ตอนที่ 10 : โรงละครสามพัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

สวัสดีวันพุธค่ะ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเด็กสาวของเราไปเอาแหวนนั้นมาจากไหน อ่านให้สนุกนะคะ ><

..........................................................................................................................................................................



        “ฉันไม่เคยแพ้ทะเล ไม่เคยเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ อันที่จริง ฉันชอบน้ำมากๆด้วยซ้ำไป” ประโยคแรกที่ยาวเหยียดของคนป่วยหลังจากเจ้าตัวทำท่าเคร่งเครียดมาสักพัก ทำให้เหล่าเพื่อนสาวที่นั่งล้อมรอบอยู่ขมวดคิ้วอย่างมึนงง

        “แล้วทำไมเธอ...”

“แค่ที่นั่นเท่านั้นมิรา ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร แต่เฉพาะที่นั่นที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ได้แบบนั้น”

“นี่คือที่เธออยากเล่าให้เราฟังหรอ”

“เปล่า ตอนแรกฉันคิดว่าฉันไม่โอเคกับทะเลเฉยๆ เลยมีอาการแปลกๆ แต่ที่อยากเล่าให้ฟังเพราะนี่” มือข้างขวาที่เจ้าตัวกำๆแบๆอยู่สักพักถูกยื่นขึ้นมากลางวง พร้อมกับความสงสัยที่มากกว่าเดิม

“แล้วแหวนมันทำไมล่ะ”

“ฉันฝันเห็นมันแต่มันกลับมีอยู่จริงๆ เธอว่ามันแปลกไหมอามิเรีย”

“ไหนเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะแพท”

 

สายน้ำที่แลดูกว้างสุดสายตา แต่หากว่าเธอกลับเห็นขอบของพื้นดินชัดเจน เด็กสาวหรี่ตากับความผิดปกติบางอย่างในความรู้สึก ดวงตาสีเขียวทอประกายประหลาด และก่อนที่จะรู้ตัวร่างของคนที่ยืนอยู่ริมฝั่งน้ำก็ค่อยๆจมหายไปกับสายน้ำจนลับตาไป

ใต้น้ำไม่ได้อึดอัดหรือขาดอากาศหายใจอย่างที่คิดผืนน้ำสีฟ้าสะอาดตาแต่ว่าใสจนมองเห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยที่แหวกว่ายรวมไปถึงพืชน้ำที่ประชันขันแข่งแย่งแสงและอวดความสวยเคลือบยาพิษ บ้างก็แกล้งทำตัวน่าเกลียดเพื่อปกป้องตัวเอง แพทริเซียกวาดตาไล่มองรอบตัวจนทั่วเพื่อหาถึงอะไรบางอย่างที่เธอรู้สึกถึงความผิดปกติในความรู้สึกของเธอ

“อะไรที่มันผิดที่ผิดทาง อะไรบางอย่าง...” เด็กสาวพึมพำกับตัวเองก่อนเริ่มออกเดินห่างจากฝั่งไปอย่างไม่รู้จุดหมาย หรือบางที สิ่งที่ผิดปกติสิ่งเดียวที่นี่ก็คือตัวเธอเอง

แว๊บ!!

แสงสว่างที่แวบเข้ามาในหางตาทำให้คนที่กำลังก้าวเข้าหาความมืดมืดชะงักก่อนหมุนตัวไปหาแสงนั้นอย่างรวดเร็ว ฝูงปลาตัวน้อยที่กำลังว่ายผ่านพากันแตกฮืออย่างตกใจออกไปรอบด้าน และนั่น ทำให้แพทริเซียสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอเดินผ่านมันไป

“กระจก? กระจกบานโตสีใสสะอาดคล้ายกระจกเงา หากแต่เธอ ทื่ยืนเบื้องหน้ากระจกกลับไม่ได้เห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น บนกระจก สะท้อนภาพก้อนหินน้อยใหญ่ พืชน้ำมากมาย แต่สิ่งที่กระจกสะท้อนก็ไม่ได้อยู่เบื้องหลังกระจกเช่นกัน

