พันธะ - PASSION INTO THE DARK Series

ตอนที่ 4 : ฟ้ากับเหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 606
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.ค. 60

- Chapter 3: ฟ้ากับเหว -

ฟ้ากับเหว ….

          หากผู้ชายจากตระกูลวัชรเดชายิ่งใหญ่เท่าแผ่นฟ้า ผู้หญิงธรรมดาที่ใช้นามสกุลพัฒนทรัพย์ก็ต่ำต้อยอยู่เพียงก้นเหวลึก มันคือเรื่องเหลือเชื่อที่เขากับเธอจะโคจรมาพบกันได้

หากว่าคุณนายทิพย์พธูไม่ป่วย หากว่าเจ้าหน้าที่วางบิลของฝ่ายการเงินไม่ลาป่วย งานแต่งงานที่ไม่น่าเป็นไปได้ก็คงไม่เกิดขึ้น

คุณเคยเจอใครสมบูรณ์แบบ ขนาดว่าพอได้เห็นหน้าแล้วทำให้หายใจไม่ออกไหม

นั่นเป็นความรู้สึกแรกของ ศศิร์ภัสสร พัฒนทรัพย์ เมื่อกำลังเจอผู้ชายที่ว่าอยู่ตรงหน้า อิทธิพล วัชรเดชา เขาอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสแต่กลับรู้สึกห่างไกลเหมือนคนละฟากฟ้า

ทุกส่วนผสมที่ออกมาเป็นอิทธิพลช่างสอดรับกันอย่างเหมาะเจาะ แม้จะมีเชื้อสายจีน แต่ลูกชายบ้านนี้ก็ไม่ใช่พวกขาวตี๋ ตาเล็กหรือหน้าใสสไตล์โอปป้า

 

ตรงกันข้ามเครื่องหน้าของอิทธิพลนั้นคมจนดูคล้ายว่าดุดันหากเจ้าตัวไม่ได้มีรอยยิ้ม เรือนกายกำยำสูงใหญ่ ไหล่กว้างผึ่งผายด้วยมัดกล้ามที่แม้ไม่ได้เด่นชัดเหมือนนักเพาะกายแต่ก็ส่งให้ดูทระนงองอาจสมความเป็นบุรุษ

เสี่ยหนุ่มอาจไม่ใช่คนอ่านง่ายแต่ก็ไม่ใช่ว่าลึกลับจนดำมืด มันเป็นบุคลิกย้อนแย้งที่แฝงด้วยเสน่ห์ดึงดูดน่าหลงใหล ความแข็งกร้าวดุดัน ความโอหังเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ความทะนงตัวอวดดีล้วนเป็นลักษณะทางกายภาพที่เขาแสดงให้โลกเห็นอย่างโจ่งแจ้ง

ทว่าอีกด้านที่โลกไม่เคยรู้ก็คือ อิทธิพลเป็นลูกชายที่อ่อนโยนกับแม่เหลือเกิน ทุกการปรนนิบัติ ทุกคำพูดที่สื่อสารกับมารดาดูเหมือนว่าเขาเป็นเด็กชายตัวเล็กที่ไม่เคยดื้อกับบุพการี ทั้งที่เขาคือหัวเรือใหญ่ที่คุมกองทัพย่อมๆ กับกิจการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่สืบทอดจากบิดา และสรรค์สร้างมาด้วยสมองกับสองมือของเขาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพลักษณ์ภายนอกดูเหมือนว่าเขาเป็นคนดีเหลือเกิน เกินกว่าจะเชื่อข่าวลือหนาหูว่ามือคู่ที่กำลังประคองคุณนายทิพย์พธูให้เดินออกกำลังกายเบาๆ นี้จะเคยฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น

หรือว่าอิทธิพลคือซาตานจำแลงมา

เด็กบัญชีไร้ครอบครัวอย่างเธอถึงกับน้ำตารื้น ใจสั่นไหวรุนแรง เมื่อได้เห็นครอบครัววัชรเดชาอยู่กันพร้อมหน้า พูดไม่ออกถึงธุระที่ตนเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยพิเศษวีไอพีที่หรูหราเทียบเท่าโรงแรมเจ็ดดาว

ลูกชายคนเดียวที่สาวๆ กล่าวถึงกันเกรียวกราวทั้งจังหวัดกำลังเอาอกเอาใจคนป่วย ศศิร์ภัสสรอยากมีช่วงเวลาครอบครัวแบบนี้ แต่เธอไม่มีทั้งพ่อและแม่ให้ดูแลอีกแล้ว

คุณนายทิพย์พธูแอดมิตเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยอาการท้องเสีย อาเจียนและปวดบิดในท้องรุนแรง หลังจากเก็บตัวอย่างเข้าแล็บตรวจวิเคราะห์ นำผลให้หมอวินิจฉัยก็พบว่ามารดาของอิทธิพลเป็นลำไส้อักเสบ

เจ้าสัวอิทธิเป็นผู้พาภรรยามาส่งตอนกลางดึก ส่วนลูกชายติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศเพิ่งเดินทางกลับมา คนทั้งโรงพยาบาลตื่นเต้นเป็นกังวลที่จะต้องต้อนรับให้บริการคนของบ้าน สจ. ไม่มีใครในจังหวัดนี้ที่อยากทำให้คนบ้านนั้นไม่พอใจ

อันที่จริง ลูกค้าระดับซุปเปอร์วีไอพีอย่างบ้านวัชรเดชาไม่จำเป็นต้องแจ้งยอดและชำระค่าใช้จ่ายทุกสามวันเหมือนลูกค้ารายอื่นของโรงพยาบาล ด้วยบ้านนี้เครดิตยอดเยี่ยมไม่ใช่พวกเบี้ยวหนี้หรือหนีออกจากโรงพยาบาลโดยไม่จ่ายค่ารักษา

