ตอนที่ 7 : บทลงโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ธ.ค. 58

ไม่มีคำแก้ตัวใดๆนอกจากขอโทษพันล้านครั้งค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ ติชมได้นะ ขอโทษอีกครั้งค่ะ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                อาจเป็นตำนานหรือเรื่องเล่า อาจเป็นเรื่องราวหรือความเชื่อ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งเหล่านี้ก็ตามบุคคลที่บอกเล่าแก่พวกเธอก็ทำให้มันกลายเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นเหมือนเรื่องตลกที่ไม่ว่าใครก็ตลกไม่ออก แพทริเซียที่ช่างพูดยังนิ่งไปเกือบนาทีเต็มๆก่อนจะยกหลังมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อบนใบหน้าแล้วจ้องคนเล่าเขม็ง

“แล้วยังไงคะ” แต่ดูเหมือนคนที่ตั้งสติได้และพูดขึ้นมาคนแรกกลับเป็นมิรา เด็กสาวรอให้ลิเวียธานหันมาสบตาตัวเองก่อนเอ่ยถามต่อ

“มันอาจเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า หรือความจริงก็ตามแต่ แล้วมันยังไงคะ มันเกี่ยวอะไรกับเรา และคุณ” ดวงตาของเด็กสาวส่องประกายวิบวับ มันเป็นประกาตาของคนที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแล้วเป็นแววตาของคนที่มองเห็นอะไรในแง่มุมที่แตกต่างจากคนทั่วไป

“แววตาที่ดี” ลิเวียธานเอ่ยชม ก่อนตอบคำถามของเธอ “เพราะมันเป็นโชคชะตา พวกเจ้า เหล่าสาเลือดผู้พิทักษ์จึงมีหน้าที่สืบทอดตำนานบทนี้ไป” ลิเวียธานกวาดสายตาทรงอำนาจของผู้ที่อยู่มานานไปยังเด็กสาวตรงหน้าทั้งสี่ เขาค่อยๆลุกขึ้นยืน ร่างมนุษย์ของเขาค่อยแปลงเป็นร่างเดิม ร่างของมังกรแห่งขุนเขา พร้อมๆกับเงาร่างวูบไหวอีกสามเงาที่ปรากฏขึ้นโอบล้อมเล็กสาวทั้งสี่ไว้

“เมื่อมีคนที่เริ่มต้นสร้างตำนาน ย่อมมีบุคคลที่จะจบตำนานนั้น เด็กเอย นี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกจ้าส่งต่อมา มันคือความสามารถ พรสวรรค์หรือคำสาปก็แล้วแต่ แต่พวกเจ้าจำต้องรับมันไป เพราะมันคือสมบัติขงพวกเจ้า เหล่าผู้พิทักษ์ จึงตื่น และรับทราบหน้าที่ของตัวเอง ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะทำมันด้วยความเต็มใจ” เสียงของลิเวียธานดังผสานกับร่างวูบไหวของมังกรอีกสามร่างก่อให้เกิดเสียงสะท้อนก้องไปมา เด็กสาวทั้งสี่มองหน้ากันเองก่อนผนังรอบข้างจะค่อยๆแตกสลายลง ร่างของมังกรทั้งสี่จางหายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่วูบดับลงของเด็กสาว

 

เย็น...ความรู้สึกแรกที่ได้รับทำให้อามิเรียค่อยๆขยับเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก เด็กสาวขยับศีรษะเล็กน้อยเพื่อไล่ความมึนงงก่อนมองไปรอบตัว มันเป็นที่เดิม บึงน้ำแห่งเดิมจนเด็กสาวเกือบคิดว่าเธอเพียงแค่หลับและฝันไป อามิเรียยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ หากสิ่งที่แตะถูกหน้าผากของเธอกลับเป็นวัตถุที่เย็นและมีขนาดเท่าฝ่ามือ แสงสีทองจากกล่องส่องแสงวาบก่อนจางหายไปในชั่ววินาที

“อามิเรีย เฮ้” เยงรียกพร้อมแรงเขย่าเรียกเด็กสาวให้ละสายตาจากกล่องในมือแล้วมองเพื่อนทั้งสามที่นั่งอยู่บนพื้นในสภาพตัวเปียกไม่ต่างกันนักด้วยสายตาตั้งคำถาม

