the oath จนกว่าจะสิ้นคำสัญญา

ตอนที่ 1 : country road take me home

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

ตอนเขาผ่านเชียงใหม่ขึ้นไปทางเหนือ ปอนด์เริ่มรู้สึกแปลกๆ อยู่ตามท้องน้อย เขาเห็นรถหลายคันขับสวนออกไป ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่กำลังขนของจากเชียงรายไปยังเชียงใหม่ เขาเห็นป้ายสีเขียวบอกทางมาแต่ไกล

เชียงรัฐ 50

ปอนด์ขับรถแฟนท่อมสีเทาโครเมียมที่มีของเต็มกระเป๋าข้างแล่นฝ่าลมหนาวอย่างรวดเร็วไปตามทางหลวง ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวที่มันท่องไป ป่ารอบด้านเต็มไปด้วยต้นยางนาและพะยอมที่พยายามแข่งกันสูงเพื่อแตะท้องฟ้าเหนือหัวสีครามสดใสไร้เมฆ ด้านซ้ายของรถคือกำแพงหินสกัดสูงใหญ่ที่เกิดจากการเจาะภูเขา มันสึกและเริ่มแตกร้าว และทางขวาคือหน้าผาที่ตัดทิ้งดิ่งแทบจะตั้งมุมฉากกับหุบเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า บนทุ่งนั่นมีกลุ่มของเสาคอนกรีตสิบกว่าต้นที่ไม่แน่ใจว่าอยู่มานานแค่ไหน แต่มันคงอยู่มานานมาก มันมีมาและเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนที่เขาเดินทางมาถึงเมืองนี้ครั้งแรก ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ไม้เลื้อยปกคลุมมันจนดูราวกับเสาพฤกษาของวิหารที่พังทลายไปแล้ว ท่ามกลางแดดสีทองของเวลาบ่ายแก่ๆ มีกลุ่มก้อนเมฆก้อนโตราวกับภูเขาที่จดจ่ออ้อยอิ่งอยู่ที่ปลายขอบฟ้า ยังกับว่ามันไม่อยากทำลายความสดใสของภาพที่เห็น ทุกอย่างราวกับความฝัน เป็นภาพที่เขาไม่เห็นมาแสนนาน เขาไม่เคยโหยหามันมาก่อน จนวันนี้

ปอนด์ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงไปตามทางวกวนคดเคี้ยวของถนนสายขึ้นเขา หักซ้ายหักขวาไปมาหลายรอบ พวกเขาได้เห็นภาพหนึ่งยามที่ไต่ขึ้นไปบนส่วนยอดของเนิน เขาได้เห็นเนินเขาเบื้องล่างทับซ้อนทอดยาวไปไกล มันมีหลายสีสันราวกับภาพรอยจูบของกุสตัฟ คลิมท์ จากสีของหญ้าเขียวชอุ่ม เป็นสีน้ำตาลอ่อนของทุ่งข้าวโพดที่โดดตัด และสีน้ำตาลเข้มของทุ่งที่ไร้หญ้า แต่มันมีหลายเฉดสีไม่ซ้ำกันเลยสักนิด และที่ปลายสายตาคือเทือกเขาที่พร่าเลือนอยู่ในหมอกและเมฆที่เกาะกลุ่มอยู่ด้านหลัง หนึ่งในนั้นมียอดเขาที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ราวกับภูเขาโลนลี่ในนิยายที่วีชอบเล่า เมื่อลงมาจากเทือกเขาหมอก ปอนด์ขับผ่านขนาบข้างไปกับแม่น้ำซิริออนที่เขากับวีเคยมีความทรงจำสุดระห่ำด้วยกันเมื่อยังอยู่ในวัยคะนอง เขาเห็นรางรถไฟอยู่ไกลๆ ทั้งหมดนี้คือความทรงจำ ที่เขาแทบลืมไปแล้ว ถ้ามีคนถามเขาเมื่อสามวันก่อนเขาคงไม่รู้จักเมืองเล็กๆ ที่เป็นจุดผ่านของเชียงรายและเชียงใหม่อย่างเชียงรัฐด้วยซ้ำ แต่มาตอนนี้ ราวกับความจำในลิ้นชักมันทะลักออกมาและทำให้เขาเวียนหัว มันเคยเกิดขึ้นที่นี่ นานมาแล้ว บางสิ่งที่เขาพยายามจะลืม แล้วตอนนั้นเองมันก็ปรากฏแก่สายตาเขา ป้ายสีเขียวใหญ่โตที่เต็มไปด้วยรูปสถานที่สวยงามที่ของจริงไม่ได้เหมือนอย่างในภาพ

ยินดีต้อนรับสู่เชียงรัฐ

เขาจงใจขับอ้อมเล็กน้อยเพื่อผ่านไปยังทางสายเก่าที่เลี่ยงเมือง ตรงนั้นมีฟาร์มวัวนมของบ้านทองสุข ที่เขาและวีเคยมาขี่ม้าเล่นเมื่อตอนยังเด็ก เขานึกสงสัยว่าพวกเขายังส่งนมในขวดแก้วขายให้คนในเมืองอย่างเมื่อก่อนหรือเปล่า เป็นนมวัวสดที่อร่อยที่สุดที่เขาเคยดื่ม เข้มข้นและมีรสหวานจางๆ จากนั้นอีกอย่างที่ปอนด์ได้เห็นคือโรงแรมเลอ คริสตัลที่เขาและวีเคยมาจัดงานพร็อม เขาไม่แปลกใจเลยที่เขายังจำเส้นทางได้แม่น ก็นี่ไม่ใช่ถนนเส้นเดิมหรอกหรือที่เขาและวีเคยปั่นรถจักรยานตะลอนไปทั่ว ถนนแต่ละสายยังเหมือนเดิมและเมืองก็ยังคงเล็กเช่นเดิม เขาขับเข้าไปในตัวเมือง เขาจอดรถที่หน้าโรงหนังออสการ์

