พันธะ - PASSION INTO THE DARK Series

ตอนที่ 3 : คนใจกว้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 414
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    10 มิ.ย. 60

บรรยากาศในรถเที่ยวมาโรงพยาบาลน่ากลัวเท่าไร เสกข์คิดว่ารอบกลับมันยิ่งน่าขนลุกกว่าเดิม เจ้านายของเขานั่งเงียบ ส่วนภรรยาของเจ้านายก็น้ำตาไหลเงียบๆ เช่นกัน

แม้จะนั่งอยู่ในรถเคียงคู่แต่อิทธิพลก็ไม่ปล่อยมือจากแขนของศศิร์ภัสสร เจ้าของแขนเรียวหน้าเหยเกเป็นระยะ ถ้าให้เดาก็คิดว่าเจ้านายคงจะนึกอะไรออกแล้วอารมณ์ขึ้นเลยเผลอทำร้ายโดยที่ไม่ตั้งใจ

“ข้าวของแค่นั้น จะหนีไปได้กี่วัน”

ถึงจะไม่ชอบเคลียร์กับเมียต่อหน้าคนอื่น แต่ถ้าให้ทนรอถึงที่หมายเขาคงร้ายเสียยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แล้วคนที่ต้องรองรับตัวตนด้านมืดนั่นก็ไม่ใช่ใคร นอกเสียจากแม่ตัวต้นเรื่องหน้าใสที่นั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่ข้างกาย

“ยาหยีไม่ได้หนี แค่จะไปค้างกับลูกพีซสักพัก” เธอหมายถึงเมลิตา เพื่อนสนิทที่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน ซึ่งสามีที่เธอกำลังเดินเรื่องให้กลายเป็นอดีตรู้จักคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

“สักพักคือนานแค่ไหน? จนกว่าดำเนินเรื่องหย่าแล้วก็เข้าไปเก็บของที่เหลืออย่างนั้นใช่ไหม”

ศศิร์ภัสสรรู้ว่าสามีเป็นคนฉลาด ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความเขาก็เดาเรื่องออก ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและลดแรงปะทะทางอารมณ์ เธอจึงจะไม่โกหกพร้อมพูดอย่างตรงไปตรงมา

“ใช่ค่ะ ยาหยีคิดว่ามันเป็นการดีกับเราสองคน”

“ไอคิวเท่าไรถึงมาคิดแทนคนอื่น”

คนโดนว่าทางอ้อมว่าโง่ถึงกับหน้าชา แต่กระนั้นก็ยังปากดี ยกมือข้างที่ว่างปาดน้ำตาแล้วเงยหน้าเถียงสามี

“ไอคิวอาจจะไม่เยอะ แต่อีคิวของยาหยีเยอะกว่าคุณอ๋าแน่นอน”

“อ้อ เพิ่งรู้”

เจ้าของแพขนตางอนตวัดค้อนคนตัวใหญ่ที่นั่งเบียดอยู่ “รู้อะไร”

อิทธิพลหรี่ตามองภรรยาที่กล้าถามเขาโดยไร้หางเสียง “ไอ้ที่เก็บกระเป๋า หนีออกจากบ้าน ส่งทนายมาคุยเรื่องหย่าโดยไม่เจรจากับผัวเนี่ยนะ เรียกว่าอีคิวสูง”

ศศิร์ภัสสรหน้าง้ำ พยายามดึงแขนตัวเองออกมา “หึ ต้องนอนกับเด็กชงเหล้าอายุสิบแปดสินะ คุณอ๋าถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะ”

“ยาหยี” คนโดนประชดครางชื่อเสียงต่ำ โมโหจนเผลอบีบต้นแขนแน่นเข้าไปอีก จนเจ็บร้าวไปถึงกระดูกขนาดที่ศศิร์ภัสสรร้องครางออกมา

“โอ๊ย”

“พูดจาอะไรให้เกียรติผัวตัวเองบ้าง”

“แล้วคุณอ๋าทำอะไรเคยคิดจะให้เกียรติยาหยีบ้างหรือเปล่าล่ะคะ”

“ไอ้การที่ผมไม่เอาเรื่องในมุ้งของเราไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้นี่ ไม่ได้เรียกว่าให้เกียรติหรือไง”

“หึ ไม่ต้องโพทะนา ยาหยีว่าชาวบ้านร้านตลาดก็รู้กันจนทั่ว ว่าคุณอ๋าน่ะ ทั่วถึงแค่ไหน” ใจจริงอยากใช้คำที่ตรงกับพฤติกรมของสามีว่ามั่วด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวก็จะโดนเขาตอกใส่หน้าว่าอีคิวต่ำอีก

