ตอนที่ 9 : วงแหวนปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ม.ค. 60

ขอโทษสำหรับการผิดสัญญาค่ะ ด้วยความที่เกิดอาการขาดแรงบันดาลใจ ประกอบกับเขียนๆลบๆอยู่หลายรอบเนื่องจากพาเรื่องออกทะเล ทำให้ตอนใหม่มากันแบบข้ามปีข้ามชาติ รู้สึกผิดมหันต์ ดังนั้น ขอให้สนุกกับตอนใหม่นะคะ...ถ้าลืมกันแล้ว...ไปอ่านตอนแรกใหม่ก็ไ้ด้ค่ะ สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกท่านที่กดเข้ามาอ่านนะคะ
.........................................................................................................................................................................



        ทางเดินสายน้อยนำพาไปยังที่ใด เด็กสาวมองสบตากันในแสงสว่างรำไร นานมากแล้วที่ทางเดินใต้ดินนี้พาพวกเธอเดินมา นานจนไม่คิดว่าจะยังคงอยู่ในเขตของโรงเรียน ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยปาก เสียงจอแจจากด้านบนศีรษะก็ทำให้ทั้งหมดเงียบเสียงลง

        “มีคนเดินอยู่ด้านบน”

“เหมือนตลาด...แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าอุโมงค์สายนี้มันมีทางออกหรือเปล่าก็เท่านั้น” มิรารำพึงหลังจากใช้ความคิดเงียบๆมาสักพัก

“สำหรับฉัน ที่ไหนมันมีทางเข้า ที่นั่นย่อมต้องมีทางออกเสมอ” อามิเรียพูดเสียงเรียบ ก่อนเด็กสาวจะเดินนำเพื่อนทั้งหมดไปด้านหน้าพร้มกับแพทริเซีย เสียงพูดคุยยังคงดังเป็นระยะ รวมถึงเสียงฝีเท้าที่ดูจะดังผสมปนเปไปด้วย ทำให้ทั้งหมดเดินๆหยุดเพื่อวิเคราะห์สถานที่ที่พวกตนอยู่

“โอ๊ย” เสียงอุทานโอดโอยดังมาจากแพทริเซียที่เดินดุ่มๆ นำหน้าไปอย่างไม่สนใจเหนือใต้ เมื่อเพื่อนๆ หยุดฟังเสียงอีกครั้ง เด็กสาวที่เหลือจึงเดินมาตามและพบเพื่อนนั่งเอามือกุมแข็งอยู่บนพื้น

“บอกแล้วไงว่าให้คิดดีๆก่อน ทำอะไรตามใจตลอดเลยเธอนี่” ดาวิน่าบ่นเสียงเบาก่อนยื่นมือดึงเพื่อนสาวขึ้นมา

“ก็อะไรไม่รู้มาขวางทาง เจ็บเป็นบ้า”

“มันคือบันไดล่ะ”

“หืม ใช่จริงๆด้วยล่ะมิรา แพทริเซีย ดาวิน่า มาดูนี่สิ” บันไดสายน้อยทอดขึ้นสู่เบื้องบน เด็กสาวเดินไปตามทางที่มีก่อนพบกับประตูไม้เก่าๆ ที่กลัวเหลือเกินว่าถ้าเปิดออกไปแล้วประตูจะพังโครมลงมาทับ

“เปิดๆไปเถอะ จะกลัวอะไร” เด็กสาวผู้มือไวใจเร็วกระชากประตูเปิดออกทันควันด้วยความที่ไม่คิดอะไรมาก ประตูไม้เปิดออกดังแอ๊ด เศษฝุ่นร่วงลงมาจนกลัวว่ามันจะหลุดคามือ แต่เหตุการณ์แบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้น คนเปิดประตูหันมายิ้มเผล่ให้เพื่อน ก่อนเดินออกไปอย่างมาดมั่น

พลั่ก!!

