คุณภรรยา อย่ามาอ้อนผม

ตอนที่ 1 : บทนำ : เริ่มต้นจากการพบพาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ก.ย. 62

บทนำ

เริ่มต้นจากการพบพาน

ปีแรกที่พบกัน : ประเทศจีน บ้านตระกูลลี่

ไม่หมั้นเด็กหนุ่มวัยสิบขวบลูกครึ่งจีน-ไทย พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น  กิริยาท่าทางดูสง่างามราวกับเจ้าชายตัวน้อย  ทั้งยังดูโตเกินกว่าอายุไปมาก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตวัดไปเหยียดมองเด็กสาวอายุเท่ากับตนอย่างเย็นชา เด็กสาวกำลังนั่งบนตักของ นภาผู้เป็นแม่ของเขาและเด็กสาวคนนี้กำลังจะกลายมาเป็นคู่หมั้นของเขา

เด็กสาวผมยาวประบ่า ดวงตากลมโตสีดำดูเปล่งประกายและสดใสเหมาะกับวัยเด็กอย่างที่ควรจะเป็น  พริมาโดนสายตาเย็นชาราวน้ำแข็งผสมด้วยความไม่ชอบใจมองมา แต่เธอไม่ได้รู้สึกกลัวหรืออยากออกห่างเขา  ร่างเล็กเพียงแค่นิ่งงันไปพักนึง ก่อนจะยกยิ้มกว้างใส่เขาอย่างจริงใจกลับไปแทน

            ลี่ เทียนฉิน! นี่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตกลงกันมานานแล้ว ยังไงลูกก็ห้ามปฏิเสธ!” นภาตวาดเสียงดุเป็นภาษาไทย ก่อนจะหันไปกล่าวขอโทษเพื่อนสนิทของตนที่นั่งข้างกัน

            แต่เทียนฉินไม่ได้สนใจเสียงดุหรือเสียงตวาดของแม่ตนแม้แต่น้อย เขากลับจ้องเขม็งมองคนที่นั่งบนตักแม่ของตน เด็กสาวกำลังยักคิ้วสองสามทีพร้อมกับยกยิ้มกว้างให้เขาอยู่แบบนั้น ไม่ได้สลดแม้แต่น้อยเมื่อเห็นสายตาของเขา  ไม่ว่าเขาจะพยายามกดสายตาต่ำมองเธอมากแค่ไหนก็ตาม

            ทำให้เทียนฉินนึกว่าเด็กสาวกำลังยิ้มเยาะเย้ยเขาและจงใจกวนประสาทเขา

            พริมายังคงยิ้มให้เด็กหนุ่มที่มีท่าทางไม่เป็นมิตรสักนิด หวังเพียงว่าสิ่งนี้จะเป็นการทักทายเพื่อนใหม่ที่ถึงแม้จะเคยเจอกันบ้างแต่เขาก็ไม่เคยสนใจเธอ แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะเข้าใจผิดไปคนละทาง

            “ไม่หมั้นก็คือไม่หมั้นเขาปฏิเสธด้วยประโยคเดิมแต่หนักแน่นกว่าเดิม น้ำเสียงดูเย็นชาและเย็นยะเยือก หลังจากนั้นเด็กหนุ่มร่างเล็กก็เดินหลังเหยียดตรงออกไปจากห้องโถงโดยไม่สนใจเสียงเรียกใด ๆของผู้เป็นแม่

            พริมาหยุดนิ่งและมองคนที่เดินออกไป ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมเขาต้องแสดงออกว่าไม่อยากหมั้นกับเธอขนาดนั้น ในเมื่อการหมั้นมันก็แค่การอยู่ด้วยกัน การเล่นด้วยกันทุกวันเอง หรือว่าเธอไม่น่าคบหางั้นหรือ!

            เป็นไปไม่ได้หรอก รู้จักคนอย่างพราวน้อยไปละ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธการเป็นเพื่อนกับเธอหรอก เพราะที่โรงเรียนเด็กทุกคนล้วนอยากเป็นเพื่อนกับเธอ เพราะเด็กสาวชอบพาเพื่อนไปทำอะไรสนุกๆ เช่น ปีนต้นไม้ โดดเรียน จับกบ และเธอก็เอาขนมมาแบ่งให้เพื่อนเป็นประจำ  ถึงแม้ว่าโยนกบใส่เพื่อนจะทำให้เพื่อนวิ่งหนีก็เถอะ

            เทียนฉินแค่ยังไม่รู้จักเธอเท่านั้น เธอแค่ต้องพาเขาไปหาอะไรทำสนุกๆ แล้วเขาก็จะยอมรับเธอเป็นเพื่อนเอง

            คิดได้ดังนั้นเด็กสาวก็พยักหน้าให้กับตัวเองและยิ้ม

            เทียนฉิน! อาฉิน! ลี่ เทียนฉิน! กลับมานี่เดี๋ยวนี้!”

