ตอนที่ 1 : กระทรวงพัฒนาคุณภาพกลางแห่งราชอาณาจักร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ก.ค. 58

เสียงรองเท้าดังขึ้นตามโถงทางเดินเข้าสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มร่างสูง เจ้าของเรือนผมสีดำสนิท เสื้อคลุมยาวสีดำที่ทำจากกำมะหยี่อย่างดีขลิบชายขอบด้วยสีทองบ่งบอกถึงศักดิ์ศรีขอชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี เมื่อเขาเดินเข้าใกล้กับห้องโถงมากขึ้นประตูห้องโถงก็เปิดออกราวกับรู้ว่ามีคนจะเข้าไป เขาก้มหัวเล็กน้อยก่อนก้าวเดินเข้าไปภายใน ในห้องโถงนี้กว้างอย่างน่าเหลือเชื่อภายในลอยเต็มไปด้วยหนังสือมากมายเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปหนังสือทั้งหลายก็ลอยตัวหลบให้เขาได้เดินผ่านเข้าไป ไม่นานร่างสูงก็มาหยุดอยู่หลังชายชราคนหนึ่งที่กำลังวุ่นวายกับการคว้าจับหลอดทดลองหลากสีที่ลอยวนไปมาตรงเบื้องหน้า

                “ขออนุญาตครับ”

                “อ้าว มาแล้วรึ นั่งสินั่งๆ” ชายชราตอบพร้อมกับที่เก้าอี้ไม้จะผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งในขณะที่ชายชราหยิบแก้วชาขึ้นจิบ

                “วันนี้จะมาเรื่องนั้นใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวขอค้นหาเอกสารสักครู่แล้วกันนะ รู้สึกว่าจะเก็บไว้ในชั้นแถวๆนี้แหละ” ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าอย่างเงียบๆและปล่อยให้ชายชราง่วนกับการหยิบจับกระดาษแผ่นนู้นแผ่นนี้ หากว่ากันตามศักดิ์ศรีชายหนุ่มคนนี้คือหัวหน้ากระทรวงพัฒนาคุณภาพกลางแห่งราชอาณาจักรที่มีอำนาจมากพอๆกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาณาจักรคนหนึ่งเลยทีเดียว การที่เขาสามารถอดทนรอชายชราที่ท่าทางดูไม่ปกติคนหนึ่งได้ก็เป็นการแสดงได้ว่าชายชราคนนี้ไม่ใช่ชายชราธรรมดาๆที่หาเจอได้ตามท้องถนนอย่างแน่นอน

                “โอ้ เจอแล้วล่ะ แหมฉันนี่แก่แล้วแก่เลยจริงๆ นะเนี่ย” ชายชราทำท่าหัวเราะอย่างถูกใจก่อนส่งเอกสารปึกหนาให้กับเขา

                “ออร์ดิน นี่เป็นรายชื่อของเด็กในอาณาจักรที่อายุครบรอบ 15 ปีในปีนี้ทั้งหมด รวมไปถึงกำหนดการณ์ แถลงการณ์รายงานและลำดับงานทั้งหมดที่เธอจะต้องรับผิดชอบ อันที่จริงงานนี้ฉันอยากให้เธอช่วยดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กพิเศษบางกลุ่มที่ฉันอยากให้เธอช่วยดึงเขาเข้ามาร่วมงานกับพวกเรา เพราะฉันคิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับอาณาจักรของเรา” เมื่อชายหนุ่มนามออร์ดินรับปึกเอกสารไปชายชราก็เริ่มรายยาวโดยที่ชายหนุ่มได้แต่ทำหน้าที่รับฟัง และเมื่อจบประโยค ชายชราก็ส่งยิ้มอ่อนโยนออกมาให้ก่อนลุกขึ้นยืน

                “ไปทำงานเถอะออร์ดิน เดี๋ยวฉันก็ต้องทำงานของฉันเช่นกัน”

                “ครับท่าน” ออร์ดินรับคำเสียงเบาก่อนทำความเคารพแล้วก้าวเดินออกจากห้องไป ชายชราเองก็หันไปหยิบกระดาษแผ่นงานขึ้นมาแล้วลงมือตรวจสอบเอกสารก่อนลงชื่อท้ายกระดาษในนาม อาคาร์เซีย องค์ราชาแห่งราชอาณาจักร!!!

