ตอนที่ 2 : โซนกลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ก.ค. 58

เนื่องจากหายไปนาน ผู้เขียนเลยขอแถมอีกตอนให้เป็นการไถ่โทษนะคะ
=====================================================================================

 

               เวลาเกือบเดือนที่เคยยาวนานสำหรับอามิเรียดูสั้นลงอย่างน่าใจหาย จนวันนี้เด็กสาวก็ยังคิดไม่ตกว่าจะเดินทางไปสอบดีหรือไม่? เด็กสาวมองกำไลในมือก่อนคิดถึงบทลงโทษสำหรับคนไม่เข้ารับการทดสอบ ถ้าหากเธอถูกเนรเทศจริงๆ คงไม่มีโอกาสเจอพ่อกับแม่อีกตลอดไปแน่ๆ และถ้าหากเธอไม่อยากเรียนก็แคสอบให้ตกก็สิ้นเรื่อง อามิเรียคิดกับตัวเองอย่างหาทางออกได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเด็กสาวก็ต้องเตรียมตัวสำหรับเดินทางอยู่ดี ดังนั้นบ่ายของวันนี้อามิเรียจึงขออนุญาตเจ้าของร้านหยุดงานเพื่อกลับมาเก็บของๆตัวเอง

                “เท่านี้ก็ครบแล้วล่ะนะ” อามิเรียกวาดตามองห่อผ้าห่อน้อยของตัวเองก่อนมองไปรอบบ้าน ของทุกอย่างถูกจัดเก็บเรียบร้อยหน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเด็กสาวก็เดินออกมาจากภายในตัวบ้านแล้วปิดประตูไม้ให้เรียบร้อย

                “ลาคีร่า อาครี ครูเวต” เด็กสาวพึมพำเบาๆก่อนเอื้อมมือไปแตะลูกบิดประตู แสงสีแดงอ่อนพุ่งออกจากมือของเธอก่อนคลุมบ้านทั้งหลังไว้แล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว อามิเรียยิ้มกว้าง เมื่อก่อนตอนเธอเด็กๆ แม่ของเธอมักทำแบบนี้เสมอเวลาจะออกไปไหน ทำให้อามิเรียแอบจำแล้วเคยลองทำบ่อยๆ แต่ไม่เคยทำได้เลย จนกระทั่งอายุครบ 11 ปีอามิเรียก็สามารถทำเกราะโปร่งแสงนี้ได้เป็นครั้งแรก เกราะแบบนี้มองไม่เห็นก็จริง แต่มันจะทำให้ไม่มีอะไรเข้าไปในเกราะได้ นอกจากคนที่สร้างจะกลับมาแตะเกราะอีกครั้งเท่านั้น แน่นอนว่าอามิเรียไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอทำได้มันมีความสามารถอะไรบ้าง เด็กสาวทำเพียงเพราะความอุ่นใจว่าอย่างน้อยบ้านของเธอจะปลอดภัยตราบเท่าที่เธอยังไม่กลับมา...

               

อามิเรียใช้เวลา 1 วันในการเดินทางจากดินแดนชายขอบเข้าสู่ตัวเมืองของโซนเหนือ ตอนแรกเด็กสาวตั้งใจจะเดินมาเอง แต่ยังดีที่มีกลุ่มพ่อค้าจากโซนกลางเข้าไปซื้อของที่ตลาดพอดี คุณป้าเจ้าของร้านจึงขอให้เธอติดเกวียนกลับมาด้วย ไม่อย่างนั้นเด็กสาวคงได้หลงทางหรือไม่ก็ไปไม่ทันสอบแน่ๆ