            “เอาล่ะๆ ช่างเถอะนิรนัทเอ่ยห้ามเพื่อนของตน ตัวแค่นี้รู้จักคำว่าคู่หมั้นได้ยังไงเนี่ย อาฉินของเธอฉลาดจริง ๆ

            นภาถอนหายใจพลางยกมือกุมขมับตัวเองอย่างอดไม่ได้ แทนที่จะภูมิใจเมื่อมีคนมาชมลูกชายตน กลับกลายเป็นเครียดขึ้นมาหนักกว่าเดิม

            “พราวก็รู้จักคำว่าคู่หมั้นนะคะเด็กสาวที่นั่งบนตักนภาตอบอย่างยิ้มแย้มสดใส ตาเป็นประกายสุกใสดูน่ารักน่าชัง

นิรนัทต้องเอื้อมมือมาลูบศรีษะลูกสาวตนอย่างปลอบใจ เพราะความหมายที่พริมาเข้าใจมันต่างกับความหมายของเทียนฉิน แม้ว่าผู้เป็นแม่จะบอกเธอตามความจริงว่าคู่หมั้นต้องแต่งงานกัน และการแต่งงานคือการอยู่ด้วยกัน รักกัน... ซึ่งลูกสาวเธอก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าการที่ต้องแต่งงานกันคือการมานั่งเล่นด้วยกันที่บ้านเดียวกันทุกวัน เธอเข้าใจว่าคู่หมั้นคือเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ เฮ้อ...

ที่จริงพริมาไม่ใช่เด็กหัวช้าเลย ค่อนข้างจะเป็นเด็กหัวดีค่อนไปทางเจ้าเล่ห์มากกว่าด้วยซ้ำ ติดตรงที่เธอมองโลกในแง่ดีเกินไปก็เท่านั้น

ถ้าลูกสาวของเธอเข้าใจคำว่าคู่หมั้นอย่างแท้จริง พริมาอาจจะต่อต้านการหมั้นครั้งนี้แบบเทียนฉินก็ได้

นภามองสีหน้าเพื่อนสนิทตนก็เข้าใจทันทีว่าพริมาคงไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่าคู่หมั้นในแบบที่เทียนฉินเข้าใจแน่นอน

            เก่งจังนะหนูพราวแต่นภาก็เอ่ยชมปลอบใจเด็กสาวเล็กน้อยและหันไปพูดกับนิรนัทต่อ เพราะฉีเฉิงนั่นแหละ ที่สอนให้ลูก ๆ ขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือตั้งแต่เด็ก  สอนอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก เด็กคนนี้ก็ดันพัฒนาการไวกว่าเด็กทั่วไป ก็เลยไม่ชอบสุงสิงกับใครอยู่แต่กับหนังสือ ไม่มีเพื่อนเล่นด้วย  จนมีความคิดเป็นของตัวเองมากเกินไป ถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้เธอบ่นสามีที่เป็นต้นเหตุ

            “มีลูกฉลาดทำไมต้องเครียดด้วยเล่า

            “เครียดเพราะฉลาดเกินไป ตัดสินใจอะไรเองทุกอย่างไง จนฉันแทบไม่ต้องสอนอะไรเลย แล้วคนเป็นแม่อย่างฉันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ จะดีก็แต่อาฉินไม่เคยดื้อกับฉันเลย ก็มีแค่ครั้งนี้เท่านั้น

            “บางทีฉันก็อยากให้เด็กคนนั้นมานั่งตักฉันบ้าง มากอดฉันบ้างเหมือนกับหนูพราว เลี้ยงลูกมาสองคนกลับไม่เคยเอาใจฉันเลยสักคนนภากล่าวไปน้อยใจไป พริมาขยับตัวบนตักของหญิงสาวเล็กน้อย เอี้ยวตัวเข้าไปกอดตัวของนภาเบาๆอย่างปลอบโยน ทว่าดูน่าเอ็นดูมาก

