”

“เธอก็ต้องอ่านเองด้วย” คนเป็นที่พึ่งของเพื่อนยื่นคำขาด คนอยากให้ติวเลยพยักหน้าถี่ๆอย่างดีใจ

“รีบกินข้าวกันเถอะจ่ะ เราจะได้มีเวลาไปเดินหาห้องเรียนกัน” โรสเร่งเพื่อนๆ ก่อนทั้งสี่จะเดินออกไปหาห้องเรียนกัน

 

“สวัสดีเด็กๆทุกคนนะคะ ครูชื่อไวโอล่า นามิ สอนเวทลมนะจ๊ะ เอาล่ะ เมื่อเช้าพวกเราไปเจอเวทน้ำที่แสนจะแปรปรวนนั่นกันมาแล้วเนอะ” ครูสาวยิ้มหวานรับคำบ่นโอดโอยจากเด็กๆที่เพิ่งเริ่มเรียนวิชาแรก”

“แหมๆ ไม่เป็นไรนะจ๊ะ เพราะสำหรับเวทลมนั้น เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าสายน้ำไปอีกนิดหน่อย เพราะเรามองไม่เห็นสายลมใช่ไหมจ๊ะ”

“เราต้องหาสื่อกลางสำหรับเวทลมด้วยหรอคะ” คีตายกมือถามพร้อมกับทำหน้าเหมือนกินยาขมเข้าไป เมื่อคิดว่าการบ้านของเธอจะเพิ่มเป็นสองเท่า

“ไม่จ่ะ เวทลมไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของใดๆมาเป็นสื่อกลาง แต่พวกเขาต้องการพันธะสัญญาจ่ะ”

“พันธะสัญญา?” เด็กๆทวนคำด้วยความมึนงง

“ใช่จ่ะ เราต้องวาดอักขระเวทสำหรับให้ลมได้มีตัวตนและแสดงพลังของเขาออกมา อย่างเช่น” ครูสาวตวัดมือเพียงแผ่วเบาก็ปรากฏแสงเรืองรองเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่พายุหมุนเล็กๆจะลอยออกมา และเมื่อ

เป๊าะ!!!

“ประมาณนี้จ่ะ” ลมพายุนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ว้าว”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพวกเธอออกมารับหนังสือสำหรับเรียนภาคทฤษฎีกันก่อนนะจ๊ะ” และแน่นอนว่าหนังสือสำหรับเวทลมก็เป็นข้อมูลพื้นฐาน การทำความเข้าใจลมแต่ละประเภท และสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีธาตุลมอยู่

“แล้วพวกอักขระล่ะครับ” อากัสที่ได้หนังสือเป็นคนแรกๆถาม เพราะเขายังมองไม่ออกว่าสามเล่มนี้จะช่วยให้เขาใช้เวทลมได้ยังไง

“คำถามที่ดีจ่ะ สำหรับหนังสือเกี่ยวกับอักขระเวท พวกเธอต้องศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง เป็นการบ้าน ครูมีรายชื่อหนังสือที่ต้องอ่าน และอักขระที่จำเป็นต้องจำได้ก่อนเรียนภาคปฏิบัติใส่ไว้ในนาฬิกาของพวกเธอหมวดงานรับผิดชอบแล้ว อย่าลืมไปศึกษานะจ๊ะ” ครูสาวยิ้มหวาน และในคาบเรียนนั้นเด็กๆก็ได้เรียนรู้ว่า สายลมที่ดูเย็นสบายนั้น บางทีก็ทำให้อึดอัดจนเกือบขาดใจได้เช่นเดียวกัน

 

“ฉันต้องตายแน่ๆเลย” อลิซที่บัดนี้นั่งอยู่ท่ามกลางหนังสือกองใหญ่(สำหรับเจ้าตัว)ในห้องสมุด ก้มหน้าซบไปกับโต๊ะไม้ขัดมันอย่างดีตรงหน้าอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก

“ไม่ตายหรอกน่า เธอก็”

“อ้าวอลิซ เป็นอะไรอะ จะตายหรอ” อากัสที่เดินอุ้มหนังสือกองโตผ่านมาทักเสียงสดใสเมื่อเห็นเพื่อนสาวนั่งจมกองหนังสืออยู่

“อ้าว อากัส ช่าย ฉันจะตายแล้ว ฉันโดนหนังสือสิงร่าง” ว่าจบอลิซก็เอาหนังสือเล่มโตเทินบนหัวแล้วทำท่าทางหลอกหลอนไปหาเพื่อน

“เหวอ อลิซครับ อย่าเล่นแบบนี้สิครับมันจะชน”

โครม!!!