 

                 ออร์ดินเดินออกจากห้องโถงด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนก่นเข้าไปนิดหน่อย เขาเป็น 1 ใน 15 หัวหน้าหน่วยงานที่สามารถเข้าพบองค์ราชาแห่งราชอาณาจักรได้ หรือในอีกความหมายหนึ่งคือเขาเป็นบุคคลพิเศษ 1 ใน 15 คนขออาณาจักรที่สามารถเข้าพบก็ว่าได้ งานของเขาเป็นงานง่ายๆที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าและมั่นคงของอาณาจักรมากที่สุดงานหนึ่ง ในทุกๆ วันที่ 10 เดือนตุลาคมของทุกปี เขาจะต้องเข้ามาที่ห้องนี้เพื่อรับรายชื่อของประชาชนในอาณาจักรที่อายุครบ 15 ปีเพื่อเข้ารับการศึกษาในสายงานต่างๆ รวมไปถึงหลังจากนี้ เขาจะต้องลงทะเบียนรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนทั่วราชอาณาจักร หรืออีกนัยหนึ่ง เขาเป็นคนที่ดูแลเรื่องระบบการศึกษาและประชากรทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ภายในหน่วยงานของเขามีหัวหน้าสาขาย่อยทั้งหมดสี่คนแบ่งดูแลโซนเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก และในแต่ละสาขาย่อยก็จะแบ่งคนในหน่วยงานออกเป็น 10 หน่วย หน่วยละ 20 คน เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งหน่วยงานของราชอาณาจักรนี้ทั้ง 15 หน่วยงานแบ่งออกเป็น

1.             กระทรวงพัฒนาคุณภาพกลางแห่งราชอาณาจักร

2.             กระทรวงพัฒนาการคมนาคมแห่งราชอาณาจักร

3.             กระทรวงพัฒนาการสื่อสารแห่งราชอาณาจักร

4.             กระทรวงดูแลและวิจัยอาหารแห่งราชอาณาจักร

5.             กระทรวงผลิตภัณฑ์แห่งราชอาณาจักร

6.             กระทรวงพัฒนาคุณภาพอาวุธแห่งราชอาณาจักร

7.             กระทรวงพัฒนาคุณภาพป่าไม้แก่งราชอาณาจักร

8.             กระทรวงอนุรักษ์สัตว์แห่งราชอาณาจักร

9.             กระทรวงการต่างมิติแห่งราชอาณาจักร

10.      กระทรวงการเงินแห่งราชอาณาจักร

11.      กระทรวงที่ดินแห่งราชอาณาจักร

12.      กระทรวงความปลอดภัยแห่งอาณาจักร

13.      กระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักร

14.      กระทรวงหลังความตายแห่งราชอาณาจักร

15.      กระทรวงหลวงแห่งราชอาณาจักร

ซึ่งในทุกๆ วันที่ 1 มกราคมทุกกระทรวงจะเข้าประชุมพร้อมกันเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวภายใน

ราชอาณาจักรในแต่ละหน่วยงานและปรับแผนงานประจำปีเสมอๆ ในบรรดาหัวหน้าหน่วยงานทั้งหมด ออร์ดินถือว่าเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่อายุน้อยที่สุดก็ว่าได้ และวันนี้เขาก็คงจะได้เริ่มงานหลักประจำตัวของเขาสักที เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เร่งฝีเท้ามากขึ้นก่อนเดินมาถึงป้ายหมายเลข 1 ชายหนุ่มยกมือขึ้นในแนวเดียวกับพื้นก่อนที่แสงสีทองจากแหวนบนนิ้วของเขาจะพุ่งออกมาก่อนหายไปในดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์กลางบานประตู จากนั้นประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมกับร่างของออร์ดินที่หายวับไปจากสายตา