“ให้ตายสิ” ปอนด์พูดขึ้นเมื่อเงยหน้ามองดูโรงภาพยนตร์อันเต็มไปด้วยมนตร์มายา มันยังเป็นเหมือนเดิม แน่นอนว่าโทรมไปบ้าง ประตูหน้าโรงมีรอยขาด ด้ามจับทองเหลืองหม่นไปมาก และกระจกตู้ขายตั๋วก็ขุ่นไปหมดเพราะรอยขูดของเม็ดทรายในลมที่พัดต่อเนื่องหลายปี แต่มันยังเหมือนเดิม คนขายตั๋วคนเดิมและกลิ่นข้าวโพดคั่วแบบเดิม แต่คนขายตั๋วนั้นชราไปบ้าง ผมที่เคยมีหงอกแซม ตอนนี้ขาวไปทั้งหัว แต่ยังคงใส่ชุดสูทสีแดงตัวเดิม

สิบปีมาแล้ว ปอนด์นึก

“ไงพ่อเฒ่า” เขาตรงไปพูดกับคนขายตั๋วท่าทางสับปะงก

คนขายตั๋วชรายังคงไม่ลืมตาแต่มีเสียงพึมพำออกมาจากลำคอ เป็นเสียงที่ปอนด์คุ้นเคยเป็นอย่างดี “ฉายภาพยนตร์สยองขวัญเก่ามาราธอนตลอดสัปดาห์ ตั๋วใบละร้อยเท่านั้น”

“ลุงเทพ” ปอนด์ตะโกนจนชายชราสะดุ้งตื่น

“ว่าไง”

“ลุงจำผมได้เปล่า” ปอนด์ถามพร้อมยิ้มด้วยสายตาขี้เล่น

“ไอ้หนูเอ๋ย” เจ้าของโรงหนังเฒ่าโอดครวญ “ข้าเนี่ยทำงานมาจะห้าสิบปีแล้ว เจอคนวันละเป็นสิบๆ ดังนั้น” ชายแก่ผมหงอกในชุดสูทสีแดงสูดหายใจก่อนจะพูดต่อ “ไม่ ข้าจำเอ็งไม่ได้”

“ผมปอนด์ไง”

“ปอนด์ไหนวะ” ลุงเทพควานหาแว่นในกระเป๋าเสื้อ

ปอนด์มองชายชราที่ตอนนี้ท่าทางและรูปร่างดูเหมือนแดนนี่ เดวิโต้ด้วยสายตาโหยหาอดีต ก่อนจะเริ่มบอกใบ้แก่พ่อเฒ่าเทพที่ใจดีเสมอกับเขาเมื่อตอนยังเด็ก

“ตอนปี2005” ปอนด์ว่า “ผมกับวีสู้กันกลางโรงหนังด้วยไลท์ เซเบอร์ไง”

เมื่อได้ยิน ดวงตาของชายแก่ก็เป็นประกายดุจวัยรุ่นขึ้นมาใต้แว่น รอยยิ้มด้วยความแปลกใจปรากฏบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเวลา “เฮ้ย มึงเองเหรอไอ้หนู ไปอยู่ไหนมาเนี่ย”

“ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพครับ”

“แล้วตอนนี้ละ”

“เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพครับ”

“แล้วนี่อะไรพากลับมาละ ลุงนึกว่าแกไปอยู่เมืองหลวงจนลืมเมืองเล็กๆ นี่ไปแล้ว”

“ผมมาตามหาวีน่ะครับ”

“อ่อเจ้านั้นน่ะไม่เคยไปไหนหรอก ตอนนี้กี่โมงแล้วหว่า” พ่อเฒ่ายกนาฬิการาคาถูกๆ ที่ข้อมือขึ้นมาดู “บ่ายสอง โอเค” ลุงเทพเอนตัวเข้ามาใกล้จนจมูกแทบแตะโดนกระจกตู้ขายตั๋ว “เอ็งยังจำร้านหนังสือชิวรัฐได้ไหม”

“แน่นอนครับ”

“นั่นแหละ มันเปลี่ยนชื่อเป็นร้านอูลโม บุ๊ค บ่ายโมงถึงหกโมงเย็น เอ็งเจอวีได้ตลอดที่นั่น”

“ขอบคุณมากครับ ไว้เจอกันนะครับ” ปอนด์กล่าวพร้อมยิ้มอย่างร่าเริงก่อนจะเดินต่อไปตามทางสายเก่ากับที่เคยวิ่งเล่นเมื่อนานมาแล้ว โดยมีเสียงของชายแก่ตะโกนไล่หลังมา

“วันนี้มีฉายเรื่อง from beyondนะโว้ย มาดูได้ ข้าเลี้ยง”

“ขอบคุณครับ” ปอนด์ตะโกนตอบ “ถ้าว่างนะครับ”

 

ร้านชีวรัฐตั้งอยู่ตรงแยกถนนบรรพการุณ ใกล้กับโรงเรียนเก่าของเขา มันเคยเป็นร้านหนังสือและเครื่องเขียนที่เต็มไปด้วยฝุ่นแต่ก็มีเด็กเต็มร้านเสมอ มาตอนนี้มันกลับกลายเป็นร้านที่ตกแต่งแบบร้านบนถนนซาวิล โรวของอังกฤษ ผนังกระจกโชว์ของข้างขนาบกับประตูเข้าร้านทำจากไม้เนื้อแข็ง ป้ายหน้าร้านขึ้นชื่อด้วยตัวอักษรทองเป็นภาษาอังกฤษว่า ULMO BOOK และที่ประตูเข้าร้านมีป้ายทองเหลืองเล็กๆ สลักไว้ด้วยบทกลอนของมิลตัน แน่นอน เป็นอีกเรื่องที่เขาจำได้เพราะได้วีอ่านให้ฟังตลอด

Is this the region, this the soil, the clime,

Said then the lost Archangel, this the seat.

