คุณภรรยา อย่ามาอ้อนผม

ตอนที่ 10 : บทที่ 8 : รอยยิ้มที่เปลี่ยนไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 ก.ย. 62

บทที่ 8

            พริมาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้กลางสวนประยุกต์จีน เพราะถูกนำต้นไม้ไทยมาตกแต่งแทนสวนจีน ทว่าทิวทัศน์ก็ยังคงความสงบไว้เช่นเคย สวนจีนของบ้านตระกูลลี่ยังคงมีน้ำตกเทียมถึงแม้ว่าจะเล็กว่าที่เรือนเหยีนหมิ่นที่ประเทศเทศจีน แต่ความสงบก็ไม่ต่างกัน

            หญิงสาวถือหนังสือการบริหารธุรกิจที่ต้องอ่านสอบในอีกหนึ่งเดือน  โดยปกติเธอไม่ค่อยเครียดกับเรื่องการอ่านหนังสือสอบอยู่แล้ว เพราะถึงยังไงเธอก็เข้าใจในห้องเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่กลับมาทบทวนก็สามารถรักษาคะแนนให้อยู่ในระดับท็อปได้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าต้องอ่านจากตำราเรียนเสียหน่อย ควรจะศึกษาหาประสบการณ์จากข้างนอกต่างหาก แต่ที่มาอ่านนี่คือไม่มีอะไรทำ แล้วก็เบื่อ ก็เลยตั้งใจเอาหนังสือมาปิดหน้านอน ดูมีความรู้ดี

            เสียงของน้ำตกดังอย่างต่อเนื่องสร้างความสงบ ไม่วายเสียงนกน้อยยังอุตส่าห์ร้องเพลงกล่อมคนที่เดินเข้ามานั่งในสวนบ้านของคนอื่นอย่างถือวิสาสะ  ไม่นานหญิงสาวที่ตั้งใจมานั่งเล่นที่สวนจีนก็เอนหัวพิงกับพนักเก้าอี้ ยกหนังสือปิดหน้าหลับตาลงพร้อมฟังเสียงรอบกาย ไม่นานก็หลับไปจริง ๆ

           

            ทำไมเธอถึงไปพูดกับหนูพราวแบบนั้นเล่า!” นภาขึ้นเสียงอย่างขัดใจเมื่อนิรนัทเล่าเรื่องที่พริมาจะยกเลิกการหมั้นกับเทียนฉินให้ฟังอย่างละเอียด เพราะนิรนัทคิดว่าลูกสาวของตนจะอาจจะแย้งอะไรสักอย่าง หากเปิดโอกาสให้ยกเลิกการหมั้นได้

            แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เห็นชัดเจนว่าพริมาเอ่ยปากขออย่าแบบไม่ต้องคิดเลย!

            ก็ฉันไม่เชื่อว่าลูกฉันจะคิดกับอาฉินแค่เพื่อนนี่!” นิรนัทหน้างอเล็กน้อย

            “มีตั้งหลายวิธีที่จะรู้ จะเสนออะไรแบบนั้นไปทำไมเล่า!” นภาเอ่ยแย้งอย่างหัวเสีย

            ไม่รู้แหละ เธอชอบพริมา ยังไงเทียนฉินก็ต้องแต่งงานกับพริมาเท่านั้น!

            “วิธีนี้มันน่าจะรู้เร็วที่สุดนี่!”

            “แล้วถ้าหนูพราวอยากจะยกเลิกจริง ๆ ขึ้นมาจะทำยังไง!?”

            นิรนัทนิ่งเงียบ ไม่ต้องถ้าหรอก เพราะลูกเธอจะยกเลิกการหมั้นจริงๆนั่นแหละ แถมตัดสินใจไวเกินไปด้วย

            ยังไงก็ยังมีเวลาตั้งหกเดือนน่า

            “แค่หกเดือน ยัยนิ! แค่! หก! เดือน!”

            “ไม่รู้ล่ะ ใกล้เดือนที่หกเมื่อไหร่ฉันขอไปอยู่ประเทศจีนสักพัก!” นิรนัทกล่าวแบบนี้แปลว่าเธอไม่ต้องการฟังคำตอบจากลูกสาวของตน แล้วนภาจะกล้าไปฟังหรือ!