“โอ๊ย/อูย” เสียงร้องดึงความสนใจจากประตูที่ดูจะพังมิพังแหล่ไปที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวผู้ก่อเสียงแทน เหตุการณ์เหมือนถูกหยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนที่เด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามจะมีสติก่อน เขาก้าวถอยไปด้านหลังแล้วส่งยิ้มให้เด็กสาวสี่คนที่ยังคงสวมชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา แต่ในสภาพที่มอมแมมเหมือนไปเล่นคลุกฝุ่นไม่ได้ทำให้ความสดใสของคนที่ชนเขาลดลง แพทริเซียหัวเราะแห้งๆ ก่อนหันไปมองเพื่อนด้านหลังอย่างขอความคิดเห็น แต่เหมือนไม่มีใครเห็นใจเธอนักเมื่อเพื่อนทุกคนพากันยืนทำหน้านิ่งไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น

“เอ่อ ขอโทษทีนะ” สุดท้ายเลยต้องแก้ปัญหาเอง และเมื่อฝ่ายตรงข้ามยิ้มตอบแล้วเบี่ยงตัวให้เธอเดินออกไป และเหมือนนักโทษได้รับอิสรภาพ แพทริเซียก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณก่อนเดินนำเพื่อนๆด้านหลังไปอย่างรวดเร็ว

ร้านค้าในเวลากลางคืนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ สินค้ามากมายที่แตกต่างจากร้านค้าในเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงแสงสีที่สวยงามไม่ได้ทำให้สี่สาวสนใจมากนัก พวกเธอมุ่งหน้าตรงไปยังหอพักของตัวเองภายในตัวโรงเรียนแล้วจัดการตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยล้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าวิตกตั้งแต่ที่ก้าวออกมาจากประตูบานนั้น ทั้งๆที่พวกเธอไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือไปจากการเดินวนไปวนมาเท่านั้น หากแต่ไม่มีใครเสียเวลาหาคำตอบ เมื่อร่างกายเรียกร้องการพักผ่อนอย่างหนักในขณะนี้

จ๋อม!!!

เสียงที่ดังขึ้นทันทีที่ไฟในห้องดับลง ทำให้ดวงตาที่เพิ่งปิดไปของอามิเรียลืมขึ้น เสียงนี้อีกแล้วหรอ เด็กสาวคิดกับตัวเองก่อนขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

จ๋อม!!!

“มาอีกแล้วนะ” เสียงหวานเอ่ยทัก แต่คนที่ยืนนิ่งใต้ตต้นไม้ทำเพียงปรายตามามองคนพูดก่อนโยนหินลงน้ำ

จ๋อม!!!

“คิดถึง...ไม่ไปหา” คราวนี้ดวงตาสีหม่นเหลือบมองผืนน้ำเงียบๆ ก่อนหมุนกายมาเผชิญหน้ากับคนที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหลัง

อามิเรียเปิดผ้าม่านรับแสงจันทร์ และพบว่า เงาร่างที่ควรยืนใต้ต้นไม้พร้อมกับเสียงที่เกิดกับหายไป เด็กสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจมากนัก แต่สุดท้าย สติสุดท้ายที่ดึงตัวเองขึ้นมามองหาเจ้าของเสียงที่คุ้นเคยก็พ่ายแพ้ให้กับความเหนื่อยล้า อามิเรียตัดสินใจล้มตัวลงนอนและหลับสนิทในที่สุด

ดวงตาที่กระพริบตอบหากแต่ไม่ยอมพูด ทำให้คนถามได้แต่ถอนหายใจ

“เอาเถอะ ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะนะ” เจ้าของเสียงหวานถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนหมุนกายและหายไปจากคลองสายตา คนที่มองส่งจนลับสายตาเอนกายพิงกับต้นไม้แล้วหลับตาลงช้าๆ ก่อนค่อยๆจางหายไปกับสายลมที่พัดพาเมฆออกจากดวงจันทร์ เมื่อแสงจันทร์สาดส่อง รอบบริเวณก็เงียบสนิท เหมือนไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน!!!