“นี่มันอะไรกันเนี่ย” มือบางเอื้อมไปสัมผัสกับกระจกใสนั้นอย่างแผ่วเบา แล้วความทรงจำของเธอก็เลือนรางลง กรอบกระจกสีน้ำเงินหลอมตัวบีบเข้าหามือเธอรวมถึงแผ่นกระจกที่ดูดตัวเธอไว้ เด็กสาวเพิ่งรู้ตัวว่าเธออยู่ใต้น้ำ เมื่อตอนนี้ เธอหายใจไม่ออก แพทริเซียพยายามกระชากมือออกจากกระจกก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบไปพร้อมวงแหวนที่ปรากฏขึ้นบนนิ้วของเธอ

 

“แล้วพอฉันตื่น ฉันก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าฝัน แต่พอมีแหวนมาด้วยแบบนี้มันเลย...” คนป่วยเว้นไว้ให้เพื่อนๆคิดกัน ความเงียบที่น่ากังวลก่อเกิดขึ้นรอบตัวของเธอทั้งสี่ และสุดท้าย ตัวคนเล่าก็หยุดบรรยากาศนั้นลงด้วยการลุกขึ้น

“ฉันว่าฉันไปอาบน้ำก่อนดีกว่า มีการบ้านที่ต้องทำด้วย เรื่องที่คิดยังไงก็ยังไม่ได้คำตอบก็ปล่อยมันไปก่อนเถอะ แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คำตอบ มันจะวิ่งมาหาเราเองนั้นแหละ” คนคิดอะไรง่ายๆ พูดทิ้งท้ายก่อนเดินหายไปในห้องน้ำ

 

วิชาเรียนวันนี้เริ่มต้นด้วยศาสตร์แห่งไฟ แน่นอน ห้องเรียนของที่นี่ก็ยังคงรูปแบบเดิมคือ เรียนเรื่องไฟก็เจอห้องเรียนที่มีไฟ ดังนั้นในวันนี้นอกจากชุดนักเรียนปกติแล้ว เด็กๆจึงต้องเตรียมเสื้อกันไฟกันมาด้วย

“โหย ถ้าร้อนกว่านี้ฉันให้โล่เลยนะ” แพทริเซียบ่นพึมพำก่อนพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อก่อกองไฟขึ้นจากความว่างเปล่าตรงหน้า ไฟ มีนิยามการก่อกำเนิดที่สั้นและเรียบง่ายกว่าอะไรทั้งหมด ไฟคือจิตใต้สำนึก ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องเตรียมตัวมา นอกจากสิ่งป้องกันความร้อนแล้วก็มีเพียงจิตใจที่นิ่งสงบ สงบพอที่จะยืนนิ่งเมื่อเผชิญกับเปลวไฟที่ก่อตัวอยู่ตรงหน้าหรือแม้แต่ที่จะเข้ามาคร่าชีวิต

“แล้วคิดอะไรออกบ้างหรือยัง กับแหวนวงนั้น”

“เอาเวลาไหนไปคิดล่ะ เมื่อคืนพอทำการบ้านเสร็จก็หลับเป็นตายเลย” แพทริเซียบ่นงึมงำ แล้วหรี่ตาลงอย่างขัดใจ เมื่อพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้ายังคงว่างเปล่า

“เธอเครียดมากเกินไปหรือเปล่าแพท ขอบใจนะ” ดาวิน่าเอ่ยถาม เมื่อดับเปลวไฟที่สูงแทบจะเท่ากับภูเขาไฟในที่เรียนของเธอลง แล้วเดินมานั่งข้างเพื่อน แล้วรับน้ำหวานจากอามิเรียมา

“ไม่เป็นไร กินอะไรหวานๆจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นนะ”

“ขอบใจ ฉันคงคิดมากเกินไปจริงๆ”

“ดูสิทุกคน ว่าฉันไปเจออะไรมา” เสียงร่าเริงขัดกับบรยากาศทำให้สามสาวหันไปมองเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอที่หายไป

“อะไรหรอมิรา สมุดรวมภาพวาดจากทิศตะวันออกนี่ มีอะไรล่ะ”

“ก็เนี่ย วันนี้ใช่ไหม ฉันว่างๆเลยยืมหนังสือรวมภาพวาดของทั้งสี่ทิศมา พอดีตอนนั้นเห็นในหนังสือตำนานภาพวาดมันเขียนถึง หาอ่านมานานแล้ว โรงเรยนเรามีครบเซตแถมทุกอิดิชั่นด้วยนะ ฉันเลย..”

