ตอนที่ 6 : ลิเวียธาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ส.ค. 58

การเรียนเป็นเรื่องน่าเบื่อ เคยมีใครบางคนบอกอามิเรียแบบนั้น และเด็กสาวเองก็ไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าการเรียนสักครั้ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่การเรียนการสอนวันแรกนี้จะทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เสียงพูดคุยเบาๆทั่วห้องโถง วันนี้นักเรียนชั้นปี 1 ในชุดนักเรียนของโรงเรียนเดินกันขวักไขว่ไปมา พวกเธอถูกนัดมาที่ลานหน้าโรงเรียนตั้งแต่ 7.30 น.

“สวัสดีนักเรียนทุกคน” เสียงทุ้มแหบดังมาจากบริเวณประตูโรงเรียนก่อนเจ้าของเสียงจะปรากฏตัวขึ้นที่หน้ารูปปั้น

“แหมดูคึกคักกันดีจริงนะ อ้อ ลืมแนะนำตัวใช่มั้ย โทษทีๆ ครูชื่อเครเมอร์ ดีนาโน่จะสอนให้พวกเธอใช้พลังจากธาตุดิน เอาล่ะ เราเริ่มเรียนง่ายๆกันก่อนละกัน เริ่มจากให้พวกเธอไปหาดินทั้ง 10 ชนิดนี้มา”

พึ่บ!!!

จบคำกองดินขนาดเท่ากำมือก็ลอยตรงหน้า แบ่งออกเป็น 10 ชนิด ประกอบด้วยดินสีดำ ดินสีน้ำตาลอ่อน ดินสีน้ำตาลเข้ม ดินสีแดง ดินที่มีเส้นสีน้ำเงินอ่อนจางพาดไปมา ดินป่นที่ปนกับใบไม้ ดินสีม่วงแก่จนเกือบดำ ดินเหลว ดินที่ลอยละล่อง และดินที่สานกันด้วยเส้นใย

“ซึ่งดินพวกนี้พวกเธอสามารถหาได้จากในโรงเรียนแห่งนี้ เป็นการบ้านที่ให้พวกเธอเอามาส่งท้ายชั่วโมง เอาล่ะ ไปหากันได้แล้ว อ้อ เอาใส่ถุงนี่มาแบ่งเป็นชนิดๆนะ อ้าว งงอะไร ไปหากันสิเดี๋ยวหมดชั่วโมงต้องเอามาส่งที่ห้องพักครูนะ” จบคำร่างสูงของเครเมอร์ก็จางหายไป

ทิ้งไว้แต่ถุงใสสิบถุงที่ลอยอยู่ตรงหน้าเหล่าเด็กๆ ที่ยังงงไม่หายกับการมาเร็วไปเร็วของครูคนนี้ และคนแรกที่ดูเหมือนจะตั้งสติได้มากกว่าคนอื่นก็คงจะเป็นผู้เข้าสอบคนแรก ไครซิสหยิบถุงตรงหน้าตัวเองแล้วออกเดินไป ในขณะที่มือของเขากดไปที่เข็มกลัดตรงอกเสื้อ ซึ่งเครื่องแต่งกายของนักเรียนชายที่นี่จะเป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กลายตารางสีเขียวอ่อน บนปกเสื้อด้านซ้ายติดเข็มกลัดแสดงสัญลักษณ์ของนักเรียนชั้นปีที่ 1 หรือบีวีเนอร์ ซึ่งเป็นรูปดอกกุหลาบสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ส่วนนักเรียนหญิงเป็นเสื้อแขนตุ๊กตาสีขาว สวมด้วยเอี๊ยมกระโปรงลายตารางสีเขียวอ่อน เข็มกลัดติดอยู่ที่สายเอี๊ยมด้านซ้าย

“นี่ๆ เขาทำอะไรน่ะ” แพทริเซียกระซิบถามเมื่อเห็นไครซิสขยับมือไปมากลางอากาศที่ว่างเปล่าแล้วออกเดินไป

“ได้อ่านคู่มือมั่งหรือยังเนี่ย” อามิเรียหันมาถามเพื่อนสาวก่อนหลบฝ่ามือที่ลอยตามคำถามเธอมาติดๆ