                “สวัสดีครับ/ค่ะท่านหัวหน้าหน่วย” เมื่อร่างของชายหนุ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งหน้าโต๊ะกลมเสียงทักทายก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มและหญิงสาวอีก 4 คนหรือก็คือหัวหน้าสาขาย่อยทั้งสี่คนในความดูแลของออร์ดินนั่นเอง

                “สวัสดีครับทุกท่าน เชิญนั่งเถอะครับ วันนี้ผมได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับงานหลักของเรามาแล้ว และในครั้งนี้มีงานพิเศษเพิ่มมาอีกงานเนื่องจากท่านต้องการหาบุคคลที่สามารถร่วมงานกับเราได้ ผมหวังว่าคงไม่ทำให้พวกคุณลำบากเกินไปนักนะครับ” ออร์ดินพูดในขณะที่มือก็คัดแยกเอกสารออกเป็นสี่ส่วนก่อนส่งให้หัวหน้าสาขาแต่ละคน

                “ไม่หรอกค่ะ ดิฉันคิดว่าเราสมควรที่จะมองไว้บ้างเนื่องจากในสายงานปกติเราก็แทบไม่มีเวลาว่างมีเพียงงานหลักนี้เท่านั้นที่เราพอจะมองหาใครมาร่วมงานหรือรับหน้าที่แทนในวันที่เราออกไปจากที่นี่ได้บ้าง” หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงกล่าวพร้อมกับพลิกเอกสารออกอ่าน เธอเป็นหัวหน้าสาขาของโซนเหนือมีชื่อที่รู้จักกันดีว่าฟรอร่า

                “ผมเห็นด้วยกับฟรอนะครับ” ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆฟรอร่ากล่าวขึ้นพร้อมกับเก็บปึกเอกสารส่วนของเขาลงไปในกระเป๋า แล้วกล่าวต่อว่า

                “หาไว้ก่อนดีกว่าเดือดร้อนทีหลัง”

                “ส่วนผมก็ไม่มีอะไรขัดข้องหรอกครับ งานผมมันง่ายๆ ถ้าโซนเหนือกับโซนตะวันออกที่มีประชากรมากเป็นอันดับต้นๆของอาณาจักรเห็นด้วย” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำแต่กลับใส่แว่นเหมือนเด็กหนุ่มคงแก่เรียนกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆบนริมฝีปาก เขาขีดเขียนลงบนกระดาษในมือแล้วพยักหน้าหลายครั้งกับตัวเอง

“เมื่อไหร่นายจะทำตัวปกติสักทีนะเอส” ฟรอร่าบ่นโดยที่คนใส่แว่นทำเพียงยักไหล่น้อยๆ หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องจึงหันไปหาคนสุดท้ายที่บัดนี้ยังคงนั่งมองคนรอบตัวอย่างนิ่งๆ

“แล้วนายว่าไง เท็น” ราวกับกดเปิดสวิตช์ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเท็นกระพริบตาปริบๆใส่ฟรอร่าก่อนตอบออกมาด้วยเสียงหวานราวกับผู้หญิง

“ผมเห็นด้วยฟรอร่ากับอชินะครับ อีกอย่างโซนตะวันตกของผมก็เป็นโซนที่มีประชากรน้อยที่สุดอยู่แล้วด้วย” เมื่อพูดจบเท็นก็นั่งนิ่งเหมือนเดิมปล่อยให้ฟรอร่าพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ

“เอาล่ะเมื่อพวกคุณไม่ขัดข้องผมก็ต้องขอขอบคุณมากนะครับ งั้นเราจะเริ่มงานกันในวันนี้เลย และถ้าหากพบรบกวนติดต่อผมด้วย” ออร์ดินกล่าวปิดท้ายก่อนกวาดตามองไปยังใบหน้าทุกคนอย่างที่มีคนเคยบอกเขา ดวงตาสีม่วงเข้มของออร์ดินมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้คนยอมทำตามที่เขาต้องการได้ไม่ยาก และคนทั้งสี่นี้ก็ไม่อยู่นอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์นั้นแต่อย่างใด

“ครับ/ค่ะ” ออร์ดินพยักหน้าก่อนร่างของทั้งสี่จะเลือนหายไปจากสายตา ออร์ดินถอนหายใจเบาๆก่อนหยิบเอกสารอีกปึกหนึ่งที่เขาแยกเอาไว้ซึ่งเป็นประชากรของโซนกลาง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนเลือนหายไปอีกคน

 

เธอกำลังสงสัย...เด็กสาวมองดูคนในชุดคลุมกำมะหยี่สีดำอันหมายถึงบุคคลของหน่วยงานกลางของอาณาจักร อามิเรียเคยเห็นคนเหล่านี้มาบ้างครั้งสองครั้ง แต่ไม่เคยเห็นผู้หญิงผมแดงที่ใส่ชุดคลุมสีดำขลิบขอบด้วยสีเงินคนนั้นเลย เพราะคนที่ใส่เสื้อคลุมแบบนั้นถือเป็นหัวหน้าสาขาคนหนึ่งและคนแบบนั้นส่วนมากไม่ค่อยจะมาที่ตลาดแถวดินแดนชายขอบแบบนี้นัก แต่ไม่นานอามิเรียก็ต้องถอนสายตาจากหญิงสาวคนนั้นเมื่อลูกค้าของเธอเดินเข้ามาในร้าน

“สวัสดีค่ะคุณยาย ต้องการรับอะไรดีคะ” อามิเรียทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนตรงเข้าไปประคองหญิงชราไว้แล้วพาลูกค้าของเธอมานั่งลงตรงเก้าอี้ด้านข้าง

“คือยายอยากได้บาร์เนต1น่ะหนู”

“เอ่อ ต้องขอโทษคุณยายด้วยนะคะ คือในช่วงนี้บาร์เนตจะยังไม่ออกผลน่ะคะ คุณยายจะเอามันไปทำต้มใช่มั้ยคะ งั้นหนูแนะนำออเรส2นะคะ ถึงจะให้รสเค็มไม่เท่าแต่จะให้กลิ่นหอมออกมาด้วย น่าจะใช้แทนกันได้ในระดับหนึ่งค่ะ”

“ถ้างั้นก็ได้จ่ะ งั้นยายขอออเรสสักครึ่งกิโลนะจ๊ะ” หญิงชราทำท่าคิดนิดหน่อยก่อนพยักหน้าตกลง อามิเรียจึงจูงหญิงชราให้นั่งรอตรงม้านั่งแล้วตรงไปจัดของตามที่หญิงชราสั่ง

“ทั้งหมด 10 ชิลล์3ค่ะ”

“ขอบใจจ่ะ” เมื่อมองส่งหญิงชราจนลับสายตาอามิเรียก็หมุนตัวเดินกลับเข้ามาในร้าน แต่เด็กสาวก็ต้องตกใจเมื่อด้านหลังของเธอยืนไว้ด้วยคนๆหนึ่ง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำและดวงตาสีม่วงเข้มที่ส่องประกายแห่งอำนาจทำให้อามิเรียยืนนิ่งอย่างทำตัวไม่ถูกเกือบๆนาที สุดท้ายเด็กสาวก็ส่งยิ้มแล้วถามถึงความต้องการของคนตรงหน้า

“เอ่อ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ”

