[Yaoi] DON’T HUNT ME ล่ารัก สลักร้าย (สนพ. SENSE BOOK)

ตอนที่ 5 : Ep.05::วันสานสัมพันธ์...มันคือวันเสี่ยงตายดีๆนี่เอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,019 ครั้ง
    17 ส.ค. 63



Ep.05

 วันสานสัมพันธ์...มันคือวันเสี่ยงตายดีๆนี่เอง 

  

              พวกนั้นไม่ได้มาดักรอหน้าห้องตามที่คาดไว้...

              ความจริงแล้วผมไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ที่ตัวเองตกเป็นเป้าหมาย ท่าทางภายนอกของผมคงดูหดหู่ คล้ายเด็กมืดมนไม่มีใครคบ คงดูอ่อนแอและรังแกง่าย จึงถูกจ้องทำร้ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียนแบบนี้

              จะว่าไป...ตามตารางแล้วมันไม่ใช่วันแรกที่เริ่มเรียนหรอก แต่เป็นวันปฐมนิเทศต่างหาก

              ที่นี่แบ่งห้องเรียนออกเป็นสี่ห้อง โดยคละคนจากทุกหอมาอยู่ร่วมกัน อีกทั้งยังไม่ได้จัดห้องตามระดับชนชั้นหรือมันสมอง สรุปคือทุกห้องจะมีทั้งเด็กที่มาจากตระกูลผู้มีอิทธิพล พวกลูกหลานนักธุรกิจ รวมถึงบรรดาตัวอันตรายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ทั้งหลาย

              ผมหยุดยืนมองรายชื่อหน้าห้องเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ามีชื่อตัวเองจึงเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในนั้น แอร์เย็นฉ่ำตกกระทบผิวจนอดที่จะยกมือขึ้นลูบแขนเบาๆไม่ได้ มีบางคนหันมามองเมื่อยินเสียงประตูเปิด ทว่าพวกเขาก็หันกลับไปเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นว่าเป็นผม

เท่าที่สังเกต...ตอนนี้ทุกคนกำลังพูดคุยทำความรู้จักกันอย่างเมามัน

              ผมเดินผ่านกลุ่มผู้ชายที่กำลังพูดเรื่องธุรกิจทางบ้าน ผ่านกลุ่มเด็กผู้หญิงที่กำลังโม้เรื่องเครื่องสำอางเซตใหม่ จากนั้นก็เดินไปนั่งด้านหลังสุด อา...บรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ล่ะที่ผมต้องการ ทว่าหลังจากนั่งได้ไม่นาน ใครคนหนึ่งก็เดินมาหยุดยืนด้านหน้าโต๊ะของผมเสียก่อน

              “หวัดดี กูชื่อเพียว”

              “....”

              ผมมองผู้มาใหม่ตาปริบๆ หมอนี่รูปร่างสมส่วน ผิวขาวเหลือง เครื่องหน้ากระเดียดไปทางหวานเล็กน้อย ดวงตากลมโตเฉียงขึ้นให้ความรู้สึกซุกซนอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญเขาสูงกว่าผมสามสี่เซนต์เห็นจะได้

              ว่าแต่เขาทักผมใช่ไหม แล้ว...แล้วผมควรตอบว่ายังไงดี ผมไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยแบบนี้เลย ผมไม่เคยพูดกับคนแปลกหน้ามาก่อน ตื่นเต้นจัง

              “ผม...ชื่อไออุ่น”

              ในที่สุดผมก็เรียบเรียงคำพูดออกมาจากหัวจนได้ แต่ยากแหะ ทำไมเวลาพูดคุยกับคน...ผมถึงได้พูดไม่คล่องเหมือนตอนพูดกับบรรดาสิงสาราสัตว์ทั้งหลายกันนะ

              คงเพราะผมไว้ใจสัตว์พวกนั้น มากกว่ามนุษย์ด้วยกันเองล่ะมั้ง

              “กูเห็นมึงตอบโต้ไอ้พวกนั้นที่โรงอาหาร คือมึงโคตรเจ๋งอ่ะ อ้อ กูอยู่หอตะวันออกนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

              เพียวขยิบตาพลางส่งรอยยิ้มซุกซนที่แฝงไปด้วยความเป็นมิตรมาให้ เขาโยนกระเป๋าลงที่ว่างด้านข้างของผมแล้วนั่งลงโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด ไม่ถามด้วยซ้ำว่าผมอยากให้เขานั่งตรงนี้หรือเปล่า เอ่อ...ในเมื่อนั่งลงมาแล้วผมก็ขี้เกียจจะแย้งล่ะนะ ขอแค่ไม่ทำลายความสงบเงียบที่ผมต้องการก็เป็นพอ

              “มึงอยู่หอไหนวะ”

              เมื่อเห็นว่าผมเงียบเกินไป ใครอีกคนจึงเริ่มชวนคุย นิ้วมือที่กำลังควานหาปากกากับสมุดหยุดชะงักลงในทันที ผมเงยหน้าขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วเหลือบตามองเขาอีกครั้ง

              “ผม...อยู่หอตะวันตกครับ”

              กึก!