“ลองกดที่เข็มกลัดสิ เดี๋ยวก็รู้” มิราตอบแทนก่อนกดที่เข็มกลัดของตัวเอง

“โห นี่มันอะไรอะ” แพทริเซียเอ่ยถามแล้วมองหน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งแสงตรงหน้าของตัวเอง ตอนนี้บนหน้าจอด้านซ้ายเต็มไปด้วยแถบเครื่องมือมากมาย ส่วนด้านขวาเป็นพื้นที่ว่างๆ เมื่อแพทริเซียกดที่เครื่องหมายรูปแผนที่และแสดงตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ และเมื่อเด็กสาวแตะมือไปตามสถานที่ต่างๆ สถานีที่นั้นก็จะขยายขนาดขึ้นมาพร้อมรายละเอียดของสถานที่

“เอาล่ะ เรามาหาที่อยู่ของเจ้าดินพวกนี้กันดีกว่า” อามิเรียพึมพำในขณะที่มือก็กดรัวเหมือนพิมพ์ข้อความอะไรอยู่

“หาอะไรหรออามิเรีย” แพทริเซียเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะหน้าต่างนี้จะปรากฏให้เห็นเฉพาะเจ้าของเท่านั้น ซึ่งอันที่จริงตัวเข็มกลัดเป็นเหมือนสถานที่เก็บโปรแกรมต่างๆไว้มากกว่า 10 โปรแกรม ซึ่งเราสามารถหมุนกลับเกสรด้านนอกสุดเพื่อเปลี่ยนตัวโปรแกรมได้ เช่นเราต้องการคลังเก็บอาวุธเราก็หมุนโปรแกรมคลังอาวุธมาไว้ที่ช่องด้านบนสุดแล้วกดเกสรด้านใน แล้วจึงกดเลือกอาวุธจากหน้าต่างนั้นอีกทีเป็นต้น

“อ้อ กำลังค้นหาว่าดินพวกนี้มันชื่ออะไรบ้างน่ะ แล้วค่อยเอาชื่อพวกนั้นมาหาสถานที่อยู่อีกที” อามิเรียตอบโดยไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอก่อน เด็กสาวเจ้าของดวงตาสีแดงจ้องมองหน้าจอของตัวเองก่อนเลื่อนมันออกวางไว้ข้างๆแล้วดึงหน้าจออีกอันออกมาเพื่อค้นหาต่อเช่นเดียวกับมิราและดาวิน่า

“จะไปหาด้วยกันหรือแยกกันหาดี?” มิราเงยหน้าจากหน้าจอตัวเองแต่สมองก็ยังร่างแผนการเดินทางอย่างคร่าวๆเพื่อให้ครอบคลุมและประหยัดเวลามากที่สุด

“ไปด้วยกัน/ยังไงก็ได้จ่ะ” หนึ่งเสียงของคนไม่เข้าใจกับอีกองเสียงของคนที่รู้อะไรมากกว่าทำให้มิรายกมุมปากขึ้นก่อนสรุป

“งั้นก็ไปด้วยกันแล้วกันนะถ้าเราไปทางนี้น่าจะ...” เสียงพูดคุยสลับกับเสียงฝีเทายังคงดังอย่างสับสนหน้าลานแล้วก็ค่อยๆเงียบหายลงไปตามจำนวนเด็กนักเรียนที่เดินออกไป

 

“ที่สุดท้ายแล้วเนอะ ดินเหลวเนี่ย”

“เอ่อ แพทริเซีย”

“อะไรหรออามิเรีย”

“มันชื่อ...”

“ง่า ไม่เอาๆไม่อยากรู้แล้ว โอเคๆ มันมีชื่อสินะ ช่างก่อนเราเก็บกันเลยมั้ยจะได้รีบเอาไปส่ง แหมมากันหลายๆคนแบบนี้งานเสร็จเร็วดีเนอะ ง่ายกว่ามาคนเดียวเยอะเลย” แพทริเซียพูดแล้วไล่สายตามองถุงดิน 9 ถุงที่ตอนนี้เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบอยู่ในหน้าต่างบานหนึ่งตรงหน้าก่อนผลักให้มันลอยขึ้นด้านบนไปแล้วหยิบถุงที่เตรียมไว้ออกมา ก่อนถอดรองเท้าออกแล้วเดินลุยกองทรายที่ปะปนอยู่กับผืนน้ำเข้าไป

“เอ๊ะ?