แต่ดูเหมือนคุณนายทิพย์พธูไม่ต้องการเป็นลูกค้าที่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น การแจ้งยอดกับเรียกเก็บจึงเป็นไปตามระเบียบของโรงพยาบาล

ศศิร์ภัสสรรับหน้าที่มาแจ้งค่าใช้จ่ายครั้งแรกแทนเจ้าหน้าที่ในฝ่ายที่ลาป่วย และกลายเป็นเพื่อนคุยกับคุณนายตามคำสั่งโดยตรงจากผู้จัดการฝ่ายทั้งที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเธอ

“ยาหยี เข้ามาสิจ๊ะ”

คนป่วยที่กำลังเดินออกกำลังเบาๆ หันมาทัก เมื่อเห็นศศิร์ภัสสรยืนอยู่ตรงประตูห้อง อาการของคุณนายทิพย์พธูในช่วงแรกรุนแรงก็จริง ทว่าร่างกายก็ตอบสนองต่อยาและการรักษาเป็นอย่างดี แต่สามีกับลูกชายยังไม่ไว้ใจให้กลับบ้าน เนื่องจากคนไข้ยังมีอาการปวดบิดเกร็งในท้องเป็นระยะ ครอบครัวกับทีมแพทย์จึงปรึกษาร่วมกันว่าจะให้พักผ่อนที่โรงพยาบาลจนกว่าจะหายขาด เลยทำให้ได้กลับบ้านช้ากว่าคนทั่วไปที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการใกล้เคียงกัน

“สวัสดีค่ะ”

แม้แอบมองคนตัวสูงใหญ่ที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ และมีความเป็นชายเข้มข้นไปทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่นานตอนที่สองแม่ลูกไม่ทันเห็น แต่ศศิร์ภัสสรก็ไม่ลืมมารยาทอันดีงามด้วยการยกมือไหว้ทักทายครอบครัววัชรเดชา ส่วนบรรดาคนติดตามสองพ่อลูกที่คอยดูแลความปลอดภัยรออยู่ด้านนอก

วันนี้ไม่ใช่วันครบรอบแจ้งค่ารักษาและเคลียร์ค่าใช้จ่ายหรอก แต่ผู้จัดการฝ่ายที่อ้างคำสั่งว่ามาจาก ผอ.โรงพยาบาลภายใต้คำแนะนำของผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ให้เธอมาเป็นเพื่อนคุยยามสายพร้อมดูแลให้คุณนายทิพย์พธูรับยากับอาหารเที่ยง

มันจึงกลายเป็นความรับผิดชอบฉุกเฉินตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าคนสำคัญยังรักษาตัวอยู่ที่นี่ ทั้งที่มันควรเป็นหน้าที่ของพยาบาลที่ได้รับการเทรนจากพีอาร์มาเก็ตติ้ง

ศศิร์ภัสสรทำงานในฝ่ายบัญชีการเงิน เป็นพนักงานประจำสำนักงานที่ดูแลเรื่องการเบิกจ่ายของโรงพยาบาลกับบริษัทต่างๆ ภายนอก แต่หากคนวางบิลค่ารักษาสำหรับผู้ป่วยในขาดแคลนหรืองานล้นมือ เธอก็ทำแทนเป็นบางครั้งบางคราว

จากการวางบิลรอบแรกที่มาแทนคนอื่น กลายเป็นหน้าที่ประจำในทุกวันตลอดสัปดาห์ เมื่อคุณนายทิพย์พธูเอ่ยปากกับพยาบาลพิเศษที่มาคอยดูแลวันถัดมาว่าอยากได้เธอมาเป็นเพื่อนคุย

เธอทั้งประหม่าและเกรงใจพี่ๆ ที่เป็นมืออาชีพในด้านนี้ เมลิตาเพื่อนรักคอยให้กำลังใจและช่วยค้นประวัติหาความชอบ ไม่ชอบ เรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนเป็นส่วนที่ห้ามแตะต้องสำหรับครอบครัววัชรเดชา เพื่อที่ศศิร์ภัสสรจะได้ไม่แตะโดนปุ่มฆ่าตัวตายของตัวเอง

จากการต้องเตรียมตัวดูแลลูกค้าคนสำคัญ ทำให้เธอได้รู้ทั้งเรื่องดีและแย่ของครอบครัวนี้ ทั้งบ้านเป็นลูกหลานสายเลือดนักการเมือง นับตั้งแต่หลงจู๊อาชว์ที่เป็นกำนัน เจ้าสัวอิทธิที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส. และทายาทอย่างอิทธิพลที่ดำรงตำแหน่งสจ.

คนที่นี่จะเรียกคนบ้านวัชรเดชาว่า บ้าน สจ. ไม่ใช่ บ้าน ส.ส. ทั้งที่เจ้าสัวอิทธิมีตำแหน่งทางการเมืองสูงกว่า นั่นเพราะก่อนหน้าที่จะก้าวลงสมัคร ส.ส. วัชรเดชาคนพ่อก็ดำรงตำแหน่ง สจ. มาก่อน และอิทธิพลก็ได้รับเลือกในสมัยต่อมาแทนพ่อ คนในพื้นที่จึงเรียกกันจนคุ้นชิน

“วันนี้คุณนายมีเพื่อนแล้ว ยาหยีขอตัวไปทำงานนะคะ”

“ไม่ได้” ทิพย์พธูรีบออกตัว “ไม่ใช่เพื่อน นี่ลูกชายจ้ะ”