            “ฉันก็จะกลับ!”

            “ก็กลับมันหมดนี่แหละ!” หญิงสาวกล่าวอย่างหัวเสีย ทำเอาป้าสายทำหน้าเลิกลั่ก ทำไมคุณหญิงทั้งสองถึงตัดสินใจแบบนี้กัน เธออยากร้องไห้โฮกับความคิดพิลึกของทั้งตระกูล

            หรือว่าคนใช้อย่างเธอต้องปรับความคิดตัวเองเสียใหม่...

 

            พริมาได้กลิ่นกระดาษหนังสือที่ปิดหน้าตัวเองไว้ เริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาเพราะแดดส่องมายังตำแหน่งที่เธอนั่งอยู่ หญิงสาวจึงเลื่อนหนังสือออกมา คนที่หงายหน้านอนกับพนักพิงต้องเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้า

            ใบหน้าประติมากรรมชั้นดีของเทียนฉินอยู่ตรงหน้าของพริมาตอนนี้ เขายืนย้อนแสงของพระอาทิตย์ แล้วหน้าของเขาก็ค่อนข้างใกล้มากเธอเกินจำเป็น แต่สิ่งที่ทำให้พริมาต้องนิ่งค้างไปเนิ่นนานขณะมองใบหน้าของเทียนฉินไม่วางตาคือรอยยิ้ม...

            เธอไม่เคยเห็นเขายิ้มเลย รอยยิ้มเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นบนใบหน้าของเทียนฉิน แต่ตอนนี้ใบหน้าที่เยือกเย็นของเทียนฉินกลับละมุนขึ้น มันดูอ่อนโยน...รวมถึงรอยยิ้ม นัยน์ตาสสีน้ำตาลอ่อนล้ำลึกจ้องมองเธอราวกับจงใจจะหลอมเธอให้ละลาย ทุกส่วนบนหน้ามันทำให้หญิงสาวละสายตาไม่ได้เลย

            ...เทียนฉินพริมาพึมพำราวกับคนพึ่งตื่นและภาพที่เห็นคือความฝัน เทียนฉินจึงเอาใบหน้าของตนออกจากรัศมีสายตาของหญิงสาว ทั้งที่พริมายังรู้สึกว่าภาพเมื่อครู่เหมือนภาพที่หลุดมาจากฝันก็ไม่ปาน

            ครั้นหันไปมองหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง เขาก็ทำหน้าเรียบเฉยตามเดิมไม่มีความละมุนอ่อนนุ่มเหมือนเมื่อครู่แล้ว

            อะไรกัน!

            “ยิ้มให้ดูใหม่หน่อยดิพริมากระพริบตาปริบๆเหมือนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แทนที่เจ้าหล่อนจะเขินกับการเห็นท่าทางแบบนั้นของเขา เธอกลับเรียกร้องให้เขายิ้มให้เธอใหม่

            เทียนฉินก็ยังคงทำใบหน้าเรียบเฉยตามเดิมเพราะไม่รู้ว่าจะยิ้มขึ้นมาด้วยสาเหตุอะไร  ครั้นพอเดินหนี พริมาตามตื้อเรียกร้องขอรอยยิ้มจากเทียนฉินไม่ยอมหยุด

            เฮ้ย เมื่อกี้หล่อมากจริงๆอะ

            แต่ต้องยอมรับว่านับวันพริมาเริ่มหน้าหนาขึ้นทุกวันในการสรรหาวิธีร้อยแปดพันเก้ามาเพื่อกวนประสาทเทียนฉิน โดยเฉพาะช่วงหลังๆนี้เธอรู้สึกว่าเทียนฉินเข้าใกล้เธอมากขึ้น หรือบางทีเธออาจจะแค่คิดไปเอง

            เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ

            “นี่ ยิ้มให้ดูอีกรอบสิพริมาตื้อเทียนฉิน เขาก็ไม่มีท่าทีจะยอมเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเดินหนีจนหญิงสาวอ้าปากหวอ ทำตัวอย่างกับไปทำความผิดอะไรมา