“มีอะไรหรอ” อามิเรียเอ่ยถามเมื่อแพทริเซียที่เดินนำพวกเธอเข้ามาหยุดนิ่ง

“พวกเธอดูนี่สิ มันมีอะไรอยู่ตรงนี้ด้วย” เด็กสาวผมฟ้าชี้ลงไปในผืนน้ำ ก่อนค่อยๆรวบกระโปรงแล้วนั่งลงจ้องทำให้อามิเรียต้องนั่งลงด้วย

“อะไรหรอ”

“ไม่รู้สิ เห็นแพทริเซียบอกว่ามันอยู่ในทรายน่ะ” อามิเรียตอบมิราก่อนหันมารับถุงจากแพทริเซียเพราะเจ้าตัวจะขุดของในผืนทรายออกมาดูว่ามันคืออะไร มิราเห็นดังนั้จึงพยักหน้ารับแล้วยื่นมือมารับถุงจากอามิเรียและแพทริเซียไปเพื่อไปเก็บตัวอย่างมาให้

“มันเป็นทอง ไม่สิ มันเหมือนทอง เป็นสีทองที่สว่างเหมือนดวงดาว แล้วก็ต้องสวยมากแน่ๆ” แพทริเซียพูดเหมือนวิเคราะห์สิ่งที่เธอเห็นในขณะที่มือก็ค่อยๆเกลี่ยทรายที่บดบังอยู่ออกไป ทำให้น้ำบริเวณนั้นขุ่นจนมองไม่เห็นของที่แพทริเซียบอก แต่ถึงแม้ตามองไม่เห็นมือก็ยังทำงาน เด็กสาวคลำมือไปทั่วบริเวณจนแน่ใจว่าไม่น่าจะมีทรายมาบดบังเจ้าวัตถุนั้นแล้วก็ออกแรงดึงมันขึ้นมาพอดีกับที่ดาวิน่ากับมิราที่เก็บตัวอย่างดินมาฝากทั้งคู่พอดี

“อะไรนะ” แพทริเซียพึมพำ แล้วลูบไล้ไปตามวัตถุที่เธอหยิบขึ้นมา มันมีรูปร่างกลมแบนค่อนข้างหนา มีสีทองทั้งอัน เมื่อต้องแสงอาทิตย์จะปรากฏเกล็ดแสงระยิบระยับลอยออกมา มีลวดลายประหลาดวาดอยู่ทั้งสองด้าน เมื่อแพทริเซียลากมือผ่านด้านหนึ่งของมัน นิ้วของเธอก็สะดุดเข้ากับสิ่งที่นูนออกมาเล็กน้อย เมื่อออกแรงกดฝาด้านบนก็เกิดแรงดีดขึ้นจนแทบหลุดออกจากมือของแพทริเซีย เมื่อเธอตั้งสติได้ก็พบว่าภายในแบ่งออกเป็นช่องรูปร่างต่างกันทั้งหมด 12 ช่องเหมือนขนมเค้กที่ถูกตัด ตรงกึ่งกลางมีอัญมณีสีแดงอันเล็กประดับไว้อยู่ ส่วนด้านในฝาด้านบนที่เปิดอยู่เป็นรูปท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวมากมาย

“สวยจังเลย” แพทริเซียพูดเสียงแผ่วแล้วยกมือไปลูบตัวกล้องก่อนจะจับอัญมณีสีแดงนั้น

แว้บ!!!

