ตอนที่ 11 : สอง...สาม...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ก.พ. 60

สวัสดีวันหยุดค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ
.........................................................................................................................................................................


แหวนวงสวยในมือทำให้เจ้าของหรือคนที่มีมันในครอบครองนั่งจับจ้องอยู่นานนับชั่วโมง ถ้อยคำที่เคยบอกว่าคิดไปก็ไร้ประโยชน์ใช้ไม่ได้กับเจ้าตัวนักในเวลานี้ ดวงตาสีเขียวยังคงจับจ้องมองมันอย่างนั้นเนิ่นนาน ตั้งแต่วันที่ไปดูการแสดงนั้นจบลง ประกอบกับคราปายืนยันชัดเจนว่าเขาสัมผัสได้ถึงไอเวทย์บางเบาของเจ้าของฉายาอะควา เด็กสาวทั้งสี่ก็ตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการเรียนมาค้นหาข้อมูลเพิ่มจากในห้องสมุด

“เฮ้ แพท แพท!!!

“ห๊ะ อ๋อ อามิเรีย ตะโกนทำไมน่ะ”

“ฉันมีอะไรจะบอกแหละ ฉันว่านะ เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโซนตะวันออกก็ได้นะ” คำบอกเล่าของเพื่อนทำให้เธอขมวดคิ้วเพราะครั้งแรกที่เธอรวบรวมข้อมูล หากที่มาของตำนานแห่งดวงดาวเกี่ยวข้องกับแหวนจริง ทางเดียวที่มันจะเกี่ยวข้องด้วยก็คือโซนตะวันออกของอาณาจักรนั่นเอง

“ก็นี่ไง พอดีว่าเมอร์ลินเอาหนังสือประวัติศาสตร์โรงเรียนมาคืน มิราเลยเอามานั่งอ่านเล่นแล้วก็เลยไปเจอนี่มา” อามิเรียส่งหนังสือที่เธอถือไว้แล้วเปิดหน้าที่ต้องการให้เพื่อนดู

“การก่อตั้งโรงเรียนจัดตั้งขึ้นตามหลักการก่อตั้งอาณาจักร คือเรียงลำดับอาคารตามลำดับของดวงจันทร์”

“เหมือนโซนอะหรอ”

“อือ”

“แต่ไม่เห็นมันจะมีแค่สี่อาคารตรงไหนเลยนี่นา ออกจะวกไปวนมาด้วยซ้ำ”

“เหมือนมันจะเป็นการวางผังที่ค่อนข้างจะพิเศษน่ะ เริ่มจากจุดศูนย์กลางที่หนึ่ง วนตามเข็มนาฬิกาที่สอง สาม สี่และห้า ล้อมรอบด้วยประกายแห่งดวงดาราทั้ง 12

“ทำไมมันฟังดูซํบซ้อนจัง”

“จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอก ตรงนี้คือน้ำพุหน้าโรงเรียนใช่ไหม นั่นคือศูนย์กลางที่หนึ่ง แล้วก็อาคารเรียนทั้งสี่ของเราก็คือการวนตามเข็มนาฬิกาไง เริ่มจาก ดิน น้ำ ไฟ และลม”

“แล้วอะไรคือล้อมรอบด้วยประกายแห่งดวงดาราทั้ง 12

“ก็จะมีการลงอักขระเวทผสมธาตุทั้งสี่ไว้ 12 จุดรอบกำแพงโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของพวกเราไง”

“แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับแหวนวงนี้?

“ตะวันออกของที่นี่ก็คือตำแหน่งของอาคารน้ำไง”

“และจากที่เราคุยกัน ถ้าเราเจอคราปาที่นี่ และเธอก็เจอแหวนนั่นที่นี่มันน่าจะหมายถึงเราน่าจะพบอะควาที่นี่มากกว่าโซนตะวันออก” มิราเอ่ยสิ่งที่เธอคิดก่อนเดินมารวมกับเพื่อนๆ

“ใช่ แล้วมิรากับฉันก็ได้วางแผนแล้วว่าในอาทิตย์หน้าที่เข้าเรียนวิชาธาตุน้ำจะลองไปค้นหาดู”