 

แสงแดดชอนไชตัวเองผ่านตามที่ว่างที่หลงเหลือก่อนจะกระทบเข้ากับใบหน้าที่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่เข้ามา ร่างบางพลิกตัวหลบแสงนั้นก่อนขยับตัวเพื่อให้หลับสบายขึ้น

“แพทริเซีย!!!” เสียงเรียกพร้อมแรงเขย่าไม่ได้ทำให้คนบนเตียงยอมลุก แพทริเซียปัดมือที่เรียกออกเบาๆก่อนพึมพำ

“ขออีก 5 นาทีนะคะแม่

“ฉันหน้าแก่ขนาดนั้นเลยหรอ” ท่าทางเอ๋อๆของมิราทำให้อามิเรียหัวเราะขำก่อนเดินเข้ามาดึงคนขี้เซาให้ลุกขึ้นนั่ง

“ไม่เอานะ จะนอน” แพทริเซียขืนตัวเองไว้แต่ยังไงแรงหนึ่งก็สู้แรงสองไม่ได้สุดท้ายร่างบนเตียงก็ต้องนั่งจุมปุ๊กแล้วลุกไปอาบน้ำแต่โดยดี

“เธอทำยังไงให้แพทริเซียตื่นอะ” ดาวิน่าที่เดินจากห้องน้ำถามขำๆก่อนหยิบของใช้ที่จำเป็นลงกระเป๋า

“มาตรการขั้นสองน่ะ” อามิเรียตอบพร้อมหัวเราะ ส่วนมิราทำเพียงส่ายหน้าพร้อมอมยิ้ม

 

เสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังมาจากในห้องเรียนธาตุน้ำที่อาจารย์แจ้งไปในตารางเรียนว่าตั้งอยู่บริเวณลำธารข้างโรงเรียน

“อ้าว หวัดดี” เสียงร่าเริงที่ดังมาก่อนตัวทันทีที่แพทริเซียเดินนำเข้าไปในห้องทำให้เธอยิ้มรับ

“หวัดดีเจฟ นายทำอะไรอยู่น่ะ” ถามเพราะท่าทางยืนด้วยสองมือและเดินวนไปมา

“อ๋อ กำลังหัดเดินน่ะ”

“คุณควรกลับมายืนแบบปกตินะคะ” เสียงหวานดังกังวานพร้อมกับที่เจ้าของเสียงเดินเข้ามา เจฟสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตีลังกาพาตัวเองมายืนในท่าปกติ

“ขอโทษครับ” คนมาใหม่พยักหน้ารับเล็กน้อย

“เด็กๆ มาครบหรือยังคะ” เด็กๆทุกคนหันมามองคนถามก่อนกบกับเส้นผมสีดำสนิทที่ปกคลุมใบหน้าจนมิด มีเพียงดวงตาสีฟ้าสดสว่างจ้าเรืองรองออกมา การแต่งกายที่ดูทะมัดทะแมงเหมือนชายที่ทำงานในเหมืองไม่ได้ทำให้คนใส่ดูเป็นชายเท่าใดนัก เพราะเสียงหวานและขนาดอวัยวะหนึ่งที่โดดเด่นมากเกินไป และภาพที่เห็นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบลงทันใด

“เด็กๆ มาครบหรือยังคะ”

“ครบแล้วค่ะ” มิราที่ตั้งสติได้ก่อนใครตอบเบาๆ

“ขอบคุณมากค่ะคุณมิรา เอาล่ะค่ะ ถ้างั้นจะขอเปิดห้องเรียนแล้วนะคะ” สิ้นเสียงครูสาวก็ยกนิ้วขึ้นมาวาดอักขระมนตรากลางอากาศ ฉับพลันพื้นที่ยืนก็โคลงเคลงก่อนจะยกตัวขึ้น น้ำสีฟ้าใสทะลักเข้ามาโอบล้อมเรือลำน้อยไว้ก่อนภูมิทัศน์รอบข้างจะกลายเป็นทะเลกว้างไกลสุดสายตา

“ว้าว”

“แม่เจ้า สุดยอดเลยอะ”

“อย่างกับเวทมนตร์แหนะ”