“ขอบคุณค่ะ” อามิเรียโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อขอบคุณเจ้าของเกวียนก่อนเดินตรงไปยังสถานีรถไฟ ซึ่งใช้สำหรับเดินทางระหว่างโซน รถไฟนี้มีตั้งแต่ระดับคนทั่วไปไปจนถึงระดับเชื้อพระวงศ์ซึ่งราคาแต่ละระดับก็ต่างกันไป แต่ที่สำคัญคือ รถไฟแต่ละระดับจะให้เฉพาะคนบางคนขึ้นเท่านั้น อย่างเช่นประชาชนทั่วไปจะไม่มีสิทธิ์ใช้รถไฟของเหล่าจอมเวท หรือทหารจะไม่สามารถใช้รถไฟของเหล่าเชื้อพระวงศ์ได้เป็นต้น ซึ่งรถไฟแต่ละระดับจะมีความเร็วในการเดินทางและการประดับตกแต่งรวมไปถึงสวัสดิการบนรถไฟแตกต่างกัน โดยไล่ระดับตั้งแต่ ประชาชนทั่วไป นักศึกษา ทหาร จอมเวท หัวหน้าสาขา หัวหน้ากระทรวง และเชื้อพระวงศ์ตามลำดับ อามิเรียเดินตัดตรงตามชานชาลาไปหยุดที่ช่องขายตั๋วก่อนมองหาช่องสำหรับซื้อตั๋วเข้าสู่โซนกลาง

“สวัสดีค่ะไม่ทราบว่าจะซื้อตั๋วขบวนไหนคะ” เสียงหวานของพนักงานต้อนรับกล่าวถาม อามิเรียชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบอย่างประหม่าว่า

“เอ่อ ประชาชนทั่วไปค่ะ ไม่ทราบว่าค่าตั๋วเท่าไหร่คะ” พนักงานสาวเอียงคอมองอามิเรียก่อนตอบอย่างคนที่รู้เรื่อง

“ไม่ทราบว่าเดินทางเข้าสู่โซนกลางด้วยจุดประสงค์อะไรคะ”

“เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“กำไลที่ข้อมือของคุณได้รับมาจากสาส์นเชิญทดสอบจากกระทรวงพัฒนาฯใช่ไหมคะ”

“เอ่อ ค่ะ” อามิเรียพยักหน้างงๆก่อนก้มมองกำไลข้อมือตัวเอง ก็ถ้าไปเข้าทดสอบแล้วมันจะยังไงกันล่ะ ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลยนี่นา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เสียค่าตั๋วรถไฟหรอกค่ะ เป็นกรณีพิเศษที่จะให้เด็กอายุ 15 ที่เดินทางไปทดสอบได้ฟรี” พนักงานสาวตอบด้วยรอยยิ้มก่อนส่งตั๋วสีขาวมาให้อามิเรีย 1 ใบ

“รอที่สถานีที่ 2 นะคะ อีกครึ่งชั่วโมงรถไฟจะมา และคุณมีเวลา 15 นาทีในการหาที่นั่งและจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนรถไฟจะออกตัว ขอให้สนุกกับการเดินทางและโชคดีกับการสอบค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” อามิเรียส่งยิ้มให้พนักงานผู้ใจดี ก่อนเดินออกมาเพื่อให้คนต่อไปได้เข้ามาซื้อตั๋วบ้าง ครึ่งชั่วโมงตามกำหนดเวลา รถไฟสีขาวทั้งคันที่มีลูกเล่นเป็นเถาวัลย์สีเขียวที่ตัดผ่านทั้งคันและมีดวงจันทร์สีแดงสว่างประดับอยู่ที่หัวขบวนก็มาจอดเทียบชานชาลาที่สอง ประตูค่อยๆเลื่อนเปิดออกให้อามิเรียและผู้คนอีกมากมายค่อยๆทยอยขึ้นไปอย่างเป็นระเบียบ อามิเรียมองเลขที่นั่งบนบัตรก่อนเดินมานั่งลงตรงที่ของตัวเอง

2314 ตรงนี้สินะ” อามิเรียพึมพำก่อนวางสัมภาระไว้บ้านข้างแล้วนั่งลง ข้างๆเธอนั่งไว้ด้วยเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่คาดว่าอายุไม่น่าจะต่างจากเธอมากนัก เพียงแต่เขานั่งนิ่ง และจดจ้องอยู่กับหนังสือในมือ ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจคนที่เพิ่งขึ้นมาใหม่และนั่งลงข้างตัวแม้แต่น้อย ส่วนอามิเรียเองก็ไม่อยากรบกวนคนแปลกหน้า การเดินทางครั้งนี้ที่นั่ง 2313 และ 2314 จึงเงียบงันตลอดทาง

 