“ส่งงานก่อนแล้วค่อยว่ากัน” มิราพูดพร้อมลุกจากพื้นแล้วดึงดาวิน่าที่นั่งไม่ห่างกันนักให้ลุกขึ้น ก่อนทั้งสี่จะเดินออกจากสถานที่แห่งนั้นไป

 

การเรียนการสอนหลังจากนั้นเหมือนจะไม่มีอะไรมากนักเมื่อนักเรียนส่งงานกันเรียบร้อย พวกเขาก็ได้รับการบ้านให้ศึกษาเวทมนต์ระดับพื้นฐานที่ใช้กับดินแต่ละชนิดและนำมาทดลองในชั่วโมงเรียนถัดไป เด็กสาวทั้งสี่เพียงรับรู้และเก็บตัวอย่างดินทั้งหมดลงกระเป๋าก่อนพาตัวเองออกมา เมื่อกลับถึงห้องก็ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งแสงจากดวงอาทิตย์ภายนอกห้องพักทอแสงสีส้มทองบ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาจากลาของมันแล้วนั่นแหละ มิราจึงเอ่ยขึ้น

“คิดว่าไง”

“นี่มันบ้าชัดๆอะมิรา มันเป็นนิทานหลอกเด็ก เรื่องเล่า ตำนาน อะไรก็แล้วแต่ แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง เชื่อฉันสิ”

“ไม่นะ มันมีส่วนจริง และมันก็เป็นเรื่องจริง” ดาวิน่าเอ่ยขัดแพทริเซียด้วยเสียงเรียบนิ่งแบบที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักจากสาวน้อยนักดนตรีคนนี้

“ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้นล่ะ” อามิเรียละมือจากการหวีผมที่เปียกชื้นจากการสระของตัวเองแล้วเอ่ยถาม พร้อมกับหันหน้ามาทางคนพูดที่บัดนี้ยืดตัวตรงแล้วมองสบตาเพื่อนทั้งสามด้วยแววตาที่เปล่งประกายและแน่วแน่

“ฉันตามหามัน มันเป็นเรื่องในบันทึกที่พ่อของฉันทิ้งไว้ก่อนท่านจะหายตัวไป และจากฉันไปตลอดกาล” ดวงตาสีสวยหม่นแสงลงเล็กน้อย

“พ่อของเธอ?

“พ่อฉันจากไปแล้วล่ะ ท่านเหลือเพียงบันทึกเล่มเดียวที่มีแต่ปริศนาอะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมดเกือบ 10 ปีที่ฉันใช้เวลากับมันเพื่อค้นหา...อะไรก็ตามที่พ่อของฉันทิ้งเอาไว้ เพราะแค่หวัง หวังว่ามันจะนำท่านกลับมาหาฉันอีกสักครั้ง ต่อให้เป็นเพียงดวงวิญญาณก็ตามที”

“เข้าใจแล้ว อยากได้ผู้ช่วยไหมล่ะ” เกือบห้านาทีเต็มที่ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มิราเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบนั้นก่อนส่งยิ้มมาให้เด็กสาวที่บัดนี้ดวงตาทอประกายเศร้าสร้อยเหลือเกิน

“ผู้ช่วย?” ดาวิน่าทวนคำพร้อมส่งสายตาเป็นคำถาม

“อือ ผู้ช่วย ฉันจะช่วยเธอไขปริศนาที่เหลือเอง มาช่วยกัน ตกลงไหม” สาวน้อยอัจฉริยะกล่าวก่อนหันไปมองหน้าเพื่อนอีกสองคนที่ระบายยิ้มออกมาเต็มสีหน้าและพยักหน้าเห็นด้วยกับเธอ

“ฉันด้วย เรื่องสนุกแบบนี้พลาดได้ไงล่ะ”

“ฉันเอง ก็เข้าใจนะ ว่าการอยู่คนเดียวมันลำบากขนาดไหน ดังนั้น ฉันเอาด้วย”

“พวกเธอ ขอบใจนะ”