            ไม่ต้องเสียใจนะคะน้าฟ้า เดี๋ยวพราวจะสอนเทียนฉินให้

            เทียนฉิน นายมันแย่จริง ๆ รู้ไหมว่าทำพ่อแม่กลุ้มใจมันบาปนะ เดี๋ยวก็ตกนรกหรอก

            นภายิ้มอย่างอ่อนโยน ลูบหัวของพริมา คนเป็นแม่อย่างเธอยังสอนเทียนฉินไม่ได้ เพราะเด็กคนนั้นเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองจากหนังสือ แล้วคนอย่างหนูพริมาจะสอนลูกเธอได้หรือ

            “แม่คะ พราวออกไปหาเทียนฉินได้ไหมคะสายตากลมใสสีดำน่ารักจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างสไตร์จีนผสมโมเดริ์น เมื่อครู่เธอเห็นเทียนฉินเดินข้ามสะพานไปที่ไหนสักที่ เดี๋ยวเธอจะไปคว้าตัวเขามากอดน้าฟ้าให้ดู พราวจะเอาเทียนฉินมากอดน้าฟ้า

            หญิงสาวทั้งคู่หัวเราะกับความจริงจังบนใบหน้าของเด็กสาว ทั้งที่นภาแค่ระบายความทุกข์เท่านั้น แต่เด็กคนนี้กลับเป็นจริงเป็นจัง

            ดูเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตชีวามากจริง ๆ

            ไปสิจ้ะ เทียนฉินน่าจะอยู่ เรือนเหยียนหมิ่น

            เรือนเหยียนหมิ่น(言敏) ที่นภากล่าวถึงพริมาเคยไปเพียงสองสามครั้ง  ที่นั่นเป็นห้องหนังสือที่มีชั้นหนังสือประมาณเกือบสิบตู้ ทั้งหนังสือก็ดูแปลกตาและโบราณ แบบที่เคยเห็นบ่อย ๆก็มีแต่ถูกสลักด้วยอักษรจีน แม้เด็กสาวจะเป็นลูกครึ่งจีน-ไทยเหมือนกับเทียนฉิน แต่เธออยู่ประเทศไทยตั้งแต่เกิด อีกทั้งพ่อของเด็กสาวก็ไม่ได้บังคับให้เธอพูดภาษาจีน ทำให้พริมารู้ภาษาจีนเพียงน้อยนิดหรือเรียกว่าแทบไม่รู้อะไรเลยจะดีกว่า

            ผิดกับเทียนฉินที่นภาบังคับให้ทุกคนในบ้านพูดภาษาไทยกับเธอ ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่พูดกับใคร เทียนฉินและคนอื่น ๆในบ้านจึงพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วราวกับเจ้าของภาษา  อีกทั้งครอบครัวลี่ก็อาศัยอยู่ในประเทศจีน ทำให้เทียนฉินเป็นเหมือนคนจีนเต็มร้อย

            ร่างน้อยของพริมาลุกออกจากตักนภาด้วยท่าทางมุ่งมั่น

            “พราวสัญญาว่าจะให้เทียนฉินมากอดน้าฟ้า และยอมเป็นคู่หมั้นกับพราวให้ได้ค่ะ!”

            พูดจบเด็กสาวก็วิ่งพรวดออกไปพร้อมกับเป้าหมายของตัวเอง นภาอดถอนหายใจและยิ้มน้อยๆไม่ได้

 “ถ้าเทียนฉินมีความเป็นเด็กได้สักครึ่งนึงของหนูพราวก็ดีสิ

 

            บ้านแบบสไตร์จีนโมเดริ์นไม่ว่าจะมากี่ครั้งพริมาก็ชอบเสมอ มองดูยังไงก็เป็นสไตร์จีนแต่ก็ทันสมัย   ดูสวยงามแบบบอกไม่ถูก   แม้แต่ตอนข้ามสะพานเพื่อไปเรือนเหยียนหมิ่น พริมายังอดมองซ้ายขวาชมปลาคาร์ฟใต้สะพานไม่ได้ มันดูสวยงามและน่าสนุกโดยเฉพาะกบที่โดดไปมาตรงบ่อน้ำนั่น ก่อนที่นัยน์ตาสีดำสุกใสของเด็กสาวจะเห็นร่างของเทียนฉินที่นั่งบนเรือนเหยียนหมิ่น

            เด็กหนุ่มกำลังห้อยขาพิงกับเขาไม้สักสีเข้มด้านหนึ่งยกหนังสือขึ้นมาอ่าน เสียงน้ำตกเทียมฟังดูแล้วก็ทำให้จิตใจเกิดความสงบขึ้นมา เทียนฉินเองก็ดูสงบราวหินผายามเมื่ออ่านหนังสือท่ามกลางทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ สายตาเขาดูนิ่งและสงบมากจนทำให้คนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้

แล้วยังไง เพราะแค่หนังสือเล่มเดียว นายถึงขนาดไม่กอดแม่ตัวเองเลยหรอ! เดินออกมาทั้ง ๆที่น้าฟ้าเรียกขนาดนั้นเพื่อมาอ่านหนังสือ แย่มาก ตกนรกแน่!