              ฉับพลันนั้นเพียวชะงักกึก เขาหันมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา จากท่าทีสบายๆ ในคราวแรกแปรเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นอย่างรวดเร็ว แต่ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะกำลังหันมาหยิบอุปกรณ์การเรียนของตัวเองออกจากกระเป๋าต่อ

              “เมื่อคืนนี้...ข่าวลือเรื่องราชาตะวันตกนั่น จริงหรือเปล่า”

              ผมทำหน้างง เป็นจังหวะเดียวกับที่หยิบสมุดเล่มสุดท้ายออกมาจากกระเป๋าพอดี และดูเหมือนเพียวจะรู้ว่าผมกำลังเบลอ เขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

              “ก็เรื่องที่ผู้คุมหอโดนหมอนั่นหักข้อมือ แถมยังกรีดมือเอาเลือดไปละเลงกับผนังห้องไงล่ะ ได้ข่าวมาว่าแค่ต้องการเปลี่ยนห้องให้เป็นสีแดงเองนะ กูว่ามันน่าเหลือเชื่ออ่ะ เลยมาถามมึงว่าจริงไหม”

              “ผมไม่รู้ครับ”

              “อ้าว มึงอยู่หอตะวันตกไม่ใช่หรอวะ”

              ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพผู้ชายผมเผ้ากระเซอะกระเซิงแล่นผ่านแวบเข้ามาในหัว สีหน้าของเขาคล้ายหวาดกลัวอะไรบางอย่างสุดขีด ไหนจะมือที่เปรอะเปื้อนเลือดแดงฉานข้างนึงอีก อา...อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกขนลุก เมื่อคิดว่าเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาจากเพียว อาจเป็นเรื่องจริง

              “ผม...กลับช้าครับ”

              เพียวพยักหน้าเข้าใจ คือผมพยายามสื่อประมาณว่าเมื่อคืนกลับมาจากคอลอสเซียมช้า จึงทำให้พลาดช่วงที่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่ลมปากของพวกนึกสนุก ผมก็ไม่คิดจะเก็บมันมาใส่ใจอยู่แล้ว

              ตราบใดที่ผมไม่ไปยุ่งกับคิมหันต์ เครื่องจักรสังหารในคราบมนุษย์นั่นก็จะไม่มายุ่งกับผมเช่นกัน ผมมั่นใจว่าเขาจำผมไม่ได้ มั่นใจพันเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ

              แอ๊ด!

              เสียงประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง จังหวะนั้นผมกดปากกาเตรียมความพร้อม อาจารย์ต้องมาแล้วแน่ๆเลย เพื่อนในห้องถึงเงียบเสียงลงแบบฉับพลันอย่างนี้

หือ...ทำไมบรรยากาศมันเริ่มวังเวงแปลกๆ

ผมเงยหน้าขึ้นจากสมุดเล่มเล็กลายลูกเป็ดน้อย ปากกาที่ถือค้างไว้ร่วงหลุดจากมือแล้วกลิ้งตกจากโต๊ะลงไปบนพื้นในทันที ช่วยไม่ได้ที่มือผมจะสั่น...ในเมื่อคนที่กำลังเดินตรงมาคือคนที่ผมไม่อยากเผชิญหน้าด้วยที่สุด

เด็กอันตรายคนนั้น...แววตาข่มขู่ของเขาเมื่อหลายปีก่อนยังติดตรึงในความทรงจำไม่จางหาย

ร่างสูงเดินมายังโซนด้านหลังโดยไม่ได้สนใจว่าผู้คนภายในห้องต่างเกร็งร่างยามเมื่อเขาเดินผ่าน ผมกะพริบตาตั้งสติสองครั้งหลังจากที่บุคคลอันตรายเดินไปนั่งฝั่งตรงกันข้ามเรียบร้อยแล้ว พวกเรานั่งอยู่แถวเดียวกัน แต่ห่างกันคนละมุมห้อง ฟู่ว ผมค่อยหายใจคล่องคอขึ้นมาหน่อย

แต่ให้ตาย...ผมมานั่งโซนหลังสุดก่อนเขานะทำไมต้องตามมาหลอกหลอนกันด้วย ฮือ

“อ่ะนี่ ปากกามึง”

ผมช้อนตามองคนพูด ก่อนจะก้มมองปากกาที่ตนเองทำตกพื้นในมือเรียวสวย เผลอเม้มปากเข้าหากันอย่างลังเลครู่หนึ่ง ทำไมกันนะ ทำไมเพียวถึงเข้ามาตีสนิทกับผม ทำไมถึงเก็บปากกาให้ผมกันล่ะ บอกตามตรงว่าผมยังไม่ไว้วางใจเขา ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าจิตใจมนุษย์ซับซ้อนกว่าที่คิด

ผมไม่เคยมีเพื่อน ผมหวาดกลัวการเข้าหาผู้คน โดยเฉพาะการสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวจากคนแปลกหน้า ความทรงจำสมัยเด็กสอนให้ผมรู้ว่าไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆ

มีแค่สัตว์เท่านั้นที่ซื่อตรง...แค่พวกมันเท่านั้น

“เอ้ายังอีก ยังมาทำหน้ามึนใส่กูอีก รับไปสิวะเดี๋ยวก็ไม่มีเขียนงานกันพอดี”

ผมยื่นมือไปรับปากกาคืนมาในที่สุด จากนั้นก็ผงกศีรษะให้เป็นเชิงขอบคุณ แต่เพียวยังคงไม่ละความพยายามชวนผมคุย เขาป้องปากกระซิบกระซาบข้างหูผมเนื่องจากบรรยากาศในห้องเงียบมาก เงียบชนิดที่ว่าถ้าเหรียญพื้นตกคงได้ยินกันทั้งห้อง

“กูว่าราชาตะวันตกแม่งแปลกๆ ว่ะ เหมือนมันไม่ใช่คนอ่ะ มึงว่ามันเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกดัดแปลงมาเรียนกับเราหรือเปล่าวะ”

ผมเริ่มลอบสำรวจคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม ดวงตาไร้อารมณ์ของเขาไม่ได้จับจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษ ที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้มีความเข้มงวดเรื่องเครื่องแต่งกาย ผู้ชายที่แผ่ออร่าอันตรายคนนั้นจึงอยู่ในชุดที่ผมลงความเห็นว่าน่ามองไม่น้อย ถ้าไม่ติดว่าเขาน่ากลัวไปหน่อย พวกผู้หญิงคงวิ่งเข้าหาอย่างไม่ต้องสงสัย 