“เฮ้ย ร้องไห้ทำไม ไม่เอาดิ มาๆ เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะกล่อมเธอนอนเอง” แพทริเซียเปลี่ยนท่าที่จากเอาจริงเอาจังเป็นคนเดิมก่อนพุ่งตัวไปนั่งบนเตียงของดาวิน่าแล้วต้อนให้เด็กสาวนอนลงเหมือนแม่คนแล้วทำท่าเล่านิทานเรียกเสียงหัวเราะจากอามิเรีย และอมยิ้มจากมิราได้เป็นอย่างดี จนค่อนดึก เสียงหัวเราะจึงจางหายไป แพทริเซียกลับเตียงตัวเองแล้วเงยหน้ามองเพดานห้องอยู่นานก่อนจะได้ยินเสียงพลิกตัวไปมาของคนข้างเคียง

“อามิเรีย” เสียงแผ่วเบาในความมืดทำให้อามิเรียสะดุ้ง พร้อมๆกับเสียงพลิกตัวไปมาที่เงียบลง

“แพทริเซีย?

“อือ ฉันเอง นอนไม่หลับหรอ”

“ไม่เชิง มัน รู้สึกแปลกๆในใจน่ะ”

“เรื่องอะไรหรอ” แพทริเซียลืมตาขึ้นและจ้องมองไปยังความมืดเพบื้องหน้า พลางจินตนาการว่าเพื่อนสาวกำลังจ้องมองมาที่เธอเช่นกัน

“ลิเวียธาน ถ้ามันเป็นเรื่องจริง มันคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะแพทริเซีย ขนาดตำนานของเมืองเราอย่างมังกรทั้งสี่ยังทำอะไรคนๆนั้นไม่ได้ แล้วเราล่ะ เป็นใครกัน”

“โถ่เอ๊ย คิดมากไปได้ เธอไม่เห็นต้องคิดเลยนี่ ว่าเราจะทำอะไรได้ เราแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ เธอกำหนดไม่ได้หรอกนะว่าในอนาคตข้างหน้าเธอจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ก็จริงที่ตำนานพวกนั้นอาจจะเก่ง แต่มันก็จริงอีกเหมือนกันที่เราก็เก่งได้ อย่าเพิ่งคิดว่ามันยากสิอามิเรีย เพราะเมื่อไหร่ที่เธอคิดแบบนั้น มันก็จบตั้งแต่เธอยังไม่ได้เริ่มทำนั่นแหละ” อามิเรียมองไม่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเห็นประกายความมุ่งมั่นที่แผ่ออกมาจากแพทริเซีย และเธอคิดว่าถ้าเธอมองเห็นสิ่งที่เธอเห็นคงไม่ต่างจากในความคิดนัก

“นั่นสินะ” อามิเรียรับคำก่อนทั้งห้องจะตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ในความเงียบที่ไม่เงียบเหมือนทุกวันที่ผ่านมา อันที่จริงค่ำคืนที่เงียบสงบนี้กำลังมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น การต่อสู้กับจิตใจตัวเองอย่างหนักของคนทั้งสี่กำลังเริ่มต้นอย่างช้าๆ และดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิท สมองกำลังทำงานอย่างหนักถึงเหตุและผลของการกระทำในวันนี้และต่อจากนี้ไป พวกเธออาจพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายที่จะทำตามคำขอของลิเวียธานหรือไขปริศนาจากบันทึกของพ่อของดาวิน่า แต่ในความเป็นจริงเด็กสาวก็ยังตระหนักถึงความอันตรายและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในการกระทำครั้งนี้

อามิเรียค่อยๆเรียบเรียงเรื่องราวความคิดและเหตุผลทุกอย่างของตัวเอง เธอในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับดาวิน่า เฝ้ารอและรอคอยอย่างมีความหวัง หากจะมีความต่างเพียงอย่างเดียวก็คือเธอไม่รู้เลยว่าพ่อกับแม่ของเธอนั้นเป็นอย่างไรในตอนนี้ และบางที หากบางทีเด็กสาวคิดกับตัวเอง ถ้าเธอทำภารกิจนี้สำเร็จพ่อกับแม่ของเธออาจจะกลับคืนมา มันเป็นความเชื่อมั่นบางอย่างจากสัญชาตญาณภายในที่ทำให้อามิเรียเชื่อแบบนั้น ดังนั้นสำหรับเธอไม่ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรเธอก็จะก้าวต่อไปเพื่อความฝันเพียงหนึ่งเดียวของเธอ...ครอบครัวที่แสนอบอุ่นในบ้านหลังน้อย อามิเรียส่งยิ้มให้พ่อกับแม่ที่รอเธออยู่ในฝันอย่างคนที่ตัดสินใจได้ก่อนความง่วงจะดึงสติของเธอให้จากไป