“ยังไง? เสียงถามของคนไม่ได้วางแผนดังขึ้นและได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มเท่านั้น

 

เวลาล่วงเลยจนถึงวันที่พวกเธอรอคอย การเรียนเวทธาตุน้ำในวันนี้นั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า แพทริเซียเหลือบมองนาฬิกาอย่างกระวนกระวายใจ

“เธอรู้สึกแย่หรอ”

“ไม่เป็นไรอามิเรีย ขอบใจนะ”

“เอาล่ะ วันนี้เราจะสิ้นสุดการเรียนเพียงเท่านี้นะคะ เจอกันครั้งหน้าค่ะ” จบการกล่าวปิดคาบมิราก็พยักหน้าให้เพื่อนก่อนที่ตัวเธอจะเดินไปหาอาจารย์สาว

“อาจารย์คะ”

“ว่าอย่างไรคะ คุณมิรา”

“หนูอยากสอบถามถึงการเรียนในเรื่องนี้ค่ะ หนูไม่ค่อยเข้าใจ” มิราเอ่ยถามก่อนยกสมุดจดรูปแบบวงเวทของเธอออกมาและเอ่ยถาม เสียงเอ่ยถามและการตอบคำถามดำเนินต่อไปและเบาลงเรื่อยๆเมื่อเด็กทั้งสามเดินออกห่างมาจากเจ้าของเสียง ดาวิน่าเดินตรงไปยังหอคอยด้านหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเธอจะได้รับอนุญาตให้เข้าใช้เมื่อเรียนในชั้นปีที่สูงกว่านี้ เด็กสาวหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าทุกคนมุ่งความสนใจไปที่การรับประทานอาหารร่างของพวกเธอทั้งสามก็หายลับไปหลังประตู

“อาจารย์คะ อาจารย์” เสียงเรียกของเด็กสาวตรงหน้าทำให้สายตาของอ.เมวิน่าเบนกลับมาจากบานประตู

“ว่าไงคะ”

“อาจารย์ยังไม่ได้ตอบคำถามของหนูเลยค่ะ”

“อ๋อค่ะ ตรงนี้คุณต้อง...” ถ้าเขาอยากหา ก็ปล่อยให้พวกเขาได้ค้นหาตามใจชอบ และเมื่อถึงเวลาเราค่อยแย่งชิงสิ่งนั้นมาก่อนที่มันจะรวมตัวกันครบ คุณมีหน้าที่จับตาดูก็พอ เสียงคำสั่งดังก้องในหูอาจารย์สาวโดยไม่มีใครสังเกตมุมปากของเธอก็ยกขึ้นแล้วมองเด็กสาวที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่เบนความสนใจอย่างสมเพช เด็ก...อย่างไรก็คือเด็ก

 

“จะว่าไปฉันก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่าทำไมเราต้องเข้ามาในนี้” เสียงถามแผ่วเบาดังจากปากที่เดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย

“โถ่แพท ก็เพราะเราหาอะควาไม่เจอจากข้างนอกนั่นไง เมื่อเช้าก็ลองแล้วไม่ใช่หรอ” เสียงที่แผ่วเบาไม่แพ้กันจากคนนำทางหรือคนวางแผนอีกคนส่งผลให้เจ้าของดวงตาสีแดงที่อยู่ตรงกลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

“อามิเรียดูคราปาด้วยนะ” คำสั่งสำทับจากคนนำทำให้อามิเรียก้มมองของในมือที่ตอนนี้กำลังฉายแสงออกมาเป็นแผนที่ ที่กำลังส่องแสงวิบวับก่อรูปร่างของเส้นทางภายในหอคอย มันคือทาเวโนล่าที่อาศัยพลังของคราปาเพื่อเสาะหาอะควา

“ซ้าย”

“ขวาแล้วขวา”

“ตรงไปชนเข้าผนังไปเลย”