            เดินหนีแบบนี้ได้ไงอะ ไปทำไรผิดมา

            แต่กระนั้นพริมาก็ยังตามตื้อให้เทียนฉินยิ้มอยู่ได้ เธออยากเห็นชัดๆอีกทีว่าเมื่อครู่ตนไม่ได้ตาฝาดไป แต่ไม่นานนักพริมาก็ต้องหยุดตื้อเทียนฉินพร้อมก่นด่ากับตัวเอง

            พอเถอะ น่าสมเพชชะมัดเลย

            มาวิ่งตามให้ผู้ชายยิ้มให้ดูเนี่ย

            เทียนฉินที่หันหลังให้พริมาตลอดกลับทำสีหน้าอ่อนโยนขึ้นมาโดยที่หญิงสาวไม่รู้ ใบหน้าเย็นชาขยับยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาว่าเขาทำทุกอย่างอย่างชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังรักษาความเป็นเพื่อนให้พริมาด้วย  ดูเหมือนยังไงพริมาก็เคยเข้าใจเขาจริง ๆสักที

            ทั้งๆที่เขาไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อน แต่เธอก็ยัดเยียดคำว่าเพื่อนให้เขาอย่างเต็มที่ หรือเขาควรจะแสดงออกให้ชัดกว่านี้ว่ารู้สึกยังไง

            ทว่าสายตาของเทียนฉินที่อ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาพลันเมื่อเห็นคนตรงหน้ากำลังยืนจ้องเขาอยู่

            ชายหนุ่มที่ทำหน้าทะมึงทึง ผู้ที่เป็นพี่ชายของพริมา  มังกรมองเทียนฉินมาตั้งแต่เขาเดินมาที่ลานบ้านตระกูลลี่โดยมียัยพริมาตามมาติดๆ ทั้งที่เทียนฉินเดินหนีน้องสาวเขา แต่ตัวมันกลับยิ้มอ่อนโยนยิ่งกว่าหยางอิน สายตาก็ดูละมุนไปทุกส่วน

            มันจงใจจะปั่นหัวน้องเขาสินะ!

            “พี่มังกร มาทำอะไรที่บ้านตระกูลลี่อะพริมาถาม ปกติไม่ค่อยเห็นมังกรมาที่บ้านตระกูลลี่สักเท่าไหร่

            “พราวมานี่ แกกำลังโดนไอ้หมอนี่หลอกนะ!”

            มังกรพูดสีหน้าเคร่งเครียด พริมาขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แต่พอจะเข้าใจว่าพี่มังกรไม่ชอบคุณชายของตระกูลลี่เลยสักคนยกเว้นเจียวอิง พูดอะไรเนี่ย

            “กลับบ้านได้แล้ว

            “แค่เปิดรั้วไปก็ถึงบ้านแล้ว ว่าแต่พี่เถอะ มาทำอะไรบ้านตระกูลลี่พริมากล่าวอย่างขัดใจ มังกรฉุนเตรียมจะย่างกายเข้าไปฉุดดึงพริมากลับมาแต่แล้วขนลุกขนชันขึ้นมาเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง

            อ้าว พี่หยางอิน วันนี้หยุดหรอคะพริมาเอ่ยทักทายก่อนจะทำสีหน้าตกใจ ทำไมเปียกขนาดนั้นคะ!?”

            อย่างที่มังกรคิดไว้ไม่มีผิดว่าคนที่เดินมาข้างหลังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มต้องเป็นหยางอิน!  เขาขนลุกขึ้นมาทันที ความโมโหเมื่อครู่แทบจะพลันหายไปจนหมด

            ทำไมเขาต้องไปกลัวมันขนาดนี้ด้วยล่ะ!