That we must change for heav'n,

this mournful gloom. For that celestial light

และที่กระจกโชว์ของร้าน มีโปสเตอร์สีสดแบบงานละครสัตว์แต่หม่นๆ แปะไว้ บนนั้นไม่มีอะไรมากนอกจากคำโปรโมตร้าน

GOOD BOOK AND HOT TEA ,WHAT YOU NEED MORE!?

ปอนด์เปิดประตูเข้าไปในร้าน เสียงกระดิ่งดังขึ้นและที่ตามมาคือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาดำปนกับกลิ่นกระดาษเก่าและยาสูบหวานๆ ซึ่งต่างกับกลิ่นอับๆ ของร้านเครื่องเขียนเดิม พื้นไม้เนื้อแข็งบนพื้นถูกปูทับด้วยพรมหนาสีแดงอย่างที่โรงแรมใช้ปู ข้างในมีตู้หนังสือเรียงรายอยู่เต็มสองข้างผนังและที่กลางร้านมีโต๊ะไม้ยาวหนึ่งตัวตั้งอยู่พร้อมเก้าอี้หลายตัว ที่ขนาบข้างโต๊ะนั้นคือแนวของชั้นหนังสือที่เรียงรายซ้อนๆ กันไป ดูคล้ายกับห้องสมุดที่มหาลัยของเขาไม่มีผิด บนเพดานร้านเพ้นต์เป็นลวดลายดาราจักรด้วยสีทอง เขาชื่นชมร้านนี้อยู่ไม่นานก็มีเสียงดังขึ้น

“สักครู่นะครับ” เสียงนั้นมาจากแถวส่วนลึกของร้าน ปอนด์ไม่ได้สนใจอะไร เขาเดินไปตามชั้น มองหาหมวดที่เขาพอจะอ่านได้ หนังสือส่วนใหญ่เป็นของเก่า ตอนนี้เขากำลังเดินอยู่ในหมวดสยองขวัญที่เต็มไปด้วยงานของสตีเฟ่น คิง ทั้งแบบแปลไทยและภาษาอังกฤษ

“โซนนี้เป็นโซนหนังสือเช่านะครับ” เสียงเดิมดังมาจากด้านหลังเขา ปอนด์หันไปเพื่อจะได้เห็นภาพที่ทำให้เขาแปลกใจ ภาพของชายคนหนึ่ง ผิวสีน้ำผึ้งแบบคนตะวันออกกลางซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีครีมที่ทับไว้ด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้ม ไหล่ห่อและร่างที่เพรียวลงมาจรดสะโพก ช่วงท้องแบนราบ หลังใบหูมีปอยผมเปียเส้นเล็กๆ ที่ดูกลมกลืนไปกับผมสีดำด้านหลังจนแทบมองไม่ออก ผมเหล่านั้นยังมีผมหงอกแทรกอยู่อย่างที่เคยเป็น ใบหน้าทรงรีประดับไว้ด้วยดวงตาสีดำสนิทมีเสน่ห์ตามแบบคนเชื้อสายอิสลามที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเจาะกรอบบอบบาง ที่ข้างแก้มแถวแนวกรามยังมีรอยแผลเป็นเล็กๆอันเดิม กับที่ปอนด์จำได้ วีแทบไม่เปลี่ยนไปเลยตลอดหลายปีมานี้ ปอนด์จ้องวีอยู่นาน วีเองก็นิ่งไปหลังจากที่ได้เห็นปอนด์ เกิดความเงียบอันอึดอัดขึ้นในบ่ายแก่ๆ ของฤดูฝนที่ร้านหนังสืออูลโม จนในที่สุดปอนด์ก็สูดหายใจลึก แล้วยิ้มโชว์ฟันสีขาวเหมือนนายแบบยาสีฟัน แต่ด้วยความรู้สึกผิดเต็มที่จนไม่รู้จะพูดอะไร

“ไงไอ้เสือ” เสียงของเขาทำให้วีสะดุ้งเล็กน้อย วีขมวดคิ้วหนาๆ เข้าด้วยกันก่อนจะถาม

“อ่า ครับ”

คำนั้นทำให้ปอนด์ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไง ใจหนึ่งเขารู้ดีว่ามันก็กว่าสิบปีมาแล้วและเขาก็เปลี่ยนไปจากสมัยมัธยมมาก ไม่ใช่เรื่องแปลกหาก วีจะจำเขาไม่ได้ และเป็นความผิดเขาเองที่ไม่เคยติดต่อมาอีกหลังจากเรียนจบไป แต่ให้ตายสิ วีจำฉันไม่ได้

“ล้อเล่นน่า” วีโพล่งขึ้นมาพร้อมหัวเราะก่อนจะเดินเข้ามาหาเขา “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอนายนะปอนด์”

“นี่นายจริงเหรอเนี่ย” วีหยุดเดินแล้วถอยเล็กน้อยเพื่อมองเพื่อนให้ชัดขึ้น “ไม่อยากจะเชื่อเลย”