แม้เทียนฉินจะอ่านหนังสือด้วยท่าทีสงบ แต่ในใจกลับมีแต่ความมืดครึ้มในจิตใจเมื่อรู้ความจริงในวันนี้ว่าตนต้องมีคู่หมั้นตั้งแต่เกิด เขาไม่มีสิทธิ์จะได้เลือกคู่หมั้นด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่สนใจเรื่องพวกนี้ก็ตาม 

            ในหนังสือวรรณกรรมหรือนิยายที่เคยอ่าน การเป็นคู่หมั้นควรมาจากทั้งสองฝ่ายยินยอมและตกลงทำสัญญากัน ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะมาบังคับให้เขาหรือว่าเธอมาหมั้นกัน  อีกอย่างการเป็นคู่หมั้นก็จะต้องแต่งงานในสักวัน สร้างครอบครัวและอยู่ด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่กับเธอทั้งชีวิต

            แล้วทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิ์เลือกคนที่จะมาอยู่กับเขาทั้งชีวิตล่ะ

            และยัยนั่นก็ดูเหมือนอยากจะกวนประสาทเขาด้วย

            เทียนฉิน!” เสียงใสของเด็กสาวดังขึ้นข้าง ๆ เขาโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้แสดงอาการอะไร แม้แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็ยังอ่านหนังสืออยู่ ทำหูทวนลมราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกของเด็กสาว ไม่นานก็พับหนังสือปิดและลุกขึ้นจากที่ตนนั่งอยู่เตรียมจะเดินออกไปทันที แต่พริมารีบร้องรั้งไว้

            เดี๋ยวสิ! นายไม่อยากหมั้นกับพราวขนาดนั้นเลยหรอ!”

            พริมาถามด้วยสีหน้าและแววตาไร้พิษสงใด ๆ ด้วยภาษาไทย แต่ใบหน้าของเธอแฝงด้วยความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย คนเขาพูดด้วยยังจะมาทำหน้านิ่งเดินหนีอีก ทำไมไร้มารยาทขนาดนี้นะ!?

เทียนฉินชะงักเท้าและหันกลับมามองเด็กสาวที่อายุเท่ากับเขา  เธอดูตัวสูงกว่าเขาอยู่ค่อนข้างมาก เขาเคยอ่านหนังสือมาเยอะ จึงรู้ว่าเด็กผู้ชายมักจะโตช้ากว่าเด็กผู้หญิง คงจะเป็นเรื่องจริง

            ใช่เน้นเสียงหนักแน่นเป็นภาษาไทย เสียงเย็นเยียบเหมือนสร้างเกาะน้ำแข็งรอบตัวก่อนจะเดินออกไป แต่ครั้งนี้พริมารีบวิ่งไปคว้าไหล่ของเด็กหนุ่ม คนที่ตัวเล็กกว่าเธอทันที

            เพราะเทียนฉินตัวเล็กกว่าพริมามาก จึงโดนหมุนตัวกลับมาอย่างง่ายดายตามแรงดึงของเด็กสาวทำให้เทียนฉินเผลอทำหนังสือหลุดมือ ส่วนคนที่ดึงไหล่เทียนฉินกลับมาอย่างง่ายดายก็ยกยิ้มอย่างพอใจในพละกำลังของตัวเอง

            ดีจริง ๆ ที่วิ่งไล่เตะเด็กผู้ชายในห้องมาปีนึง

            ทำไมถึงไม่อยากหมั้นกับพราวเด็กสาวกลับมาทำหน้าฉงน หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่เข้าใจ แม้แต่พวกเด็กผู้ชายที่โดนเธอวิ่งไล่ฟาดยังอยากเป็นเพื่อนกับเธอเลยนะ ทุกคนก็อยากหมั้นและแต่งงานกับพราวทั้งนั้น เพราะพราวให้ขนมทุกวัน พาไปเที่ยวด้วย

            เอ...หรือว่าเธอต้องวิ่งไล่เตะเทียนฉินบ้าง เขาถึงจะอยากหมั้นกับเธอ

            ...แม่ด่าตายเลย ถ้าทำแบบนั้น

            “...