สีหน้าคนป่วยแช่มชื่นพูดล้อเล่นทำให้คนฟังทั้งลูกชายและพยาบาลเฉพาะกิจยิ้มน้อยๆ ระหว่างรอให้อิทธิพลพามารดาขึ้นไปนั่งพักที่เตียงผู้ป่วย ศศิร์ภัสสรก็หันไปคุยกับส.ส.อิทธิ ถามไถ่เรื่องสุขภาพไปตามมารยาท ทั้งที่ไม่อยากอยู่ตรงนี้ ไม่อยากมองเห็นภาพครอบครัวรวมตัวแต่เธอก็ต้องฝืน

“อ๋า มีของมาฝากยาหยีด้วยนะ”

ศศิร์ภัสสรมองคนป่วยอย่างงงวย ไล่สายตาไปมองลูกชายหน้าเข้มของคนป่วยแล้วยิ้มเจื่อน หน้าเรียบเฉยที่บอกไม่ได้ว่าอยากเป็นมิตรหรือไม่ ทำเอาเธอวางตัวไม่ถูก เขาคงไม่ได้คิดใช่ไหมว่าเธอเป็นพวกประจบสอพลอตอแหลขอเงินทองของฝากจากผู้ใหญ่ใจดี

“ไม่รับได้ไหมคะ”

ทั้งที่รู้ว่าการขัดใจลูกค้ารายใหญ่ไม่เป็นผลดี หากแต่เธอก็ไม่อยากรับด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด

“เหตุผลล่ะ” คนที่พูด ไม่ใช่คุณนายทิพย์พธู หากแต่เป็นสามีของท่านที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวด้านข้าง

“มันผิดกฎของโรงพยาบาลน่ะค่ะ ไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานรับข้าวของเงินทองจากญาติหรือผู้ป่วย” เธออธิบาย

“สรุปว่าไม่อยากทำผิดกฎของโรงพยาบาล แต่อยากผิดใจกับบ้านวัชรเดชา”

แม้เจ้าสัวอิทธิพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ทำไมสำหรับศศิร์ภัสสรรู้สึกเสียวสันหลังก็ไม่รู้ เธอจึงเปลี่ยนการตัดสินใจใหม่

“รับก็ได้ค่ะ แต่ถ้าคนอื่นรู้แล้วยาหยีถูกไล่ออก ช่วยหางานใหม่ให้ด้วยนะคะ”

“ไม่มีใครปากโป้ง ไม่มีใครไล่ใครออกหรอก” อิทธิสำทับด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลแต่ดูเหี้ยมเกรียมเช่นเดิม

ถุงกระดาษมันปลาบลายกราฟิกสีสวยถูกยื่นมาให้โดยชายที่พูดน้อยที่สุดในห้อง ศศิร์ภัสสรพนมมือไหว้ขอบคุณอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เงยหน้ามาก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดกับเธอโดยตรงเป็นประโยคแรก

“เปลี่ยนจากไหว้ เป็นทานข้าวด้วยกันสักมื้อได้ไหม”

นั่น ... เขาไม่ได้จีบหรืออะไรใช่ไหม ศศิร์ภัสสรวางหน้าไม่ถูกแต่ก็หาทางเอาตัวรอดอย่างว่องไว “ไม่รู้ว่าคุณอิทธิพลชอบทานอะไร แต่เงินเดือนพนักงานออฟฟิศไม่เยอะมาก น่าจะเลี้ยงไม่ไหว”

“ผมไม่เคยให้ผู้หญิงเลี้ยงข้าว นอกจากคุณแม่ และผมว่าน้ำหอมกลิ่นนี้เหมาะกับคุณ”

เขาทิ้งท้ายก่อนจะขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ที่ด้านนอก ปล่อยให้คนอ่อนไหวง่ายยืนใจสั่นอยู่ที่เดิม

“ป้าโทรไปเล่าเรื่องที่ยาหยียอมมาอยู่เป็นเพื่อนคุย มาคอยดูแลให้อ๋าฟัง แล้วก็ให้เขาหาของฝากมาขอบคุณหนูแทนป้าด้วย หวังว่าคงถูกใจนะ”

เพราะยังไม่ได้เปิดดู ศศิร์ภัสสรเลยยังตอบไม่ได้ว่าถูกใจหรือไม่ ต่อเมื่อพยาบาลประจำวอร์ดเดินนำยาก่อนอาหารเข้ามาส่ง ศศิร์ภัสสรก็วางถุงของฝากแล้วเข้าไปทำหน้าที่ของตน

ระหว่างรออาหารกลางวัน หญิงสาวก็ฟังคุณนายทิพย์พธูคุยเรื่องลูกชาย สลับกับตอบคำถามเรื่องครอบครัวที่เจ้าสัวอิทธิถามมา รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสัมภาษณ์งานอย่างไรอย่างนั้น แต่คิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลต้องซักประวัติทุกคนที่เข้าใกล้ให้ขาวสะอาดหมดจด

อิทธิพลกลับเข้ามาพร้อมกับที่อาหารกลางวันของคนป่วยมาส่ง เมื่อครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า คนคุยฆ่าเวลาก็หลีกทางไปจัดเตรียมมื้อกลางวันที่เคาน์เตอร์ด้านข้าง แต่ก็ยังแอบชำเลืองไปทางเตียงผู้ป่วยเป็นระยะ

ท่าทางอิทธิพลดูอิดโรยอาจเพราะเพิ่งกลับจากเดินทางไกล แต่แว่วๆ ว่ากำลังจะออกไปงานเลี้ยงกลางวันกับบิดา