แสงสว่างที่ส่องเข้าหน้าทำให้เด็กสาวทั้งหมดต้องยกมือป้องตา เมื่อแสงสว่างจางลงอามิเรียเป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้น เธอพบว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เดิมที่เธออยู่ เสียงสายน้ำที่ไหลรินอยู่ไม่ไกล กับไอเย็นที่สัมผัสได้ทำให้อามิเรียขมวดคิ้ว พื้นดินที่ปกคลุมด้วยผืนหญ้าไปจรดขอบผนังผากับเห่าดอกไม้ที่บานสะพรั่งตัดกับไอหมอกจางๆที่เกิดจากความเย็นต้นไม้ใหญ่ หรือต้องบอกว่าด้านในของต้นไม้ใหญ่โอบล้อมสถานที่ประหลาดนี้ไว้

“เราอยู่ในต้นไม้?” เสียงของมิราที่เพิ่งลืมตาขึ้นทำให้อามิเรียหันไปมองด้วยสายตาที่ขอความเห็น มันเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกแห่งนี้คืออาณาจักรเฮริคอร์สที่หลอมรวมเวทมนต์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันมาหลายพันปี ดังนั้นการจะสร้างสถานที่เปิดในต้นไม้ใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลกคือทำไมพวกเธอถึงมาอยู่ที่นี่

“ว้าว อย่างกับฝันแหนะ” เสียงจากเด็กสาวผมฟ้าที่กำลังเดินวนเวียนไปมารอบบริเวณอย่างตื่นเต้นทำให้เจ้าของสถานที่ตื่นขึ้น

“ทำอะไรกันน่ะ” เสียงของชายชราที่ไม่ถึงกับดุแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าใจดีทำให้แพทริเซียหดมือที่กำลังจะเปิดประตูด้านหนึ่งกลับเข้ามาก่อนพบว่าเจ้าของเสียงลุกขึ้นจากเก้าอี้เอนที่เขานอนอยู่ตอนแรก และเพราะมันเอนมากและมีโขดหินบางส่วนบังไว้พวกเธอจึงไม่เห็นในตอนแรก

“ฉันถามว่าทำอะไรกัน” ชายชราถามย้ำก่อนคว้าไม้เท้าไม้ไผ่รูปร่างประหลาดมาถือไว้แล้วเดินโขยกเขยกออกจากหลังโขดหินมา วินาทีแรกที่เห็นใบหน้าของชายชราเต็มตาเด็กสาวทั้งสี่พบว่าใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนที่พวกเธอรู้จักทีละคนๆอย่างรวดเร็วจนกลับมาเป็นใบหน้าของชายชราอีกครั้ง

“เป็นเด็ก ทำไมผู้ใหญ่ถามแล้วถึงไม่ตอบ”

“เอ่อ สวัสดีค่ะ” มิราที่ดูจะตั้งสติได้ก่อนใครเอ่ยทัก ทำให้เพื่อนๆอีกสามคนหายจากอาการตกตะลึงและทำความเคารพผู้สูงวัยด้วยท่วงท่าถูกต้อง

“สวัสดี เอาล่ะ ตอบคำถามฉันมาได้แล้ว พวกเธอทำอะไรกัน”

“พวกเราก็ไม่ทราบค่ะ แค่เปิดเจ้านี่แล้วอยู่ดีๆก็มาโผล่ที่นี่” แพทริเซียตอบพร้อมชู เจ้านี่ที่เธอใช้อ้างอิงขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาของชายชรา

“นั่นมันทาเวโนล่านี่ มาอยู่ที่เจ้าได้ยังไง” ชายชราอุทานก่อนร่างของเขาจะเลือนลางลงเหมือนจะจางหายไปแล้วรูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งกลายเป็นชายวัยกลางคนที่ดูแปลกตาอยู่ไม่น้อย เพราะดูราวกับร่างกายของเขาถูกแข่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน ผมด้านซ้ายสีดำ ด้านขวาสีขาว ดวงตาด้านหนึ่เขียวด้านหนึ่งม่วง เสื้อแบ่งออกเป็นสีเหลืองกับสีชมพูอ่อน กางเกงเป็นสีแดงและฟ้า ทั้งหมดหลอมรวมอยู่บนตัวเขาอย่างแตกต่าง แต่ก็ดูกลมกลืนในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นคนอื่นแต่งตัวแบบนี้พวกเธอคงคิดว่าเพี้ยน แต่พอมันอยู่บนร่างของอดีตชายชราคนนี้มันกลับดูลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