 

            เป็นเพราะเมื่อครู่มังกรมาส่งเจียวอิงที่บ้านตระกูลลี่หลังจากที่พาเจียวอิงไปหัดจับปลา แต่ดันเจอหยางอินนอนอยู่กลางโซฟาในห้องโถง ยิ่งเห็นร่างสง่างามนอนแผ่กายบนโซฟาแล้วดูราวกับเจ้าชายที่หลุดมาจากเทพนิยาย ทำให้มังกรรู้สึกหมั่นไส้อย่างไร้สาเหตุ

ดังนั้นเขาจึงนึกสนุกอยากจะลองแกล้งเล่นดู(ผสมกับความแค้นส่วนตัวที่สั่งสมมานาน) จึงแอบเอาปลาไหลในถังน้ำที่รูปร่างคล้ายงูที่เขาพาเจียวอิงไปเล่นสนุกที่แม่น้ำในวันนี้ ตั้งใจจะวางปลาไหลให้เลื้อยตามตัวของหยางอิน

            มังกรกระตุกยิ้มถี่ ๆ ย่างก้าวเข้าไปพร้อมกระป๋องใส่ปลาไหล คิดจะวางปลาไหลสักตัวบนตัวของหยางอิน เผื่อว่าคนอย่างเขาตื่นมาแล้วอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นงู อาจจะทำหน้าตกใจหรือแหกปากโวยวายก็ได้ใครจะไปรู้

            อยากจะรู้ว่ามันจะทำเป็นเก๊กหล่อได้กี่น้ำ

            มังกรจึงก้าวเข้าไปใกล้โซฟาที่หยางอินนอนอยู่ พยายามความมือหาปลาไหลซึ่งมันลื่นและหยิบลำบาก ทำให้เขาถือกระป๋องได้ไม่มั่นนัก

            โครม!

            ...

            โอเค ปลาไหลไปอยู่บนตัวหยางอินแล้ว รวมถึงน้ำในกระป๋องก็สาดไปทั่วร่างของพยางอิน พร้อมกับกระป๋องที่ครอบศรีษะของชายหนุ่ม

            ชิบหายแล้ว!

            เห็นสภาพเปียกปอนของหยางอิน เสื้อสีขาวที่ชุ่มไปด้วยน้ำ ปลาไหลดิ้นดุกดิ๊กบนตัวของชายหนุ่ม มังกรไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านตระกูลลี่ให้เร็วที่สุด ทั้งที่ปรารถนาจะแกล้ง(แก้แค้น)มานานและเห็นหน้าตาตื่นของหยางอิน

แต่พอได้ทำจริง ๆ ก็พบว่ามันสะใจไม่น้อยเลย แต่เหมือนครู่เพียงเสี้ยววินาทีที่เห็นหยางอินลืมตาขึ้นมาเอากระป๋องออกมาห่างจากใบหน้า  ใบหน้าของหยางอิน มันไม่มีความอ่อนโยนเลย! แถมบรรยากาศรอบตัวยังมีอุณหภูมิที่ลดต่ำลงไปเรื่อยๆอีกด้วย!

หยางอินที่ไม่ยิ้ม หยางอินที่ไม่อ่อนโยน หยางอินที่มันกำลังจะกลายร่างเป็นปีศาจไปแล้ว!

            จากประสบการณ์ที่เขาพยายามจะแกล้งเทียนฉินมาตลอด แล้วก็เป็นผู้ที่โดนหยางอินขัดแข้งขัดขามาตลอด ถึงได้รู้ว่าคนที่มีรอยยิ้มเปื้อนปนใบหน้าอ่อนโยนนั้น มันเป็นปีศาจมากมายขนาดไหน!

 

            หยางอินยังคงยิ้ม ยิ้ม...แล้วก็ยิ้มให้พริมา ดูเหมือนจะยิ้มมากกว่าปกติด้วย แต่น้ำเสียงอ่อนโยนน้อยลงกว่าปกติไปมาก เขาพูดผ่านไรฟันอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ มังกรมีธุระกับพี่นิดหน่อยเขายิ้ม

            ‘ไม่! ฉันไม่มีธุระอะไรกับแกทั้งนั้น!’ มังกรเถียงขึ้นมาในใจ

            พริมาอยากถามว่าธุระอะไร หยางอินก็ลากพี่มังกรจากไปแล้ว....ทำไมหญิงสาวถึงรู้สึกขนลุกกับรอยยิ้มของหยางอินเมื่อครู่กัน

            เทียนฉิน เมื่อกี้พี่หยางอิน...