แสงของวันใหม่ที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกทำให้อามิเรียตื่นขึ้น เด็กสาวขยับตัวเล็กน้อยอย่าไม่ค่อยสบายตัว การนอนบนรถไฟ และการเดินทางไกลแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวคุ้นชินแม้แต่น้อย อามิเรียกวาดตามองรอบตัวก็พบว่าคนส่วนมากยังหลับอยู่ ยกเว้นก็แต่เด็กหนุ่มข้างตัวเธอทำนั้นที่กำลังหันข้างให้เธอและมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา เด็กสาวลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปห้องน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้คนอื่นตื่น เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยความหิวก็เริ่มถามหา อามิเรียลืมเรื่องอาหารไปซะสนิท เธอไม่คิดมาก่อนว่าการเดินทางระหว่างโซนจะใช้เวลานานขนาดนี้ ตอนแรกเด็กสาวคิดว่ามันเดินทางแค่ไม่กี่ชั่วโมงด้วยซ้ำไป สุดท้ายอามิเรียจึงทำได้แค่นั่งนิ่งๆเผื่อความหิวและความเมื่อยตัวจะลดลงบ้าง ในที่สุดเมื่อผู้คนเริ่มทยอยตื่นขึ้นเด็กหนุ่มข้างตัวอามิเรียก็ขยับตัว เขาเลื่อนถาดวางของจากเบาะด้านหน้ามาแล้วหยิบจานชามรวมไปถึงอาหารง่ายๆออกมาก่อนจัดวางมันลงตรงถาดวางของ อามิเรียมองการกระทำนั้นนิ่งๆในขณะที่กระเพาะของเธอก็เริ่มแสบจนแทบทนไม่ไหว แต่สุดท้ายเด็กสาวก็ไม่เอ่ยปากขอ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็เป็นคนแปลกหน้าและเธอก็ไม่กล้าพอที่จะขอข้าวใครกิน

“เธอ” เสียงนุ่มๆจากปากคนข้างๆทำให้อามิเรียสะดุ้ง ก่อนหันไปมองอย่างสงสัย

“นาย...เรียกฉันหรอ?” เด็กหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยให้กับคำถามก่อนเอื้อมมือมาดึงถาดฝั่งอามิเรียออกแล้ววางข้าวที่ใส่กับข้าวไว้สองสามอย่างให้เด็กสาว แล้วหันกลับไปกินอาหารของตัวเองเงียบๆ

“เอ่อ นายทำอะไรน่ะ”

“ของเธอ” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ และเมื่อเห็นว่าอามิเรียจะปฏิเสธ ดวงตาสีม่วงสวยก็ส่องประกายวาววับออกมาจนอามิเรียเลือกที่จะไม่ปฏิเสธและหยิบจานข้าวขึ้นมา เด็กสาวก้มศีรษะเป็นเชิงขอบคุณเล็กน้อยก่อนลงมือจัดการกับอาหารส่วนของตัวเองจนหมด

“เอ่อ ต้องไปทำความสะอาดตรงไหนหรอ” อามิเรียถามคนข้างๆอย่างหวั่นๆเมื่อเธอและเขาจัดการกับอาหารตรงหน้าจนหมด เด็กหนุ่มดึงจานจากมือเด็กสาวแล้วเก็บมันลงกล่องใส่ของๆเขาก่อนดึงหนังสือเล่มเดิมที่อามิเรียเห็นขึ้นมาอ่านโดยไม่ยอมตอบหรือมองหน้าอามิเรียอีกเช่นเคย

คนประหลาดนั่นคือสิ่งที่อามิเรียสรุปได้จากการทำตัวของเขา สุดท้ายเด็กสาวเจ้าของที่นั่งหมายเลข 2314 ก็จำต้องนั่งเงียบไปอีกอย่างช่วยไม่ได้ และความเงียบที่ก่อตัวขึ้น ก็ทำให้เด็กสาวเข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง นานเท่าไหร่ไม่รู้ อามิเรียรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาสัมผัสตัวเธอเพียงแผ่วเบา สัญชาติญาณในตัวทำให้อามิเรียลืมตาขึ้นแล้วใช้มือปัดมือของใครบางคนที่ถูกตัวเธออยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาสีแดงเพลิงจะสบกับดวงตาสีม่วงคู่เดิมอีกครั้ง

