Geetara School กีตาร่า โรงเรียนแห่งมนตรา

ตอนที่ 12 : ฟีบีช่า เทศกาลสิ้นศักราช : เริ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ก.พ. 60

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ ขอต้อนรับวันทำงานวันแรกนี้ด้วยเทศกาลประจำปีของอาณาจักรก็แล้วกันนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ ^_^

...............................................................................................................................



สถานที่แห่งนี้ยังเงียบสงบเหมือนกับที่เคยเป็นมา เสียงนาฬิกายังคงดังทุกๆชั่วโมงอย่างคงที่ แต่วันนี้มีเสียงของฝีเท้าดังขึ้นมาด้วย ชายหนุ่มเดินไปตามทางเดินอย่างเช่นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่เขาเดินก่อนจะจบลงที่ห้องตรงสุดปลายทางเดิน ห้องโถงยังคงกว้างขวาง ประตูยังคงเปิดออกเองเช่นเคย และแน่นอน ชายชราเจ้าของห้องก็ยังคงวุ่นวาย

“ขออนุญาตครับ”

“เชิญๆ เอ้า นั่งก่อนสิ น้ำชาไหม ออร์ดิน” เสียงถามและท่าทางกระตือรือร้นอยากนำเสนอของชายชราเจ้าของนามอาร์คาเซียทำให้ออร์ดินส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมมารายงานความคืบหน้าเรื่องงานที่ได้รับมอบหมาย”

“โอ้ เดือนหนึ่งแล้วรึนี่ ว่ามาสิๆ” อาร์คาเซียถามไปพลางดวงตาก็จับจ้องกระดาษแผ่นหนึ่งที่ลอยอยู่ตรงหน้าไปพลาง

“เด็กสี่คนที่ท่านกำชับให้จับตามอง”

“โอ้ ฉันแค่บอกให้ค้นหาดูเฉยๆเองนา ทำไมหากันเจอเร็วขนาดนี้ล่ะ” อาร์คาเซียหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาฉายแววปัญญาวูบหนึ่งก่อนจะกลับไปหลบซ่อนในสายตาเหมือนเดิม

“ข้ามเรื่องนั้นไปเถอะครับ หลังจากเราได้จับตามองเด็กพวกนั้น เราพบว่าพวกเธอกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ที่ท่านและผมกำลังตามหา”

“ทาเวโนล่าสินะ อืม อยู่ในโรงเรียนงั้นหรอเนี่ย ดีนะที่ข้าจัดคนเข้าไปไว้แล้ว อืมๆ ใช้ได้ๆ ถ้าเติมสีนี้อีกหน่อยผลน่าจะดีกว่านี้” มือของอาร์คาเซียตวัดไปทางหลอดทดลองตรงมุมห้อง เจ้าหลอดสีเขียวก็เปล่งประกายก่อนโรยตัวบนหลอดที่บรรจุน้ำสีฟ้าใสไว้ พร้อมกับปากกาที่ขีดเขียนลงบนกระดาษตรงหน้า

“ครับ นอกจากคนของท่านแล้ว ผมก็ได้เพิ่มคนลงไปติดตามผลอีกหลายคน คาดว่าไม่นาน เราจะสืบรู้ว่าพวกเธอทำแบบนี้ทำไมและเพื่ออะไร”

“อย่าเครียดไปน่าออร์ดิน แค่เด็กอายุ 11 เท่านั้น”

“ท่านก็รู้ ว่าทาเวโนล่าอันตราย ไม่ว่าสำหรับใคร ถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่ มันจะยิ่งอันตรายมากไปอีก ผมต้องการหลักประกันที่แน่นอนว่าพวกเธอจะปลอดภัย ทาเวโนล่าจะปลอดภัย และอาณาจักรของเราจะปลอดภัยครับ”

“แหม คนหนุ่มมันมีพลังงานแบบนี้นี่เองสินะ แต่ไม่ต้องห่วงไปหรอก พวกเธอไม่เป็นอันตราย ปกป้องพวกเธอก็พอ”

“แต่...”