“ว้าวว ทะเล คิดถึงทะเลจัง”

“เราจะจมน้ำไหม”

“แม่จ๋าช่วยลูกด้วย”

เสียงของเด็กทั้งหลายฟังดูวุ่นวาย ทั้งตื่นเต้นยินดี ทั้งหวาดกลัว คนเป็นอาจารย์อมยิ้มเล็กน้อยก่อนส่งเสียงเบาๆ

“ก่อนอื่นครูขอแนะนำตัวก่อน ครูชื่อ เมวิน่า โทลีน เป็นอาจารย์ประจำวิชาธาตุน้ำของพวกเธอ”

“สวัสดีค่ะ/ครับ”

“เธอคงผ่านชั้นเรียนธาตุดินและลมมาแล้ว สังเกตบ้างไหมว่าอะไรที่ต่างกัน” จบคำถาม ไม่มีเสียงตอบจากใครในชั้นปี เมวิน่าตวัดสายตาไปที่มิรา หากพบว่าเด็กสาวมีสมาธิกับการกวาดตามองรอบตัวมากกว่าที่จะตอบคำถาม เมวิน่าก็ตอบคำถามของตัวเอง

“ธาตุดิน แสดงพลังผ่านทางสื่อกลาง ซึ่งอาจเป็นวัสดุ สิ่งของ ธรรมชาติ หรืออะไรก็ได้ ข้อดีคือตราบใดที่รอบตัวเธอยังมีดิน เธอจะแสดงพลังธาตุดินออกมาได้เสมอ

ธาตุลม แสดงพลังผ่านทางเสียง เพียงเธอยังสามารถเปล่งเสียง ต่อให้เบาเพียงใด สายลมจะเคียงข้างเธอเสมอ

ส่วนธาตุน้ำ ขอเพียงเธอสามารถสร้างอักขระมนตรา ไม่ว่าที่ใด ไม่ว่าเมื่อไหร่เธอก็สามารถเชื่อมต่อถึงแหล่งพลังงานนี้ได้ตลอด ดังนั้นวันนี้...เชิญค่ะ” ครูสาวชะงักคำบรรยายเมื่อเห็นมือเรียวยาวที่ผลุบๆโผล่ๆอยู่กลางกลุ่มเพื่อน

“แล้วธาตุไฟล่ะครับ” เรย์ฟรีซถามเสียงหอบจากการพยายามกระโดดให้คนเป็นครูเห็นเขา

“เป็นธาตุที่พิเศษนะว่าไหม ไฟเกิดจากเชื้อเพลิง และในที่นี้ ไฟเกิดจากจิตใต้สำนึกของพวกเธอ ลองดูในคาบเรียนธาตุไฟนะค่ะ คุณเรย์ฟรีซ” เมวิน่าส่งยิ้มที่คงไม่มีใครเห็นออกมาจางๆ ก่อนพูดถึงจุดประสงค์สำหรับชั่วโมงแรกของวิชานี้

“วันนี้ครูจะให้พวกเธอทำความรู้จักกับอักขระมนตราพื้นฐานทั้งหมด 9 ชนิด โดยครูผนึกมันเอาไว้ในถังน้ำรอบเรือลำนี้ เธอเพียงไปตักน้ำออกมา พยายามจดจำคุณลักษณะ รูปร่างและวิธีใช้ให้ครบ และเมื่อจบคาบเรียนเรือลำนี้ก็คงจะแล่นถึงโรงเรียนพอดี ขอให้สนุกกับการเรียนรู้นะคะ” เมวิน่ากล่าวทิ้งท้ายก่อนระเหยกลายเป็นไอไปต่อหน้าต่อตาเหล่านักเรียนที่เพิ่งรู้ตัวว่าจะโดนลอยแพ เอ่อ ไม่สิ ต้องลอยเรือมากกว่าล่ะนะ เสียงโอดครวญดังระงมทั้งลำเรือ แต่เสียงที่ว่าคงไปไม่ถึงคนสั่ง เหล่าเด็กๆเลยต้องก้มหน้าก้มตาหาของที่ต้องการก่อนแยกย้ายกันศึกษาสิ่งที่อาจารย์ทิ้งเอาไว้ให้ เมื่อเรือมาถึงรร.การเรียนการสอนของวิชานี้ในวันนี้ก็สิ้นสุดลง พร้อมการบ้านที่ตามมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“โอ๊ย หิว เธอจดอะไรมาได้บ้างอะอามิเรีย” เสียงบ่นพร้มอาการลากขาของเพื่อนสาวทำให้อามิเรียต้องกันไปช่วยพยุงแล้วลากไปนั่งกับโต๊ะที่ดาวิน่าเดินล่วงหน้าไปจองไว้