“เอาล่ะ เราคงต้องนั่งคุยกันก่อนสินะ เออ ยังไม่ได้แนะนำตัวใช่ไหม ข้า ลิเวียธาน มังกรแห่งหุบเขา”

“คะ!!??” เสียงร้องประสานที่ทั้งตกใจและประหลาดใจทำให้ลิเวียธานหัวเราะเบาๆจนใบหน้าที่นั้นดูเด็กลง

“นั่งก่อนสิ วันนี้เราคงต้องคุยกันยาวสักหน่อย” สิ้นคำเชื้อเชิญพื้นหญ้าเบื้องหน้าก็สลายตัวไปกลายเป็นลำต้นของต้นไม้ที่แทงหน่ออ่อนงอกออกมาแล้วเติบโตเกี่ยวกระหวัดพันกันไปมาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นโต๊ะไม้ ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นเก้าอี้ 5 ที่ ลิเวียธานเดินอย่างกระฉับกระเฉงมานั่งแล้วมองเหล่าเด็กๆที่ยังมองหน้ากันไปมา

เป๊าะ!!

เสียงดีดนิ้วของลิเวียธานทำให้เปลือกไม้กลางโต๊ะหลอมรวมกันเป็นกาน้ำชา ดอกไม้ที่ผลิบานอยู่เปลี่ยนรูปร่างเป็นแก้ว เขาจับกาน้ำชาขึ้นมาแล้วรินใส่แก้วตรงหน้าก่อนผายมือเชื้อเชิญ มิราตัดสินใจนั่งลงก่อนตามด้วยเพื่อนของเธอ

“จิบชากันก่อนสิ น้ำชาหิมะราตรีนี่ข้าปรุงเองเลยนะ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว รับรองเลย” ลิเวียธานพูดอย่างอารมณ์ดีก่อนยกแก้วชาของตนขึ้นจิบเบาๆ

“เอ่อ คือ...” เสียงเกริ่นนำเหมือนไม่แน่ใจของอามิเรียทำให้ลิเวียธานชำเลืองมอง เขาวางถ้วยชาในมือลงแล้วสบตากับอามิเรียด้วยสายตาจริงจัง

“จงอย่าเกรงกลัวกับการตั้งคำถาม จงกล้าหาญที่จะหาคำตอบ และจงเก่งกล้าให้พอที่จะยอมรับคำตอบนั้นได้ ผู้พิทักษ์ให้ขุนเขา” เสียงของลิเวียธานทำให้อามิเรียยืดตัวขึ้นตรงทันทีก่อนสบตากับลิเวียธานอย่างตรงไปตรงมา

“นางไม่ใช่” เสียงแว่วหวานที่ออกมาจากปากเพื่อนสาวทำให้เพื่อนทั้งสามเบิกตากว้างอย่างตกใจ อามิเรียที่พวกเธอรู้จักไม่ได้มีน้ำเสียงแบบนี้ ยิ่งท่าทางแบบนี้ยิ่งไม่ใช่

“แต่นางเป็นลูกของ...”

“มันเป็นเรื่องภายใน ท่านก็รู้” อามิเรียเอ่ยตอบก่อนสบตาลิเวียธานอย่างตรงไปตรงมา

“เหมือนท่านจะลืมนะฮาเดนร่า ข้าคือคนใน” ลิเวียธานประกาศก้องจนดูเหมือนขู่แต่อามิเรียหรือฮาเดนร่าในร่างของอามิเรียทำเพียงแค่เหยียดยิ้มแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“อืมม์ น้ำชาหิมะราตรีของท่านยังคงเป็นเช่นเดิม ใช่ ข้าไม่ปฏิเสธ ท่าน...เป็นคนใน แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อท่านเป็นคนในที่ตายไปแล้ว ลิเวียธาน”

“เจ้า!!!” เสียงตะโกนก้องด้วยความโกรธทำให้ทิวทัศน์รอบด้านเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ชู่ว อย่าลืม วันนี้เราไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกันใช่ไหม ญาติของข้า” อามิเรียยกมือขึ้นแตะริมฝีปากแล้วเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มหวาน ทันใดนั้นน้ำตกและผนังผาก็สลายหายไปราวกลับไม่เคยมี มันกลายเป็นทุ่งดอกไม้ขึ้นชื่อของทางตอนเหนือที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาแทน

ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เธอเป็นศูนย์กลางของทุกเหตุการณ์ เป็นคนควบคุม วางแผน จัดการและจะไม่ยอมให้มีอะไรมาทำให้แผนการของเธอเสีย เป็นบุคคลอันตรายระดับสูงที่ไม่ควรยุ่งด้วยอย่างถึงที่สุดแพทริเซียสรุปลักษณะของฮาเดนร่าในร่างเพื่อนของเธอในใจ แต่เมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้งอามิเรียก็มองหน้าเธออยู่เมื่อดวงตาสองคู่สบกันอามิเรียก็เอ่ยคำพูดที่ทำให้เด็กสาวถึงกับใจสั่น

“ใช่ ข้าไม่ยอมให้มีอะไรมาทำให้แผนการของข้าเสีย ไม่เว้นแม้แต่ความสามารถนั้นของเจ้า ผู้พิทักษ์แห่งสายน้ำ”

“เอ่อ ค่ะ” แพทริเซียหลบสายตาสีแดงสดของเพื่อนที่เธอเคยชอบมันตั้งแต่แรกเห็นอย่างวิตก ผู้หญิงคนนี้รู้เรื่องความสามารถของเธองั้นหรอ? รู้ได้ยังไง? และเพราะความสงสัยแพทริเซียจึงลืมฟังสิ่งที่ฮาเดนร่าคนนี้ใช้เรียกเธอ

“และเพื่อไม่ให้แผนการเสีย จะเป็นอะไรไหมถ้าข้าจะขอคุยกับเด็กพวกนี้ เป็นการส่วนตัว” ลิเวียธานจ้องเข้าไปในดวงตาสีแดงสดของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่เปลือกตาจะปิดมันไป เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาและเธอคนนั้นก็ไม่เคยอยู่ด้วยกันได้ ไม่เคยเลย แม้แต่ครั้งเดียว

“เอ่อ ขอโทษนะคะ” เสียงของเจ้าของดวงตาสีแดงเพลิงเรียกสติของเขากลับมา ลิเวียธานจ้องอามิเรียนิ่งจนเด็กสาวประหม่า

“คืออะไรคือผู้พิทักษ์แห่งขุนเขาหรือคะ”

“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้ตอนนี้ เอาล่ะ ตอนนี้เรามีงานที่พวกเราจะต้องทำกันก่อน เอากล่องที่เจ้าเก็บได้มาสิ” ลิเวียธานละสายตาจากใบหน้าของอามิเรียแล้วยื่นมือไปรับกล่องจากแพทริเซีย

“มันคือกล่องอะไรหรือคะ” ลิเวียธานสบสายตาสงสัยของมิรานิ่ง แล้วเอ่ยตอบในขณะที่ฝ่ามือปรากฏอักขระประหลาดขึ้น

“ก็แค่กล่องเก็บของเท่านั้น” สิ้นเสียงคำตอบอักขระเหล่านั้นก็ซึมหายเข้าไปในกล่องตัวกล่องเรืองแสงชั่วแวบหนึ่งก่อนจะสงบลงอย่างเดิม ก่อนจะเปิดออกเมื่อได้รับสัมผัสที่แผ่วเบาจากคนที่ถือมันอยู่

“คราปา เอเรียส ไพซัส ทอเรียส เจมมี่ คาแซน โลลี เวก้า ลินคราส เซเปี้ยน และเซจิส” ราวกับเล่นมายากลทุกครั้งที่มีชื่อๆหนึ่งหลุดออกมาจากปากของมังกรแห่งหุบเขา สัญลักษณ์ที่เว้นว่างไว้ก็ปรากฏรูปเงาเลือนรางจนครบทั้ง 12 อัน แต่มันก็คงอยู่เพียงไม่นานก่อนดับวูบไป เจ้าแห่งหุบเขาและป่าไม้จึงวางมันลงที่กลางโต๊ะก่อนเถาวัลย์มากมายจะโผล่ขึ้นมารัดพันมัน ดูราวกับเป็นกรงตาข่ายห่อหุ้มสิ่งนั้นเอาไว้