            ดูเหมือนว่าเด็กสาวตรงหน้าเขาจะเข้าใจความหมายของคำว่า หมั้นกับ แต่งงานผิดจุดประสงค์ไปไกล เพราะดูเหมือนว่าสองคำนั้นสำหรับเด็กสาวมีค่าเท่ากับคำว่าเพื่อนหรือเพื่อนสนิท เทียนฉินจึงพูดกลับด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

          โง่

            “....

พริมานิ่งค้าง เทียนฉินคิดว่าคำพูดนี้น่าจะพอให้เธอเลิกยุ่งกับเขาสักที เด็กหนุ่มก้มลงเก็บหนังสือขึ้นมา พอเขาหันหลังจะเดินออกไป คำพูดของพริมาก็ทำให้เขาต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง

            พราวไม่โง่นะ ได้ท็อปห้องตลอดเลย ใคร ๆก็บอกว่าพราวเก่ง

            เด็กสาวไม่ได้โกรธอะไรเด็กหนุ่มเลยเพราะสิ่งที่เขาพูดมามันไม่ใช่ความจริง ตั้งแต่เกิดมาไม่ใครบอกเธอโง่เลย เพราะเธอฉลาดจริง ๆ บางทีความคิดเทียนฉินอาจจะมีปัญหาแล้วล่ะ

            เทียนฉินไม่คิดจะสนใจฟังคำชื่นชมตัวเองของเด็กสาวอีก จึงไม่คิดใส่ใจและคิดว่าคงหมดธุระที่ต้องคุยกับเด็กผู้หญิงคนนี้สักที คนปกติที่ไหนจะบอกว่าตัวเอง  เก่ง’  ได้อย่างหน้าซื่อตาใสแบบนั้น

            เทียนฉินรู้จักคำว่า EQ ไหมพริมาถามแววตาใสซื่อ เด็กหนุ่มไม่ตอบ เพียงแต่ปรายตามองพริมานิ่ง เขารู้ว่า EQ คือความฉลาดทางอารมณ์ แต่ไม่รู้ว่าเด็กสาวคนนี้จะพูดขึ้นมาทำไม จึงยืนดูว่าเธอคิดจะพูดอะไรต่อ

            พริมาเห็นเขาไม่ตอบอะไร จึงคิดว่าเทียนฉินอาจจะไม่รู้จักคำว่า EQ ที่เธอพูดถึง เด็กสาวจึงรีบอธิบายให้เพื่อนใหม่เข้าใจทันที

            มันคือความฉลาดทางอารมณ์

            “...

            แล้วพราวก็คิดว่าเทียนฉินอาจจะมี EQ ต่ำกว่าระดับคนปกติอยู่ เยอะมาก เพราะคุณแม่บอกพราวว่าคนที่ฉลาดจะไม่ด่าใครว่า โง่ถ้าคนที่ฉลาดด่าใครว่าโง่ แสดงว่าคนนั้นมี EQ ที่ต่ำมากๆ ต้องรักษาเด็กสาวพูดด้วยแววตาใสซื่อ ไร้พิษสงบ่งบอกว่าไม่ได้จงใจจะด่าเขาเลยสักนิด แต่พูดออกมาจากใจจริง ๆ

            จากใจจริง ๆเลยล่ะ เพื่อนคนใหม่ของเธอ EQ ต่ำ แต่ไม่เป็นไร คนอย่างพริมาจะรักษาให้เอง

            เพราะว่าเธอทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจด่าเขา ทำให้เขาดูแย่ขึ้นมาอย่างชัดเจนจนเกิดพายุครึ้มขึ้นมาในใจทันที แต่ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกลับสังเกตใบหน้ากลมของเด็กสาว เธอยกยิ้มเหมือนหมาป่า ก่อนรอยยิ้มนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว

            เหมือนกับว่าคำพูดเมื่อครู่ของพริมา...เธอตั้งใจ ด่าเขาจริง ๆ

            ...