“ตัวเป็นๆ เพื่อนยาก” ปอนด์ว่าพร้อมยิ้ม

“โว้ว นายตัวสูงมากเลยนะเนี่ย ไปโดนอะไรมา กัมมันตรังสีเหรอ” วีบีบแขนเขาไปมา เขาตัวเล็กมากปอนด์ต้องก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อมองดู

“นายจำฉันได้เหรอ” ปอนด์พูดอย่างประหลาดใจ “นี่ฉันเปลี่ยนไปมากเลยนะ ฉันสูงตั้งร้อยแปดสิบแปด”

“ไหล่ฉันก็กว้างขึ้น” เขาเริ่มพูดอะไรไม่ถูก “ฉัน...ฉัน”

“ พสิษฐ์  วงศ์วรรณ ” วีพูดขึ้นขัดพร้อมวางมือลงบนไหล่ของปอนด์ “สำหรับฉันนายยังเป็นเหมือนเดิม”

“ส่วนนายก็” ปอนด์พูดอย่างตะกุกตะกัก เขาไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติเขาเป็นคนพูดได้น้ำไหลไฟดับ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าวี คนที่เขาทิ้งไป ความรู้สึกผิดเป็นเหมือนกับอะไรสักอย่างที่อุดปากเขาไว้

“เป็นเหมือนเดิมทุกระเบียบนิ้ว” วีต่อประโยคแทนเขาพร้อมยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก

“ร้านนายสวยนะ”

“ขอบใจ นายดื่มอะไรไหม” วีชวนขณะเดินนำไปที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน ด้านหลังเคาน์เตอร์มีลิ้นชักเล็กเกือบร้อยอย่างที่เรามักพบในร้านหมอยาเก่าๆ ที่มุมหนึ่งมีเตาเล็กๆ สำหรับทำกาแฟตุรกีอยู่สองสามชุด

“กาแฟเข้มๆ สักแก้วก็ดีนะ”

วีที่ตอนนี้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้สนสีเข้มมองเขาด้วยสายตาเวทนา “ชาดีกว่าเพื่อน รอแป๊บนะ”

วีหันไปต้มน้ำร้อนและหยิบกระป๋องเก็บใบชาที่ชั้นลอยลงมา เขาหยิบกาน้ำชาสีเงินขึ้นมาจากตู้กระจก พร้อมแก้วกระเบื้องสีขาวฟ้า

“แล้วอะไรหอบนายกลับมาเมืองเก่าๆ เมืองนี้ละ” เขาถามตอนที่ยกถาดมาตั้งบนเคาน์เตอร์ด้านหน้าปอนด์ ชาส่งกลิ่นดอกไม้หอมๆ มาจากปากกาเงิน นมในเหยือกกระเบื้องเคลือบและแก้วน้ำชาสองใบ

“ฉันกำลังจะหมั้นน่ะ”

คำตอบนั้นทำให้วีชะงักตอนที่เทนมลงแก้ว ก่อนจะเทต่อโดยไม่มองหน้าปอนด์

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันละ” เขาถามตอนที่ยื่นแก้วให้ปอนด์ ในนั้นมีชาอย่างที่ปอนด์ชอบ ใส่นมและน้ำผึ้ง

“ก็ไอ้นี่น่ะสิ” ปอนด์ควักเอาสร้อยออกมาจากหลังเสื้อยืดคอกว้างของเขา โชว์จี้สลักภาษาแมนดาลอร์ให้ผู้สร้างได้เห็น

“ยังเก็บมันไว้เหรอ ฉันนึกว่านายจะทิ้งไปแล้ว” วีประชดก่อนจะยกน้ำชาขึ้นมาจิบ พยายามซ่อนใบหน้าไว้หลังแก้วกระเบื้องที่ได้มาจากลัตเวีย “อยากทิ้งก็ทิ้งเถอะไม่ต้องถนอมน้ำใจกันหรอก”

“ไม่นายเข้าใจ” ปอนด์แย้ง “ไอ้ที่เราทำกันที่เนินเคริอันลอธ ดูเหมือนวิญญาณบรรพชนเขาจะเอาจริงเอาจังน่ะ”

“ฉันเอาจริงเอาจังตลอด” วีพูดอย่างเย็นชา “จะมีก็แต่นายที่คิดว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆ”

“วี” ปอนด์โอดครวญพยายามจะขอร้องแต่กลับโดนวีที่ตอนนี้กำลังโมโหได้ที่ขัดไว้

" ไอ้ฉันก็นึกว่า...ว...ว " วีหลับตาเหมือนพยายามเค้นคำออกมา 

“ฉ...ฉ...ฉันขอแสดงความยินดีกับความรุ่งโรจน์ของนายปอนด์” จู่ๆเขาก็พูดติดอ่างเหมือนตอนยังเด็ก กระแทกแก้วลงกับจานรองจนช้อนเงินตกลงบนเคาน์เตอร์ เขาลุกขึ้นอย่างกะทันหันจนทำให้ปอนด์ตกใจก่อนจะชี้นิ้วเรียวยาวออกไปนอกร้าน บนนั้นมีแหวนทองเป็นประกายที่นิ้วก้อย “ทีนี้ก็ออกไปได้แล้ว”

ความโกรธของวีทำให้ปอนด์พูดอะไรไม่ออกอีกครั้ง เขารู้ดีว่าวีต้องโกรธ เขารู้ดีว่าจะต้องโดนตำหนิต่อสิ่งที่เขาทำไป เขานึกว่าจะต้องโดนวีต่อยหน้าจนหงายหลังด้วยซ้ำ แต่วีตอนนี้ก็ยังทำให้เขาไปต่อไม่ถูกอยู่ดี วีเป็นคนโกรธใครจริงๆยากมาก ส่วนใหญ่ก็แค่โวยวายไปตามประสา แต่ถ้าได้โกรธขึ้นมา ก็ตัวใครตัวมัน