นักถ้ำมองสาวดึงสายตาตัวเองกลับมาก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าถูกแอบมอง พยายามตั้งสติอยู่กับการแกะห่อพลาสติกที่หุ้มอาหารมาจากครัวของโรงพยาบาลได้สำเร็จ ทำอย่างระมัดระวังตั้งใจ แต่แล้วไออุ่นกับเสียงทุ้มก็มาทำให้สมาธิสั่นไหว

“ต่อไป เรียกผมว่าอ๋าก็พอ”

หากว่าไม่ได้มือของคนที่ยืนซ้อนทางด้านหลังมาช่วยจับไว้ เธอคงทำฝาปิดอาหารหลุดจากมือจนเกิดเสียงดังน่ารำคาญ

เสียงหัวเราะในลำคอระหว่างที่กดข้อมือบางให้วางของลงกับถาดกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดอย่างหนัก รู้สึกถึงอาการเห่อร้อนที่ใบหน้าคาดว่าคงจะซับสีเลือดจนเกินพอดี กิริยาแนบชิดขนาดนี้ทำให้ศศิร์ภัสสรรู้เลยว่าทั้งสัดส่วนกับความสูงของตัวเองเป็นรองอีกฝ่าย ศีรษะของตนหยุดแค่ช่วงบ่ากว้าง ขนาดความหนาและความกว้างของตัวน่าจะเล็กกว่าอิทธิพลครึ่งหนึ่ง

“อ๋า อย่าแกล้งน้อง” คนบนเตียงดุด้วยเสียงที่ไม่จริงจังสักนิด

เสียงถอนหายใจอย่างเสียดายจากคนตัวใหญ่ด้านหลังนั่นคืออะไร ศศิร์ภัสสรแปลความหมายไม่ออก แต่ความอบอุ่นก็ล่องลอยจากไปเมื่ออิทธิพลถอยห่าง เธอหันไปยกมือไหว้เจ้าสัวอิทธิก่อนที่ท่านกำลังเดินออกจากห้อง แต่ไม่กล้าสบตามองลูกชายของท่านที่ตามออกไป

“กลางวันนี้มีอะไรทานบ้างจ๊ะ”

เสียงคนป่วยทำให้สติกลับเข้าร่างศศิร์ภัสสรอีกครั้ง ข่มใจเก็บความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดที่ลงไปให้หมด เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ของตัวเอง

ตลอดบ่ายวันนั้นเธอไม่มีสมาธิทำงาน แอบไปเล่าให้เมลิตาเพื่อนรักที่ฝ่ายไอทีฟัง รวมถึงนอนไม่หลับตลอดคืน ศศิร์ภัสสรปล่อยให้ตัวเองได้เพ้อฝันกับเสน่ห์ยั่วยวนอันล้นเหลือของคนดังประจำจังหวัด แต่เมื่อพระอาทิตย์แห่งเช้าวันใหม่มาเยือน เธอก็ฝังมันลงไปให้สิ่งที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงเรื่องเมื่อวาน

ทว่ากลิ่นน้ำหอมกับครีมอาบน้ำ เครื่องประทินผิวกายและถนอมมือกลิ่นเดียวกันทั้งเซ็ต ซึ่งเป็นของกำนัลที่ลูกชายของบ้านวัชรเดชานำมาฝากจากฝรั่งเศสเมื่อวานซึ่งเธอนำมาใช้ในเช้านี้ตามคำยุของเมลิตาก็หอมอบอวลคล้ายย้ำเตือนว่าไม่ให้เธอลืมเลือนคนให้

“กลิ่นนี้เหมาะกับยาหยีจริงๆ ด้วย” เมลิตาพูดหลังจากยื่นหน้ามาสูดกลิ่นใกล้ๆ ตอนยืนรอรถรับส่งของโรงพยาบาลด้วยกันที่ป้ายรถประจำทาง

คนโดนชมอมยิ้ม “หอมดีเนอะ”

“กลิ่นดอกพิโอนีใช่ไหม”

ศศิร์ภัสสรพยักหน้าเมื่อเพื่อนถาม เมื่อคืนก่อนนอนก็เอามาเปิดออกดูและอ่านอย่างละเอียด มันไม่ใช่ของขวัญชิ้นแรกที่ได้รับจากคนอื่น เมลิตาให้ของขวัญวันเกิดเธอทุกปีนั่นแหละ หากแต่นี่มันเป็นชิ้นแรกที่ราคาสูงเกินกว่าจะซื้อหามาใช้ยกเซ็ต และมาจากคนแปลกหน้าที่บอกเธอว่ามันเหมาะกับเธอทั้งที่ไม่เคยใกล้ชิดกัน

“ระวังใจตัวเองบ้างนะ กิตติศัพท์เรื่องผู้หญิงของเสี่ยอ๋านี่กระฉ่อน”

เมลิตาเตือนเรื่องจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ศศิร์ภัสสรรับทราบอยู่แล้ว คนเจ้าชู้มักจะน่าดึงดูดเสมอ แต่เธอจะไม่ทำตัวเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟที่อิทธิพลก่อเอาไว้แน่ๆ

“รู้น่า ยาหยีกับลูกชายบ้านนั้นน่ะเหมือนฟ้ากับเหวเลย”

คนเตือนยกมือขึ้นโอบไหล่บอบบางของคนเจียมตัวแล้วบอก

“ใช่ ยาหยีน่ะเหมือนนางฟ้า ส่วนเสี่ยอ๋าอยู่ในห้วงเหวลึก”