“เสียงดังอะไรกันคะ นี่ห้องสมุดนะคะนักเรียน เบาเสียงด้วย” เสียงของบรรณารักษ์สาวลอยตามลมมา

“เห็นไหมครับ ผมก็บอกแล้ว” เจมส์ส่ายหน้ากับการเล่นเป็นเด็กของเด็กสาวที่ตัวโตกว่าเขาก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงให้อลิซลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ

“ขอบใจนะ ก็แค่เล่นนิดๆหน่อยๆ เก้าอี้นี่มันขวางเองนี่นา” อลิซช่วยเจมส์เก็บหลักฐานความวินาศสันตะโรที่เธอเป็นคนก่อ

“ก็ถ้าอลิซไม่เล่นมากเก้าอั้นก็ไม่ล้มหรอกครับ”

“ฉันก็เห็นด้วยกับเจมส์นะอลิซ เธอมันซน” วิเวียนได้ทีรีบสำทับก่อนแกล้งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ

“ก็เธอซนจริงนี่นาอลิซ แล้วก็อ่านหนังสือด้วยล่ะ ที่นี่เป็นระบบ สอบไม่ผ่านซ้ำชั้นนะ อยากเรียนกับน้องปีหน้าหรือไงครับผม” อากัสส่งยิ้มล้อเลียนก่อนทั้งสองคนจะขอตัวไปอ่านหนังสือที่อื่น

“ไม่ไหวแล้วอะ ฉันว่าฉันไปหาที่อ่านข้างนอกดีกว่าที่นี่มันวังเวงจริงๆ” สุดท้ายอลิซก็ทนความเงียบไม่ไหว เจ้าตัวส่งข้อมูลยืมหนังสือแล้วหอบหนังสือกองโตใส่นาฬิกาแล้วเดินหายไป และห้องสมุดก็กลับมาเงียบอีกครั้ง

 

วันอังคารเองก็ไม่แตกต่างจากวันจันทร์เท่าไหร่นัก ประเดิมตอนเช้าด้วยเวทดินกับครูหนุ่มขี้โวยวายอย่าง

ธีโอ ซวอค ผู้บอกกับพวกเธอว่า ดินเป็นศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่อย่างถึงที่สุด เพราะดินคือสถานที่ที่พวกเธอเดิน เหยียบ เป็นต้นกำเนิดแห่งสรรพชีวิต ดังนั้นขอเพียงแค่มีฝุ่นดินเพียงเล้กน้อย ดินย่อมเปล่งอานุภาพของตนออกมาได้เสมอ แต่การที่เราจะสามารถขอยืมหลังของดินมาใช้ได้นั้น เราต้องทำให้ดินยอมรับเราให้ได้ ซึ่งดินบนโลกใบนี้ก็มีมากมายหลายประเภทและหลายลักษณะนิสัย การที่ดินแบบไหนยอมรับเราจะทำให้พลังเวทดินของเราแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นการบ้านของพวกเธอคือการหาดินประเภทที่เหมาะสมกับพวกเธอ ซึ่งกว่าจะหาได้ พวกเธอก็ต้องเรียนภาคทฤษฎีให้จบเสียก่อน พร้อมกับมอบหนังสือเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน การทำความเข้าใจดินแต่ละชนิด และสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีธาตุดินแฝงอยู่ซึ่งหนากว่าวิชาอื่นๆมาก

แถมวิชาเวทไฟที่คิดว่าจะได้เรียนกับครูที่ปรึกษาอย่างสบายๆนั้นก็โหดหินไม่ต่างจากใคร เพราะไฟนั้นเป็นสิ่งที่เหมือนจะง่ายแต่ซับซ้อน การเรียกใช้ไฟนั้น ต้องเกิดจากการเรียกชื่อนั้น การพัฒนาเวทแห่งไฟในตัวแต่ละคนคือการฝึกสมาธิ ซึ่งดูขัดกับความร้อนแรงของเปลวไฟสุดๆ ใครที่มีสมาธิดีมากๆจะสามารถควบคุมไฟได้หลายแบบมาก แน่นอนว่าเหล่าเด็กปีหนึ่งจะได้รับหนังสือเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน การทำความเข้าใจไฟแต่ละชนิด และสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีธาตุไฟแฝงอยู่ เผื่อการเรียกใช้ในปีสูงๆต่อไป และนอกจากนี้เหล่าเด็กๆต้องหาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่อนั่งสมาธิสื่อสารจิตกับธาตุไฟทั้งในตัวและรอบตัวอีกด้วย