            “ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องรับผิดชอบเทียนฉินกล่าวเสียงราบเรียบ หันหน้ากลับมามองพริมา เธอก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน

            หญิงสาวยิ่งขมวดคิ้วงงเข้าไปใหญ่ รับผิดชอบอะไร

            เทียนฉินไม่ตอบอะไร กลับหันหลังเดินหนีพริมาออกไปอีกครั้ง ปล่อยให้หญิงสาวยืนงงกับคำพูดและสายตาตัดพ้อของชายหนุ่ม ก่อนที่หญิงสาวจะพึมพำกับตัวเอง

            นี่ฉันทำอะไรผิดอีกรึเปล่าเนี่ย...?”

 

            “ปล่อยสิเว้ย!” มังกรโวยวายก่อนจะงัดแขนขวาของหยางอินออกจากคอตน ทั้งที่หยางอินตัวก็เท่าๆกับเขา แต่ทำไมพลังมันถึงมหาศาลถึงขนาดลากเขาออกมาได้

            ใบหน้าที่มักเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นตลอดเวลา ตอนนี้กับแสดงดวงเนตรกดต่ำ ไม่มีรอยยิ้มปรากฎอยู่บนใบหน้าอีก จากเทพบุตรกลายเป็นซาตานขึ้นมาทันตา

            นี่สินะ ใบหน้าจริง ๆของไอ้หมอนี่

            คุณต้องรับผิดชอบเขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเป็นการบอกให้มังกรดูสภาพของเขา ว่าเขาสร้างความเสียหายให้หยางอินมากขนาดไหน

            “ก็แค่เสื้อเปียก อย่าทำเป็นโวยวายไปหน่อยเลยมังกรกล่าวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ผิดจากที่หยางอินคาดการณ์ไว้เท่าไหร่

            หยางอินไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน

            หยางอินเป็นคนใจเย็นเสมอ

            แต่จุดบอดที่สุดของเขาคือ...ตอนโดนรบกวนเวลานอน

            เทียนฉินรู้ข้อนี้ดีว่าถ้าหากใครไปยุ่มย่ามกับการนอนพักผ่อนของหยางอินนั้น จุดจบของแต่ละคนมักไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ และมังกร ไม่เคยรู้ข้อนี้!

            มังกรยังคงเบนสายตาไปทางอื่น ทำหน้าเฉไฉแต่เหงื่อตกรอบหน้าผาก ในใจก็ได้แต่ร้องกู่ในใจ

            เวรเอ้ย เวรเอ้ย เวรเอ้ย! ทำไมมันถึงได้น่ากลัวและกดดันขนาดนี้วะ

            หยางอินมองกดต่ำมังกรอย่างไม่ลดละกับคนที่ไม่ยอมรับความผิด ชายหนุ่มถอดเสื้อที่ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวออกมาและโดนไปให้มังกรอย่างไร้ความอ่อนโยน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำที่สุดในชีวิต

            เอามันไปซัก แล้วเอามาคืนผมพร้อมคำขอโทษ

            มังกรตวัดสายตาไปจ้องร่างเปลือยเปล่าของหยางอิน หุ่นก็ดีอยู่หรอกแต่เขาไม่ได้สนใจส่วนนั้น ชายหนุ่มเตรียมตัวจะอ้าปากเถียง แต่บรรยากาศรอบตัวของหยางอินเหมือนเมฆครึ้ม ดวงตาเหมือนปีศาจที่พร้อมจะเข้ามาฆ่าเขาทุกเมื่อ

            แล้วอย่ามากวนเวลานอนของผมอีก!”

 

 

            “สรุปว่ามึงเป็นคู่หมั้นพราวเปาโลถาม เมื่ออยู่ดี ๆเทียนฉินก็มาปรากฏกายที่คอนโดของเขาอย่างเหนือความคาดหมาย คณินนั่งอยู่อีกฝั่งซึ่งเปาโลก็ชวนทุกคนมาที่คอนโดแต่ก็มีแค่คณิณกับเทียนฉินที่มา

            อืม

            “แล้วที่ผ่านมาไม่ยอมบอกคนอื่นคือ ?”

            “พราวไม่ให้บอกเทียนฉินกล่าวเหมือนล่องลอย คณินเลิกคิ้วเล็กน้อย

            สรุปมานี่เพื่อ?”