“หยู๊ดดด พอก่อนมิรา คือที่อามิเรียถามน่าจะหมายถึง เธอเอามันมาให้เราดูทำไมมากกว่าว่าทำไมเธอถึงอ่านมันนะ”

“อ๋อ โทษทีดาวิน่า สงสัยตื่นเต้นไปหน่อย ก็ในหน้าที่ 734 พับที่ 11 รูปที่ 26 ภาพย่อยที่ 4 ทางขวามือถัดจากโบสถ์หลวงน่ะ มันเป็นรูปของวงแหวนที่เราเห็นที่นิ้วของแพทน่ะสิ”

“หา” คราวนี้จากไม่สนใจ ทุกคนก็กรูกันเข้ามาดูรูปที่ว่ากันยกใหญ่ ในขณะที่แพทริเซียยกมือตัวเองขึ้นเทียบกับรูป

“เหมือนมากเลยนะ มันคือรูปของอะไรหรอมิรา”

“ปิ๊งป่อง นี่แหละคำถามที่ต้องการล่ะอามิเรีย ฉันก็สงสัยเหมือนเธอ เมื่อกี้เลยไปห้องสมุดมา แล้วฉัน...”

“เดี๋ยวนะ เธอไปห้องสมุดมาเมื่อกี้? นี่มันชั่วโมงเรียนนะ ยังไม่นับที่เธอเอาหนังสือนี่มาอ่านเวลาเรียนอีก แล้วยัง..” คราวนี้อามิเรียพูดไม่ทันจบมิราก็ยกมือขึ้นขัดบ้าง

“ฉันขออนุญาตแล้วน่า ไฟนั่นฉันก็ขึ้นรูปได้แล้ว เอาล่ะ กลับมาเรื่องของเรากันดีกว่า พอฉันไปค้นหา ปรากฏว่ามันคือวงแหวนดวงดาว”

“มันคือ?

“มันเป็นแหวนในนิทานก่อนนอนของเด็กๆในสมัยก่อนน่ะ เธอไม่เคยฟังหรอแพท”

“ไม่นะ ฉัน...”

“ตรงนั้น ซ้อมกันถึงไหนแล้วจ๊ะ” เสียงหวานสดใสที่ดังมาพร้อมกับร่างของอ.สาวในชุดสุดเปรี้ยวและดวงตาที่พราวไปด้วยประกายความไม่พอใจบางเบาทำให้ทั้งสี่เลิกคุยกัน

“กำลังซ้อมร่วมกันค่ะอาจารย์”

“ดีมากจ่ะ มิรา” เสียงหวานของอ.โซเฟีย นา อาจารย์สาวประจำวิชาธาตุไฟส่งเสียงตอบก่อนจะเคลื่อนกายจากไป ส่งผลให้เด็กสาวเลือกที่จะหันไปสนวจการฝึกซ้อมในวันนี้ต่อ

 

“ได้ข่าวว่าโดนอ.โซเฟียดุหรอ” เสียงทักร่าเริงดังขึ้นเมื่อเด็กทั้งหมดเดินไปรับประทานอาหารประจำอาคารเรียนนี้ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะมันฟังล้อเลียนมากกว่าถากถาง

“ก็...ไม่เชิงดุหรอก เขาเรียกควบคุมสถานการณ์ย่ะ เนอะอามิเรีย” คนกวนประจำกลุ่มที่ดูจะกลับคืนมาแล้วหลังจากเลิกฟุ้งซ่านส่งเสียงกวนตอบก่อนหันไปหาลูกคู่

“ใช่ๆ เจฟเข้าใจผิดแล้วอย่ามาใส่ร้ายพวกเราสิ เนอะแพท” เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมรับ เจฟเลยส่ายหน้าเบาๆก่อนเปลี่ยนประเด็น

“เย็นนี้ ฉัน เมอร์ลิน ไครซิส โร๊ก แล้วก็เรย์ฟรีซจะไปดูละครที่โรงละครสามพัน ไปด้วยกันไหม”