และที่หนักที่สุดน่ะหรอคะทุกคน แน่นอนว่ามันก็คือวิชาทฤษฎีพลังเวทยังไงล่ะคะ มันเหมือนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์เลยแหละ แบบว่าก็จะเริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีเริ่มแรกยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสิ่งที่เรียกว่าพลังเวท บลาๆๆๆ ซึ่งแน่นอนว่าเรียนล้วนๆ ไม่มีปฏิบัติใดๆ หนังสือยุคของเวทมนตร์ที่หนาเป็นตั้งๆ ไม่รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ต้องเรียนรู้ให้ได้

ดังนั้นแล้ววิชาเลือกทั้งสามจึงเป็นวิชาที่สนุกที่สุดสำหรับเหล่าสาวๆ เอ่อ อันที่จริงก็สำหรับอลิซนั่นแหละค่ะ เพราะว่าคาลินดาเองก็อ่านหนังสือ

“ฉันอ่านจบแล้วล่ะ จริงๆมันก็ไม่ได้ยากอะไรนะ ส่วนมากก็พอจะทำความเข้าใจมาก่อนอยู่แล้ว” ค่ะ ก็อ่านจบไปแล้วคนนึง ส่วนวิเวียน

“ว้า ดีจังเลย ฉันเองเพิ่งเริ่มอ่านไม่กี่เล่มเอง แต่อ่านเพลินๆก็สนุกดีอยู่หรอก หนักหน่อยก็ทฤษฎีพลังเวท เธอว่ายุคนี้มันยังไงนะคาลินดา” ก็ไม่ได้ลำบากอะไรกับการอ่านหนังสือ ส่วนสาวน้อยผู้สดใสของเรานั้น

“โห เล่มนี้น่าอ่านมากเลยจ่ะ อลิซ อ่านหนังสือสิจ๊ะ เรื่องพวกนี้อ่านดีๆก็น่าจะช่วยจำได้นะจ๊ะ ยังไงครูก็สอนให้ห้องอยู่บ้าง แต่การที่เราอ่านเองด้วยมันก็ช่วยได้เยอะนะ” ค่ะ และอลิซเลยเป็นคนเดียวที่...

“โอ๊ย ฉันอ่านเล่มนี้มาสามรอบแล้วอะ ทำไมจำไม่ได้ แงงง” งอแงเป็นที่เรียบร้อย นั่นแหละค่ะ อลิซเลยตื่นเต้นกับวิชาบ่ายวันนี้อย่างถึงที่สุด เด็กสาวเดินไปยังโรงงานที่มีเสียงตีเหล็กดังก๊องแก๊งออกมาตลอดเวลาก่อนเวลาเริ่มคาบเสียอีก

“อ้าว อลิซ สวัสดีครับ ลงวิชานี้เหมือนกันหรอครับ” เจมส์ชะโงกหน้าออกมาจากกล้องขยายขนาดเล็กที่กำลังส่องวัตถุสีดำสนิทในมือ

“อือ นายก็อยู่วิชานี้หรอ เออดีๆ จะได้มีเพื่อน ว่าแต่ทำอะไรอยู่หรอ”

“อ๋อ รุ่นพี่แฟร์บอกว่าระหว่างรอครูให้พวกเราลองเล่นอะไรที่เราสนใจได้เลยครับ ผมเลยลองนั่งอ่านกระแสเวทมนตร์ที่ผนึกในดินนี่ดูน่ะครับ”

“อือฮึ ไอ้กระแสเวทมนตร์นี่มันคืออะไรหว่า ช่างเถอะ งั้นเดี๋ยวฉันเดินไปหาอะไรทำนะ” อลิซตัดสินใจลุกเดินไปหาแฟร์เพื่อถามหาสิ่งที่น่าสนใจในวิชาเลือกนี้