            “แล้วเทียนฉินก็ต้องกอดน้าฟ้าให้มาก ๆ ด้วย เข้าใจไหมพริมากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังราวกับโดนออกคำสั่งมา ยิ่งพอนึกถึงใบหน้าเศร้าของน้านภา พริมายิ่งตั้งใจเข้าไปใหญ่

            เทียนฉินทำหน้านิ่ง ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นด้วย

            พริมาเห็นเทียนฉินนิ่งไม่ยอมตอบเธอ จึงคิดสงสารเด็กหนุ่มขึ้นมา คงไม่มีใครสอนเทียนฉินให้กอดคนอื่นเลยสินะ น่าสงสารจัง EQ ก็ต่ำอยู่แล้วยังไม่รู้จักแสดงความรักอีก ดังนั้นพริมาจึงหมุนไหล่ของเทียนฉินมาให้ตรงกับหน้าเธอ

            เด็กหนุ่มส่งสายตาดุมองเด็กสาวที่ตัวสูงกว่าเขาแล้วยังหมุนตัวเขาไปมาตามใจชอบ เขาไม่เคยให้ใครมาถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ แต่วินาทีต่อมาก็ทำให้เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่อ

            กอดแบบนี้ไง

            ร่างที่สูงกว่าเทียนฉินอย่างพริมาพุ่งไปสวมกอดร่างน้อยของเทียนฉิน สัมผัสอุ่นยามโดนตัวเด็กหนุ่มทำให้เขาตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก แทนที่เขาจะผลักเธอออกไปอย่างที่ควรจะทำ เขากลับโง่งมยืนนิ่งให้เธอยืนกอดอยู่อย่างนั้น จนพริมาผละออกมาเอง

            กอดน้าฟ้าแบบนี้ เข้าใจไหม เด็กสาวกล่าวอย่างแย้มยิ้มขึ้นมาเมื่อสอนเทียนฉินเสร็จ พลันสีหน้าของพริมาก็เปลี่ยนเป็นซีด เทียนฉินเป็นอะไรไป หน้าแดงมาก อากาศข้างนอกหนาว เข้าไปใน...

            เทียนฉินไม่สนคำพูดอะไรของพริมาอีกแล้ว เด็กหนุ่มย่างเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากเรือนเหยียนหมิ่นอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดผ่านตัวพริมาไป ปล่อยให้เด็กสาวอ้าปากพะงาบ ๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว

            EQ ของเพื่อนใหม่เธอต่ำจริง ๆ ด้วย  ถึงขนาดเดินหนีกันทั้งที่ยังคุยไม่จบเลย

            เทียนฉิน กลับมาก่อน! นายจะไร้มารยาทแบบนี้ไม่ได้นะ!”

            คุณชายรอง ป้ากำลังเอาน้ำชา...ทำไมหน้าแดงขนาดนั้นคะคุณชายรอง!” ป้าหวังร้องอุทานขณะที่เดินผ่านกับคุณหนูรองของบ้านตระกูลลี่ตรงสะพานทางเชื่อมจากบ้านหลักกับเรือนเหยียนหมิ่น ใบหน้าเล็กเย็นชากลับหน้าแดงลามไปถึงใบหูทำให้ป้าหวังอดห่วงไม่ได้ว่าคุณชายรองอาจจะแพ้อากาศหรือเปล่า

            ป้าหวังกำลังจะกล่าวต่อ แต่พอเทียนฉินเงยหน้าขึ้นมา ใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสบตากับป้าหวังอย่างเชือดเฉือนราวกับว่าเธอไปพูดสะกิดปมอะไรของเด็กหนุ่มเข้า ทำให้หญิงสาววัยห้าสิบอย่างเธอรีบหุบปากเงียบทันที

            ท่าทางร้อนรนราวกับสติไปอยู่ที่อื่น แถมมือยังกำเข้าหากันน้อย ๆ เดินผ่านตัวของหญิงสาววัยห้าสิบไป ก็ทำให้เธออดประหลาดใจไม่ได้เลย คุณชายรองของเธอเคยแสดงท่าทางแบบนี้ที่ไหนกัน!

            “เทียนฉิน พราวบอกให้หยุดก่อนไง!!” พริมาตะโกนพร้อมวิ่ง นั่นยิ่งทำให้เทียนฉินพุ่งตัวออกวิ่งหนีเด็กสาวทันที

            หน็อย คิดจะแข่งวิ่งกับคนอย่างพริมารึไง!