“นี่คือคำสั่ง ออร์ดิน”

“ครับ”

“เอาล่ะ ไปจัดการสิ่งที่เธอสมควรทำได้แล้ว”

“ครับ” ออร์ดินรับคำก่อนหมุนกายเดินออกจากห้อง ไม่ว่าเมื่อไหร่ ความคิดของผู้นำคนนี้ของเขาก็ยังคงสร้างความไม่เข้าใจแก่เขาเสมอ...คงต้องถ่ายทอดเรื่องนี้แก่คนของเขาก่อนที่พวกนั้นจะลงมือทำอะไรลงไป ออร์ดินเร่งฝีเท้าขึ้นก่อนจะหายไปและสถานที่นี้ก็ยังคงสงบอย่างที่เป็นมา

 

เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ช่วยให้อะไรหลายๆอย่างดีขึ้น และหลังจากพบปลาแฝดแหละหญิงสาว เด็กสาวทั้งสี่ก็ไม่พบเบาะแสของความผิดปกติใดอีกเลย

"โอ๊ย ดีนะที่ช่วงนี้มีแค่เรื่องเรียนน่ะ" แพทริเซียบ่นพลางเบนตัวลงบนเตียงนอนของเธอ แน่นอน การเรียนการสอนถึงจะมีวิชาหลักแค่สี่ธาตุ แต่วิชารองที่ต้องใช้ในการปรับสภาพตัวเองเพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้พลังหลักทั้งสี่สายได้ดีขึ้น

"นั่นน่ะสิ แล้วนี่เธอไม่ได้ต้องไปเรียนสายรองของธาตุไฟหรอ" มิราเอ่ยก่อนทักถาม

"เฮ้ย เออ ลืมเลย ไปก่อนนะ แล้วเจอกัน" ไม่ทันจบคำ เจ้าของคำพูดก็วิ่งออกไป

"แพทลืมอะไรหรอ"

"ลืมไปเรียนน่ะสิอามิเรีย" เสียงตอบกลั้วหัวเราะของคนรักหนังสือทำให้อามิเรียที่เพิ่งเดินเข้ามาพยักหน้าเบาๆ หลังจากเริ่มเข้าสู่เดือนที่สองตารางเรียนเพิ่มของพวกเธอก็ถูกปรับใหม่ ทำให้นอกจากวิชาหลักแล้ว เวลาของวิชาเลือกของพวกเธอก็ไม่ตรงกันสักคนเดียว แต่แปลกตรงที่ พวกเธอก็เรียนเหมือนๆกัน แต่เวลาดันไม่ตรงกันนี่สิ ดังนั้น เวลาที่พวกเธออยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุดก็คือเวลาเย็นหลังเลิกเรียน แต่ถึงอย่างนั้น การเรียนการสอนก็สูบพลังงานส่วนใหญ่ไปจนหมด

“เราไม่ได้อยู่ด้วยกันหลายๆ คนมานานแล้วเนอะ” อามิเรียที่วางของลงบนที่ของเธอเอ่ยพร้อมกับหยิบหนังสือที่ตั้งใจจะทบทวนออกมา

“นั่นน่ะสิ เลยไม่ได้หาเบาะแสอะไรให้พวกคุณคราปาเพิ่มเลย” นั่นคือความจริงอีกข้อ ใช่ ที่พวกเธอยังไม่มีเบาะแสเพิ่ม แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเธอไม่มีเบาะแสที่ว่าก็คือการเรียนที่หนักขึ้นนั่นแหละ

“เราคงต้องแบ่งเวลากันจริงจังแล้วล่ะมั้ง ไม่อย่างนั้นเราคงตามหาพวกเขาได้ไม่ครบ”