แปะๆ

“สวัสดีครับนักเรียน ครูยาร์คนะครับ ดูแลวิชาเลือกพลังเวทมนตร์กับเครื่องยนต์ประดิษฐ์ วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับการนำเวทมนตร์กับเทคโนโลยีมาประยุกต์รวมกันให้ได้สมดุลเนอะ อย่างเช่นเจ้านี่ ออกมาสิครับคุณ N101

“สะ หวัด ดี ครับ ทุก คน ผม นัม เบอร์ หนึ่ง ศูนย์ หนึ่ง หุ่น ยนต์ พะ ลัง เวท รุ่น ทด ลอง ครับ ยิน ดี ที่ ได้ รู้ จัก ครับ” เสียงสะดุดร่องดังจากหุ่นยนต์ตรงหน้าที่เลื่อนตัวเองออกมาจากช่องว่างตรงผนัง

“นี่คือหุ่นยนต์ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน จ่ายพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดกลาง แต่ในส่วนของความรู้สึกนึกคิดอุปนิสัยและการใช้เวทมนตร์จะมาจากการจ่ายพลังเวทเพื่อเปิดใช้งานครับ หมายความว่าทุกครั้งที่เราส่งพลังเวทเข้าไปที่บอร์ดนี้จะกำหนดลักษณะของมันนะ”

“โห”

“อะ สำหรับวันนี้เป็นวันแรกเนอะ มารับแว่นขยายเวทคนละอันนะ แล้วส่องดูกระแสพลังเวทในวัสดุแต่ละชิ้น แล้วเขียนเป็นการบ้านมาส่งละกัน เอาให้ได้มากที่สุดขั้นต่ำคือ 50 ชิ้นเนอะ เพื่อเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกันก่อน ไม่งั้นเราจะเอามันมาประกอบกันหรือใช้พลังเวทกับมันไม่ได้นะครับ”

“ครับ/ค่ะ” นักเรียนหลายคนเมื่อได้รับคำสั่งก็กระจายกันไปหาสิ่งของต่างๆมาส่อง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

“เออ เจมส์ ไอ้กระแสพลังเวทนี่มันคือไรอะ”

“หะ หา นี่อลิซไม่รู้จักกระแสพลังเวทหรอครับ”

“เออสิ จะแหกปากหาอะไร ถามก็ตอบเหอะน่า”

“อ่า มันจะคล้ายเส้นใยสีๆในพวกสิ่งต่างๆครับ ถ้าเราอ่านเก่งๆจะบอกสมบัติของมันได้เลย เออ น่าจะงง เอางี้ อลิซเอาแว่นแนบกับตานะ แล้วลองมองหนังสือนี่ เห็นอะไรไหมครับ”

“อือ อะไรมรู้อะเจมส์สีเขียวๆขยุกขยุยเต็มเล่มเลย มองไม่ออกสักนิด”

“นั่นแหละครับคือกระแสเวทของหนังสือ ที่มันเป็นสีเขียวเพราะหนังสือนี่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นต้นไม้น่ะครับ ส่วนกระแสขยุกขยุยนั่น เพราะอลิซมองซ้อนหลายชั้น ถ้าผมเปิดแค่แผ่นนี้ เป็นไงครับ”

“ว้าว มันเรียงเป็นลายเส้นใบไม้แหละ”

“ครับ นั่นเพราะอลิซมองมันในชั้นเดียวไง ทีนี่อลิซก็ลองไปส่องดูอย่างอื่นนะครับ แล้วจดมาว่าส่องอะไร เห็นเป็นสีอะไร ถ้าวาดหน้าตาได้ก็วาดมา”

“ส่องได้แต่พวกนี้หรอ ส่องคนไรงี้ได้ไหม”

“จริงๆก็ส่องได้หมดแหละครับ ทุกอย่างบนโลกใบนี้มีกระแสเวทหมดแหละ ไม่มีก็อยู่ไม่ได้หรอกครับ”

“เยี่ยมเลยแหะ เราต้องบันทึกใส่ไอ้หนังสือหน้าห้องนั่นใช่มะ งั้นฉันไปหาอะไรส่องเล่นข้างนอกก่อนนะ”

“ครับ” เจมส์ยิ้มส่งอลิซส่วนตัวเขาก็มานั่งส่องก้อนหินสีดำเช่นเดิม

 