ศศิร์ภัสสรหัวเราะเสียงใสกับสิ่งที่เพื่อนพยายามปลอบใจ ด้วยในความเป็นจริงแล้วมันตรงกันข้าม และคนสวยไม่อยากดราม่าให้ชีวิตหม่นหมองตอนเช้า เลยชวนเปลี่ยนเรื่องคุย

“นี่ เมื่อวานยาหยีเห็นใบประกาศโฆษณาคอนโดใหม่ เย็นนี้เราไปดูกันไหม รถรับส่งของโรงพยาบาลผ่านด้วยล่ะ”

“ยาหยีจะซื้อหรือ” เมลิตาถาม

“อือ ซื้อด้วยกันไง” ศศิร์ภัสสรมัดมือชก “ถ้ากู้ร่วมกันสองคนต้องผ่านแน่ๆ ยาหยีจะได้ย้ายชื่อตัวเองออกจากบ้านนั้น แล้วพีซเองก็จะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง”

ประกายตาของเมลิตาวาววับด้วยมีความหวัง “แน่ใจนะว่าอยากทำแบบนี้จริงๆ เราต้องมีหนี้ร่วมกันไปอีกเป็นสิบหรือยี่สิบปีเลยนะ”

“จริงสิ ให้พีซเป็นเจ้าบ้านก็ได้” คนหาแนวร่วมยอมเป็นเพียงลูกบ้าน

“กู้ร่วมกัน ผ่อนคนละครึ่ง ถ้าถึงเวลาจำเป็นต้องแยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง ก็ขายแล้วแบ่งเงิน”

“อื้อ เย็นนี้ไปดูกัน”

เรื่องการหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งแทนการเช่าอะพาร์ตเมนต์เป็นไอเดียของศศิร์ภัสสรที่คิดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ติดตรงที่ว่าบ้านเดี่ยวที่เปิดขายอยู่ราคาสูงเกินไป หากว่าหาซื้อในราคาที่สองคนผ่อนไหวก็จะเป็นโครงการที่ตั้งอยู่นอกเมืองซึ่งต้องอาศัยรถส่วนตัวในการเดินทาง 

เมลิตาคือเพื่อนรักที่เอื้อเฟื้อเรื่องที่พักให้ตั้งแต่ศศิร์ภัสสรมีเหตุให้ต้องออกจากบ้านกลางดึก ทั้งคู่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ รู้จักกันได้ก็เพราะอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยห้องเดียวกันตอนปีหนึ่ง เลยสนิทร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าหากซื้อคอนโดด้วยฐานเงินเดือนตัวเองไม่ได้ เมลิตาก็เป็นเพียงคนเดียวในโลกที่เธอไว้ใจจะเป็นหนี้สินหลักล้านร่วมกัน

ทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ได้รอคอย ทั้งที่ไม่ได้ใช้เครื่องหอมที่ได้รับมาเพื่อเอาใจคนให้ แต่ในอกก็หน่วงอย่างช่วยไม่ได้ที่ลูกชายคุณนายทิพย์พธูไม่ได้มาเยี่ยมคนป่วย และใจหายเมื่อได้ยินว่าแพทย์อนุญาตให้ทิพย์พธูออกจากโรงพยาบาลในวันต่อมา นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่ได้เห็นหน้าคนบ้านสจ. อีก

คนละระดับ ... ฟ้ากับเหว

ศศิร์ภัสสรพูดย้ำเตือนตัวเองและกลับมาตั้งใจทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ ปฏิเสธการไปทำหน้าที่เพื่อนคุยกับคุณนายในเช้าวันสุดท้ายที่คนป่วยอยู่โรงพยาบาลอ้างว่าไม่ค่อยสบาย

เจอกันไม่ถึงสิบนาที คุยกันแค่ประโยคเดียว สบตาแค่ครึ่งครั้ง อิทธิพลก็เข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกได้อย่างไม่น่าเชื่อ พวกคลั่งไคล้ดาราก็เป็นกันแบบนี้ใช่ไหม ... มันน่ากลัวเกินไปสำหรับเธอ

“เห็นว่าคุณนายทิพย์พธูกำลังเตรียมตัวกลับบ้าน”

“ใช่”

“แล้วทำไมยาหยีไม่ไปส่งล่ะจ๊ะ”

“พวกวัชรเดชาก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนคนไข้รายอื่น คุณนายอาจเมตตายาหยีเพราะท่านมีขวัญและกำลังใจดีกว่าที่ได้อยู่กับคนปกติ มากกว่าอยู่กับแพทย์และพยาบาลที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเจ็บป่วย” เธอตอบเมลิตาที่อุตส่าห์วิ่งมาถามถึงแผนกว่า ทำไมเธอไม่ขึ้นไปหาคนบ้าน สจ.

“พีซว่าเสี่ยอ๋าเขาสนใจยาหยีนะ”

“ไม่จริงหรอก” ศศิร์ภัสสรปฏิเสธในชั้นต้น

“จริง” เมลิตาย้ำหนักว่าข้อสันนิษฐานของตัวเองถูกต้อง “ยาหยีทั้งสวย ทั้งขาว ทั้งอึ๋ม ถ้าไม่นึกชอบเลย เสี่ยอ๋าก็เป็นเกย์ล่ะ”

สาวไอทีไม่ได้พูดเกินจริง ศศิร์ภัสสรเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดี หุ่นสะบึมแบบทรมานใจผู้ชายให้น้ำลายหก แต่เพราะหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานเช้าจรดเย็น ไม่ได้ออกไปพบปะคนภายนอกเท่าไร เลยไม่ได้เป็นสาวฮอตแบบว่ามีหนุ่มๆ มาหยอดคำหวานมากนัก

“สนใจจะเอาไปเป็นผู้หญิงชั่วคราวน่ะคงใช่มั้ง”