“ฉันมาจากกระทรวงพัฒนากลางแห่งราชอาณาจักร” ชายหนุ่มตอบเพียงเท่านั้นก่อนสะบัดเสื้อคลุมเพื่อหยิบม้วนสาส์นขึ้นมา และอามิเรียก็เพิ่งสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กสาวตกใจมากกว่าหญิงสาวผมแดงเมื่อเช้า เพราะผู้ชายตรงหน้าเธอนี้ใส่เสื้อคลุมกำมะหยี่ขอบทองน่ะสิ ให้ตาย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตลาดนี้เนี่ย อยู่ดีๆก็มีคนใหญ่คนโตมาเยือนตั้งสองคน แถม 1 ในสองยังเป็นคนที่มีอำนาจเกือบสูงที่สุดในอาณาจักรอีกด้วย

“เธอชื่ออามิเรีย แพนทริกสินะ รับไปสิ” อามิเรียยื่นมืออกมารับม้วนสาส์นในมือเขาก่อนที่ม้วนสาส์นจะกางตัวเองออกและปรากฏตัวอักษรสีทองขึ้น

 สาส์นแจ้งกำหนดอายุเข้ารับการศึกษา

ถึง อามิเรีย แพนทริก

                ตามกฎของกระทรวงพัฒนาคุณภาพกลางแห่งราชอาณาจักรข้อที่ 1226 ว่าด้วยการเข้ารับการศึกษาเมื่อถึงช่วงอายุที่เหมาะสม (15 ปี) และจากการตรวจสอบพบว่าในปีนี้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากโซนเหนือมีทั้งหมด 2,476 คน และพบว่าคุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่เหมาะสม จึงขอเชิญให้คุณเดินทางมายังโซนกลางเพื่อเข้ารับการทดสอบที่โรงเรียนกีตาร่า ในวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน ปีเฮริคอร์สศักราชที่ 2457 เวลา 8.00 น.

       ลงชื่อ ออร์ดิน หัวหน้าหน่วยงานกระทรวงพัฒนาคุณภาพกลางแห่งราชอาณาจักร

 

เมื่ออามิเรียอ่านจบตัวหนังสือก็เลือนหายไปก่อนที่ม้วนสาส์นจะม้วนตัวเองแล้วลอยมาพันข้อมือของเด็กสาวไว้คล้ายกับกำไลวงหนึ่ง อามิเรียมองกำไลที่ข้อมือด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการลงมนตราแบบนี้นั้นมันหมายถึงมนตราติดตามตัวที่สามารถเรียกคนที่โดนมนตราให้ไปปรากฏในสถานที่ที่ต้องการได้ทุกเมื่อ แต่ยังดีที่มนตรานี้เป็นมนตราสีขาวซึ่งหมายถึงสามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

“เอ่อ ขอโทษนะคะ คือถ้าไม่ไปจะได้ไหมคะ” อามิเรียถามด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ ก็ถ้าเธอไปแล้วใครจะดูแลบ้าน แถมไปเรียนนะไม่ใช่ไปแค่วันสองวัน แล้วไหนจะค่าใช้จ่ายอีก แค่คิดเด็กสาวก็อยากจะหายตัวไปซะเดี๋ยวนี้เลย