“ถึงแล้ว” เช่นเคย เด็กหนุ่มเลือกที่จะเอ่ยแค่คำสั้นๆ เมื่ออามิเรียมองออกไปรอบตัวก็เห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มที่จะจัดเก็บสิ่งของและหยิบกระเป๋าออกมาเตรียมพร้อมกันแล้ว และสุดท้ายอามิเรียก็มาหยุดที่เด็กหนุ่มที่บัดนี้สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อนพร้อมใส่หมวกในมือของเขาถือกระเป๋าใบน้อยเพียงใบเดียว บนมือขวาก็ถือหนังสือเล่มหนาเล่มนั้น เด็กสาวตบหน้าตัวเองเบาๆสองสามทีก่อนละสายตาจากคนข้างๆแล้วลุกขึ้นหยิบของๆเธอออกจากชั้นวางด้านบน ไม่นานอามิเรียก็จัดการกับตัวเองเรียบร้อยพร้อมกับที่รถไฟหยุดนิ่งลง เสียงประกาศจากเจ้าของสถานีบอกให้เธอรู้ว่าที่นี่คือเป้าหมายของเธอ อามิเรียมองผู้คนที่เร่งรีบลุกขึ้นและเดินลงอย่างเร่งร้อนก่อนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

15 นาที เธอคงไม่คิดว่ามันเป็นเวลาที่ยาวนานใช่ไหม” เด็กหนุ่มด้านหลังบอกก่อนดันอามิเรียให้เดินออกจากที่นั่งก่อนก้าวนำเด็กสาวไปอย่างรวดเร็ว อามิเรียมองการกระทำนั้นอย่างงงๆก่อนรีบเดินตามเขาออกมา แต่เมื่อเด็กสาวเหยียบลงบนชานชาลาที่ 2 ของโซนกลางร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปกับฝูงชนเสียแล้ว อามิเรียส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ อย่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป เรื่องที่ต้องมาก่อนตอนนี้ก็คือที่ซุกหัวนอนล่ะนะ เด็กสาวบอกตัวเองอย่างนั้นก่อนเดินหายไปในฝูงชนอีกคน

 

แสงยามเย็นสาดส่องไปทั่วโซนกลาง ที่นี่ดูคึกคักและมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา ผู้คนมากมายเดินไปมา บ้างก็เดินอย่างเร่งรีบและมองนาฬิกาตลอดเวลา บ้างก็กำลังจูงมือคนรักเดินอย่างช้าๆและชี้ชวนกันดูสิ่งต่างๆ รอบตัวราวกับมันสวยงามมาก บ้างก็เป็นกลุ่มเด็กที่วิ่งเล่นอย่างซุกซน เด็กสาวที่เพิ่งลงจากรถไฟกวาดตามองรอบตัวเพื่อมองหาสถานที่สักแห่งที่เธออาจใช้พักพิงได้ในคืนนี้

พลั่ก!!!

ในระหว่างที่กำลังกวาดตามองหาที่พัก ร่างของอามิเรียก็เซถลาไปด้านหน้าอย่างเสียการควบคุมก่อนตั้งหลักแล้วหันมามองสิ่งที่ทำให้เธอเกือบล้มเมื่อครู่ ซึ่งบัดนี้กำลังก้มลงเก็บเอกสารมากมายบนพื้นปากก็พูดขอโทษขอโพยไม่หยุด อามิเรียนั่งลงช่วยเก็บของๆคนๆนั้นพลางแอบสังเกตคนตรงหน้าไปด้วย คนตรงหน้าเธอเป็นเด็กสาวที่มีเส้นผมสีฟ้าสด เหมือนสีของท้องฟ้าในฤดูร้อนที่ถูกมัดรวบเป็นหางม้าไว้อย่างเรียบร้อย กลางหลังสะพายกระเป๋าใบย่อมเหมือนเพิ่งเดินทางมาเหมือนกับเธอ

“ขอโทษอีกครั้งนะคะ แล้วก็ขอบคุณค่ะ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อามิเรียที่ยื่นกระดาษส่วนที่เก็บได้ส่งให้