“ชวนแพทไปเดทหรอ” เสียงดังไร้ซึ่งอารมณ์จากหนอนหนังสือที่ตอนนี้ยังคงมองภาพในหนังสือภาพอย่างหลงใหล ส่วนมืออีกข้างก็กำลังหาข้อมูลประกอบภาพที่อ่านทำให้เจฟส่ายหน้าน้อยๆอย่างไม่อยากต่อล้อต่อเถียง

“มาชวนหนอนหนังสือไปหาหนอนหนังสือต่างหาก เห็นว่างานนี้หลังจบงานจะมีบทละครหายากที่จะทำมาขายแค่รอบยี่สิบปีละสามฉบับมาวางขายด้วยนะ”

“ที่ไหน กี่โมงต้องเตรียมตัวอะไรบ้างล่ะ” มิราเอ่ยตอบอย่างกระตือรือร้น

“เธอนี่นะ สัก 5 โมงเย็นตรงสวนกลางหอพักแล้วกัน ฉันไปล่ะ แล้วเจอกัน” เจฟเอามือไปแตะที่หางคิ้วแล้วสะบัดเพื่อบอกลา

“ดีเลย ฉันว่าจะไปหาซื้อของใช้สักหน่อย บางทีอาจหางานทำเพิ่มด้วย อยู่ว่างๆมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย” คนเคยทำงานทุกวันบ่นๆ

“อยู่ว่างบ้างก็ได้ไหมอามิเรีย เธอจะทำงานตั้งแต่ตื่นยันหลับตาเลยหรือไง”

“แพทพูดถูก เธอควรกลับมาอยู่กับหนังสือที่น่ารักบ้างนะ”

“โอ๊ย เธอก็อีกคน วางๆลงบ้างเถอะ หนังสือเธอที่ห้องน่ะล้นตู้เสื้อผ้าหมดแล้ว”

“ฉันเก็บหนังสือที่ใต้เตียงต่างหาก จะไปล้นตู้ได้ไงล่ะแพท”

“นั่นสิ” ดาวิน่าพยักหน้าอย่างพาซื่อทำให้แพทริเซียส่ายหน้า

“ฉันเปรียบเทียบย่ะ โอ๊ย ปวดหัว ไปหาอะไรกินดีกว่า” คนกวนเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้สามสาวยิ้มให้กันแล้วเดินตามไป โดยไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่จับตาดูพวกเธอตั้งแต่อยู่ในคาบเรียน

“พวกเธอพบอะไรบางอย่าง” หญิงสาวกล่าวเมื่อเด็กสาวคนสุดท้ายลับสายตาไป พร้อมเอนตัวลงพิงกับผนังอย่างสบายอารมณ์

“อะไรบางอย่างนั้นอาจเป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเราตามหาใช่ไหมล่า” เสียงร่าเริงดังขึ้น ขัดกับภาพลักษณ์ปกติของเจ้าตัวที่มักจะทำเสียงทุ้มแหบอยู่ตลอดเวลา

“อาจใช่ และไม่ใช่” มือบางยกมือขยับแว่น และก่อนที่ใครจะรู้ตัว พวกเขาทั้งสามก็เปลี่ยนแปลงท่าทีก่อนพากันเดินหายไปจากที่ตรงนั้น เมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา

 

“บทละครหายากนั่นน่ะ ว่ากันว่า...”

“เป็นบทละครที่ประพันธ์โดยนักเขียนนิรนามที่ขึ้นชื่อด้านการประพันธ์มากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมา”

“ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร หน้าตาแบบไหน แต่บทประพันธ์ของเขาจะปรากฏขึ้นทุกๆยี่สิบปี”

“พร้อมกับหนังสือทั้งหมดสามฉบับที่มีเรื่องราวเดียวกันแต่บทจบไม่เหมือนกัน ดังนั้นมันจึงหายากและน่าค้นหามาก” อามิเรีย ดาวิน่าและแพทริเซียต่อบทคำพูดของมิรา หลังจากเจ้าตัวพูดเริ่มขึ้น

“เธอพูดประโยคพวกนี้วนมาเกือบร้อยรอบจนฉันจะท่องได้แล้วนะมิรา นั่งลงก่อนเถอะน่า”