ศศิร์ภัสสรเป็นคนยอมรับความจริง ใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริง บางทีของกำนัลแสนถูกใจที่เขาหามาให้ อาจเป็นเรื่องปกติที่อิทธิพลทำเพื่อเอาใจบรรดาสาวๆ ที่อยากลากขึ้นเตียง

“ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้” เมลิตาเองก็ไม่ใช่สาวโลกสวยที่จะวิ่งวนอยู่ในทุ่งดอกไม้หลากสีจนไม่ยอมมองความเป็นจริง

“คนระดับนั้นก็ต้องแต่งงานกับคนระดับเดียวกัน”

ด้วยอิทธิพลพาตัวเองมาอยู่ในความสนใจ ศศิร์ภัสสรเลยใช้เวลาครึ่งวันบ่ายของเมื่อวานในการหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเขา แม้จะมีไม่มากเหมือนดาราหรือไฮโซตระกูลดังในกรุงเทพ แต่ก็พอมีข่าวหลุดเรื่องเขากับเพื่อนสาวมากหน้าอยู่ไม่น้อย

“ถ้าเสี่ยอ๋าอยากได้ยาหยีไปเป็นคู่นอนล่ะ”

“ไม่มีทาง” ศศิร์ภัสสรส่ายหน้า

“ไม่มีทางอะไรจ๊ะ”

“ไม่มีทางที่เสี่ยอ๋าจะอยากได้ผู้หญิงธรรมาไปเป็นคู่นอน และไม่มีทางที่ยาหยียอม”

“ยาหยีจะไม่ยอมจำนนต่อความต้องการของเขาแต่โดยดีจริงหรือ” สาวไอทีที่ยังอู้งานนั่งเท้าคางคุยทำตาเพ้อฝันชวนคุยต่อ

“กลับไปทำงานได้แล้วลูกพีซ เดี๋ยวก็โดนหัวหน้าบ่น” เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเพื่อน เพราะคิดว่ามันไร้สาระ

“งานของพีซก็ซัพพอร์ตดีๆ นี่เอง” เมลิตาทำหน้าเมื่อย ที่จริงอยากทำงานที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถโดยตรงกว่านี้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลจ่ายงามกว่า งานหนักน้อยกว่าบริษัทเอกชน รวมถึงสวัสดิการด้านการรักษาก็ดีกว่าที่อื่น

“ไอทีน่าสนุกออก” ศศิร์ภัสสรให้กำลังใจ เธอเห็นเพื่อนได้วิ่งเข้าแผนกโน้นออกแผนกนี้ไม่ต้องนั่งติดกับโต๊ะทำงานตลอดเวลา ก้มหน้าอยู่กับกองเอกสารตั้งมโหฬารเหมือนเธอ

“นี่” สาวไอทีเรียก

“อะไร”

“ใช้น้ำหอมของเสี่ยอ๋า แล้วไม่คิดถึงคนให้สักนิดหรือ”

คำถามของเพื่อนทำให้ใจคนฟังเต้นแรง แต่ไม่นานก็ช้าลงแล้วโกหกอย่างหนักแน่น “ไม่”

ซึ่งเพื่อนรักอย่างเมลิตาก็รู้ทัน ทว่ายังไม่ทันได้แซ็วอะไร ผู้จัดการฝ่ายการเงินก็ตะโกนเรียกชื่อศศิร์ภัสสรเสียงลั่น

“ยาหยี”

“คะ”

“ไปห้องคุณนายทิพย์พธูเดี๋ยวนี้เลย ส่วนลูกพีซ มานี่ มาดูคอมให้พี่หน่อย”

ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเสียงดุของเจ้าแม่บัญชีการเงิน เมลิตาเดินเข้าไปในห้องกระจกด้านในที่กั้นเป็นสัดส่วนสำหรับผู้จัดการฝ่าย ส่วนศศิร์ภัสสรก็ลากขาไปยังวอร์ดผู้ป่วยตามคำสั่ง

คนของบ้านสจ. พยักหน้าพร้อมเปิดประตูให้ คนป่วยแต่งตัวสวยด้วยเสื้อผ้าปกติแต่นั่งรออยู่บนเตียงคนไข้ ส่วนลูกชายกำลังยืนก้มหน้าเซ็นบัตรเครดิตผ่านเครื่องรูดการ์ดแบบมือถือ เจ้าหน้าที่การเงินร่วมฝ่ายส่งยิ้มบางๆ ให้ตอนที่เธอเข้าไป

“ยาหยีเป็นอะไรจ๊ะ ค่อยยังชั่วขึ้นหรือยัง ป้าเป็นห่วงก็เลยอยากเจอก่อนที่จะกลับบ้าน”

น้ำเสียงห่วงใยของคุณนายทิพย์พธูทำเอาศศิร์ภัสสรรู้สึกผิดที่โกหก แต่ก็ยังคงต้องโกหกต่อไป “ยาหยีเจ็บคอเหมือนจะเป็นไข้น่ะค่ะ เลยไม่อยากมาแพร่เชื้อ”

“ไม่เป็นไรหรอก อ๋าแข็งแรงดี ป้าก็เหมือนกัน”

ลูกชายส่งปากกาสำหรับเซ็นสลิปแบบดิจิทัลคืนให้กับเจ้าหน้าที่ เงยหน้ามาทางศศิร์ภัสสรแล้วพูด

“ปกติยาหยีเลิกงานกี่โมง”

เขาถือวิสาสะเรียกชื่อเล่นเพื่อเพิ่มความสนิทสนม ซึ่งทำให้เจ้าของชื่อหน้าแดง ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีปัญหาเวลาเพื่อนผู้ชายเรียกชื่อที่มีความหมายถึงการเรียกขานเชิงเสน่หา