“น...น...นายควรดีใจนะ อย่างน้อยนายก็ยังพูดออกมาเป็นคำได้น่ะ”

“มันอะไรนักหนากันวะวี” ปอนด์พยายามจะแย้ง

“ก็นายทิ้งไป” วีตะคอกกลับแต่ด้วยดวงตาที่พร้อมจะร้องไห้ “พ...พ...เพราะสิ่งที่นายทำ ฉันพังแล้ว”

“ไปใช้ชีวิตซะ” วีซ่อนใบหน้าด้วยการเบนหนี “ส่วนฉันจะจมสมเพชตัวเองต่อเหมือนกับที่ทำมาเป็นสิบปีแล้ว”

" มันเคยง่าย"  วีสูดหายใจ "จนนายโผล่มา นายไม่น่ากลับมาเลย"

“ถ้านายไม่ช่วยฉันก็แต่งงานไม่ได้” ปอนด์พยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ ซึ่งฟังไม่ขึ้นสุดๆ

“เยี่ยม ลิ้มรสชาติความโดดเดี่ยวซะบ้างจะได้สำนึก” วียกกองหนังสือขึ้นจากโต๊ะก่อนจะเดินหนีเข้าไปหลังชั้นหนังสือ 

" ไอ้ฉันก็นึกว่านายแวะมาหาเพราะบังเอิญนึกถึงฉันขึ้นมาตอนเที่ยวที่เชียงใหม่" วีหยิบหนังสือที่ลูกค้าทิ้งไว้ตามโต๊ะขึ้นมากระแทกกับกองหนังสือที่ถืออยู่ พยายามไม่หันมาสบตาปอนด์  "แต่นี่นายกลับมาเพราะนายต้องการใช้งานฉัน งั้นเจอกันบ้านพักคนชรานะ” วีตะโกนด่าทิ้งท้าย "ไอ้คนเห็นแก่ตัว!”

เสียงของวีดังก้องไปทั่วร้าน ลูกค้าที่เคยเฝ้ามองเหตุการณ์หลายคนบนชั้นสองหลบตาปอนด์ด้วยการทำเป็นมองแก้วเครื่องดื่มของตัวเอง แต่ปอนด์ไม่สนใจ เขารู้ได้จากประสบการณ์ว่าไม่ควรตามวีไป ตอนนี้วีไม่อยู่ในสภาพที่จะคุยด้วยได้ สิ่งที่เขาควรทำคือให้เวลาวีได้ระบายออกมาให้เต็มที่ เขาจึงหยิบกระเป๋าเป้และเสื้อนอกก่อนจะเดินออกไปปักหลักนอกร้าน รอให้วีอารมณ์เย็นลง เขายอมทำทุกอย่างขอแค่ได้กลับมาเป็นเพื่อนกับวีอีกครั้ง แต่เพราะสิ่งที่เขาทำไป มันเป็นเรื่องที่แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจให้อภัย เขาทิ้งคนที่รักเขาไปหาผู้หญิงคนอื่น ตอนที่วีกำลังมีปัญหากับมหาลัย เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือที่สุด และเขาทิ้งมา เขาทิ้งเพื่อนของเขาให้ผจญทุกข์เพื่อผู้หญิงคนเดียว ผู้หญิงที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย ท้ายที่สุดชะตาก็ลากให้เขามาเจอวีอีกครั้ง เพื่อให้เขาได้สำนึก

 

“รู้ใช่ไหมฉันไม่ใช่ปรมาจารย์หนังจีน นั่งหน้าร้านไม่ทำให้ฉันใจอ่อน” วีพูดขึ้นตอนที่ปิดประตูร้าน เวลาหกโมงเย็นพอดีไม่ขาดไม่เกิน ในมือวีมีกุญแจโลหะเก่าพวงหนึ่ง และอีกข้างมีกระเป๋าเอกสารหนังสีน้ำตาลเข้ม ส่วนปอนด์ที่นั่งรออยู่ที่ม้านั่งหน้าร้านรีบดีดขึ้นขึ้นมา

“วี ฉันขอละ" เขาย่อตัวอ้อนวอน "ช่วยฉันครั้งนี้ครั้งเดียว และนายจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีกเลย”

วีมองหน้าปอนด์อย่างเย็นชา เป็นอาการที่น่ากลัวมากสำหรับคนที่ปกติแค่ไม่ชอบเข้าสังคมอย่างวี แต่แล้วเขาก็คลายใจหน้าลง แล้วเดินเข้ามาหาปอนด์ 

“ใครบอกว่าฉันไม่อยากจะเห็นหน้านายละ” เขาว่า 

“ไปคุยกันต่อที่บ้านฉันดีกว่า" 

 

 

 

“เอาละ เรียงปัญหานายมาสิ คุณหมอ” วีถามขณะนั่งลงบนเก้าอี้นวมกลางห้องรับแขกในบ้านของเขา บ้านของวีตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้าน ตั้งลึกเข้าไปในที่ดินส่วนตัวกว้างหลายไร่บนถนนบรรพปราการ เป็นป่าละเมาะขนาดใหญ่ที่ปลูกโดยทวดของทวดวีตั้งแต่เดินทางมาประเทศนี้ครั้งแรก เป็นบ้านไม้และหินสองชั้นทรงคอทส์โวลส์ สร้างจากไม้สักและหินสีน้ำผึ้งที่เริ่มซีด ตอนนี้ปอนด์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างเตาผิงขยับตัวไปมาเพื่อหามุมนั่งที่สบายก่อนจะเอนตัวเข้าหาวีเพื่อแจกแจงรายการที่หมอดูบอก