เสื้อกล้ามสีเทาของเขารับกับเสี้อฮู้ดสีดำตัวนอก ช่วยขับผิวขาวสว่างให้เปล่งปลั่งยิ่งขึ้นราวกับไม่ใช่มนุษย์ อืม...นอกจากจะรับมือยากแล้ว เขายังหล่อลากชนิดที่สามารถกระชากลมหายใจผู้ที่เผลอสบมองได้ภายในครั้งเดียว

“หุ่นยนต์ก็อยู่ในร้านขายของเล่น จะมาเรียน...ได้ยังไงล่ะครับ” แม้แต่เปิดประตูร้านออกมาพวกมันยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำผมหันไปตอบเพียวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วย

“สัด...นี่มึงกวนตีนกูหรือพูดจริงจังวะ”

น้ำเสียงเหมือนหาเรื่อง แต่เพียวกลับกุมท้องไว้พลางยกมือปิดปากกลั้นขำ หือมีอะไรน่าขำงั้นหรอ ผมคลายหัวคิ้วก่อนจะมองคนที่เริ่มทำหน้าดำหน้าแดงด้วยแววตางุนงง

“อุ๊บ ฮ่าๆๆ”

โชคดีที่เพียวหัวเราะเบามาก ไม่งั้นทั้งห้องต้องหันมาจ้องพวกเราแน่ ผมเลิกสนใจเขาก่อนจะขยับปากกาในมือเล็กน้อย ไม่นานนักอาจารย์ก็เดินเข้ามาภายในชั้นเรียน

“สวัสดีนักเรียนทุกคน ก่อนอื่นฉันคงต้องขอทำความเข้าใจกับพวกเธอก่อน ไม่ว่าที่แผ่นดินใหญ่พวกเธอจะเคยเป็นใคร มีอำนาจบาตรใหญ่แค่ไหน แต่มาอยู่ที่นี่...ทุกคนเท่าเทียมกันหมด วิชาที่ทางเราจะสอนมีทั้งศาสตร์ป้องกันตัว การใช้อาวุธชนิดต่างๆ การเอาตัวรอดและกลยุทธ์เชิงธุรกิจ แน่นอนว่าทางเรามีสอบปฏิบัติเพื่อเก็บคะแนนด้วย ส่วนเรื่องระบบการปกครองของที่นี่ ฉันมีหน้าที่แค่สอนเท่านั้น ถ้าใครทำผิดกฎจะถูกลงโทษโดยราชาของแต่ละหอเอง ส่วนกฎมีอะไรบ้างก็กลับไปอ่านในคู่มือซะนะ ทำความรู้จักกันไว้ล่ะเด็กๆ ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนก็มาถามฉันได้เสมอ”

สาวสวยสะพรั่งด้านหน้าชั้นเรียนขยิบตาหนึ่งครั้ง อา...อาจารย์สวยจังแหะ แต่ผมสัมผัสได้ว่าเธอไม่ธรรมดา เวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วโมงอาจารย์ก็อธิบายหลักสูตรทั้งหมดเสร็จพอดี ผมวางปากกาลงก่อนจะปิดสมุดเล่มเล็กแผ่วเบา

ความจริงแล้วผมค่อนข้างเรียนรู้ได้ช้า จึงมักจดเวลาเรียนเสมอ เกรดที่ออกมาก็อยู่ในระดับปานกลาง แน่นอนว่าผมพอใจกับมันไม่น้อย แค่ไม่ตกซ้ำชั้นก็โอเคแล้ว

ตั้งแต่จำความได้...ผมยังหาพรสวรรค์ของตัวเองไม่เจอ แย่จังแหะ

“เวลาหนึ่งทุ่มตรงจะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ภายในรุ่นของพวกเธอ อย่ามาสายล่ะ วันนี้เลิกเรียนได้”

              หลังจากสาวสวยสะพรั่งก้าวขาออกจากห้องไป ก็เริ่มมีเสียงซุบซิบรอบข้างเกิดขึ้น อันที่จริงเสียงพูดคุยควรดังกว่านี้ถ้าไม่ติดว่าใครบางคนยังคงอยู่ภายในห้อง ผมเกือบหันไปมองเขาถ้าไม่ติดว่ามือของเพียวคว้ามาที่ไหล่อย่างไม่ออมแรง

              หมับ!

              ผมเบี่ยงหลบตามสัญชาติญาณพลางสะดุ้งเฮือก เพียวยกมือทั้งสองข้างขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง อีกทั้งยังจ้องมองผมด้วยอารามงุนงง

              “โทษๆ ไม่คิดว่ามึงจะตกใจขนาดนี้ กูแค่จะถามว่าไปกินข้าวด้วยกันไหม”

              ผมกะพริบตาสองครั้ง กำลังชั่งใจครุ่นคิดว่าจะไปกับเพื่อนมนุษย์คนแรกดีไหม แต่แล้วสัมผัสที่แตะลงบนไหล่เมื่อชั่วครู่กลับกู่ร้องว่าร่างกายผมยังไม่พร้อม ขอเวลาปรับตัวอีกสักนิด ขอเวลาให้ผมเปิดใจรับเพียวก่อน ผมยังไม่ไว้ใจเขา...จนกว่าจะแน่ใจว่าหมอนี่ไร้พิษสงจริงๆ

              เมื่อตัดสินใจได้แล้วผมจึงส่ายหน้าและผงกหัวเป็นเชิงขอโทษอีกครั้ง เพียวทำหน้าเสียดาย จากนั้นก็โบกมือบ๊ายบายผมเป็นเชิงลา

              “งั้นเอาไว้วันหลังก็ได้ กูไปล่ะ”