“มันเป็นโชคชะตา เด็กเอย” เสียงเหมือนพูดกับตัวเอง แต่มันก็ดังพอที่จะเรียกความสนใจจากสายตาทั้งสี่คู่ที่กำลังจดจ้องสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

“โชคชะตา?” ดาวิน่าทวนคำเบาๆ อย่างสงสัยในขณะที่ลิเวียธานก็มองตอบเธอเช่นกัน

“เมื่อนานมาแล้ว พวกเราเหล่าเฮริคอร์สได้รับการคุ้มครองจากของบางสิ่งบางอย่าง พวกเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่ที่ไหนและใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ยังคงอยู่ อยู่ตรงนั้นเสมอไม่ไปไหน ทำหน้าที่ของมันอย่างดีเยี่ยม และไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกมันทำงานผิดพลาด จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีเรื่องเกิดขึ้นจนได้ เพราะโลกใบหนึ่งไม่อาจเอนเอียงมากจนเกินไป เมื่อมีความสว่างก็ย่อมต้องมีความมืด วันนั้นโลกได้ให้กำเนิดความมืดออกมา เด็กชายดวงตาสีดำและเส้นผมสีดำสนิทผู้ครอบครองพลังที่คนทั้งโลกต่างหาดกลัวอย่างสมบูรณ์ พลังเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถต่อกรกับสิ่งที่คุ้มครองพวกเราได้” เสียงเล่าเงียบลงเมื่อผู้พูดตกเข้าสู่ภวังค์ในห้วงความคิดของตัวเอง ตอนนั้นตอนที่เขายังเป็นแค่มังกรแรกเกิดที่ไม่สามารถทำอะไรได้

“เอ่อ แล้วยังไงต่อคะ” มิราถามทำลายความเงียบที่ก่อตัวขึ้นทำให้ลิเวียธานหลุดออกมาจากห้วงความคิดแล้วเอ่ยเล่าต่อ

“เมื่อมีการต่อสู้ ย่อมต้องมีผู้สูญเสีย เมื่อมีผู้ชนะ ย่อมต้องมีผู้แพ้ แต่เมื่อทั้งคู่มีพลังที่ใก้เคียงกัน ดังนั้นต่อให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ เราก็ต้องสูญเสียอะไรๆไปอีกมากมาย ในตอนนั้นเองที่พวกเราได้เห็น ผู้คุ้มครองของพวกเรา เขาเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ พวกเขามีร่างกายเหมือนพวกเรายามเมื่อเผชิญศัตรูเข้มแข้ง แต่พวกเขาจะอยู่ในรูปลักษณ์เหมือนที่พวกเจ้าเห็นในกล่องใบนี้ในยามปกติ และชื่อของพวกเขาก็คือชื่อที่พวกเจ้าได้ยินนั่นแหละ”

“แล้วยังไงคะ” แพทริเซียยกน้ำชาขึ้นดื่มอึกใหญ่แล้วเอียงคอถามอย่างคนที่ตามไม่ทัน

“และนั่นจึงเป็นที่มาของการสูญเสียและความพ่ายแพ้ พวกเขา 12 คนสามารถปราบเด็กคนนั้นลงได้ หากแต่โลกไม่ยอมให้ทำลายเขาไป ดังนั้นพวกเขาจึงทำเพียงผนึกเด็กคนนั้นเอาไว้ ให้หลับใหลไปนานแสนนาน แต่ทว่าเมื่อพวกเจ้าพบของสิ่งนี้ เด็กคนนั้นคงจะออกมาแล้ว” ลิเวียธานมองใบหน้าของทุกคนก่อนพูดคำพูดสุดท้ายที่ทำให้เด็กอย่างพวกเธอถึงกับหนาวไปถึงขั้วหัวใจว่า

“และถ้าหากเด็กคนนั้นกลับมาอย่างสมบูรณ์เมื่อใด เมื่อนั้นคือเวลาสุดท้ายของเฮริคอร์ส”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

32 ความคิดเห็น