“เราต้องไปที่เนินเคริอันลอธ”

“ไม่มีปัญหา” วีพูดสบายๆ

“ในวันสุดท้ายของฤดูฝน”

“อีกเจ็ดวันพอดี”

“แล้วก็เผาจี้นี่ทิ้งซะ” 

“อันนี้ฉันไม่โอเคละ” วีติก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมผ้าตัวหนา แล้วเริ่มเดินวนไปมาหน้าเตาผิงเหมือนสุนัขหาที่นอน จนในที่สุดเขาก็หันมาชี้มือชี้ไม้มาที่ปอนด์พร้อมโวยวาย “นี่นายรู้ไหมว่ามันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะแกะเขากวางออกมาแบบนี้ได้น่ะ  เชิญนายเอาไปเผาคนเดียวหรอก ”

“แม่หมอบอกว่าเราต้องไปเผามันด้วยกัน”

ตอนนั้นวีกำลังจะเริ่มบ่นอีกครั้งแต่ปอนด์รู้ทันจึงชูนิ้วขึ้นเพื่อห้าม

“อะ อะ บรรพชนนายนะที่มาหาเรื่องฉันน่ะ ทำโคมระย้าถล่มกลางงานหมั้นฉันยังกับไอ้ตัวแฟนท่อม”

“ได้" วีกระแทกเสียงแบบสุดจะทน "อีกสองวันค่อยเริ่มเดินทางละกัน"

จากนั้นวีก็เดินเร็วๆไปยังห้องครัว เขาหายไปสักพักจนปอนด์เริ่มสงสัยและเดินตามเข้าไป ภาพที่เห็นคือวีกำลังอยู่ในชุดผ้าหนาสีขาว มีหมวกตาข่ายครอบหัว สวมรองเท้าบูตหนังสีน้ำตาล 

"นายไปอาบน้ำก่อนไป ฉันจะไปดูพวกผึ้ง" เขาว่าก่อนจะเดินออกประตูไปยังสวน

ปอนด์เดินเล่นไปทั่วบ้านหลังจากอาบน้ำแต่งตัว เขาเดินช้าผ่านจากห้องรับแขกไปยังห้องนั่งเล่นที่อยู่อีกมุมของบ้าน ปอนด์หันไปมองรอบๆตัว และได้รู้ว่านี่ต่างหากห้องที่วีใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับมัน ห้องรับแขกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูสะอาดตา แต่ห้องนี้แสดงความเป็นวีออกมาทั้งหมด มันดูเหมือนกับห้องเก่าของวีที่เขาเคยไปนอนค้าง เพียงแค่ขยายขนาดขึ้น ตามหน้าต่างรับแสงทั่วบ้านมีแต่กรอบรูปวางอยู่เต็ม ส่วนใหญ่เป็นรูปวาดทิวทัศน์ บนผนังมีภาพวาดสีน้ำขนาดกลางของชายคนหนึ่งในกรอบไม้หนาทรงกลม เขาจำใบหน้านั้นได้แม่น และเขารู้จักทุกสถานที่ที่วีวาดไว้ นอกจากรูปวาดก็คือกองหนังสือและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มากมาย ส่วนใหญ่เป็นดาราศาสตร์และกีฏวิทยา ทั้งแบบจำลองระบบสุริยะทำจากทองเหลือง แบบจำลองท้องฟ้าที่ทำเลียนแบบของโบราณจากศตวรรษที่18 กล้องดูดาวกำลังสูงเท่าที่เงินจะจ่ายไหว กล้องจุลทรรศน์ทั้งแบบใช้แสงและแบบสเตอริโอ ตามชั้นที่อยู่ในมุมมืดของบ้านก็เต็มไปด้วยโหลแก้วที่มีสัตว์ดองและสัตว์น้ำที่ยังมีชีวิต บนโต๊ะใกล้ประตูห้องนั่งเล่นมีไก่ฟ้าสตัฟต์ในท่ากระพือปีก บนโต๊ะกาแฟมีโหลแก้วทรงสูงที่เต็มไปด้วยผีเสื้อในท่าโบยบินและที่บันไดมีกวางสตัฟต์ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ตามโต๊ะวางของมีหัวกะโหลกสัตว์หลายชนิดวางอยู่ มีกะโหลกเสือเขี้ยวดาบวางไว้ข้างหน้าต่าง กะโหลกแพะอยู่บนโต๊ะวางกรอบรูปและบางที่ก็มีเขี้ยวสัตว์ซุกอยู่ไม่เป็นระเบียบ เขาเดินต่อเข้าไปในห้องทำงานของวีที่ชั้นสอง เขาได้เห็นกับตาว่าไม่ว่าวีจะไปไหน เขาจะเหมือนมีมนต์วิเศษที่โปรยไปตามทางที่ก้าวเดิน มนต์ที่ทำให้ทุกๆ ที่ที่เขาไป เหมือนกันทุกแห่ง อย่างห้องนี้วีทำให้เหมือนห้องเดิมที่บ้านของเขาเมื่อสิบปีก่อน ขาดแค่ไม่มีเตียง ยังมีรองเท้าเดิมๆสามคู่ที่ทำจากช่างฝีมือในทัสกานีวางไว้ใต้ที่แขวนเสื้อเขาสัตว์ พร้อมทั้งกล่องใส่นาฬิกาข้อมือและนาฬิกาพกยี่ห้อโอเมก้าหลายเรือนวางไว้บนโต๊ะข้างประตู เขาเห็นชั้นหนังสือเรียงอยู่เต็มผนังและรูปถ่ายในกรอบไม้หนาๆ อยู่ตามช่องว่าง บนชั้นวางและตามที่ต่างๆ ทั่วห้องล้วนเต็มไปด้วยของเล็กๆน้อยๆ ที่เก็บมาระหว่างการเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งหน้ากากไม้เก่าๆ จากบาหลีและแอฟริกา รูปปั้น รูปหล่อบรอนซ์แปลกๆ รวมถึงของที่ระลึกในช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิตที่แทบจะดูเป็นขยะในสายตาคนอื่น ทั้งชิ้นเศษปูน เศษหิน ก้อนกรวด กระปุกแก้วผลึกใส่ทรายหรือแม้กระทั่งดินในโหลแก้ว น้ำในขวดทรงเรียวพร้อมป้ายกำกับ ดอกไม้แห้งในชิ้นเรซิ่น ตั๋วหนังเก่าๆ ในกล่องไม้ และบนโต๊ะทำงานไม้กุหลาบมรดกจากคุณทวดเขาที่ตั้งเป็นสง่าอยู่ใกล้หน้าต่างเต็มไปด้วยกระดาษ รูปวาด สมุดและหนังสือเล่มเล็กๆ พร้อมขวดหมึกกับปากกาคอแร้งแบบเก่าๆ และแน่นอน ภาพถ่ายใบนั้น ภาพถ่ายมัวหมองใบหนึ่งที่ถูกใส่ไว้ในกรอบหนังแบบพกพาซึ่งวางไว้มุมซ้ายของโต๊ะใกล้รูปหล่อบรอนห์ของเทวทูตมิคาเอลและรูปสลักหินคธูลู มันเป็นรูปหลุดโฟกัส ที่ถ่ายเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เขาหยิบรูปนั้นขึ้นมา เป็นรูปเดียวที่พวกเขาถ่ายด้วยกันตอนไปยังเนินเคริอันรอธวันนั้น ปอนด์แอบยิ้มที่มุมปาก แต่ก็รู้สึกผิด หลายปีมาแล้ว แต่วีก็ยังไม่ยอมลืมเรื่องของพวกเขา แต่เขากลับทิ้งวีไว้ นั่นเป็นเรื่องผิด แต่ตอนนั้นมันกลับดูเป็นทางที่ดีที่สุด