“ซ้าย ไม่ เลยแล้ว ซ้ายก่อนหน้านี้ครึ่งมิล” เสียงบอกทางยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ มันคือมาตรการป้องกันผู้บุกรุกขึ้นหอคอยโดยไม่มีตราประทับของชั้นปีที่สอง และในที่สุดผู้บุกรกทั้งสามก็เดินทางมาถึงยอดหอคอยที่ที่คราปาสัมผัสได้ถึงพลังของอะควาได้ชัดเจนที่สุด

“ที่นี่แหละ” คำกล่าวของคนบอกทางดังขึ้นเมื่อแพทริเซียก้าวเข้ามาแล้ว

“ตรงไหนล่ะคราปา” เสียงถามของคนปิดท้ายที่ดูหน้าซีดลงอย่างมากมายดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของแพะทะเลที่มาในรูปลักษณ์ที่มีขนาดเท่าม้าตัวหนึ่งในละอองแสงที่ขาวทอประกายรวมกัน

กุบกับ กุบกับ

เสียงของกีบเท้าแพะดังไปทั่วห้องก่อนเจ้าตัวจะเดินมาหยุดที่ผนังด้านหนึ่ง หางสวยงามตวัดชนผนังโครมใหญ่ก่อให้เกิดช่องว่างสีดำสนิทที่ชวนพิศวง เขาเดินนำเข้าไปก่อนแรงลมจะพัดวูบส่งเด็กสาวทั้งสามให้หายเข้าไปด้วย

“โหย อยู่ใต้จมูกเมวิน่าขนาดนี้ ยัยนั่นคงแค้นแย่ที่หาอะควาไม่เจอ” เศษดินที่ประกอบกันจนกลายเป็นชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้นก่อนเดินไปนั่งบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์

“นายทำเป็นพูดดีไป ตอนคราปาก็ไปค้นที่คอกบ้านั่นเองตั้งเกือบสิบปียังหาไม่เจอเลยไม่ใช่หรือไง” หญิงสาวเจ้าของเสียงก้าวออกมายืนกอดอกอยู่หน้าเขาจากความว่างเปล่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน

“ยัยแอ๊บแก่ อย่ามาพูดมาก น่ารำคาญ ระวังสายลมของเธอไว้ให้ดีเถอะ เธอเองไม่มีแม้แต่ว่าจะหาที่ไหนได้เลยไม่ใช่รึไง”

“เครเมอร์!!! สายลมพุ่งเข้าชนคนที่เธอเอ่ยชื่อและปะทะเข้ากับกำแพงดิน

“อะไรนาตาชา ไม่พอใจอะไรฉันหรือไง” การปะทะของพลังงานสองรูปแบบจางหายไป เพื่อให้ทั้งคู่ได้สบตากัน แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรได้มากกว่านี้ หนามกุหลาบที่ก่อร่างจากไฟก็ตวัดร่างของทั้งสองให้ถอยห่างจากกัน

“หยุด ทั้งคู่เลย คิดว่าเราว่างนักหรือไง ไปรายงานเจ้านายแล้วกลับไปทำหน้าที่ตัวเองได้แล้ว เดี๋ยวเด็กน่ารำคาญของที่นี่ก็รู้ตัวจนได้หรอก” เสียงยั่วยวนอ่อนหวานดังขึ้นจากเตาผิง

“โซเฟีย”

“ฉันเอง แยกย้ายไปได้แล้ว รำคาญ” เสียงหวานเอ่ยก่อนไฟจะดับลงและคนในห้องก็หายไปพร้อมกับสถานที่ที่กลับมาสงบอีกครั้งราวกับไม่เคยมีใครเข้ามามาก่อน

 

สถานที่ที่พวกเธอเข้ามาไม่ได้ดำมืดอย่างที่คิด มันทอแสงไปด้วยหมู่ดาวมากมายทั้งใกล้และไกล

“เธออยู่นั่นไง” เสียงของคราปาเรียกพวกเธอกลับมาจากการเหม่อมองรอบตัว ก่อนพบกับบ้านหลังน้อยที่มีหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างกำลังก้มลงตักน้ำจากสายธารแห่งดวงดาว

“อะควา”

ตึง!!