“ไม่ได้ครับ เพราะนี่คือกฎที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะเดินทางไป เราก็จะเรียกคุณให้ไปรับการทดสอบเอง และที่สำคัญถ้าหากใครขัดขืน โทษของกฎข้อนี้คือการเนรเทศออกจากอาณาจักรนะครับ เอาเป็นว่า ผมหวังว่าคุณจะทำตามกฎนะครับขอบคุณครับ” ออร์ดินสรุปโดยไม่สนใจใบหน้าเหวอๆ ของเด็กสาว เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจางหายไปจากสายตา ปล่อยให้อามิเรียอ้าปากค้างอย่างงงๆ ดวงตาสีแดงกระพริบและเปล่งประกายที่แสดงถึงความยุ่งยากใจ แต่สุดท้ายเด็กสาวก็ถอนหายใจก่อนหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วบอกตัวเองอย่างง่ายๆว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งเดือน ค่อยๆคิดไปก็แล้วกัน ไม่นานแสงสุดท้ายของวันก็ค่อยๆจางหายไปอามิเรียถือถุงผักที่เจ้าของร้านมอบให้เป็นสินน้ำใจก่อนค่อยๆพาตัวเองเดินลัดเลาะผู้คนที่กำลังเก็บข้าวของแล้วตรงออกไปยังภูเขาเขียวขจีที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แล้วเดินลัดเลาะไปตามเชิงเขาอย่างชำนาญ เด็กสาวเดินตัดผ่านเข้าไปในป่าทึบจนกระทั่งทางตรงหน้าเริ่มกว้างขึ้นจนกลายเป็นลานทรงกลมที่มีบ้านไม้หลังน้อยตั้งอยู่ตรงกลาง อามิเรียยิ้มเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดมากระทบใบหน้า ก่อนเดินตรงไปผลักประตูบ้านเปิดออกเบาๆ

เอี๊ยด!!! เสียงของประตูไม้ดังเสียดหูเหมือนทุกที สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องขนาดเล็กที่มีโต๊ะและเก้าอี้จัดไว้ตรงมุมหนึ่ง อีกมุมเป็นที่ว่างกว้างๆที่จัดวางไว้ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ หนังสือบ้าง ไม้ถักผ้าบ้าง รวมไปถึงตุ๊กตาและของเล่นเด็กบางส่วนที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้านหลังของโต๊ะเก้าอี้เป็นห้องครัวที่สร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่มีอุปกรณ์สำหรับทำอาหารครบครัน อามิเรียวางของในมือลงบนโต๊ะตัวนั้นก่อนเดินไปยังประตูไม้อีกบานที่กั้นพื้นที่ส่วนหน้านี้ออกมา เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับห้องขนาดใหญ่กว่าห้องด้านหน้าแต่ภายในถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยเครือเถาวัลย์ที่ดัดไว้อย่างสวยงามและเป็นธรรมชาติ ฝั่งหนึ่งเป็นห้องนอนที่ถูกประดับประดาไปด้วยตุ๊กตาทำมือ โต๊ะเครื่องแป้งที่มีหวี และเครื่องประทินโฉมจำพวกแป้งอยู่ประปราย มุมสุดของห้องมีตู้ไม้ขนาดเล็กสำหรับเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว รวมไปถึงชั้นหนังสือเล็กๆที่มีหนังสือไม่ถึง 10 เล่มบ่งบอกได้ว่าห้องๆนี้เป็นห้องนอนของอามิเรียเอง เด็กสาวมองผ่านห้องของตัวเองก่อนเลยไปมองห้องข้างๆ ห้องๆนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าเตียงนอนขนาดกลางโต๊ะข้างเตียงมีกรอบรูปรูปวาดของชายหญิงคู่หนึ่งที่เริ่มพร่าเลือนไปตามกาลเวลา ชั้นวางอาวุธเล็กๆ ตู้เสื้อผ้าและกระจกบานหนึ่งเท่านั้น อามิเรียทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างหน้ากระจกก่อนเอื้อมมือไปหยิบรูปนั้นขึ้นมา เด็กสาวจำได้ดีในวันที่พ่อกับแม่ของเธอออกจากบ้านไป แม่บอกกับเธอในวัย 10 ขวบว่าต้องออกไปทำธุระบางอย่างแล้วจะรีบกลับมา แต่พวกเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย อามิเรียถอนหายใจเบาๆก่อนวางกรอบรูปลงและสะดุดตาเข้ากับกำไลสีขาวที่ข้อมือ ถ้าเธอไปสอบแล้วพ่อแม่กลับมาจะทำยังไง ใครจะดูแลบ้านหลังนี้ อีกอย่างถ้าเธอเข้าเรียนจะเอาเงินที่ไหนมากินมาใช้ ไหนจะค่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียนก็อีก อามิเรียคิดแล้วคิดอีกจนปวดหัวเด็กสาวเลยเลือกที่จะเลิกคิด ก่อนก้าวเช้าไปยังห้องนอนของตัวเองแล้วหยิบเสื้อผ้าเตรียมตัวไปอาบน้ำ หลังบ้านมีห้องน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ อามิเรียชะโงกหน้ามองน้ำในโอ่งก่อนถอนหายใจเบาๆ