“นายคิดว่ายังมีสิทธิ์เข้ามาในห้องฉันเหรอ” เสียงวีดังขึ้นข้างหลัง ปอนด์หันขวับไปเพื่อได้เห็นวีเดินตรงเข้ามาพร้อมยิ้มร่า ยิ้มแบบปลอมๆ

“ล้อเล่นน่า ตามสบายพ่อว่าที่เจ้าบ่าว” วีแซะเขาอีกครั้ง ความรู้สึกผิดเดิมๆพุ่งมากระแทกลำคอของปอนด์จนพูดต่อไม่ได้ วีมองปอนด์อยู่ชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะขึ้น 

“นี่ฉันทำคนพูดเก่งอย่างนายถึงกับพูดไม่ออกได้สองรอบเลยเหรอ" วีนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานหลังโต๊ะไม้กุหลาบตัวใหญ่ก่อนจะเอนหลังอย่างสบาย ราวกับเขาไม่ได้สนใจปอนด์สักเท่าไหร่  "ฉันนี่เก่งนะ”

“แล้วนี่ชีวิตเป็นไงบ้างละ” เขาถามต่อ

“มันก็ไปได้ดีนะ " ปอนด์ตอบขณะมองหาเก้าอี้นั่ง เขาไปได้เก้าอี้ไม้แกะสลักที่วางอยู่หน้าชั้นหนังสือ มันแข็งและนั่งไม่สบายเลยสักนิด "ฉันจบแพทย์ที่จุฬา ตอนนี้กำลังทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนที่หนึ่ง เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง”

“ยินดีด้วย” วีว่าทั้งๆที่ยังหลับ

“แล้วนายละ” ปอนด์ถามตอบทันทีเพื่อไม่ให้วีกลับไปหมดอารมณ์ที่จะคุยอีก

 

“ชายโรคจิตติดอ่างวุฒิมัธยม6ที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือ" วีลุกขึ้นพร้อมร่ายรายการยาวเยียดราวกับมันเป็นกลอนที่ต้องกล่าวไปเดินไปเพื่อเพิ่มอรรถรส "ไม่สามารถทำงานใต้ความกดดันใดๆ ได้” เขาเดินเข้ามาใกล้ปอนด์ อาจจะเพื่อให้ปอนด์ได้เห็นสิ่งที่เขาสร้างได้ชัดเจนขึ้น วีพิงตัวกับขอบหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกไม่กี่วิก่อนจะหันมาจ้องปอนด์

“พูดง่ายๆ ก็คือเกิด โต และคงตายที่นี่” เขาบอกพร้อมยิ้มกลบ แต่แล้วก็ก้มลงดูมือตัวเอง ลูบแหวนที่นิ้วก้อยไปมาเหมือนคนหมกมุ่นที่มืออยู่ไม่สุข  “ฉันเรียนไม่จบปีหนึ่งด้วยซ้ำ เชื่อไหมละ”

วีสูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะปล่อยออกมาเสียงดังพร้อมส่ายหัวไปมา แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป จากขมขื่นเป็นยิ้มแย้ม แต่ปอนด์รู้ดีว่านี่เป็นแค่การเปลี่ยนเรื่องเพราะวีไม่ต้องการใหม่มันเครียดเกินไป  “หิวไหม”

“สุดๆ เลย" ปอนด์ตอบพร้อมรอยยิ้มแบบนายแบบยาสีฟัน "ฉันไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า”