              ผมมองส่งท้ายก่อนจะหยิบกระเป๋าตัวเองขึ้นสะพายบ้าง ชั่วขณะนั้นเงาบางอย่างพาดผ่านร่างกาย ใจผมกระตุกวาบ เมื่อครู่นี้...คิมหันต์เดินผ่านทางด้านหลังของผมไป กลิ่นหอมอ่อนๆ แผ่ออกมาจากร่างสูงกำยำ...คล้ายกลิ่นของฟีโรโมนเพศชาย ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันหอมยังไง ไม่รู้ว่ามีใครได้กลิ่นเหมือนผมไหม หรือเพราะผมจมูกดีไปเอง

              ร่างทั้งร่างเกร็งค้างอยู่อย่างนั้น ผมกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะสลัดหัวแผ่วเบา พอลองทำใจกล้าหันไปมองก็พบว่าอีกฝ่ายออกจากห้องไปเสียแล้ว ดวงตาของผมจับจ้องประตูห้องอย่างเหม่อลอย...

              ทั้งที่พยายามจะไม่สนใจแท้ๆ แต่โชคชะตาดันเล่นตลกให้ผมเรียนห้องเดียวกันกับเขาเสียได้!

             

ตอนนี้ก็เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว

              ผมก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สถานที่นัดหมายเพื่อทำกิจกรรมคือลานกว้างซึ่งอยู่ระหว่างประตูทางเข้ากับอาคารกลาง...อาคารที่ผมมาลงทะเบียนในคราวแรก

              ว่าแต่ทำไมมันเงียบแบบนี้ล่ะ หรือว่าผมจะมาผิดที่ คิดพลางหันมองซ้ายขวาหน้าหลัง แต่กลับไม่พบใครซักคน ผมยกกระเป๋าใบเล็กมาเปิดซิปอย่างเชื่องช้าก่อนจะหยิบสมุดคู่มือขึ้นมาดู กวาดสายตาอ่านคร่าวๆ ก็พบว่าผมมาไม่ผิดที่แน่นอน

              งั้นผมคงมาเร็วไป...ว่าแล้วก็ก้มมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ตัวเลขที่ปรากฏบนนั้นทำเอารู้สึกงุนงงไม่น้อย

              18:49

              แม้จะไม่ได้เก่งคณิตศาสตร์ แต่ผมก็พอรู้ว่าอีกสิบเอ็ดนาทีจะได้เวลาทำกิจกรรมแล้ว ทุกคนหายไปไหนกันหมดนะ ทว่าไม่ทันให้ได้สงสัยนานเสียงฝีเท้าก็เดินเข้ามาใกล้ นั่นไงพวกเขาเริ่มทยอยกันมาแล้ว ฟู่ว โล่งอกไปที ผมกวาดตามองผ่านๆ อย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ก้าวถอยหลบคนที่เดินผ่านไปมาคล้ายไม่เห็นว่าผมยืนอยู่ตรงนี้

              หรืออาจจะเห็น...แต่พวกเขาทำเป็นไม่เห็น

              ความจริงแล้วผมไม่อยากขยับออกจากจุดเดิมเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ขยับก็โดนชน ดังนั้นจึงต้องถอยออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมพยายามหรี่ตามองผ่านความมืด แต่กลับเห็นเค้าโครงหน้าของใครไม่ชัดเจนเลยสักคน ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้จึงปิดไฟริมทางเดินจนหมด หรือว่าไฟจะเสีย?

              พลั่ก!

              “โอ๊ะ ขอโทษที”

              ผมเซวูบทว่ายังคงทรงตัวให้ไม่ล้มลงไปกองบนพื้นได้ ดวงหน้าขาวนวลกระทบแสงจันทร์หันมาจับจ้อง...วินาทีที่สบตากัน ผมรู้สึกคุ้นเคยกับผู้ชายร่างบอบบางตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก

              คนที่มีใบหน้าสวยงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเช่นนี้ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อนนะ ใช่...ผู้ชายตรงหน้าไม่เหมาะกับคำว่าหล่อ เขาเหมาะกับคำว่า ‘หน้าสวย’ แบบสุดๆ แต่ช่างเถอะ เพราะเรื่องที่ผมควรแย้งคือ

              “ผมชื่อ...ไออุ่นครับ ไม่ใช่ที”

              “ห้ะ?

              ความหยิ่งทระนงในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นคาดไม่ถึง เขาทำหน้าเหวอใส่ผมคล้ายหลุดมาดไปชั่วขณะ ก่อนจะตีหน้าเชิดประดุจราชินีเช่นเดิม ตาคมเฉี่ยวปราดมองผมคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แรงสะกิดตรงไหล่ทำให้เขาหันไปมองเพื่อนตัวเองเสียก่อน

              “ไอฝน กิจกรรมใกล้เริ่มแล้วนะ”

              “อืม ไปกันเถอะ”

              เสียงทุ้มหวานเอ่ยกับเพื่อนตัวเองก่อนจะปรายตามองผมอีกครั้ง คาดว่าใบหน้าของผมคงปรากฏในเมมโมรี่สมองของเขาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนจะเป็นในทางดีหรือทางร้าย ผมไม่รู้หรอก

              ก็ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนี่นา...แค่บอกความจริงไปว่าผมชื่อไออุ่นเองนะครับ

              ว่าแต่ชื่อไอฝนงั้นหรอ คุ้นจัง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

              ผมมองตามหลังทั้งสองคนซึ่งกำลังเดินแทรกผู้คนไปยังโซนบริเวณด้านหน้า ส่วนผมน่ะอยู่หลังสุด ผมไม่อยากเข้าไปเบียดเสียดผู้คนหรอก ก็พวกนั้นมีแต่ตัวสูงๆ ถ้าผมเข้าไปก็หายใจไม่ออกกันพอดี อีกอย่าง...ผมไม่ชอบเข้าใกล้คนแปลกหน้าในระยะประชิดเท่าไหร่ แม้จะไม่มีปัญหากับความสูงของตัวเอง แต่เวลาพวกเขามองลงมามันก็อดจะรู้สึกอึดอัดไม่ได้อยู่ดี