“ก็จริง แต่คงต้องพ้นช่วงนี้ไปก่อนนั่นแหละ ดูเหมือนตารางเรียนแล้วก็การบ้านเราอัดๆยังไงไม่รู้ เราคงต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนไปช่วยใคร” มิราพูดตามประสาคนไม่อยากสอบตก และทำให้อามิเรียเถียงไม่ได้ เพราะเด็กสาวรู้ดี ถ้าเถียงเรื่องพวกนี้ร้อยทั้งร้อยเธอก็แพ้ ดังนั้นห้องทั้งห้องจึงเงียบลง

“สาวๆ ทำไรกันอยู่หรอ” เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นมาทำให้สาวๆที่ว่าเงยหน้าขึ้นมองก่อนเห็นคนที่วิ่งออกไปกำลังเดินยิ้มแป้นกลับเข้ามาพร้อมจับจูงร่างเพื่อนสาวอีกคนมาด้วย

“อ้าว ไม่ได้เรียนหรอแพท”

“งดเรียนเป็นพิเศษแล้วได้การบ้านพิเศษมาแทนน่ะมิรา” เจ้าตัวว่าพลางชูหนังสือเล่มบางในมือก่อนวางมันลงพร้อมม้วนกระดาษยาว

“แล้วไปไงมาไงลากดาวิน่ากลับมาได้ล่ะ วันนี้เห็นว่าจะอยู่ห้องสมุดทั้งวันนี่” อามิเรียชี้ไปที่ร่างคนที่ออกไปทำการบ้านตั้งแต่เช้าที่ตอนนี้ทำตาค้อนใส่คนจูงเธออยู่หลายรอบแล้ว

“ลากมาพร้อมหนังสือนั่นนั่นแหละ ก็เดือนนี้มันเดือนอะไรล่ะ” คนโดนค้อนยังคงไม่สนใจแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ธันวาคมไง ทำไม มีอะไรหรือเปล่า” คนถามไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือมาถาม แต่คนตอบก็อยากตอบ

“เดือนแห่งการเฉลิมฉลองไง ลืมไปแล้วหรอว่าเดือนสิ้นศักราชแบบนี้เราต้องฉลองกันน่ะ”

“อ๋อ ที่ว่าตลอดสัปดาห์สุดท้ายของศักราชจะมีการเปิดเทศกาลฟีบีช่าน่ะหรอแพท” เด็กสาวจากโซนเหนือเอ่ยถามด้วยสีหน้าสนใจ เพราะเจ้าตัวได้ยินเรื่องนี้มาหลายรอบ แต่ไม่เคยได้มาร่วมสักครั้ง เพราะข้อจำกัดเรื่องระยะทางและราคา

“ใช่แล้วอามิเรีย แล้วทีนี้ใช่ไหม ฉันไปได้ยินมาว่า นอกจากเป็นการฉลองฟีบีช่าแล้ว งานนี้ยังจัดขึ้นเพื่อขอบคุณผู้ก่อตั้ง และพวกเราที่ช่วยกันดูแลรักษาอาณาจักรด้วยนะ แล้วที่สำคัญ สัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์เราจะไม่มีเรียน เย้”

“ถึงว่าสิ ช่วงนี้เราถึงได้เรียนอัดกันขนาดนี้น่ะ” มิราบ่นพึมพำก่อนเงยหน้าจากหนังสือเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายสายตา

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แล้วเธอไปลากดาวิน่ามาจากห้องสมุดแบบนี้ทำไม” อามิเรียเอ่ยถามพร้อมขยับกระดาษในมือให้เขียนได้ง่ายขึ้น

“ก็พอมีงานฉลอง อาจารย์เลยจะลดเวลาเรียนเราลงแล้วให้ไปช่วยกันจัดงานฟีบีช่าในส่วนของโรงเรียนเราน่ะสิ อาจารย์เพิ่งแจ้งฉันมา เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเธอคงได้รับแจ้ง” เด็กสาวที่เหลือต่างพยักหน้ารับแล้วก้มหน้าทำงานกันต่อเงียบๆ ทำให้คนที่ตั้งใจชวนเพื่อนไปเดินเล่นถึงกับหน้ามุ่ย แล้วตัดสินใจนั่งลงทำงานของเธอเช่นกัน