“ดีเลย ฉันทำพายโฮมิตี้เหลือตอนเช้า น่าจะพอให้นายกินนะ” แล้วเขาก็เดินนำปอนด์ไปยังห้องครัว

 

ห้องครัวเป็นแบบชนบทอังกฤษ อบอุ่นด้วยเครื่องเรือนไม้ หดหู่ด้วยผนังปูนสีขาว สิ่งทันสมัยเดียวคือตู้เย็นหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างตู้ไม้ที่ใช้เก็บชีสกับขาตั้งหม้อสูงแบบ3ขา กลางห้องครัวมีโต๊ะยาวหนึ่งตัว พอให้คน5คนนั่งรอบโต๊ะโดยไม่อึดอัด มันเป็นแค่โต๊ะทำอาหาร  แต่วีก็ให้ปอนด์นั่งรอตรงนั้นขณะที่เขาอุ่นพายในเตาอบ

“บ้านสวยนะ” ปอนด์หาเรื่องคุยอีกครั้งหลังจากที่วียกพายมันฝรั่งมาเสิร์ฟ

“ทวดยกให้” วีพูดอย่างภูมิใจขณะเทน้ำร้อนใส่ในกาเงิน “อ่อเผื่อจะยังไม่รู้ ท่านเสียแล้ว สี่ปีก่อน”

เขายกถาดมาอีกครั้ง เป็นชาอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นชาบอยรอสสำหรับจิบก่อนนอน วีรินชาให้ตัวเองช้าๆด้วยท่าทีสุภาพแต่ดูสบายๆ “มะเร็งน่ะ”

“โอ้ เสียใจด้วย นายน่าจะบอกฉันนะ” ปอนด์ตักพายคำโตเข้าปาก วียังทำอร่อยอย่างที่เขาเคยจำได้

“นายจะมาเหรอปอนด์”  วีถามอย่างเหยียดหยามตอนที่วางแก้วของตัวเองลงบนจานรอง “ถามตัวเองดีๆ ว่านายจะมาเหรอ ต่อให้คนทั้งเมืองนี้ตาย นายจะกลับมาเหรอ”

“ขอโทษๆ" วีส่ายหัวไปมาอย่างไม่สบอารมณ์หลังจากที่เห็นสีหน้าของปอนด์  "ฉันไม่ควรทำเสียบรรยากาศ”

“ฉันก็ผิดจริงๆ นั่นแหละ”

“ทำไมนายทิ้งไปละ” วีถาม

“พ่อฉันรับไม่ได้” ปอนด์ตอบขึ้นมาอย่างเร็ว วีจ้องเขาตาไม่กะพริบเพราะรู้ดีว่าปอนด์เวลาโกหกเป็นยังไง และตอนนี้ปอนด์กำลังโกหกเขาอยู่ ซึ่งปอนด์เองก็รู้ตัวว่าวีจับได้จึงเอาเหตุผลจริงขึ้นมา “และฉันก็ไปเจอสาวคนหนึ่งที่คณะ”

“นายเลยเริ่มรู้ตัวสินะว่านายไม่เหมาะกับฉัน”

“นายยังไว้เปียอยู่เหรอ" ปอนด์ถามเพื่อเบี่ยงประเด็น

“นายเห็นรูปบนโต๊ะแล้วนี่ นายไม่ใช่คนที่ใครจะลืมง่ายๆ” เมื่อวีตอบเสร็จ น้ำตาหยดเล็กๆก็ไหลมาตามแก้มของวีเอง แต่ใบหน้าวีนั้นนิ่งมา เขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำถ้าเขาไม่ปาดมันมาดู วีหัวเราะแห้งๆให้น้ำตาหยดนั้นก่อนจะยกมือกุมหัว 

“ให้ตายสิ" เขาพูดไปหัวเราะไป แต่ด้วยดวงตาที่ชุ่มน้ำ "ฉันอุตส่าห์เก๊กท่าตั้งนาน”

ปอนด์ที่เห็นวีร้องไห้ เขาก็นึกอะไรไม่ออก นอกจากวิธีเดิมกับที่ใช้สมัยเด็ก เขาค่อยๆเดินเข้าไปหาวีที่กำลังร้องไห้ เหมือนสัตวแพทย์เข้าไปหาสัตว์ที่บาดเจ็บ ค่อยๆอ้าแขนแล้วกอดเขาไว้ วีไม่แสดงอาการขัดขืนใดๆ ปอนด์จึงเริ่มลูบหัวเขาเบาๆ ผมของวีเรียบตรงแต่หนามา ไม่ต่างอะไรเลยกับตอนยังเด็ก

“นายมันชอบให้ความหวังคนแล้วริบมันคืน” วีฟูมฟายอยู่ใต้วงแขนของเขา แต่ทันใดนั้นวีก็ผละตัวออกมา เขาโซเซเล็กน้อย แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ปอนด์ไม่รู้เขามองอะไร แต่วีดูราวกับกำลังขอกำลังใจ จากความมืดมิดของค่ำคืนที่ทอดตัวอยู่นอกหน้าต่างนั่น 

“เอาละถ้าจะให้ฉันไปเผาจี้นี่กับนาย” วีโพล่งขึ้นมาในที่สุด “นายต้องทำตามฉันขอ สามข้อ”

“โอเค ง่ายๆ” ปอนด์พูดอย่างดีใจ

“ข้อแรก คืนนี้นายต้องนอนกับฉัน” วีพูดเร็วมาก เหมือนเขาอายที่ต้องพูดออกมา “ไปรอในห้อง เดี๋ยวฉันตามไป”

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น