“ไม่เป็นไรค่ะ” อามิเรียส่งยิ้มพร้อมกับสบกับดวงตาสีเขียวสดใสของคนตรงหน้า อะไรก็ตามที่ประกอบขึ้นมาเป็นเด็กผู้หญิงคนนี้คงเป็นสิ่งที่ดี ร่าเริง สว่างไสวและอบอุ่นมากทีเดียว

“อ๊ะ!!! มาสอบเหมือนกันหรอ” เมื่ออามิเรียกำลังจะกล่าวลา แต่เสียงทักจากคนตรงหน้าทำให้อามิเรียชะงักแล้วก้มมองกำไลสีขาวที่มือก่อนมองไปที่ข้อมือของเด็กสาวตรงหน้า

“ใช่จ๊ะ เธอด้วยหรอ”

“ใช่ๆ ดีเลย กำลังหาเพื่อนพอดี เรามาเป็นเพื่อนกันนะ ฉันมาจากโซนตะวันออกล่ะ เธอล่ะ เออ ลืมเลย ฉันชื่อแพทริเซียนะ แพทริเซีย เดอราเร่ จะเรียกแค่แพทก็ได้นะ แล้วเธอล่ะ” เด็กสาวนามแพทริเซียพูดรัวเร็วก่อนส่งยิ้มจนตาหยีมาให้อามิเรีย อามิเรียยิ้มรับก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับแพทริเซีย

“อามิเรีย อามิเรีย แพนทริกจ๊ะ ฉันมาจากโซนเหนือ”

“หวัดดีอามิเรีย ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันน้า ว่าแต่เธอมีที่พักหรือยังล่ะ”คำถามไม่คาดหมายจากเพื่อนใหม่ส่งผลให้อามิเรียส่ายหน้าวืดจนผมสีดำสนิทที่ถักเป็นเปียสองข้างไหวไปมา แพทริเซียหัวเราะเสียงใสก่อนคล้องแขนเพื่อนใหม่แล้วดึงให้เดินไปด้วยกัน

“พักด้วยกันนะๆ เราจะได้สนิทๆกัน นี่นะฉันจองที่พักไว้แล้วแหละ อยู่ไม่ไกลจากที่ใช้สอบด้วยนะรู้ไหมว่ามันจองยากสุดๆเลย” อามิเรียเผยยิ้มออกมาก่อนเดินตามเพื่อนใหม่ผู้แสนสดใสคนนี้ไป ในขณะที่เสียงพูดเจื้อยแจ้วของแพทริเซียและเสียงโต้ตอบเป็นระยะๆ ของอามิเรียค่อยๆ เงียบหายไปท่ามกลางเสียงวุ่นวายของสังคมยามค่ำคืนของโซนกลาง

 

ดวงอาทิตย์ส่องแสงทักทายเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ในป่า สัตว์ที่ใช้ชีวิตยามค่ำคืนพากันกลับเข้าสู่ห้วงนิทราในขณะที่สัตว์ยามกลางวันก็โผล่หน้าออกมาหากินและดำเนินชีวิตของมันตามปกติ แต่ในวันนี้ที่นี่แตกต่างไปจากทุกวัน เพราะบนต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งมีแขกที่ไม่ใช่สัตว์ป่านอนอยู่ด้วย เมื่อเสียงจอกแจกของแกรอส4ดังข้างหูเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสวยทำให้เจ้าตัวลืมตาตื่นขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิทดุจท้องฟ้ายามราตรี เธอบิดตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยขบจากการต้องนอนบนต้นไม้ก่อนหันมาส่งยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่กำลังกัดผลไม้ชิ้นเล็กอยู่ข้างหูเธอ เด็กสาวยิ้มให้สัตว์หนาขนตัวจ้อยเล็กน้อยก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่โผล่พ้นแนวไม้เข้ามา

“ยังเช้าสินะ” ไม่รอให้ใครตอบคำถามเด็กสาวก็ทิ้งตัวลงจากกิ่งไม้ที่นั่งอยู่ลงบนผืนดินอย่างสวยงาม แกรอสบางส่วนที่กำลังวิ่งไปมาถึงกับวงแตกแล้ววิ่งขึ้นต้นไม้ไปแอบดูเด็กสาวอยางกล้าๆกลัวๆ เป็นผลให้คนที่ทำให้มันกลัวถึงกับยิ้มกว้างออกมาก่อนค่อยๆเดินออกมาจากป่าอย่างช้าๆในขณะที่เจ้าแกรอสที่โตเต็มวัยตัวหนึ่งก็แอบมองพฤติกรรมของเธออย่างสนใจ