แพทริเซียลืมตาในความมืด อาจจริงที่เธอบอกอามิเรียแบบนั้น มันเป็นเรื่องที่เธอคิดจริงๆ หากทว่าสิ่งที่เธอคิดมากกว่าการได้ลองทำอะไรที่ท้าทายแล้ว ยังมีพ่อกับแม่ที่รอเธออยู่ การเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้อาจทำให้เธอไม่ได้กลับไปหาครอบครัวของเธออีก แล้วถ้าไม่ทำล่ะ? เสียงหนึ่งถามขึ้นมาในความเงียบ แพทริเซียจ้องเจ้าคำถามนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนบอกกับมันอย่างตัดสินใจได้ว่า ถ้าเธอไม่ทำครอบครัวของเธออาจได้รับผลกระทบและจากเธอไป เธอทนไม่ได้ ทนไม่ได้ที่จะอยู่เฉยๆ โดยที่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยพวกท่านได้ และแน่นอนเธอไม่เคยทิ้งเพื่อน ไม่เคยตั้งแต่อดีตและจะไม่ในปัจจุบันตลอดจนอนาคต เธอทำได้ แพทริเซียบอกตัวเองเช่นนั้นก่อนหลับตาลงแล้วปล่อยให้ความเงียบรอบกายขับกล่อมเด็กสาวสู่ห้วงนิทรา

มิรารับฟังคำพูดของคนพูดมากอย่างเงียบๆ มันเป็นตรรกะง่ายๆที่เธอเองก็คิดแบบนั้น หากเพียงแต่ไม่เคยเรียบเรียงมันออกมาเป็นคำพูดเพื่อบอกใคร เด็กสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่งแล้วแหวกผ้าม่านบนหัวเตียงออกเล็กน้อยเพื่อมองแผ่นฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เด็กสาวชอบดูดาว ชอบมากตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งผืนฟ้าเคยพูดกับเธอ มันถามเธอว่าถ้าหากวันหนึ่งมันจากไปเธอจะเป็นอย่างไร เพราะยังเด็ก ตอนนั้นมิราจึงตอบไปว่า เธอไม่ยอมให้ท้องฟ้าจากไป ท้องฟ้าบอกว่าเมื่ออาณาจักรล่มสลายมันต้องจากไปอยู่ที่อื่น พาเหล่าดวงดาวและพระจันทร์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรไปด้วยเพื่อหนีจากเคราะห์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ มิราจำได้ว่าตัวเองในตอนนั้นส่งสายตาจริงจังและกล่าวกับท้องฟ้าว่า เธอจะปกป้องมัน ปกป้องแผ่นฟ้า ดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ปกป้องด้วยกำลังทั้งหมดที่เธอมี และตอนนี้เธอเลือกที่จะรักษาสัญญา

ฉันสัญญาฉันจะปกป้องท่านด้วยกำลังทั้งหมดที่ฉันมี

ขอบใจนะหนูน้อยเสียงนุ่มทุ้มของท้องฟ้าวนเวียนในหัวของมิรา เด็กสาวส่งยิ้มให้หมู่ดาวก่อนปิดม่านแล้วล้มตัวลงนอน หลังจากนี้มันคือการรักษาสัญญาของเธอ

ดาวิน่าหลับด้วยความเป็นสุขที่สุดตั้งแต่พ่อของเธอตายจากไป บันทึกนั้นเขียนไว้ชัดเจนถึงการนำพาดวงวิญญาณของผู้แตกดับกลับคืนมา เด็กสาวที่ต่อสู้กับปริศนา ความหิวและภัยจากมนุษย์มาคนเดียวเกือบสิบปี บัดนี้เธอเจอแล้ว กลุ่มคนที่พร้อมจะก้าวเดินไปพร้อมเธอ เพื่อนกลุ่มแรกในชีวิต  

 