            “ควรจีบพราวดีไหมเขาถามอย่างโง่งม เปาโลหัวเราะเสียงลั่น

            จีบคู่หมั้นตัวเอง เจ๋งดีว่ะ ฮ่าๆเปาโลกล่าวพลางตบหลังเทียนฉิน เอาเถอะ ถึงกูจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าเป็นกูก็จีบแม่งละ

            “ทำไมหมั้นกันแล้วยังต้องจีบกันอีก โดนบังคับ?” คณินถาม ซึ่งเทียนฉินก็พยักหน้า

            ไม่เชิง แต่พราวก็ไม่เคยปฏิเสธการหมั้น ยังเป็นเพื่อนมาตลอด

            “ไม่ปฏิเสธก็คือปฏิเสธไม่ได้หรืออะไร

            “ก็ถ้าไม่อยากหมั้นมาก ๆก็ทำได้ แต่พราวไม่ทำ แต่ตอนนี้พราวกำลังถอนหมั้น

            “จากที่ฟังมึงเล่าแล้วนะ พราวเขาคิดกับมึงแค่เพื่อนอะ ยอมแพ้เหอะเปาโลพูดกวนประสาท ขำออกมายกใหญ่ เฟรนด์โซนแม่งเป็นวงการที่เข้าแล้วออกไม่ได้

            “มึงเคยบอกเขาไหมว่าชอบคณินถาม

            ไม่เทียนฉินยังตอบเสียงเคร่งเครียด

            เคยแสดงออกเกินเพื่อนรึเปล่า

            “...ไม่

            “เออ ควายไงเปาโลตอกย้ำ แล้วมึงยังจะถามอีกหรอว่าทำไมพราวคิดกับมึงแค่เพื่อน มึงหมั้นกับพราวมากี่ปีแล้ว

            “ตั้งแต่สิบขวบ

            “ชอบตั้งแต่ตอนไหน

            “วันแรกที่เจอ

            ถ้าให้พูดจริง ๆคือเขาชอบพราวตั้งแต่วันที่พราวเดินเข้ามากอดเขาแล้ว แค่ตอนนั้นเขายังไม่รู้ตัวเอง

            ถ้ากูเป็นพราวกูถอนหมั้นไปนานละ กูจะด่ามึงว่าอะไรวะ ไอ้นิน ช่วยกูคิดคำด่าทีเปาโลหันไปถามคณินอย่างหงุดหงิด ซึ่งคณินก็ทำหน้าครุ่นคิดอยู่

            อืม กูกำลังคิดอยู่ บนโลกนี้มีคนซื่อบื้อขนาดนี้เลยหรอ

            “เออ กูเห็นด้วย ไอ้ฉิน มึงแม่งไม่เหมาะกับฉายาเจ้าชายน้ำแข็งเลย แม่งป๊อด

            “งั้นต้องจีบเทียนฉินเอ่ยถามจนเปาโลเกาหัวอย่างหงุดหงุด

            มึงยังสงสัยอะไรอีกวะ เป็นกูเฉาตายห่าละ จีบก็ไม่จีบ เสือกยัดเยียดสถานะให้อีก เขาคงจะชอบมึงหรอกนะ ถ้าสักวันพราวเจอคนที่ชอบขึ้นมาจะทำไง

            แววตาของเทียนฉินดุดันขึ้นมาทันทีพร้อมหันไปมองเปาโล

            ไม่มีวันนั้น

            “มึงหวงเขาขนาดนั้นอะมึงก็จีบดิ! จีบเป็นไหม ไม่เป็นกูจะได้ให้ไอ้วินมาสอนให้

            “อืม ขอคุยกับวินหน่อยเทียนฉินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเปาโลอึ้งไป เขาแค่พูดเล่นเท่านั้นเอง ระดับไอ้นาวิณมันเสือเกินไป กลัวไอ้ฉินจะรับไม่ไหว...แบบว่าสงสารพราว

            เอาจริงดิ

            “อือ


____________________________________________________

ต้องให้อาจารย์นาวิณมาสอนสักหน่อยละ เรื่องจีบสาวเนี่ย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

4 ความคิดเห็น