“นี่” เสียงแหลมเล็กจากด้านหลังทำให้เด็กสาวหยุดเดินก่อนหันกลับมามอง แต่เมื่อไม่พบตัวคนเรียกเด็กสาวจึงก้าวต่อไป

“เดี๋ยวสิ นี่เจ้า หยุดก่อน” รอบนี้เสียงที่ดังใกล้มากขึ้น ทำให้เจ้าของเรือนผมสีทองต้องหันกลับมามองให้เต็มตาพร้อมๆกับที่วัตถุประหลาดสีส้มทองก็พุ่งเข้าใส่หน้าเด็กสาวจนล้มลงไปทันที

“อู๊ยยยย เจ็บชะมัดเลย เพราะเจ้านั่นแหละ บอกให้หยุดก็ไม่หยุดข้าเลยรีบตามมาจนเบรคไม่ทันแบบนี้” เสียงบ่นจาก วัตถุประหลาดดังขึ้นจากที่ห่างไปไม่ไกลนัก เด็กสาวหันไปมองก่อนจะพบกับเจ้าของเสียงเล็กแหลมนั่น

“แกรอส?

“ก็ใช่น่ะสิ เห็นข้าเป็นค้างคาวหรือยังไง เอ้า แล้วจะนั่งเอ๋ออีกนานไหม มาช่วยหน่อยเซ่” และสุดท้ายคนที่โดนชนก็จำต้องลุกขึ้นมาอุ้มสิ่งที่ชนขึ้นมาแล้วจ้องหน้ามันนิ่ง จนคนที่ตามมาเงียบไปเช่นกัน

“มีอะไร” เสียงหวานใสดังจากปากของเด็กสาวอีกครั้งส่งผลให้เจ้าแกรอสในมือเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวก่อนพูดรัวเร็วด้วยความเขินที่มันก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเขินอะไร

“ข้าอยากไปอยู่กับเจ้า ข้าเบื่อป่านี่แล้ว อีกอย่างเมื่อวานแม่ข้าก็เพิ่งตายไป วันนี้ข้าจะเป็นอิสระและออกผจญภัยในโลกกว้าง!!!” จบคำเจ้าแกรอสน้อยก็ทำท่ายืนด้วยสองขาหลังแล้วชูขาหน้าขวาขึ้นสูงแล้วเชิดหน้าอย่างอาจหาญ แต่เมื่อเด็กสาวที่ถือมันยังเงียบเจ้าตัวน้อยก็ส่งสายตาราวกับจะร้องไห้มาให้

“ที่นี่ไม่มีใครพูดกับข้าได้ ข้าเป็นตัวสุดท้ายของเผ่าที่พูดได้แล้วนะ ข้าอยากหาคนที่คุยภาษาเดียวกับข้ารู้เรื่องเท่านั้นเอง แถมข้ายังถูกชะตากับเจ้ามากๆด้วย นะๆ เอาข้าไปด้วยนะ นะ” สุดท้ายไม่รู้เพราะความรำคาญหรือสงสารเด็กสาวจึงพยักหน้ารับก่อนยกเจ้าตัวน้อยขึ้นมาวางบนบ่า

“จะไปหาอะไรกิน” เด็กสาวพูดเท่านั้นก่อนออกเดินอีกครั้งในขณะที่เจ้าตัวจ้อยบนบ่าก็พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยอย่างกับไม่ได้พูดมานานยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

“ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรล่ะ” เสียงถามเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ของเจ้าแกรอสตัวน้อยในระหว่างที่เด็กสาวกำลังกินบริสเซส5และตัวมันกำลังเลียชาในถ้วยอย่างเอร็ดอร่อย

“ดาวิน่า” เด็กสาวตอบสั้นๆก่อนลุกขึ้นยืนเป็นผลให้เจ้าแกรอสน้อยรีบกระโดดเกาะไหล่ ดาวิน่าหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วเดินไปจ่ายเงินก่อนเดินอกจากร้านมาตามถนนอย่างไม่เร่งรีบนัก จากเวลาที่เธอเห็นในร้านเมื่อกี้ยังเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงให้เธอเดินเตร็ดเตร่ในเมืองสักพักก่อนจะเข้ารับการทดสอบ