“ทำไมดูหมดแรงอะไรขนาดนี้นะเธอน่ะ”

“ก็ฉันไม่ค่อยถูกโรคกับทะเลนี่นา เห็นทีไรใจไม่ค่อยดี ว่าแต่นายเถอะ ไม่หาอะไรกินหรือไง” แพทริเซียหันไปตอบคำถามบุคคลที่สามที่ตอนนี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เจฟส่งยิ้มสนุกสนานแบบเวลาที่จะก่อหายนะมาให้ก่อนยักคิ้วแล้วเดินจากไป

“อะไรของเขา แพทอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวฉันซื้อมาให้ นั่งพักก่อนแล้วกันเธอน่ะ”

“ขออะไรก็ได้ เธอกินอะไรก็ซื้อมาเผื่อฉันด้วยเลยแล้วกัน”

“โอเค งั้นเดี๋ยวฉันมานะ” แพทริเซียพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

“แพท ไม่สบายหรือเปล่า”

“อ้าว มิราซื้อข้าวแล้วหรอ” แต่มิราไม่ตอบคำถามหากส่งสายตาแสดงความห่วงใยมาให้แทน

“ไม่ค่อยชอบทะเลน่ะ” สุดท้ายแพทริเซียเลยยอมตอบคำถามของเพื่อนก่อนจะเดินนำเหล่าเพื่อนสาวไปยังสถานที่ที่เธอคิดว่าห่างไกลจากน้ำโดยรอบมากที่สุด โรงอาหารของที่นี่มีอยู่ในทุกตึกเรียนจะมีลักษณะพิเศษตามธาตุที่เรียน อย่างโรงอาหารของอาคารเรียนนี้ก็มีแหล่งน้ำน้อยใหญ่กระจายอยู่รวมไปถึงเสียงของน้ำพุที่พุ่งขึ้นลงสลับกันก่อเกิดท่วงทำนองอันแสนไพเราะของหยดน้ำ

“แล้วทำไมไม่รีบบอกเล่า” ดาวิน่าบ่นสั้นๆ เมื่อเดินเข้ามาได้ยินคำตอบของเพื่อนพอดี

“บอกอะไรหรอ อะแพท ข้าวเธอ”

“โรคแพ้ทะเลน่ะ” มิราตอบขันๆ แล้วดึงเพื่อนให้นั่งทรงตัวดีๆ แต่แพทริเซียไม่ได้ตอบโต้อะไร เพื่อนสาวผู้ร่าเริงทำเพียงก้มหน้าทานอาหารเงียบๆก่อนขอตัวเดินออกมา เพราะเพื่อนๆทั้งสามคิดว่าจะไปนั่งทำการบ้านกันที่ห้องสมุด

“ไม่รู้แพทเป็นอะไรมากหรือเปล่า ใช้น้ำไม่ได้หรอ?