              ผมคิดว่าผมเหมาะกับการอยู่ตัวคนเดียวน่ะถูกแล้ว ไม่สิ...ผมยังมีพี่ๆ ทั้งหลายอยู่เป็นเพื่อนไม่อยากอวดว่าเมื่อคืนผมเจอพี่แมงมุมตัวใหม่ด้วยล่ะ พี่แมงมุมซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง ตอนแม่บ้านประจำหอมาทำความสะอาดห้องเลยไม่เห็น

อา... น่ารักมากเลย ว่าแล้วก็คิดถึงพี่แมงมุมที่บ้าน หวังว่าป่านนี้จะไม่ตายคาไม้กวาดแม่บ้านไปแล้วนะ ไม่งั้นผมต้องแย่แน่

              “ก่อนเริ่มกิจกรรม ทางเราจะขอทำพิธีเล็กๆ น้อยๆ...”

              ผู้ชายที่ก้าวเข้ามายืนด้านหน้าสุดกล่าวขึ้น เสียงของเขาดังก้องโดยไม่ต้องอาศัยไมโครโฟนเลยสักนิด ผมไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไรเพราะอยู่ไกล...แถมยังมืดมาก ทว่าเรื่องหน้าตายังไม่น่าสนใจเท่ากับแสงไฟเล็กๆ ที่ถูกจุดล้อมรอบบริเวณที่พวกเรายืนอยู่

              มันคืออะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายตะเกียง...ที่สำคัญคือมันมีควันลอยขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าคนอื่นสังเกตเห็นหรือเปล่า แต่ผมเห็น มันคือควันอะไรกันนะ แลดูน่าสนุกจัง

              กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามลม ผมเผลอสูดไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น กลิ่นนี้...คล้ายผสมตัวยาบางอย่าง ผมจำได้ว่าเคยเผลอสูดกลิ่นที่แฝงยาแบบนี้แล้วสลบเหมือดไปเป็นชั่วโมง ตอนนั้นคุณอารัศมีเอาน้ำหอมอะไรไม่รู้มาให้ดม...กลิ่นนี้เลย แต่ตอนตื่นมาดันเจอหน้าคุณอาเมฆแทนเสียอย่างนั้น ผมยังแปลกใจไม่หายที่วันนั้นคุณอาเมฆกลับบ้านเร็ว

              อา...ง่วงนอน ทำไมภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวทีละนิด ผมเห็นหลายๆ คนล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว จังหวะนั้นเปลือกตาผมก็ปิดสนิทพร้อมกับทิ้งร่างลงพื้นอย่างไม่รู้สึกตัว

              ปี๊ดดด!!

              ผมกะพริบตาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงหวีดแหลมของอะไรบางอย่าง รู้สึกมึนเบลอไปหมด พอลองนึกย้อนดูผมก็พลันจำได้ว่าตัวเองสลบไป จังหวะที่ผมเท้าแขนกับพื้นดินเย็นเฉียบเพื่อพยุงร่างลุกขึ้นยืน ความเจ็บแปลบก็แล่นริ้วเข้าหา...สงสัยคงเผลอทิ้งตัวลงพื้นแรงไปหน่อยเลยเจ็บระบมทั่วทั้งร่างแบบนี้

              จะว่าไปผมเริ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรมาถ่วงข้อมือข้างขวาไว้ มันเย็นเฉียบยิ่งกว่าพื้นดินที่ผมแตะอยู่เสียอีก

              “ตื่นกันแล้วสินะ นักเรียนที่น่ารักของผม” ยังไม่ทันที่จะก้มมองว่ามันคืออะไร เสียงบางอย่างก็ดังผ่านลำโพงที่อาจซ่อนอยู่ในต้นไม้สักต้นออกมา

              หือ...ต้นไม้ ผมกะพริบตามองรอบด้านก่อนจะเผลอหลุดสีหน้าตกตะลึงออกมาชั่ววูบหนึ่ง ที่นี่มัน...กลางป่าดงดิบชัดๆ แถมรอบข้างยังเต็มไปด้วยผู้คนที่บางส่วนนั่ง บางส่วนผุดลุกขึ้นยืน คล้ายเพิ่งตื่นพร้อมผม

พวกเขาเอาเรามาปล่อยเพื่อ...?

              “กิจกรรมวันนี้ก็ง่ายๆ หาทางออกจากป่าแห่งนี้นะเด็กๆ ใช้ความสามารถที่เธอมีให้เป็นประโยชน์ซะ จะบอกวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้ก็แล้วกัน ผมต้องการวัดศักยภาพที่พวกเธอแต่ละคนมี แน่นอนว่าทั่วทั้งป่านี้ผมสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเธอกำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้นอย่าคิดสั้นด้วยการทำผิดกฎอย่างการ ‘โกง’ ซะล่ะ อ้อกิจกรรมนี้มันไม่ง่ายอย่างที่พวกเธอคิดหรอกนะ เห็นอะไรบนข้อมือไหม?