 

เป็นอย่างที่เพื่อนของเธอบอก เวลาเรียนหลังจากนั้นลดลงเหลือแค่ครึ่งเช้า เพื่อให้พวกเธอเหล่านักเรียนของกีตาร่าช่วยกันดูแลและจัดงานในส่วนของโรงเรียน โดยนักเรียนในชั้นปีที่ 1 ได้รับหน้าที่ในการจัดการงานต้อนรับเบื้องหน้า หมายถึงการจัดวางผังของร้านขายของ ลำดับการแสดงและการต้อนรับเหล่าบุคคลสำคัญที่จะกลับมาเยือนโรงเรียนนั่นเอง แพทริเซียและอามิเรียอยู่ฝ่ายจัดวางผังร้านขายของเนื่องจากความชอบส่วนตัวและความถนัด ส่วนมิราอยู่ฝ่ายต้อนรับ เพราะความที่ดูเป็นผู้นำและรอบรู้ของเธอ และดาวิน่าอยู่ฝ่ายจัดลำดับการแสดง เนื่องจากเด็กสาวอยากเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบนเวทีนั้น อย่างน้อยในเบื้องหลังก็ยังดี

 

ไม่นานนักวันเวลาก็เวียนมาถึงเทศกาลฟีบีช่า วันนี้เด็กๆทุกคนในโรงเรียนตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาดูความเรียบร้อยของงานตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“อืม ร้านที่จองบล็อกนี้ไว้ทำไมยังไม่มานะ” แพทริเซียขีดเขียนคำหนึ่งลงบนกระดาษในมือเธอแล้วกดส่งมันให้กับรุ่นพี่ที่รับผิดชอบดูแลเธอ ไม่นาน พื้นที่ตรงนั้นก็เปลี่ยนชื่อผู้จองเป็นลำดับถัดไปแทน ในขณะที่อามิเรียกำลังมองมุมที่เธอกำลังจะปรับขนาดบล็อก เสียงหวีดร้องก็ดังก้องขึ้นในหูจนเด็กสาวทรุดลงไปนั่งกับพื้น

“อามิเรียๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” เพื่อนสาวที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่รีบวิ่งมาหาเพื่อนที่ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างตกใจ

“เปล่าจ่ะ คงจะแค่หูฝาดน่ะ”

“อะ อ๋อ โอเค ถ้าไม่ไหวก็บอก อย่าฝืนนะ เดี๋ยวฉันไปดูบล็อกที่จัดใหม่ด้านนู้นก่อน” อามิเรียพยักหน้าให้เพื่อนก่อนขมวดคิ้วกับตัวเอง ใช่ เธอไม่คิดว่าตัวเองหูฝาดได้ ในเมื่อเสียงนั้นดังและชัดมากขนาดนี้ แต่เมื่อลองฟังเสียงรอบข้างดูอีกครั้งก็ไม่มีเสียงอะไร

หรือเราจะหูฝาดจริงๆ คนคิดว่าตัวเองหูฝาดส่ายหน้าเบาๆก่อนเดินไปทำงานของเธอต่อ

“อามิเรีย เธอเสร็จงานส่วนนี้หรือยัง พอดีคนต้อนรับค่อนข้างขาดเลยอยากมายืมตัวของฝ่ายนี้น่ะ” มิราที่เดินตรงเข้ามาถามอย่างเร่งๆ ทำให้อามิเรียที่เสร็จงานของเธอพอดีรีบขยับตัวเดินไปตามทางที่เพื่อนเพิ่งเดินมา

“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างอะ”

“ก็แค่อยู่ข้างๆฉันก็พอ เราอยากได้คนรอต้อนรับน่ะ แบบ ยังไงล่ะ ยืนเรียงรายสองฝากข้างล่ะมั้ง” เพื่อนของเธอตอบเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหยุดแล้วจับแขนอามิเรียไว้