“เธอไม่เข้าใจฉันหรอกแพท มันน่าตื่นเต้นมากเลยนะ ฉันเคยได้ยินมานาน แต่ไม่เคยรู้ว่ามันอยูที่ไหน ตั้งแต่เกิดมา ฉันเพิ่งเคยอ่านไปแค่ฉบับเดียวเองด้วยซ้ำ”

“ฉันไม่เคยอ่านเลยสักฉบับฉันยังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลยนะ” อามิเรียพึมพำเบาๆ เพราะเธอรู้ว่าถ้าเพื่อนสาวได้ยินคำพูดนี้ เรื่องราวของนิยายพิเศษนี้คงถูกเล่าจากปากมิราอีกรอบแน่ๆ

“พวกเธอไม่เข้าใจหรอก หนังสือน่ะคือศาตร์แห่ง”

“จิตวิญญาณที่ถ่ายทอดตัวตนในอีกมุมหนึ่งของคนเขียนลงไป” คำพูดของมิราขาดตอนไปพร้อมกับคำพูดต่อมาที่เกิดจากผู้ชายอีกคนที่ทุกคนคุ้นหน้าดี

“อ้าวเมอร์ลิน มาตั้งแต่เมื่อไหร่” แพทริเซียเอ่ยทักทายหนุ่มแว่นที่อยู่ๆก็ดูขี้อายขึ้นมา

“เมื่อกี้ เธอก็จะไปดูหนังสือนั่นเหมือนกันใช่ไหมมิรา”

“ใช่ ฉันอยากสัมผัสมันแบบหน้าร้านบ้างน่ะ ตั้งแต่เกิดมานะ เพิ่งเคยอ่านไปแค่เล่มเดียวเอง”

“ฉันสามแล้ว มีอยู่ที่บ้าน สนใจไหม ให้ยืมได้นะ”

“จริงหรอแล้ว...”

“หนอนหนังสือเจอกันแล้วงี้มิราจะยอมไปดูละครกับเราไหมเนี่ย” แพทริเซียบ่นเพื่อนที่เข้าสู่โลกแห่งหนังสือไปแล้วก่อนทั้งหมดจะเริ่มออกเดินเมื่อเจฟส่งสัญญาณ

“ว่าจะถามก็ลืม แล้วละครที่เราจะดูนี่มันเรื่องอะไรหรอ แล้วไอ้โรงละครสามพันมันคืออะไร”

“อ๋อ ฉันก็ลืม เธอคงมาจากโซนอื่นสินะ” เมื่อเห็นดาวิน่าพยักหน้ารับ เจ้าถิ่นก็สาธยายถึงโรงละครของเขา

“โรงละครสามพัน ชื่อเต็มๆคือ โรงละครสามพันปี...ไม่รู้จะตัดทิ้งทำไมคำว่าปีคำเดียวเนี่ย เอ่อ ข้ามมันไปเถอะ มันตั้งอยู่มานานน่ะ รุ่นปู่รุ่นย่าเราเกิดก็เห็นมันแล้ว ตอนเขาใส่ชื่อมันลงในแผนที่เลยเติมอายุลงไปด้วยเลย”

“แต่ตอนนี้เพิ่งปีสองพันกว่าเองนะ”

“มันอยู่มานานกว่านั้นไง ไม่รู้ใครสร้าง สร้างเพื่ออะไร สร้างมาทำไมน่ะ” เจฟยังทำหน้าที่ตอบคำถามอย่างดีจนกระทั่งพวกเขาเดินออกมาพ้นเขตโรงเรียน

“เอาล่ะ ตั้งใจตามมาดีๆนะคร้าบ เส้นทางหลังจากนี้อาจค่อนข้างไปยากหน่อยเดี๋ยวหลงได้”

“จ้า” เมื่อผู้ร่วมทางรับคำ ผู้นำจึงหัวเราะแล้วนำผู้ร่วมทางเดินหายไปในฝูงชน

 