              น้ำเสียงทุ้มห้าวแฝงความขี้เล่นชักชวนให้ทุกคนก้มมองข้อมือตัวเองในทันที แม้จะมืดแค่ไหนแต่ยังคงมีแสงจันทร์สาดส่องให้เห็นอย่างเลือนราง ผมเพ่งมองวัตถุเย็นเฉียบที่อยู่บนข้อมือตัวเองด้วยแววตานิ่งงัน

              กุญแจมือ...แถมมันยังมีแค่ข้างเดียว ผมไม่ได้นึกสงสัยว่าอีกข้างหายไปไหน เพราะผมสงสัยว่าทำไมเขาต้องเอามันมาคล้องที่ข้อมือผมต่างหาก

              เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ราวกับทุกคนกำลังนิ่งอึ้ง ถ้าให้เดาผมว่าพวกเขาคงไม่เคยโดนคล้องกุญแจมือกันมาก่อน สงสัยจะกำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่แน่ๆว่าแต่ทำไมบางคนถึงมีสีหน้าพร้อมเหวี่ยง บางคนก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้กันล่ะ

น่าสนุกออก...พวกเขาไม่รู้สึกสนุกกันหรอ บู้ๆ 

“ทุกคนจะมีบัดดี้เป็นของตัวเอง คนที่อยู่ปลายสายโซ่กุญแจนั่นไงล่ะ อีกอย่างกุญแจนี้สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ไม่มีอาวุธชนิดไหนสามารถทำลายมันได้ โดยทางเราจะปลดล็อกให้ภายในระยะเวลาห้าวัน และกิจกรรมของคู่ใดคู่หนึ่งจะสิ้นสุดลงทันทีในกรณีที่บัดดี้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต...”

กริ๊ก!

เฮือก!

ผมสะดุ้งไปทั้งตัวเมื่อเสียงกริ๊กดังอยู่ข้างหู แต่ไม่เท่ากับวัตถุเย็นเฉียบที่จ่อชิดติดขมับอย่างแนบแน่น พอลองเหลือบมองทางหางตา...ผมก็พบว่ามีอสูรกายในคราบมนุษย์ยืนอยู่ แต่เขาไม่ได้ขยับเข้ามาสนิทชิดเชื้อกับผมเท่ากับ ‘ปืน’ ของเขาหรอก

คิมหันต์ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะฮึก...ดวงผมจะสมพงศ์กับเขาเกินไปแล้ว!

ใบหน้าเรียบนิ่งประกอบกับแววตาที่ทอประกายหงุดหงิดชั่ววูบหนึ่งของอีกฝ่ายทำให้ผมเผลอเกร็งร่าง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายล้อมกรอบหน้าทั้งที่อากาศรอบด้านเย็นยะเยือก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก วินาทีต่อมาผมสัมผัสได้ว่านิ้วของเขากำลังจะขยับลั่นไก

“ราชาตะวันตก กรุณาฟังผมอธิบาย ‘กฎของกิจกรรม’ ก่อนดีกว่าไหม ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้อาจถึงหูผู้นำตระกูลมังกรก็เป็นได้”

นิ้วที่กำลังจะเคลื่อนไหวหยุดชะงักกึก ปลายกระบอกปืนถูกเลื่อนออกจากศีรษะผมอย่างเชื่องช้า วินาทีที่ผมสั่นกลัวเป็นจังหวะเดียวกับที่ทุกคนหันมามองกันตาค้าง 

คล้ายพวกเขาไม่รู้ตัวว่าเมื่อครู่นี้ผมถูกคิมหันต์ยกปืนจ่อหัวอย่างแนบแน่น ผมว่าไม่แปลกเท่าไหร่ ขนาดผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย คิดพลางหลุบตามองสายโซ่เส้นยาวประมาณสองเมตร ปลายสายสิ้นสุดลงตรงข้อมือหนาข้างที่ไม่ได้จับปืน...

“ว่าง่ายเหมือนกันนี่คระ...”

ปัง!

“กรี๊ดดด!

ตุ้บ!

ซากลำโพงกลิ้งตกลงมาด้านล่างต้นไม้ในทันที กลุ่มผู้หญิงบริเวณนั้นกรีดร้องแล้วกระโดดถอยห่างต้นไม้ต้นนั้นกันให้วุ่น แม้จะยังหวาดกลัวแต่ผมก็ทันเห็นว่าเมื่อครู่คิมหันต์ทำอะไร เขาเล็งปืนและยิงออกไปโดยที่ไม่มองต้นไม้...ไม่สิ ที่ซ่อนของลำโพงด้วยซ้ำ

เขารู้ได้ยังไงว่ามันอยู่ตรงนั้น ทั้งที่เสียงดังออกมารอบทิศ ที่สำคัญคือเขายิงโดนโดยไม่แม้แต่จะมองเป้าหมาย น...น่ากลัว ผมว่าเขาน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้แล้ว!

“ทางเราจะไม่ห้ามพวกเธอพกอาวุธหรอกนะ เพราะแต่เดิมที่เกาะแห่งนี้ก็อนุญาตให้พกอาวุธอยู่แล้ว...ดังนั้นเอาอาวุธเข้ามาใช้ในกิจกรรมได้ แต่ห้ามทำร้ายและลงมือฆ่าบัดดี้ของตัวเองเป็นอันขาด เข้าใจไหมเด็กๆ ไม่อย่างนั้นจะถูกหักคะแนนความประพฤติและเรื่องนี้จะถึงหูผู้นำ...”

ปังๆๆ!

ตุ้บๆๆ!

เงียบกริบ...

แม้ไม่ต้องมองหน้า ผมก็สัมผัสได้ว่าคนข้างตัวเริ่ม ‘รำคาญ’ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ยิงลำโพงที่ซ่อนอยู่ทุกจุดจนมันร่วงกราวลงพื้นดินขนาดนี้ ที่สำคัญเขากำลังอารมณ์ไม่ดี และผมดันถูกพันธนาการด้วยโซ่...เชื่อมติดกับคนอารมณ์ไม่ดี

งานนี้เริ่มไม่น่าสนุกแล้ว มันไม่สนุกเลยสักนิด!