“ส่องอะไรดีหว่า เอาอันนี้ละกัน” อลิซเดินเล่นส่องนู่นส่องนี่ไปเรื่อย ก่อนเธอจะสังเกตว่า สิ่งของแต่ละสิ่งไม่ได้มีสีเดียวเสมอไป อย่างต้นไม้จะมีสีเขียวกับสีน้ำตาล

“หรือมันจะมีมากกว่าหนึ่งธาตุอะ อือ น่าสนใจ เดี๋ยวลองกลับไปอ่านหนังสือนั่นดีกว่า น่าจะตอบได้ อ้าว 40 อย่างแล้วหรอ เจ๋งแหะ อือ ไปตรงนู้นดีกว่า” อลิซเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงสระน้ำหลังโรงเรียน

“ว้าว สวยจังเลย จะว่าไปตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่ได้เดินสำรวจโรงเรียนเลยแฮะ ที่แบบนี้มันเล่นน้ำได้ไหมนะหรือว่ามีเรือให้พายหรือเปล่า” คิดไปคิดมาเจ้าตัวก็ตัดสินใจทำการบ้านให้เสร็จก่อน ก่อนที่จะมาเล่นที่นี่ โดยตั้งใจไว้ว่าจะชวนเพื่อนๆมาเล่นด้วยกัน

 

“สวัสดีค่ะคุณครู ว้าย”

โครม!!!

ไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวก็ลงไปนอนแทบเท้าครู ก่อนจะลุกขึ้นมาด้วยความอาย

“ขอโทษค่ะ” วิเวียนพูดอย่างเขินๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหาที่นั่งในห้อง วิชานี้เป็นวิชาเลือกพลังเวทกับอักขระโบราณ ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นแวมไพร์จึงมีความสนใจในด้านอักขระเพราะว่าบ้านของตัวเองนั้นอยู่ไม่ไกลจากปราสาทของแวมไพร์เก่ามากนักตอนเด็กๆวิเวียนมักจะเดินไปเล่นที่ปราสาทนั้นอยู่เสมอถึงแม้ว่าพ่อแม่จะมาห้ามมากก็ตาม

“สวัสดีนักเรียนผมชื่อวูฟ เป็นมนุษย์หมาป่าที่รับผิดชอบสอนวิชานี้ครับ อักขระโบราณเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สำหรับสื่อสารของเผ่าพันธุ์ต่างๆของโลกมาเป็นเวลานาน ในวิชานี้ส่วนมากจะเป็นการเรียนบรรยายนะครับถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสืออาจต้องพยายามหนักมากหน่อย เอาล่ะก่อนอื่นเรามาเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับตัวหนังสือที่ใช้เขียนอักขระกันก่อนนะครับ ตัวหนังสือพวกนี้เรียกว่าตัวเรลาเลี่ยน เป็นตัวหนังสือโบราณที่เป็นต้นแบบของตัวหนังสือที่เราใช้ในปัจจุบันตัวหนังสือเรลาเลี่ยนนี้หาคนอ่านแทบไม่ได้แล้วนอกจากเผ่าพันธุ์โบราณมากๆจริงๆ แม้แต่ผมเองก็ยังอ่านไม่ได้หรอกครับแต่ว่ามีนักวิชาการหลายคนที่ได้แกะตัวหนังสือพวกนี้ออกมาให้เป็นตัวที่มีความหมายในภาษาปัจจุบันซึ่งเราจะดูเทียบตัวอักษรกันนะครับเพื่อที่เวลาเขียนอักขระเวทพวกนี้เราจะได้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น” เมื่อจบประโยคของครู วิเวียนก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจก็อักษรพวกนี้เป็นตัวอักษรที่เธออ่านออกและเข้าใจมันได้ตั้งแต่เด็กๆเมื่อครั้งที่เธอเข้าไปที่ปราสาทโบราณของแวมไพร์ แต่ว่าเด็กสาวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาให้ใครตกใจเธอก้มหน้าเขียนแล้วก็แปลความตามที่นักอักษรหรือนักวิชาการปัจจุบันแปลมาถึงแม้หลายๆคำที่เธอแปลได้มีความหมายต่างไปจากที่คนปัจจุบันแปลแต่เธอก็พยายามจำความหมายของทั้งสองคำพร้อมๆกับความตกใจในตัวเองที่สามารถเรียนรู้ภาษาเหล่านี้ได้ดีมาก