ถังน้ำจากมือหญิงสาวหล่นลงพื้นพร้อมกับการวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสามและหนึ่งกลุ่มดาวอย่างดีใจ

“คราปา นายหลุดจากผนึกเมื่อไหร่ รู้ไหมว่าการอยู่ที่นี่ทำฉันลำบากขนาดไหน ไหนจะต้องเลี้ยงเจ้าปลาแฝดนั่นอีก”

“ปลาแฝด?” เสียงทวนคำพูดทำให้หญิงสาวหรือที่ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าคืออะควาหันไปมอง

“อ๋อ ผู้ที่ปลดผนึกนายออกมาสินะ แปบนะ เดี๋ยวจะพาเจ้าปลาแฝดมาหา” อะควาพุ่งพลังออกไปก่อนสายโซ่สีรุ้งที่พันธนาการปลาสองตัวไว้จะลอยมาตามการเรียกของเธอ

“โย่ว ว่าไงจ๊ะอะควาที่รัก” เสียงทักทายของปลาตัวสีโทนร้อนเอ่ยทักก่อนบิดตัวไปมาอย่างเมื่อยขบ

“เรียกพวกเรามามีอะไรหรือเปล่าฮะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารนี่นา” เสียงใสซื่อจากปลาสีโทนเย็นถามขึ้นก่อนเขาจะสบตาเข้ากับแพทริเซีย

“อ๋อ พวกเขามากันแล้วนี่เอง” สิ้นคำร่างของปลาแฝดที่ว่าก็กลายร่างมาเป็นรูปลักษณ์ของสัญลักษณ์ขนาดเล็กทันที

“เปิดทาเวโนล่าสิจ๊ะ” อะควาขยิบตาให้สีหน้ามึนงงของเด็กสาวทั้งสาม ก่อนที่อามิเรียที่ถือทาเวโนล่าอยู่จะตั้งสติได้แล้วเปิดมันออกก็ตอนที่เจ้าสัญลักษณ์นั้นวิ่งมาเกือบชนหน้าเธอนั่นแหละ เมื่อสัญลักษณ์จมหายไปตรงตำแหน่งเลขสามของทาเวโนล่า อะควาก็หันมายิ้มให้คราปาก่อนจะกลายร่างเป็นคนโทน้ำแล้วลอยมาที่ตำแหน่งเลขสองแล้วจมหายไป

“ปลาเมื่อกี้มัน”

“ซีกับไพน่ะ ไปเถอะพลังของสองคนนั้นจางลงมากแล้ อีกเดี๋ยวทางเชื่อมก็จะหาย” คราปากล่าวทำให้ทั้งหมดรีบออกมาจากที่นั่นทันที

เมื่อคราปาเดินออกมาและหายเข้าไปในทาเวโนล่าประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยมือของเจ้าของห้อง

“อ้าว พวกเธอขึ้นมาทำอะไรคะ”

“เอ่อ อาจารย์เมวิน่า”

“บีวีเนอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหอคอยฝึกฝนธาตุนี่คะ คุณอามิเรีย”

“เอ่อ คือว่าคือ”

“ไม่ทราบว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ดีพอไหมคะ คุณแพทริเซีย”

“พวกเรา...หลงทางน่ะคะ”

“ถ้าเช่นนั้น...” เสียงทอดยาวที่หายไปของอาจารย์สาวทำให้ดาวิน่ากลั้นหายใจกับคำโกหกของเธอ

“คุณคงต้องการคนนำทางกลับสินะคะ” อาจารย์สาวเอ่ยถาม

“เอ่อค่ะ ใช่ค่ะ” แพทริเซียรีบกล่าวสนับสนุนเพื่อน เมวิน่าจึงกดปุ่มสีฟ้าตรงโต๊ะของเธอทันใดนั้น บานประตูบานหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า

“มันจะพาพวกคุณไปส่งที่ชั้นเรียน เชิญค่ะ”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์” คนเป็นอาจารย์ทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนที่ร่างของเด็กสาวทั้งสามจะหายลับไปกับบานประตู

“การหลงทางไม่ใช่คำตอบที่ถูกนะคะ คุณดาวิน่า” คำพูดสุดท้ายที่กล่าวเพียงแผ่วเบาจึงไม่อาจส่งถึงเด็กสาวเหล่านั้นได้