แต่ผมเห็นด้วยเรื่องที่เขาทำลายลำโพงนะ เพราะผมก็แสบแก้วหูเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะติดหลายตัวไปทำไม แถมยังเสียงดังลั่นคล้ายจะเรียกสัตว์ป่าทั้งฝูงออกมาเล่นด้วยอย่างไรอย่างนั้น ใช่ๆ ผมพูดไม่ผิดหรอก เล่นกับสัตว์ป่านั่นแหละถูกแล้ว

พรึ่บ

ผมเซจนเกือบล้มเมื่อถูกดึงกระชากจากปลายสายโซ่  ข้อมือเริ่มแสบๆ...ไม่รู้ว่าโดนบาดหรือเปล่า ต้นเหตุคือร่างสูงที่เดินนำลิ่วๆ เข้าป่า พอข้อมือเขาถูกรั้งเช่นกัน อีกฝ่ายจึงหันมามองคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีผมเกาะติดเป็นตังเมอยู่

ยามเมื่อสายตาดุดันคู่นั้นสบมองมา...บรรยากาศรอบด้านทวีความหนาวเย็นขึ้นอย่างฉับพลัน

ผมกะพริบตาปริบๆ แม้คิมหันต์จะไม่เห็นก็ตาม ยอมรับว่ายังกลัวอยู่ และจะกลัวตลอดไป...เพียงแต่กลัวน้อยกว่าเมื่อกี้นิดนึง เลยสามารถทำหน้าอึนมึนจ้องตากลับได้โดยไม่หลบเลี่ยง ก...ก็เมื่อกี้เขาอยู่ใกล้ผมเกินไปนี่นา ถ้าอยู่ห่างๆแบบนั้นน่ะไม่เป็นอะไรหรอก ผมพอควบคุมตัวเองได้อยู่

ผู้คนรอบข้างต่างหันมามองผม จากที่ไม่เคยถูกเหลียวแล พวกเขากำลังจดจ้องผมคล้ายพบเห็นตัวประหลาด บ้างก็ส่งสายตาสมเพช เห็นใจ สงสาร สมน้ำหน้าปะปนกันไป บางคนก็ทำเพียงมองเฉยๆ เท่านั้น เห็นผมเงียบๆ แบบนี้ แต่ผมรับรู้ได้นะว่าคนรอบข้างกำลังรู้สึกอะไรอยู่

เพราะแววตาของพวกเขามันฟ้อง...

ไม่ต้องรอให้เครื่องจักรสังหารในคราบมนุษย์หมดความอดทน ผมก็เดินต่อกแต่กไปหาเขาทันที ทิ้งระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งเมตรพอให้โซ่มันหย่อน เห็นดังนั้นคิมหันต์ก็เคลื่อนสายตาที่พร้อมจะฆ่ากันได้ทุกเมื่อกลับไป ก่อนจะเดินเร็วๆ แบบไม่เห็นใจขาสั้นๆ ของผมเลยสักนิด

เอ่อ...คุณสาวๆ ที่ทำหน้าอิจฉาตรงมุมนั้น สนใจแลกบัดดี้กับผมไหมครับ ฮือ

 




 

 




Wtiter talk2

เอาแล้วค่ะ เขาจะเข้าป่ากันแล้ว หนูคิมเกรี้ยวกราดมาก เตรียมทิชชู่แล้ววิ่งไปดูแป๊บ...(ทิชชู่ซับเหงื่อให้น้องไออุ่นไงคะ เดินป่าเดี๋ยวร้อนนน ไม่ได้ซับเลือด ซับน้ำตาอะไรทั้งนั้นแหละ!) ไม่มีอะไรในกอไผ่ค่ะ...ไม่มี๊ เรื่องนี้ใสๆค่ะ ดูหน้าหนูคิมแล้วจะรู้ว่าใสแค่ไหน ^^;;

ถามว่าทำไมต้องเข้าป่า...นิยายทุกเรื่องก็เกี่ยวกับป่าหมด? พอดีไรท์รักธรรมชาติเลยพาเข้าป่า จบนะคะ//หลบสิ่งขว้างปา เรื่องการบรรยายในพาร์ทน้องไออุ่น ไรท์พยายามปรับแล้วนะคะ แต่เรื่องที่น้องฉลาดหรือเก่งเกินบุคลิกคงปรับไม่ได้ เนื่องจากมันเป็นคาแรกเตอร์ของน้องที่ถูกหล่อหลอมมาจากสภาพความเป็นอยู่ตั้งแต่เด็กๆ ขอบคุณที่ติชมและติดตามค่ะ

อยากบอกเหลือเกินที่รัก...อาทิตย์หน้าไรท์สอบสี่อย่างรวด แต่ยังมีแรงมาปั่นนิยายบทนี้อยู่เพราะเห็นรอกันมานาน ไม่อยากให้ขาดช่วงบ่อย พรุ่งนี้ไรท์จะนั่งหัวฟูกับชีทเรียนแล้วค่ะ TT ดังนั้นใครที่ตามเรื่องพี่แสบอยู่ต้องขอโทษด้วยนะคะ อาทิตย์นี้ของดอัพเรื่องพี่แสบเน้อ ตอนแรกคือเลือกไว้ว่าจะแต่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งลงระหว่างพี่แสบกับไออุ่น แต่คือไรท์มีอารมณ์แต่งไออุ่น เลยแต่ง ให้ความสำคัญนิยายทั้งสองเรื่องเท่ากันนะคะ ดังนั้นอย่าน้อยใจเลยนะ มันอยู่ที่อารมณ์ไรท์เองว่าอยากแต่งเรื่องไหน เพราะถ้าแต่งเรื่องที่ไม่มีอารมณ์แต่งในเวลานั้นๆมันจะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีค่ะ นั่งเป็นวันๆแต่ปั่นได้ครึ่งบทก็ทำมาแล้ว 555

#ไล่ฆ่าล่ารัก

รักรีดเดอร์

 