“ลองไปถามคาลินดาดีกว่า” สุดท้ายเด็กสาวเลยตัดสินใจเก็บความสงสัยของตัวเองเรื่องการอ่านอักขระโบราณไว้เพื่อที่จะไปถามเพื่อนที่รอบรู้ที่สุดในห้องอย่างคาลินดา

 

“สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคนครูชื่อเมล เป็นคนสอนวิชาเวทพลังจิตให้กับพวกเธอในวันนี้ ก่อนอื่นนะคะพลังจิตเป็นพลังที่ไม่มีรูปธรรมแต่เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก่อนที่เราจะเริ่มเรียนพลังจิตกันนั้นครูอยากจะให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังจิตให้ถูกต้องก่อน มีใครสงสัยอะไรไหมคะ” คาลินดายกมือขึ้นอย่างสนใจ แล้วเอ่ยปากถามคำถามที่เธอสงสัยมานานแล้วว่า

“ครูคะที่เขาว่ากันว่าพลังจิตเป็นพลังที่ฝึกยากมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเกิดว่าคนที่เชี่ยวชาญพลังจิตในระดับที่สูงสามารถบงการหรือควบคุมจิตใจคนอื่นได้โดยที่คนอื่นแทบจะไม่รู้ตัวนั้นเป็นจริงหรือเปล่าคะ”

“สามารถเป็นไปได้จ้ะโดยเฉพาะในคนที่ฝึกนานๆแต่ว่าครูเองยังไม่ถึงขั้นนั้นนะตอนนี้กูยังอยู่แค่ในขั้นที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้” คำตอบนี้ ทำเอาเด็กๆทุกคนฮือฮาอย่างสนใจ และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

“แล้วเราสามารถป้องกันได้ไหมคะ”

“ได้จ้ะเราสามารถป้องกันจิตใจของตัวเองได้ด้วยการฝึกสมาธิเพื่อเป็นเกราะป้องกันจิตของตนเองโดยเฉพาะคนที่เรียนพลังจิตจะมีความสามารถในการป้องกันจิตของตนเองได้สูงกว่ามาก”

“ครูครับแล้วถ้าเกิดว่าเราเอาไปอ่านใจสาวที่เราชอบได้ไหมครับแบบว่าจริงๆ แล้วเนี่ยเขาคิดยังไงกับเรา” ซัลเฟอร์ที่ลงเรียนวิชานี้ด้วยถามเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในห้องเมื่อเห็นว่านักเรียนทุกคนในห้องมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่เว้นแม้แต่พี่ปี 3 ที่มาลงเรียนด้วยกัน

“แหมก็ต้องดูนะคะว่าคนที่คุณซัลเฟอร์ต้องการจะไปอ่านใจเขาเนี่ยเป็นคนที่ไหน เอาล่ะค่ะเรามาเริ่มบทเรียนวันนี้กันดีกว่าเอาเป็นว่าใครคิดว่าพลังจิตเป็นแบบไหนบ้างไหนว่ามาสิคะ” เสียงของครูสาวดังเข้ามาในหูและผ่านมือของคาลินดาที่จดอย่างตั้งใจแต่ในขณะเดียวกันสมองส่วนหนึ่งของเด็กสาวก็คิดไปถึงใครคนหนึ่งในความทรงจำที่ดูเหมือนจะมีความสามารถด้านพลังจิตสูงมากแต่สุดท้ายการเรียนที่น่าสนใจก็ดึงสมองของเธอกลับมาสนใจที่การเรียนได้ทั้งหมด

 

“เอ ห้องเรียนมันไปทางไหนนะ” โรสที่เดินวนไปวนมาจนเกือบถึงเวลาเรียนอยู่แล้วยืนเกาหัวกับตัวเองอย่างงงๆตาก็มองแผนที่ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าไป

“อ้าวนั่นโรสใช่ไหม หาห้องเรียนไม่เจอหรอ ลงเรียนวิชาอะไรล่ะเดี๋ยวฉันพาไปส่งไหม” น้ำเสียงสดใสที่ดังมาจากด้านหลังทำให้โรสหันไปมองและพบกับอากัสที่ยิ้มกว้างกำลังเดินตรงมาหาเธอ

“อ๊ะ ขอบใจมากจ้ะ ฉันกำลังหาห้องเรียนวิชาเวทมนตร์กับสัตว์ป่าน่ะ เธอรู้หรือเปล่าว่ามันอยู่ตรงไหน”