 

สถานที่แห่งนี้ยังคงเงียบ เป็นความเงียบย่างที่คงอยู่มาทุกวัน เจ้าของสถานที่กำลังนั่งหลับตาอยู่หลังผนังพิงสูงใหญ่ เธอจึงไม่เห็นว่าใครบางคนกำลังเดินทางมายังห้องของเธอ

ก๊อกๆๆ

“เชิญ” เสียงหวานใสเอ่ยเชิญก่อนบานประตูจะถูกผลักออก

“ดิฉันสัมผัสได้ถึงสัญลักษณ์ที่สองและสามค่ะท่าน”

“ทำงานดีว่าริชเสียอีกนะเธอน่ะ”

“ขอบพระคุณค่ะ”

“แล้วยังไงล่ะ เธอคงไม่ได้มาแค่รายงานว่าเธอรู้สึกถึงมัน ถูกไหมคะ” เสียงเรียบเรื่อยแต่มีจังหวะจะโคนในการพูดที่ทำให้คนฟังขนลุกเกรียว

“เอ่อ คือ ค่ะใช่ค่ะ ดิฉันดำเนินการบางอย่าง...เอ่อ ไปแล้วค่ะ”

“โอ้ เช่นนั้นหรือคะ ดีค่ะถ้าเป็นเช่นนั้นจะยอดเยี่ยมมากค่ะ”

“แล้วดิฉันเอ่อ”

“ของของคุณอยู่ที่ห้องทำงานแล้วค่ะ ดิฉันให้ริชจัดการแล้ว”

“แล้วท่านออกมาสู่แสงสว่างได้แล้วหรือคะ”

“อ๋อ เรื่องน่ายินดีค่ะ เรื่องน่ายินดี ยิ่งเด็กพวกนั้นรวบรวมสัญลักษณ์ไปมากเท่าไหร่ พันธนาการของดิฉันก็ยิ่งเบาบางลง”

“เอ๊ะ ทำไม?

“นั่นสิคะ ทำไม ดิฉันเองก็ไม่ทราบเช่นกันค่ะ และคิดว่าต่อให้ทราบก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้คุณทราบใช่ไหมคะ”

“เอ่อ ค่ะ ใช่ค่ะ ไม่จำเป็น เอ่อ ดิฉันขอตัว ขอตัวก่อนนะคะ”

“เชิญค่ะ”

“ขอบพระคุณค่ะ” คนที่เข้ามารายงานความคืบหน้ารีบถอยกายเพื่อออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด

“อ๋อ เรื่องของเด็กน้อยที่น่ารักของคุณ ดิฉันขอยืมตัวหน่อยนะคะ มีเรื่องจำเป็นต้องใช้ ริชเขาชอบน่ะค่ะ” มือที่กำลังจับบานประตูชะงักค้างก่อนเจ้าของร่างจะหันกายมาอย่างบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา

“อะ-ไร-นะ-คะ” คำพูดที่เน้นเป็นคำส่งให้คนหลังเก้าอี้หัวเราะเสียงใส

“แหมๆ อย่าโกรธสิคะ ดิฉันเพียงล้อเล่นเท่านั้นเองค่ะ คุณก็คิดมากเกินไปนะคะ เด็กน้อยคนนั้นจะปลอดภัยตราบเท่าที่คุณยังคงเป็นคุณเช่นนี้ค่ะ ไปพักผ่อนเถอะค่ะ อ๋อ แล้วกรุณานะคะ อย่าบังอาจทำเสียงแบบนั้นใส่ฉันอีก เธอเป็นใครแล้วฉันเป็นใคร ควรรู้สถานะตัวเองนะคะ” เสียงเข้มตอนท้ายที่ไม่ได้แสดงว่าเจ้าตัวกำลังล้อเล่น ทำให้คนที่โกรธรีบย่อกายคำนับอย่างรีบร้อนแล้วเดินห่างออกไปจากห้องด้วยสัญชาตญาณในตัวที่กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง...ผู้หญิงคนนั้นคือตัวอันตราย!!!

32 ความคิดเห็น