“ห้าโมงค่ะ”

“ดี”

เขาจบการสทนาสั้นๆ เพียงเท่านั้น แล้วก็หันไปคุยกับหมอที่ดูแลรักษามารดาถึงเรื่องการดูแลคนป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ส่วนคุณนายทิพย์พธูก็ชวนคุยเพื่อร่ำลา แถมยังแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของกันและกันเอาไว้เพื่อติดต่อพูดคุย

“ถ้าหากว่าเบื่องานโรงพยาบาล ไปทำงานกับป้าก็ได้นะ”

คนโดนชวนยกมือไหว้ขอบคุณที่ผู้ใหญ่เมตตา หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยก็ยกขบวนกันลงมาด้านล่างที่รถตู้ของบ้านวัชรเดชามารอรับ

“ว่างๆ ไปเยี่ยมป้าที่บ้านบ้าง ไว้นัดกัน”

“ยาหยีจะรอเป็นเพื่อนคุยตอนที่คุณนายเข้ามาให้หมอติดตามอาการอาทิตย์หน้าค่ะ”

เพราะไม่อยากรับปากในสิ่งที่ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ เธอจึงเบี่ยงไปพูดอีกอย่างและยกมือไหว้ทั้งคุณนายทิพย์พธูกับลูกชายอีกครั้ง ก่อนที่สารถีจะปิดประตูรถตู้คันหรูแล้วเคลื่อนตัวออกไป

ศศิร์ภัสสรถอนหายใจยาวเมื่อหน้าที่ของตัวเองจบลง ซึ่งจากนี้หากไม่มีใครที่บ้านนั้นป่วยก็คงไม่มีทางได้เจอหน้ากันอีก ท้ายรถบ้านนั้นยังไม่ทันหายไปจากแนวสายตา ใจไม่รักดีก็ละเมอเพ้อหาคนพูดน้อยแต่โปรยเสน่ห์หนักคนนั้น คนที่เธอไม่มีวันได้มาครอบครอง

“เย็นนี้กินไรดีหนอ” เมลิตาพูดเปรยระหว่างที่เดินไปขึ้นรถ

“ไม่รู้สิ” ศศิร์ภัสสรตอบอย่างเนือยๆ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอ่อนระโหยโรยแรง ไม่หิว ไม่อยากอาหาร อยากอาบน้ำอุ่นแล้วนอนหลับยาว

“พรุ่งนี้วันหยุด คืนนี้ดูซีรีย์กัน กินส้มตำเนอะ อยากกินมาก”

แม้ไม่เคยมีความรัก แถมไม่ศรัทธาเท่าไรในนามธรรมที่จับจ้องมองไม่เห็น แต่เมลิตาก็พอจะรู้ว่าเพื่อนเข้าข่ายอาการตรอมใจเลยพยายามกระตุ้นให้ร่าเริง

“เอาสิ” ศศิร์ภัสสรตอบด้วยท่าทางเฉื่อยชา

เมลิตาถามกลับมาแบบทันควัน “อยากร้องไห้ไหม”

คนอกหักหน้า “ไม่รู้จะร้องทำไม บ้าไหมที่ยาหยีเป็นแบบนี้”

“ไม่หรอก เรื่องธรรมดา เสี่ยอ๋าเขาน่ากรี๊ดน่ากินอยู่”

“ทะลึ่ง” คำพูดห่ามๆ ของเพื่อนพอจะทำให้ศศิร์ภัสสรพอมีรอยยิ้มออกมาได้บ้าง

ทั้งสองยังเดินไม่ทันถึงจุดรอรถ คนของเสี่ยอ๋าก็มาดักหน้าเอาไว้ แนะนำตัวบอกวัตถุประสงค์การขวางทางอย่างชัดเจน สุภาพแต่คุกคามให้ยอมทำตามอยู่ในที

“สวัสดีครับ ผมธรรมรัตน์ เสี่ยอ๋าให้มาเชิญคุณศศิร์ภัสสรไปดินเนอร์กับท่านเย็นนี้”

“เชิญยาหยีคนเดียวหรือคะ” เพื่อนรักของคนถูกเชิญถามกลับตามประสาคนอารมณ์ดี ทั้งที่เข้าใจว่าการใช้คำว่าดินเนอร์นั่นหมายถึงอยากคุยกันสองต่อสอง

“ครับ”

“ปกติเสี่ยอ๋าจะปล้ำคนที่ไม่เต็มใจใช่ไหมคะ”

“ลูกพีซ” ศศิร์ภัสสรร้องลั่นกับความตรงอย่างกับไม้บรรทัดของเพื่อน เมลิตาแสร้งทำหน้าแบ๊วว่าเธอทำอะไรผิดส่วนธรรมรัตน์หัวเราะ

“ไม่ครับ ท่านไม่ทำอะไรแบบนั้น” เขาไม่โกรธ ด้วยรู้ว่าเมลิตาเป็นห่วงเพื่อน

“ยาหยีไม่อยากไป” เจ้าตัวเริ่มมีปากมีเสียง

“ท่านแค่อยากจะเลี้ยงข้าว เพื่อตอบแทนที่คุณยาหยีดูแลคุณนายเป็นอย่างดีตลอดเวลาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ คุณจะปฏิเสธน้ำใจท่านหรือครับ”

คำพูดเกลี้ยกล่อมของธรรมรัตน์ หากแปลความชัดๆ ง่ายๆ ก็คือท่านไม่รับคำปฏิเสธ นั่นแหละเพียงแค่ใช้คำพูดให้ดูดีกว่าการบังคับเท่านั้น