“ยืนตรงนี้นะ แล้วพอท่านเดินผ่าน ก็ย่อกายคำนับก็พอ”

“ได้เลยจ๊ะ” อามิเรียตอบรับก่อนจะนิ่วหน้า เมื่อเสียงกรีดร้องนั้นดังแทรกเสียงพูดของมิราเป็นระยะๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“อ๋อเปล่าๆ เธอไปทำงานต่อเถอะ”

“อือ อีกไม่เกินสิบนาทีงานตรงนี้ของเธอก็จะเริ่มแล้วล่ะ” จบคำ เพื่อนของเธอก็เดินไป พร้อมกับคนบางกลุ่มที่เดินสวนมาแล้วส่งยิ้มให้เธอ พวกเขายืนเว้นระยะจากเธอและบางส่วนก็ยืนฝั่งตรงข้ามอย่างเป็นระเบียบ แต่อามิเรียไม่ได้สนใจหรือชื่นชมความเป็นระเบียบนั้น หูของเธอยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะฟังเสียงที่เธอแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่การหูฝาด

กรี๊ดดดดดดดด ฉันไม่ยอม เสียงกรีดร้องที่ประกอบกับคำพูดทำให้เด็กสาวตั้งใจจับทิศทางของเสียงมากขึ้น

ไม่ยอมให้มันเป็นแบบนี้หรอก มันจะได้ยังไง เสียงของสิ่งที่เด็กสาวแน่ใจแล้วว่าคือเสียงของหญิงสาวยังคงดังไม่หยุดพร้อมคำบ่นของเสียงอีกเสียง

เจ้าจะบ่นอะไรมากมาย แล้วเลิกส่งเสียงน่ารำคาญนั่นสักที แค่ต้องอยู่กับเจ้า ข้าก็รำคาญจะแย่แล้ว เสียงทุ้มที่ฟังว่าน่าจะเป็นเสียงผู้ชายพูดขัด ตามด้วยเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจของหญิงสาวแล้วเสียงทุกอย่างก็เงียบลง ไม่สิ เสียงสองเสียงนั้นไม่อาจดังสู้เสียงแตรสังข์ที่เป่าเพื่อนำขบวนบุคคลสำคัญเข้าสู่โรงเรียนต่างหาก และเมื่อเสียงใหม่นี้ดังขึ้นอามิเรียจึงจำต้องละความสนใจจากเสียงปริศนาและตั้งใจกับหน้าที่ของเธอมากขึ้น

คนที่เดินนำหน้ามาในฐานะศิษย์เก่าที่มีอำนาจสูงสุดในตอนนี้ก็คือชายชราท่าทางใจดี สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีทองอร่าม รอบตัวของเขาอบอวลด้วยกลิ่นไอประหลาดที่ชวนให้สบายใจ คนที่เดินตามหลังคือหัวหน้าหน่วยเกือบทั้ง 15 กระทรวงของอาณาจักรตอนนี้ หนึ่งในนั้นคือคนที่ไปพาอามิเรียมาพบกับโรงเรียนนี้ ดังนั้นอามิเรียจึงมองเขา ก่อนจะละสายตามาที่คนนำหน้าที่เธอรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้พบ และเมื่อเขาเดินผ่านหน้าเธอ เด็กสาวก็ย่อกายเคารพอย่างงดงามและค้างอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งขบวนผู้มาเยือนอันยาวเหยียดจะสิ้นสุดลงหลังจากเริ่มขบวนมาได้เกือบหนึ่งชั่วโมง คนทั้งหมดต่างยืดตัวขึ้นเมื่อคนสุดท้ายของขบวนอันยิ่งใหญ่นั้นเดินผ่านหน้าตนไป ก่อนจะสลายตัวทันทีและไปจัดการงานของตัวเอง ขณะอามิเรียยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพื่อฟัง เสียงที่เธอคิดว่าเธอสมควรจะฟังมัน อีกสักครั้ง

32 ความคิดเห็น