“ไม่น่าใช่นะมิรา วันสอบแพทยังมีหยดน้ำเกิดขึ้นเลยนะ”

“อืม คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ ฉันว่าเรารีบไปห้องสมุด รีบทำแล้วกลับไปดูแพทกันดีกว่า” อามิเรียเสนอขึ้นแล้วทั้งสามก็เงียบเสียงลงเมื่อถึงห้องสมุดกลาง

 

ด้านเด็กสาวที่เพื่อนกำลังเป็นห่วง อาการของเธอก็เริ่มดีขึ้นเมื่อออกห่างจากอาคารเรียน แพทริเซียสังเกตอาการตัวเองอย่างสงสัย เธอไม่เคยรู้สึกแย่กับสายน้ำแบบนี้ อันที่จริงเธอหลงรักสายน้ำด้วยซ้ำไป รอบโบสถ์ที่เธออยู่แทบจะล้อมรอบไปด้วยน้ำ มันเลยแปลก แปลกถึงที่สุดที่เธอรู้สึกแย่เมื่ออยู่ใกล้ผืนน้ำนั้น เพราะมัวแต่สังเกตตัวเองเมื่อแพทริเซียรู้ตัว เธอกลับไม่ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าหอพักอย่างที่ตั้งใจจะเดินมา แต่เธอกลับยืนอยู่หน้าบ่อน้ำด้านหลังที่พักของเธอ สายน้ำที่แลดูกว้างสุดสายตา แต่หากว่าเธอกลับเห็นขอบของพื้นดินชัดเจน เด็กสาวหรี่ตากับความผิดปกติบางอย่างในความรู้สึก ดวงตาสีเขียวทอประกายประหลาด และก่อนที่จะรู้ตัวร่างของคนที่ยืนอยู่ริมฝั่งน้ำก็ค่อยๆจมหายไปกับสายน้ำจนลับตาไป

 

พรวด!!!

แพทริเซียผวาลุกขึ้นมานั่งเหมือนคนที่เพิ่งได้รับอากาศหายใจหลังจากจมน้ำ ดวงตาสีเขียวกวาดมองไปรอบตัวก่อนสรุปได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในห้องพักตัวเอง มือที่กำจนเกร็งค่อยๆคลายลง เด็กสาวสูดหายใจเข้าออกลึกๆอย่างเป็นจังหวะเพื่อลดระดับอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นแรงจนเธอนึกหวั่นใจ

ฝันงั้นหรอ

“แพท!!! ตื่นแล้วหรอ” เสียงเรียกพร้อมสิ่งที่พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วทำให้คำถามในหัวจางหายไปและการยกมือขึ้นจับคนที่พุ่งเข้ามาโดยอัตโนมัติ

“อามิเรีย?

“ฉันเอง ทำไมต้องทำหน้างงขนาดนั้น เธอโอเคไหม ตอนพวกเรากลับมาเราเจอเธอนอนสลบอยู่หน้าหอ”

“ถ้าไม่ไหวทำไมต้องฝืนว่าไม่เป็นไรด้วยล่ะ” โจทย์แรกยังไม่เคลียร์เสียงเรียบเย็นของมิราก็ดังตามมาทำให้แพทริเซียหันไปมองคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ

“ฉะ...”

“เราเป็นห่วงมากรู้ไหม” ดาวิน่าสำทับพร้อมกับวางของที่ลงไปซื้อมาให้คนอามิเรียที่รับไป เมื่อเห็นว่าเถียงไปน่าจะโดนลงอาญา แพทริเซียจึงแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนเลยยกมือขึ้นเกาหัว

“เอาน่าๆ โทษที ฉันแค่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหนักขนาดนี้นี่นา” ปกติก็อยู่กับน้ำมาตลอด ประโยคที่ต่อในใจทำให้หน้าหมองลง

“อาหารมาแล้ว กินหน่อยนะแพทจะได้กินยาต่อ ฉันไปเชิญอ.หมอมาตรวจแล้ว”

“ขอบใจจ้า”

“อ๊ะ นั่นแหวนอะไรน่ะ สวยจังนะ” เสียงทักของอามิเรียทำให้มือที่กำลังยื่นไปรับชามโจ๊ะชะงัก ที่นิ้วชี้ข้างขวาของเธอมีวงแหวนสีฟ้าสลับน้ำเงินเปล่งประกายวงหนึ่ง

“ฉัน...ไม่รู้ บางทีนะอามิเรีย ฉันมีอะไรจะเล่าให้พวกเธอฟัง”

 

32 ความคิดเห็น