“อ้อ ส่วนข้าชื่อ เอ นี่ ข้าจะชื่ออะไรดี แม่ข้าเรียกข้ามาเคิช แต่คนอื่นๆชอบเรียกข้าว่าแคลช หรือบางทีก็เรียกง่ายๆว่าแกรชไปเลย”

“แกรชมันเสียงร้องของพวกนายไม่ใช่หรอ” ดาวิน่าท้วงเบาๆในขณะที่สายตาก็มองไปรอบตัวอย่างตื่นเต้น เธอเดินทางมาจากโซนใต้และถึงที่นี่ตั้งแต่ 2 วันก่อน สิ่งที่นำติดตัวมาด้วยนอกจากเสื้อผ้าที่พอมีอยู่บ้างกับเงินไม่ถึง 500 ชิลล์แล้วก็มีแค่ฮาร์ปขนาดกลางที่หัวหน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบอกว่าเจอมันอยู่กับเธอในวันที่พบเธอในวัยทารกที่หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั่นเอง

“งั้นเจ้าตั้งชื่อให้ข้าหน่อยสิ” แกรอสส่งสายตาวิบวับที่ดาวิน่าไม่ได้มองเลยแม้แต่น้อย

“กีส” เด็กสาวตอบสั้นๆก่อนพาเจ้าแกรอสน้อยเดินตรงไปยังทางไปกีตาร่า เพราะเด็กสาวเองก็ไม่รู้จะทำอะไร เมื่อเดินเข้าสู่ถนนสายหลักดาวิน่าก็พบกับคลื่นเด็ก ไม่สิ ตองบอกว่ากลุ่มคนที่อายุเท่าๆกับเธอและคงมาสอบเหมือนกันจำนวนมหาศาล เด็กสาวเลยเลือกที่จะยืนนิ่งๆอยู่ข้างทางมากกว่าเดินเบียดผู้คนเข้าไปในตอนนี้

“นี่นะ ฉันล่ะตื่นเต้นมากเลย เราน่าจะได้อยู่ด้วยกันเนอะคงดีมากๆ อ๊ะ ตายล่ะ ทำไมคนเยอะขนาดนี้” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังทำให้ดาวิน่าหันไปมองและพบกับเด็กสาวสองคน ซึ่งคนที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วไม่ต่างจากเจ้าแกรอสที่เกาะไหล่เธออยู่นั่นมีดวงตาสีเขียวสดใสรับกับเส้นผมสีฟ้าของเธอ และทุกๆอย่างที่เป็นคนๆนี้มันเหมือนแสงแดดยามเช้าที่อบอุ่น น่าเข้าหาและทำให้โลกสดใสขึ้นทันทีที่มองจนดาวิน่าต้องหันหน้าออกมา แต่ดูเหมือนเด็กสาวคนนั้นจะพบเห็นอะไรบางอย่างเข้าจึงเดินเข้ามาแตะไหล่คนที่มีแกรอสตัวน้อยเกาะอยู่ทันที

“สวัสดีจ๊ะ” สาวน้อยผมฟ้าส่งรอยยิ้มสดใสมาให้ทำให้ดาวิน่าระบายรอยยิ้มให้ในขณะที่เด็กสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆก็ส่งยิ้มมาให้เธอเช่นกัน

“เธอมาสอบเหมือนกันใช่ไหมๆๆ ฉันแพทริเซียนะ จากโซนตะวันออก นี่อามิเรียจากโซนเหนือ เธอล่ะ” เมื่อเห็นว่าระหว่างคนทั้งสามมีแต่ความเงียบเด็กสาวผมฟ้าหรือแพทริเซียก็ส่งรอยยิ้มหวานก่อนชี้ที่ตัวเธอเองแล้ววนไปที่อามิเรียก่อนหันกลับมาสบตาดาวิน่า