เพราะนอนดึกจากเหตุผลเฉพาะตัวของแต่ละคนทำให้เช้าวันต่อมาไม่มีใครตื่นก่อนสักคน จนนาฬิกาตีบอกเวลา 8 นาฬิกาเวลาเข้าเรียนนั่นแหละ มิราจึงค่อยๆรู้สึกตัวตื่น เด็กสาวมองตัวเลขสีใสที่ลอยอยู่เหนือแท่นที่ทำจากอัญมณีสีขาวใสแล้วตาโตก่อนวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้วออกมาจัดการปลุกเพื่อนร่วมห้องอีกสามชีวิตที่ตื่นเต็มตาก่อนแย่งกันวิ่งเข้าห้องน้ำและอาบน้ำด้วยสถิติสูงสุดในชีวิตก่อนทั้งสี่จะพาตัวเองมาถึงห้องเรียนบนดาดฟ้าซึ่งเป็นห้องเรียนธาตุลม เสียงพูดคุยสลับกับเสียงของกระแสลมที่ก่อตัวในห้องทำให้เด็กสาวทั้งสี่วิ่งสุดฝีเท้าก่อนพุ่งตัวผ่านประตูทรงกลมเข้าไปภายในเรียกความสนใจจากคนในห้องเรียนก่อนครูสาวคนสวยจะโบกมือให้นักเรียนคนอื่นหันกลับไปแล้วส่งสายตาคมดุภายใต้แว่นกรอบหนามองตรงมายังเด็กสาวทั้งสี่ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าซีดและลมหายใจที่กระชั้นถี่จากการวิ่งระยะไกล

“พวกเธอ ตามครูมา” ครูสาวเดินนำเด็กสาลัดเลาะเหล่านักเรียนที่กำลังสร้างพายุหมุนขนาดเล็กรอบห้องเรียนไปยังฝั่งตรงข้ามกับประตูทางเข้าที่วางไว้ด้วยเก้าอี้และโต๊ะสีฟ้าใส

“เอาล่ะ ครูขอเหตุผลที่ดีสำหรับการมาสายครั้งนี้ อ๋อ ครูชื่อนาตาชา เนสเลตนะ สอนการใช้พลังจากธาตุลมนะ เอาล่ะ บอกชื่อและเหตุผลทีละคน เริ่มจากคุณก่อน” ดวงตาสวยเฉี่ยวภายใต้กรอบแว่นมองตรงมาที่มิราที่ยืนอยู่ด้านขวาสุด

“มิรา คาร์ดิเนต ไม่มีข้อแก้ตัวนอกจากตื่นสายค่ะ” เสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นดังจากริมฝีปาก นาตาชาพยักหน้ารับก่อนเบนสายตามาที่อามิเรีย

“อามิเรีย แพนทริก ตื่นสายค่ะ”

“แพทริเซีย เดอราเร่ ตื่นสายค่ะ”

“ดาวิน่า เวสซี่ ตื่นสายเช่นกันค่ะ” นาตาชาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงโทนเดิม

“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ครูจะสอนวิธีเรียกใช้ลมรอบตัวมาสร้างกระแสลมแบบต่างๆก่อน แล้วหลังจากคาบเรียนให้มาหาครูอีกครั้งนะคะ เพื่อรับบทลงโทษจากการเข้าเรียนสายโดยไม่มีเหตุผลสมควร” หลังจากนั้นครูสาวก็อธิบายวิธีการและปล่อยให้ทั้งสี่ได้ทดลองทำ จนกระทั่งหมดคาบเรียน

“เอาล่ะค่ะ ทุกคนคะ มารวมกันตรงนี้ก่อนค่ะ” ครูสาวโบกมือก่อนกระแสลมทั้งห้องจะจางหายไป เด็กทุกคนจึงเดินมารวมตัวกันตามคำเรียก

“ให้กลับไปทบทวนเรื่องที่เรียนในวันนี้มานะคะ ครั้งหน้าครูจะให้สร้างพายุที่หมุนสองทางกันจากมือขวาและมือซ้าย เอาล่ะค่ะ แยกย้ายได้” จบคำสายลมก็พัดเด็กชายหญิงทั้งหลายออกจากประตูไปเหลือไว้แต่อามิเรีย แพทริเซีย มิราและดาวิน่า

“นี่คือบทลงโทษของพวกคุณค่ะ” นาตาชาส่งกระดาษหนึ่งแผ่นมาให้เด็กสาว มิรายื่นมือออกมารับ ก่อนย่อกายเคารพ