“เอางี้ พีซไปด้วย นั่งกินข้าวรอโต๊ะข้างๆ โอเคไหม หวังว่าเสี่ยอ๋าจะจ่ายค่าข้าวให้พีซนะคะ” เจ้าหน้าที่ไอทีคนเก่งยุติปัญหา

“แน่นอนครับ”

ลูกน้องคนสนิทของอิทธิพลผายมือ เดินนำทางสองสาวไปยังรถยนต์ที่จอดไว้ตรงลานจอดพิเศษสำหรับลูกค้าวีไอพี

สองสาวก้มมองตัวเองแล้วส่ายหน้า เพราะชุดพนักงานที่สวมใส่มาช่างไม่เข้ากับสถานที่ บรรยากาศร้านอาหารบนดาดฟ้าของตึกสูงช่างงดงาม มันตกแต่งหรูหราเกินกว่าจะเป็นแค่การเลี้ยงข้าวขอบคุณ

อิทธิพลยังมาไม่ถึงเพราะติดประชุมที่ตัวจังหวัด แต่กระนั้นก็สั่งให้ธรรมรัตน์ดูแลเรื่องอาหารว่างรองท้องกับสองสาว

“พีซเลือกนั่งโต๊ะข้างนอกดีกว่า อยากได้ลมทะเลปะทะหน้า”

“สักพักจะเหนียวตัวครับ เปลี่ยนเป็นโต๊ะตรงหน้าเวทีไหม ดนตรีสดที่นี่เพราะมาก”

“คุณไม่อยากให้พีซเงี่ยหูฟังล่ะสิ ว่าเจ้านายคุณจะตะล่อมกล่อมยาหยีว่าอะไรบ้าง”

ความฉลาดของเมลิตาไม่ได้ทำให้ธรรมรัตน์หนักใจ เขาไม่ใช่คนขับรถธรรมดา แต่ใช้เวลาสิบกว่าปีเพื่อสำเร็จวุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ เงินทุกบาทที่ส่งเขาเรียนคือเงินของบ้านวัชรเดชาซึ่งเขาก็กลับมาทำงานตอบแทนบุญคุณ ไม่มีงานไหนที่อิทธิพลสั่ง แล้วเขาจะกล่อมให้คนทำตามไม่ได้ แต่ละคนต่างมีจุดที่ต้องขยี้ต่างกัน ก็แค่ต้องหาให้พบเท่านั้น

“หากคุณเมลิตาอยากร่วมโต๊ะด้วย ท่านก็ไม่ว่าหรอกครับ แต่ผมอยากให้คุณแน่ใจว่าคุณต้องการเป็นส่วนเกิน”

เมลิตานึกอยากข่วนหน้ายิ้มๆ นั่นให้ลายพร้อย แต่ไม่รู้จะโดนเล่นงานกลับข้อหาทำร้ายร่างกายหรือไม่ จึงได้แต่สะบัดหน้าไปนั่งยังโต๊ะที่ธรรมรัตน์แนะนำอย่างแข็งขัน

“ยาหยีนั่งกับพีซก่อนได้ไหมคะ ระหว่างที่คุณอ๋ายังไม่มา”

“เชิญครับ”

ด้วยเป็นร้านอาหารนานาชาติ คนที่มาเป็นเพื่อนเลยไม่ได้สั่งเฉพาะอาหารทะเล ความหิวจัดบวกกับได้ทานฟรี ทำให้เมลิตาลืมตัวสั่งอาหารทุกอย่างที่อยากทาน ไม่สนด้วยว่ามันจะเข้าชุดกันไหม ระหว่างที่เมลิตาชิมนั่นทานนี่อย่างอร่อย ศศิร์ภัสสรกลับกังวลจนทานอะไรไม่ลง

“ยาหยีสวยอยู่แล้ว จะใส่เดรสหรือชุดทำงานยังไงก็สวย” เพื่อนช่วยปลอบคนที่ถูกผู้ชายเชิญมาเดต

“ว่างๆ ไปวัดสายตาใหม่นะพีซ”

ศศิร์ภัสสรรู้ว่าตัวเองไม่ได้ขี้เหร่ แต่ก็เป็นพวกหน้าตากลางๆ  ไม่ได้สวยจัดระดับนางแบบที่แม้ไม่แต่งหน้าอยู่ในชุดแม่บ้านก็ยังดูน่าหลงใหล

“ถ้าเสี่ยอ๋าเป็นพวกชอบความสวยจอมปลอม แบบที่ว่าต้องเนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ยาหยีคิดว่าคนของเขาจะไม่เอาใจเจ้านายด้วยการหาเสื้อผ้าสวยๆ กับช่างแต่งหน้ามาให้ยาหยีหรือ”

“มันก็แค่เลี้ยงข้าวขอบคุณนี่นะ ไม่ใช่เดตสักหน่อย” ศศิร์ภัสสรย้ำชัดอีกครั้งในใจ ... ดินเนอร์นี้ไม่ได้มีเพื่อเดต

เมลิตาทำหน้าเมื่อย นี่เพื่อนเธอไม่รู้ตัวหรือไม่กล้ายอมรับกันแน่ ว่าตัวเองเป็นที่ถูกตาต้องใจอิทธิพล แต่ระดับความหลงใหลจะมากมายขนาดหยิบยื่นตำแหน่งไหนให้นั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป แม้จะเป็นเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน แต่เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องค้นพบและตัดสินใจเอง พอพนักงานเริ่มนำอาหารมาเสิร์ฟความสนใจของเมลิตาก็ยักย้ายถ่ายเทไปที่อาหารบนโต๊ะแทน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น