“ดาวิน่า ใต้จ่ะ” การตอบสั้นๆของเด็กสาวไม่ได้ทำให้เพื่อนใหม่งงแต่อย่างใด แพทริเซียทำเพียงแค่ยิ้มแล้วชี้มาที่เจ้าแกรอสที่เกาะไหล่เธออยู่พร้อมมองมันเหมือนจะถามไถ่

“ข้าชื่อกีส สวัสดี” อามิเรียกับแพทริเซียยิ้มให้เจ้าตัวน้อยที่ดูเหมือนจะช่างพูดแตกต่างจากนที่มันเกาะไหล่อยู่ แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอามิเรียก็เห็นว่าคนเริ่มน้อยลงแล้วจึงเอ่ยชวนแพทริเซียกับดาวิน่าให้เดินเข้าไปก่อนที่ทั้งสามจะกลืนหายไปกับกลุ่มคนในที่สุด

 

ไม่นานเท่าที่คิด รั้วสีขาวสะอาดตาก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าสายตา อามิเรียมองมันด้วยดวงตาที่เก็บความตื่นเต้นไว้เกือบไม่มิด ตลอดชีวิตของเธอส่วนมากจะอยู่กับป่าเขาต้นไม้และความเงียบสงบเสียมากกว่า ดังนั้นเมื่อมายังโซนกลางที่เป็นจุดศูนย์รวมของอาณาจักรก็เลยทำให้เด็กสาวเจ้าของเรือนผมดำรู้สึกตื่นเต้นได้เหมือนกัน

“อามิเรีย ดูสิ ขนาดแค่รั้วนะ ยังอลังการขนาดนี้อะ ข้างในจะขนาดไหน โหย แล้วดูนั่นสิที่โผล่มานั่นน่ะ ยอดปราสาทขององค์ราชาใช่ไหมอะ ที่นี่มันต้องไม่ไกลจากวังหลวงแน่ๆเลย โอ๊ย ฉันตื่นเต้นจัง แล้ว...” เสียงของแพทริเซียที่กำลังพูดอย่างสนุกสนานถูกตอบสนองด้วยการโต้ตอบของเจ้ากีส แกรอสตัวน้อยที่เกาะไหล่เพื่อนใหม่ของเธออยู่ ดาวิน่า เด็กสาวจากโซนใต้ที่ดูเงียบและค่อนข้างไม่ค่อยพูด แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ได้ทำให้เธอดูหยิ่ง เพียงแต่ว่าดูเข้าถึงยากเท่านั้นเอง และดูเหมือนว่าไอ้การวางตัวที่เข้าถึงยากของดาวิน่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทักทายของแพทริเซียเลยแม้แต่น้อย ก็ขนาดแค่เดินชนกันเรายังกลายเป็นเพื่อนแพทไปเฉยเลยนี่นาอามิเรียยิ้มกับตัวเองในใจก่อนเงยหน้ามองโรงเรียนอีกครั้ง น่าแปลก เธอเห็นคนมากมายเดินมาทางนี้ แต่ทำไมพอเธอมาถึง หน้าโรงเรียนมันถึงได้ดูเงียบและสงบแบบนี้ได้ อามิเรียเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนก้าวเดินตามคนข้างหน้าเข้าไปพร้อมเพื่อนของเธอ

 

_____________________________________________________________________________________

                4แกรอสเป็นสัตว์ขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายกระแต ตัวโตเต็มวัยมีขนาดตั้งแต่หัวถึงยาวไม่เกิน 15 เซนติเมตร แต่มีอายุยืนยาวเฉลี่ยตัวละ 86 ปี มีขนสีส้มเหลือบทอง แผงคอสีครีมยาวจรดอก กินผลไม้ทุกชนิดเป็นอาหาร อาศัยอยู่บนต้นไม้ขนาด 3 คนโอบขึ้นไปมักอยู่กันเป็นฝูง

                5บริสเซส เป็นอาหารอ่อนๆเหมาะสำหรับผู้ป่วยและเด็ก รวมไปถึงอาหารเช้าแบบเบาๆอีกด้วย ทำได้โดยนำข้าวมาบดจนละเอียดและนวดจนข้าวเหนียวและนุ่มเป็นก้อน จากนั้นก็นำมาปั้นเป็นรูปร่างต่างๆแล้วราดด้วยน้ำผึ้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

32 ความคิดเห็น