“น้ำใกล้จะหมดอีกแล้ว สงสัยพรุ่งนี้ต้องเติมสักหน่อย” เด็กสาวพึมพำก่อนลงมือจัดการกับตัวเอง ไม่นานอามิเรียก็ออกมาจากห้องน้ำในชุดใหม่ เด็กสาวแขวนเสื้อผ้าที่ซักเรียบร้อยแล้วไว้กับเถาวัลย์ที่พ่อเอามาผูกไว้เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยอามิเรียก็เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก่อนพบกับเรื่องประหลาดใจอีกเรื่อง เด็กสาวหยุดยืนอยู่กับที่พลางขยี้ตา หวังว่าร่างสูงที่นั่งอยู่กลางห้องรับแขกของเธอนี้จะจางหายไป

“มาแล้วหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามทำให้อามิเรียต้องเลิกขยี้ตาตัวเองแล้วเดินตรงเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ เด็กสาวทำความเคารพเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามตามมารยาทของเจ้าของบ้าน

“เอ่อ สวัสดีค่ะ จะดื่มน้ำสักหน่อยไหมคะ”

“ไม่ล่ะ” กล่าวจบคนมาใหม่ก็นิ่งเงียบไปอีกครั้ง ปล่อยให้อามิเรียยืนทำตัวไม่ถูกก่อนขยับตัวลงนั่งที่เก้าอี้อีกตัว

“เอ่อ ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ” ออร์ดินส่ายหน้าเบาๆก่อนลุกขึ้นยืนแล้วจางหายไป อามิเรีย

มองการกระทำนั้นอย่างสงสัยแต่คามหิวก็ดึงเธอออกมาจากการกระทำที่แสนประหลาดนั่น อามิเรียหยิบถุงผักขึ้นก่อนเดินเข้าไปจัดการอาหารเย็นของเธอในครัว

                “ลูกของพวกท่านคงไม่ธรรมดาจริงๆสินะ” เจ้าของผ้าคลุมขลิบทองพึมพำกับตัวเองเมื่อแสงไฟในบ้านไม้ดับไปจนหมด ชายหนุ่มเอนตัวพิงกับกิ่งไม้ที่เขานั่งอยู่แล้วเงยหน้ามองแสงจันทร์สีแดงประจำโซนเหนือที่สาดส่องผ่านร่มไม้ที่ปกคลุมเข้ามา ออร์ดินปล่อยตัวเองไปกับความเงียบก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาอีกครั้งเมื่อสายลมพัดผ่านยอดไม้และร่างของแขกยามวิกาลของบ้านไม้นั้นจางหายไป

_________________________________________________________________________________________________

1บาร์เนต เป็นผักชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นทรงกระบอกตัดหัวท้ายมีเปลือกสีเหลือง เมื่อนำไปต้มจะมีรสเค็ม 

2ออเรส เป็นผลไม้ทรงกลม เปลือกสีส้ม เนื้อข้างในเมื่อนำมาโขลกจะได้น้ำที่มีรสออกเค็ม ปกติใช้ในการทำขนมหวานที่ต้องการรสเค็มอ่อนๆ มีกลิ่นหอม

3หน่วยเงินของอาณาจักรเฮริคอร์ส

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

32 ความคิดเห็น