“อ้าวเธอก็ลงเรียนวิชานี้หรอฉันก็ลงเหมือนกัน ตามมาสิเหมือนอาจารย์จะบอกว่ามันอยู่หลังห้องเรียนของพวกปี 4 นะ”

“อ้าว จริงหรอ งั้นเรารีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเรียนนะจ๊ะ”

สุดท้ายอากัสก็สามารถพาโรสมาถึงห้องเรียนได้อย่างสวัสดิภาพ ห้องเรียนของพวกเธอนั้นจะเรียกว่าห้องเรียนก็คงไม่ผิดนักจะเรียกว่าโรงเลี้ยงสัตว์ก็ไม่ผิดเหมือนกัน

“สวัสดีเด็กๆครูชื่ออากานะ สถานที่แห่งนี้เป็นโรงเลี้ยงสัตว์ของโรงเรียนหรือว่าจะเป็นสถานที่รับฝากสัตว์เลี้ยงของนักเรียนแต่ละคนก็ได้ซึ่งมันจะแบ่งโซนกันอะนะ ในแต่ละโซนจะมีการดูแลสัตว์ที่แตกต่างกันและรวมถึงเรียงลำดับความดุร้ายของสัตว์ด้วยใน 1 ปีนี้พวกเธอได้เรียนรู้การดูแลสัตว์แต่ละตัวแต่ละชนิดแต่ละประเภทเริ่มตั้งแต่ตัวที่น่ารักไปจนถึงตัวที่ดุร้ายมากที่สุดเท่าที่โรงเรียนเราหามาเลี้ยงได้นะส่วนนี่คือคุณเบญจามิน เป็นคนดูแลสัตว์ที่นี่มารู้จักกันไว้สิเผื่อว่าพวกคุณอยากจะมาฝึกหรือว่าอยากจะมาเล่นกับสัตว์พวกนี้คุณเบญจามินเป็นรุ่นพี่พวกคุณเขาอยู่ในรุ่นที่ 1980 นะครับ”

“สวัสดีค่ะ/ครับ”

“สวัสดีค่ะน้องๆทุกคนวันนี้อาจารย์อากาสั่งให้พี่พาตัวมูมมาให้พวกเราได้ลองเล่นดูมีใครพอจะรู้จักไหมจ๊ะว่าตัวนี้คืออะไร”

“เอ่อ หนูรู้จักค่ะที่บ้านหนูเลี้ยงมันไว้เป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับขนของ”

“ถูกต้องค่ะคุณโรสตัวมูมเป็นตัวที่ฉลาดแต่ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วก็พวกเราทุกคนด้วย มันจะกิน แครอทเป็นอาหารและสามารถขนของหนักกว่าตัวเองได้ถึง 10 เท่าแต่ว่าเราก็ต้องดูแลมันให้ดีๆนะคะ ถ้าเกิดว่าตัวมูมได้รับบาดเจ็บหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับมันโดยที่เราไม่ดูแลให้ดี กรมคุ้มครองสัตว์ก็คงตรงมาเล่นงานเราเลยล่ะค่ะ เอาล่ะเดี๋ยวเราจะไปดูพวกมันกันนะเตรียมตัวให้พร้อมนะคะอ๋อแล้วก็สัตว์พวกนี้เนี่ยจะเป็นสัตว์ที่อาศัยการคุ้นชิน พวกเรากลิ่นแปลกๆอาจจะทำให้พวกมันตกใจหรือว่าพยศได้เพราะฉะนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจดีๆนะไปกันเถอะ”

“แล้วก็การบ้านสำหรับวันนี้นะครับจดบันทึกทุกอย่างที่พวกคุณทำได้เกี่ยวกับตัวมูม ไม่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมนะครับเอาเฉพาะที่พวกคุณได้ในวันนี้เท่านั้นแล้วเอาไปส่งผมอาทิตย์หน้า”

“ครับ/ค่ะ” โรสตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเดินตามเบญจามินไปยังคอกของตัวมูม การเรียนวันนี้สนุกสนานกว่าการเรียนทุกวันที่ผ่านมามากเด็กสาวคิดว่าจะชวนเพื่อนๆมาเล่นสัตว์พวกนี้กันในวันหลังอีกทีนึง

0 ความคิดเห็น