            Writer talk

            มีการพัฒนาด้วยการเดินเฉียดกันแล้วหรอคะ ฮิ้ววว >_<//หลบปืนคิมหันต์ มาจนถึงตอนที่ห้าทั้งสองคนยังไม่ได้พูดคุยกันสักคำ ตามประสาคนใสๆเขาทำกันค่ะ ไม่ต้องพูดเดี๋ยวการกระทำมาเต็ม(?) กิจกรรมสานสัมพันธ์จะมีอะไรบ้างเดี๋ยวรอลุ้นกันในครึ่งหลังนะคะ น่าจะมาอาทิตย์หน้าถ้าไม่ติดอะไร ไรท์แจ้งข่าวในเพจตลอดค่ะไม่ต้องห่วงน้า ช่วงที่หายไปคือติดเรียนติดสอบค่ะ ชีวิตค่อนข้างวุ่นวายหนักหน่วง แล้วพบกันค่ะ

            #ติดตามข่าวสารการอัพนิยายได้เพจ >>คลิ๊ก<<

#ไล่ฆ่าล่ารัก

รักรีดเดอร์

           


           ขอขอบคุณภาพแฟนอาร์ตจากคุณ Nidnoi Philawan ค่ะ(ขออนุญาตนำภาพมาใส่ไว้ในบทนี้เนื่องจากภาพตรงกับเนื้อหาพอดีค่ะ ><)

                                        

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.019K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

45,901 ความคิดเห็น

  1. #45867 Baozi_Ploy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2564 / 10:10
    น้องงงงงงง หนูไม่เห็นถึงโมเม้นนใดๆ
    #45,867
    0
  2. #45791 sumalee2523 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 20:31
    น้องเสร็จอาเมฆแล้วหรองือๆ
    #45,791
    0
  3. #45275 nisworddunn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 19:28
    แอบโปรยใส่น้องไว้ น้องได้กลิ่นอัลไล
    #45,275
    0
  4. #45026 QueenS44 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 10:11
    คิมหันต์โหดเกิ้นนนไปแล้ว สงสารน้องง TT
    #45,026
    0
  5. #44675 ladytata15 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 13:02
    สงสารน้องงง5555
    #44,675
    0
  6. #44645 130143m (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 22:16
    แหวกหาหนทางที่พวกเค้าจะรักกันหน่อย งงมากจะชอบกันยังไงเนี้ยย?
    #44,645
    0
  7. #40389 phapha087bw (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 21:47
    ไม่เห็นทางที่จะรักกันเลย สู้เค้านะไออุ่นลูกแม่
    #40,389
    0
  8. #39676 JHTEN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 19:00
    สงสารน้องงง
    #39,676
    0
  9. #39657 Natsuki Chan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 00:31
    แงงงงใจเย็นนะน้องคิมม
    #39,657
    0
  10. #38457 คยองซู_lovelove (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 01:11
    ไอฝนไออุ่นแฝดกันแน่เลยยยย...เข้าป่าเจอสัตว์งานถนัดน้องล่ะทีนี้
    #38,457
    0
  11. #38425 JuneSira (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 19:55
    ตายๆ นึกภาพตอนรักกันแบบอ่อนโยนไม่ออกเลยฮะ ดุแท้พ่อคุณ😂
    #38,425
    0
  12. #37110 NoneCoffee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 08:52
    โหดมาก สงสารน้องไออุ่น แล้วนี่จะรักกันไงอ่ะ
    #37,110
    0
  13. #32289 pommys (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 15:21
    โหดร้ายมาก
    #32,289
    0
  14. #30505 crzoldyck7 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 18:07
    ไออุ่นลูกกกกอดทนไว้..ทำให้คิมหันต์ใจอ่อนให้ได้นะ..ถึงแม้จะยากมากก็ตาม..สงสารเลย
    #30,505
    0
  15. #30491 อันยองอันยอง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 14:11
    ไออุ่นมึนมากกก 5555
    #30,491
    0
  16. #29712 NLHH12 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 11:25
    สงสารน้องงงง55555
    #29,712
    0
  17. #28555 Sunflower.W (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 21:18
    ฉากนี้ทำเอานึกย้อนไปตอนอ่านเรื่องของเบนซินเลยอ่ะ ซ้อนเงาพ่อตัวเองมาเลย รำคาญเก่ง 55555
    #28,555
    0
  18. #27686 SOM10M (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 16:10
    พูดสักคำสองคำก็ยังดีนะลูกกกคิมหันต์ สงสารหนูไออุ่นอะน่ารักน่าเอ็นดู
    #27,686
    0
  19. #25861 mook (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 17:21

    ว่าคนพ่อนางพูดน้อยแล้วนางยังพูดน้อยกว่าคนพ่อนางอีกแถมโหดโคตรๆด้วย

    #25,861
    0
  20. #23864 KiHaE*129 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 22:24

    เนี่ยลูกความสามารถหนู ฝีเท้าเร็ว จมูกดี สื่อสารกับสัตว์ได้ และอ่านสายตาคนอื่นได้

    #23,864
    0
  21. #23818 97line (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 15:46
    สรุปคิมหันต์เป็นพระเอก อย่าโหดกับน้องสิวะ
    #23,818
    0
  22. #23787 Gu_on_yaoi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 17:14
    ก็ลุ้นว่าคิมจะพูดตอนไหน คือทั้งตอนนางไม่พูดเลยจ้าาาา5555
    #23,787
    0
  23. #23175 vivivenus (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 09:26
    พี่แกก็โหดเกิ้นนน คิมใสๆๆๆไมม่มีจริง
    #23,175
    0
  24. #22754 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:57
    ก้อนขาวอย่าโหดดิ
    #22,754
    0
  25. #22751 MayYL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:18
    น้องไออุ่นถือว่าเก่งน้าาา เหมือนน้องเก่ง ช่างสังเกต แต่ไม่รู้ตัวเองอ่ะ
    #22,751
    0