โรงละครสามพันไม่ได้ดูเก่าแก่อย่างที่คิด มันเป็นโรงละครทรงโค้งรูปร่างสวยงามทันสมัย รอบทิศของโรงละครโอบล้อมด้วยสวนน้ำที่มีต้นไม้ประดับประดาอย่างพอเหมาะ รอบข้างเป็นร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างน่ารักและดูอบอุ่น ผู้คนเดินสวนกันไปมาบ้างก็มาเพื่อลิ้มรสชาติของอาหาร บ้างก็มาเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมละคร

“ฉันคิดว่ามันจะไม่ค่อยมีคนซะอีก” อามิเรียพึมพำ

“นี่เป็นศูนย์กลางนักแสดง คนจะน้อยก็คงแปลก เพื่อนรอแล้ว ไปเถอะ” ไครซิสตอบคำถามที่ไม่ได้ถามนั้นก่อนเดินนำไปด้านหน้า

“จะดูเรื่องอะไรดีอะ” คนนำทางมาถามพร้อมชี้ไปที่รายชื่อละครที่ลายตัวอยู่เหนือบานประตู

“เขาไม่ได้กำหนดเรื่องไว้แล้วหรอ”

“ไม่หรอก แต่เขาจะให้แต่ละคณะละครที่อยากแสดงลงชื่อไว้แล้วเลือกเรื่องที่มีคนอยากเข้าดูมากที่สุดมาจัดแสดงในเย็นวันนั้นน่ะ”

“โห แล้วแบบนี้คนที่ไม่ได้รับเลือกสักทีล่ะ”

“ก็รอไงแพท”

“ใจร้ายจัง” สิ้นคำตอบของเจฟดาวิน่าที่ถือว่าเป็นนักดนตรีที่ชื่นชอบการแสดงก็หน้าเสียไป ก่อนเรย์ฟรีซจะเอามือมาแตะหลังเบาๆ (ผมไม่ได้เตี้ยนะ แค่แตะบ่าไม่ถึงเฉยๆ เอ๊ย แค่ไม่อยากแตะบ่าเฉยๆ : เรย์ฟรีซ)

“ขอบใจจ่ะ”

“เหมือนจะเริ่มแล้วนะครับ เราคงเลือกไม่ทัน” เมอร์ลินขยับหนังสือขึ้นมาหลังจากหางตาเหลือบเห็นว่าตัวหนังสือหน้าบานประตูขยับแล้วก็ปรากฏชื่อเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมาพร้อมภาพนักแสดงที่ขยับตัวไปมาและตัวเลขนับถอยหลังที่บรรทัดสีเขียวกำลังลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่บรรทัดสีแดงมีตัวเลขอยู่สามช่องที่กำลังกระพริบสีแดงกับส้มสลับกันไปมา

“บรรทัดแรกคือจำนวนคนที่เข้าชม ส่วนด้านล่างคือเวลาฉายน่ะ รีบเข้ากันเถอะเดี๋ยวพลาดรอบนี้” โร๊กเร่งเพื่อนเมื่อทุกคนดูจะยังไม่ทันตั้งตัว และเมื่อตั้งสติได้พวกเขาก็รีบวิ่งไปต่อแถวทันที

 

ในโรงละครเหมือนหลุดออกมาอยู่อีกสถานที่หนึ่งรอบข้างแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่ ในวันนี้บทละครที่ผ่านการคัดเลือกคือเรื่อง “ตำนานแห่งดวงดาว”

เนิ่นนานมาแล้ว ณ สุดจักรวาลที่ไกลแสนไกล ณ ที่แห่งนั้นความอ้างว้างและโดดเดี่ยวได้หลอมรวมตัวกันจนก่อให้เกิดเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความเศร้าตรม เธออาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ผ่านคืนและวันที่หลอมรวมไปกับความเหงารอบตัว ดวงตาไร้แววที่สื่ออารมณ์จนผู้ชมน้ำตาคลอ

ไม่นานนัก สายลมอันหนาวเหน็บก็อบอุ่นขึ้น เมื่อใจกลางของพื้นที่ว่างเปล่าก่อกำเนิดแสงสว่างอันอ่อนละมุน ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาจากดาวดวงนั้น ดวงตาที่ทอประกายสดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสนุกสนาน รวมไปถึงความหวังอันไร้ขีดจำกัด เขาเดินทางไปยังดาวต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวเปลี่ยนเหล่าดวงดาวเป็นสายธารแห่งความสุข