            ป้าหวังจับต้นชนปลายไม่ถูก เห็นเด็กสองคนวิ่งไล่กันก็รีบเอาน้ำชาไปวางในเรือนเหยียนหมิ่นแล้วรีบวิ่งตามเด็กทั้งสองไปทันที

 

            “ผมไม่ยักรู้ว่ายัยพราวต้องหมั้นกับตระกูลลี่ด้วยมังกรเข้ามาในห้องโถงของบ้านหลัก พอฟังนภากับนิรนัทคุยกันก็ทำให้เขาพอจับประเด็นได้ เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีคนนี้เป็นพี่ชายของพริมา

            เขามาเที่ยวเล่นที่บ้านตระกูลลี่ตั้งแต่เด็ก ถึงจะไม่รู้สาเหตุการมาเลยก็ตาม  แต่ที่นี่จะมีเด็กหนุ่มที่ชื่อหยางอินที่แม่ของเขาอยากให้สนิทกันไว้มาก ๆ แน่นอนว่าถึงเขาไม่อยากสนิทด้วย แต่พอแสดงกิริยาไม่ดีใส่หยางอินทีไรเขาก็มักจะโดนแม่ดุเสมอ

            หยางอินที่นั่งอยู่ในห้องโถงก่อนอยู่แล้ว พูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างเป็นกันเอง ท่าทางสง่าผ่าเผย สุภาพและสุขุมราวกับเจ้าชายทำให้มังกรหมั่นไส้ รอยยิ้มอ่อนโยนที่ถูกฉาบบนหน้าจอมมาร ผมที่ยาวเกือบถึงกลางหลังของหยางอิน แม้แต่ใบหน้าที่เป็นประติมากรรมชั้นดีของหยางอินก็ดูขัดหูขัดตามังกรไปหมด

            มีหรือคนอย่างหยางอิน จะไม่รู้ว่าเขาไม่ชอบขี้หน้ามัน หาทางแกล้งสาระพัดก็ไม่เคยสำเร็จ!

            ถึงแบบนั้นมังกรก็ไม่เคยโวยวายอะไร เพราะต้องสงวนท่าทีต่อหน้าน้านภา ไม่งั้นหนังเธอคงหลุดออกจากแขนโดยแม่ของเขาเอง

            ถึงอยากด่าว่า ไอ้เวร!’ แค่ไหนก็ตาม

            หมั้นกับเทียนฉินนี่แหละ ไม่ใช่ใครหรอกนิรนัทกล่าวอย่างพอใจยกนน้ำชาขึ้นมาดื่มอย่างสบายอารมณ์ ชานี่หอมจังนะ

            “แน่นอน ฉันตั้งใจเลือกเลยนะ มังกรลองกินสิลูกนภาเอ่ยชวนเด็กหนุ่ม แม้มังกรจะมีคำถามเป็นร้อยแต่ก็ทำได้เพียงยิ้มสุภาพตอบกลับไป

            ก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปมองหยางอินที่มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ บรรยากาศรอบตัวของหยางอินดูสงบและเย็นสบายอย่างน่าประหลาด ทั้งที่นั่งอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่เขากลับดูต่างออกไป และหยางกำลังขยับยิ้มอย่างสุภาพให้มังกร  ชายหนุ่มอยากถลึงตาใส่ เบะปาก ชูนิ้วกลางให้แทบตาย แต่ต่อหน้าแม่เขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบกลับอย่างอ้อยอิ่งและยกน้ำชาดื่มบ้าง

            อึดอัดโว้ย!!’

            ตระกูลศิริยวงศ์ของเขาประกอบธุรกิจส่งออกผ้าไหมชั้นดี ส่วนตระกูลลี่มีบริษัทแม่อย่าง จางลี่ ที่ทำธุรกิจค่อนข้างหลากหลายและมีชื่อเสียงพอสมควร หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ หวังเหยี่ยนหรือเรียกสั้นว่า แบรนด์หวัง’  ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ผลิตเสื้อแบรนด์ชื่อดังและนิยมไปหลายประเทศและแบรนด์หวังก็ใช้ผ้าไหมจางบริษัท สองหงส์ของตระกูลศิริยวงศ์ ทั้งสองตระกูลจึงมีประโยชน์ร่วมกัน

แต่น่าหมายถึงประโยชน์ทางจิตใจมากกว่า

            เพียงเพราะตระกูลลี่ กับ ตระกูลศิริยวงศ์ สนิทสนมมาตั้งแต่ต้นตระกูลแล้วแต่ไม่เคยมารวมเป็นทองแผ่นเดียวกันเสียที  จนความบังเอิญที่ฉีเฉิง(พ่อของเทียนฉินและหยางอิน) กับ เจียงอิน(พ่อของพริมาและมังกร) เป็นเพื่อนรักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งแม่ของทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนสนิทกันอีก ดังนั้นสองคู่สามีภรรยาจึงตกลงกันว่า ถ้ามีลูกจะให้ลูกแต่งงานกันเพื่อเป็นทองแผ่นเดียวกัน

            แน่นอนว่าข้อนี้มังกรพึ่งได้ฟังจากแม่ของเขา หลังจากที่นั่งจิบชาและนั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ จะแย้งก็ทำไม่ได้ ไม่เข้าใจว่ายัยพราวจะไปรับเงื่อนไขบ้าๆนี้ได้อย่างไร

            อีกทั้งมังกรก็ไม่ชอบเทียนฉินแม้แต่น้อย เพราะหน้าตาแทบจะถอดแบบมาจากหยางอิน แค่มีหน้าตาเย็นชามากกว่า และน่าหมั้นไส้มากกว่า!