“ค่ะ ขอบใจสำหรับความซื่อสัตย์นะคะ ขอให้การลงโทษนี้ การลงโทษครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายสำหรับพวกคุณค่ะ” นาตาชากล่าวจบ ร่างของทั้งสี่ก็ถูกดูดออกจากห้องเรียนไป

 

เมื่อจบการเรียนการสอนมิราก็หยิบกระดาษที่ได้รับมาเมื่อเช้าออกมาอ่านรายละเอียด

“ทำความสะอาดคอกสัตว์น่ะ” มิราสรุปสิ่งที่อ่านออกมาสั้นๆ ก่อนเดินนำเพื่อนๆไปยังคิดสัตว์ของโรงเรียนที่จัดแยกสัดส่วนจากห้องเรียนออกมาพอสมควร สัตว์ที่อยู่ภายในโรงเรียนสวนมากเป็นสัตว์พาหนะที่นักเรียนปีสูงๆใช้ในการเดินทางไปยังที่เรียนนอกสถานที่ตามเขตโซนต่างๆ และมีส่วนน้อยเป็นสัตว์ของนักเรียนในโรงเรียนที่ฝากเลี้ยงไว้ และน้อยยิ่งกว่าน้อยที่เป็นสัตว์หายากซึ่งโรงเรียนเลี้ยงไว้เพื่อการศึกษา

“ส่วนไหนล่ะ” แพทริเซียถามในขณะที่สายตามองไปทั่วโรงเลี้ยงสัตว์ที่มีคนเดินทำงานกันขวักไขว่

“สัตว์หายาก” มิราตอบแล้วเดินนำเพื่อนตัดผ่านทางเดินหินอ่อนที่ทอดลึกเข้าไป

“จะว่าไป เจ้ากีสมันหายไปไหนน่ะดาวิน่า” อามิเรียถามเมื่อสายตาของเธอหันไปสบกับกรอส9ตัวหนึ่งเข้า

“เอามาฝาก” ดาวิน่าตอบสั้นๆ แล้วชี้นิ้วไปยังโซนรับฝากสัตว์เลี้ยงที่มีสัตว์หลากหลายชนิดส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาจากภายใน

“อ้อ แล้ว...”

“ถึงแล้วล่ะ รีบๆทำความสะอาดกันเถอะจะได้รีบๆกลับ วันนี้มีอะไรให้กลับไปลองทำเยอะแยะเลย ไหนจะการบ้านที่ครูทิ้งไว้อีกนะ” แพทริเซียขัดจังหวะการพูดของอามิเรียก่อนดึงมือเพื่อนสาวที่เอาแต่คุยจนเดินทิ้งห่างจากมิรามากให้รีบเดิน

 

อามิเรียมองอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลคอกสัตว์ส่งให้ก่อนพาพวกเธอมาส่งที่คอกเปล่าๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้นบอกว่า สัตว์ตัวนี้ป่วยจึงได้เคลื่อนย้ายออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน จึงให้พวกเธอเข้ามาทำความสะอาดได้

“ฉันลางอาหารนะ” มิราพูดจบก็พาตัวเองไปจัดการกับลางอาหารสัตว์ทันที

“หลังคา”

“เดี๋ยวฉันกับอามิเรียจะเก็บกวาดที่เหลือเอง” จบการแบ่งงาน อามิเรียกับแพทริเซียก็เดินมานั่งรอให้ดาวิน่าจัดการทำความสะอาดหลังคาให้เสร็จก่อนจะได้ทำความสะอาดพื้นทีเดียว อามิเรียที่ไม่มีอะไรทำจึงหยิบกล่องเจ้าปัญหาที่เป็นต้นเหตุทำให้พวกเธอไปเรียนสายจนถูกลงโทษขึ้นมาดู ทันใดนั้น ฝากล่องก็เปิดออกเองพร้อมกับอัญมณีสีแดงตรงกลางที่เปล่งแสงสดใสและฉายภาพบางสิ่งบางอย่างในรูปแบบโปร่งใสออกมา

“สวัสดีท่านผู้พิทักษ์”

_____________________________________________________________________________________

9กรอสสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายแกรอส แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก นิยมใช้เป็นสัตว์พาหนะสำหรับการเดินทางที่ต้องการความรวดเร็วในระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

32 ความคิดเห็น