จนกระทั่ง เขาเดินทางมาพบกับสถานที่ที่อ้างว้างที่สุดในจักรวาล หญิงสาวที่เขาหลงรักตั้งแต่แรกพบ

“สวัสดีครับ” เสียงทักทายที่แสนนุ่มนวลได้รับการตอบรับเพียงการเบนหางตามามองก่อนหันกลับไปอย่างไม่ไยดี

“ผมมาจากดาวดวงนั้นนะครับ คุณอยู่ดาวดวงนี้มานานแล้วหรือครับ” อีกครั้งที่ความเงียบคือคำตอบของคำถามของเขา หลังจากนั้นทุกวันในเวลาเดิมชายหนุ่มก็จะเดินทางมายังดาวดวงนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง

“คุณต้องการอะไร” หญิงสาวก็ตอบรับต่อคำพูดของเขา

“ผมจะชวนคุณให้มีความสุข” เขายิ้มตอบ

“ความสุข? คืออะไร? ความงุนงงก่อกำเนิดบนใบหน้าของเธอ ชายหนุ่มเพียงยิ้ม หลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาอยู่กับเธอ ค่อยๆสร้างรอยยิ้มลงบนใบหน้าที่เฉยชา สร้างหัวใจขึ้นมาให้กับเธอผู้ไร้หัวใจ แต่กว่าที่พวกเขาทั้งคู่จะรู้ตัว พวกเขาก็ตกหลุมรักกันและกัน พร้อมกับที่หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เธอก็ยังคงเลือกที่จะบอกลาเขาเช่นเคย

และเช้าวันนี้ เขาก็ยังคงมาหาเธอ

“ผมมีความสุขเสมอเมื่ออยู่ใกล้คุณ” หญิงสาวยกมุมปากพลางลูบศีรษะคนที่นอนหนุนตักเธอ

“ฉันก็เช่นกัน” เสียงระโหยที่เอ่ยตอบทำให้เขารู้สึกผิดปกติ ชายหนุ่มจึงดึงมือหญิงสาวไปเกาะกุม

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีอะไรค่ะ” หญิงสาวตอบแต่ครั้งนี้ มือของเธอที่เขากำลังจับอยู่กับเบาบางจนจางหายไป

“คุณ มือคุณ!!! เขาผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ

“ฉันคือความเศร้า คือความมืดมน คือคนที่ไร้ซึ่งความสุข เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ตรงข้ามกับคุณ นั่นแปลว่าอะไรรู้ไมคะ” หญิงสาวส่งยิ้มที่เธอคิดว่ามันกว้างที่สุดไปให้เขา

“ไม่ ไม่ ผมไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”

“เราเข้ากันไม่ได้ค่ะ ฉันไม่อาจมีความสุข และตอนนี้คุณก็กำลังจะเป็นทุกข์ อย่าเลยนะคะ อย่าร้องไห้เพราะฉันขอให้คุณจงเป็นความสุข ความสุขที่ฉันไม่อาจสัมผัสมันได้”

“ไม่ ทำไมคุณไม่บอกผม”

“ฉันเลือกที่จะอยู่กับคุณ มีความสุขกับคุณจนร่างแหลกสลาย ฉันรักคุณนะคะ” หญิงสาวที่เหลือเพียงละอองที่เป็นรูปร่างค่อยๆเคลื่อนใบหน้าเข้าหาคนรักของเธอ จูบสุดท้าย เพื่อทำให้เขายังคงเป็นเขา ความสุขที่ความทุกข์อย่างเธอไม่อาจจะเคียงคู่ได้

“คิดถึงฉันนะคะ ฉันจะอยู่กับคุณเสมอ ในนี้” ชายหนุ่มกุมมือที่ตำแหน่งหัวใจก่อนที่ร่างของเธอคนนั้นของเขาจะสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแหวนสีฟ้าน้ำเงินในมือที่ทอแสงระยิบระยับของแสงดาว เขาเฝ้ามองมันด้วยความรักจนกระทั่งม่านของเวทีปิดลง

32 ความคิดเห็น