 

            จานอาหารถูกวางบนโต๊ะอาหาร เป็นอาหารไทยจีนผสมกันอย่างหลากหลาย ทำให้มังกรพอสบายใจขึ้นมาหน่อยเพราะเขาชอบอาหารรสจัดและไม่ชอบอาหารรสจืดแม้แต่น้อย

            อาฉินกับหนูพราว มาพอดีเลย ไปล้างมือแล้วมาทานอาหารกันเร็วนภาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็อดฉงนไม่ได้เมื่อเห็นเทียนฉินหน้าดำหน้าแดงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องอาหาร ส่วนพริมาก็วิ่งตามติดเด็กหนุ่มจนเหงื่อตก หอบแฮ่ก ๆ

            ยัยพราว ไปซนที่ไหนมาอีกล่ะมังกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าฟังดูอ่อนโยนและดูสุภาพ ทำให้พริมาทำหน้าแหย  ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ปกติพี่มังกรของเธอเป็นแบบนี้ที่ไหนกัน ยัยพราวงั้นหรอ ฝันไปเถอะ  อย่างพี่มังกรจะเรียกพริมาว่า ยัยตูดเหม็นไม่ก็ยัยปีศาจ พอมาอยู่บ้านตระกูลลี่ก็โดนผีความสุภาพเข้าสิงรึไง

            แต่พริมาเหนื่อยเกินกว่าจะตั้งคำถาม เพราะทั้งแหกปากเรียกเทียนฉิน บอกให้หยุด เขาก็วิ่งลิ่วหนีเธอออกไปเกือบทั่วสวนบ้าน วิ่งตามยังไงก็ไม่ยอมหยุด แถมบ้านของตระกูลลี่เล็กเสียที่ไหน ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา!

            “ดิ...ดิฉันว่า อาบน้ำดีกว่าค่ะ แฮ่กป้าหวังหอบจนเกือบหายใจไม่ออก มีสาวใช้คนอื่นรีบเข้ามามาประคองป้าหวังไว้ แล้วก็หอบไม่แพ้กัน

            นภาหน้าตื่น ทุกคนภายในห้องอาหารเช่นกัน

            เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!”

            “คือ... เด็กสาวรับใช้กำลังเอ่ยปากพูด แต่เทียนฉินก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่หวังเนี่ยจะโดนสายตาของเด็กหนุ่มสั่งให้หุบปาก

            แค่เล่นกันครับ เขากล่าวเสียงราบเรียบแต่ก็มีเสียงหอบหายใจเล็กน้อย และหันไปพูดภาษาจีนกับสาวใช้วัยเด็ก หวังเนี่ย พาเด็กคนนั้นไปอาบน้ำด้วย

            หวังเนี่ย ผงกหัวและรีบพาคุณหนูพราวไปทางห้องอาบน้ำทันที ก่อนจะหันมาพูดภาษาไทยกับผู้ใหญ่

            “ผมไปอาบน้ำก่อน แล้วจะตามมาครับเทียนฉินกล่าว แถมออกคำสั่งเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่ การกระทำนั้นให้มังกรกรอกตาไปมาอย่างหมั่นไส้ แบบนี้มันน่าสั่งสอนให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เสียหน่อย

 คิดว่าพูดได้สองภาษาเท่ห์มากรึไง เขาก็พูดได้โว้ย!

            นภาพึมพำกับตัวเองว่า เล่นอะไรกันขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หันไปคุยกับสามีของตนบ้าง กับเพื่อนสนิทของตนบ้าง ราวกับไม่ได้คุยกันมานมนาน ส่วนเด็กหนุ่มสองคนบนโต๊ะอาหารก็แทบจะไม่มีบทบาทหรือบทสนทนาใดๆร่วมกันเลย และมังกรก็ไม่อยากนั่งใกล้หยางอินด้วย!


================

อาฉินไม่หมั้นก็ไม่หมั้น เดี๋ยวพราวหมั้นคนเดียวก็ได้55555

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

4 ความคิดเห็น