อิทธิพลยิ้มเครียด ทำเสียงหึในลำคอแล้วพูด “ผิดเหรอที่ผมเกิดมาเป็นคนใจกว้าง”

“ถ้าอย่างนั้นในฐานะภรรยาของคุณอ๋า ยาหยีก็ควรจะใจกว้างเหมือนกันใช่ไหมคะ”

“ตัวแค่นี้ จะไหวหรือ”

แทนที่อิทธิพลจะโกรธ น้ำเสียงของเขากลับยั่วเย้าเข้าขั้นดูแคลนทำให้ศศิร์ภัสสรไม่เข้าใจ

“หมายความว่าไง”

“ใจกว้างไง คนใจกว้างต้องเต็มที่และทั่วถึง” เขาใช้คำส่อเสียดของเธอมาบรรยายลักษณะคนใจกว้างให้ฟังซ้ำ “แน่ใจว่าจะตอบรับทุกครั้งที่โดนเรียกร้องได้”

อิทธิพลปล่อยมือที่บีบแขนของภรรยาเปลี่ยนเป็นพาดยาวไปตามเบาะ ศศิร์ภัสสรดีดตัวนั่งหลังตรงเชิดหน้าอย่างเร็วรี่ คนเป็นสามีไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ เขาถือโอกาสนั้นปลดพวงผมของภรรยาที่ขมวดไว้ให้ปล่อยสยายลงแล้วใช้นิ้วม้วนปลายผมนุ่มเล่น ก้มหน้าลงมาจนชิด ยกนิ้วที่ยังเกี่ยวผมขึ้นจรดปลายจมูก ก้มลงกระซิบด้วยท่วงท่าสบายๆ ทว่าคนฟังหน้าร้อนเห่อคล้ายคนจะเป็นไข้

“คุณไม่อึดขนาดนั้นหรอกยาหยี เห็นโดนจัดหนักแค่ยกสองยกก็สลบคาอกแล้ว”

“คุณมัน ... เหลือทน” คนโดนยั่วโมโหโกรธจนตัวสั่น รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงสูบฉีดเลือดขึ้นหน้าจนร้อนผ่าว สรรหาคำมาด่าสามีตัวเองไม่ออกได้แต่ฮึดฮัดและสะบัดหน้าไปอีกทาง

และหากว่าความโมโหที่ลุกโนในดวงตาของศศิร์ภัสสรคือไฟ มันคงมอดไหม้ผู้ที่ถูกมองอย่างอิทธิพลจนกลายเป็นเถ้า ทว่าคนโดนมองกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน นอนข้างกันมาเป็นปีมีหรือที่เขาจะไม่รู้วิธีปราบพยศเมีย

หนุ่มโสดที่ไม่เคยผ่านการมีพันธะผูกพันกับใครอย่างธรรมรัตน์แอบงงกับพฤติกรรมของเจ้านายทั้งสอง ตอนรถเคลื่อนตัวใหม่ๆ นั้นบรรยากาศภายในรถเงียบยิ่งกว่าป่าช้า ทว่าระอุด้วยอารมณ์แค้นเคืองราวกับภูเขาไฟใกล้ปะทุ แต่เถียงกันไปมาไม่กี่ประโยคเหมือนไฟแห่งความปรารถนาเร่าร้อนจะลุกโชนแทน

“ก็เห็นทนไหวตลอด” คนนิสัยไม่ดียังไม่หยุดยั่ว ทว่าคนโดนกระทำไม่ตกหลุมพราง ไม่กรีดร้อง ไม่โวยวาย ได้แต่กอดอกเชิดหน้ามองออกนอกรถไปเงียบๆ

เป็นคนแกล้งเองนั่นแหละที่ทนไม่ไหวเมื่อไม่ได้รับความสนใจ เลยเอียงตัวเข้าใกล้โอบเอวเมียไซส์เอ็มของตัวเองเอาไว้ ใช้ใบหน้าสากระคายด้วยไรเคราเขียวครึ้มไซร้แก้มนุ่ม พูดเสียงเบาหมายใจให้ได้ยินกันเพียงสองคน

“ท่าไหน เวลาไหน ยาหยีรับได้ไม่เคยเห็นปฏิเสธ ไม่บ่นด้วย”

อิทธิพลเป็นผู้ชายที่มีสไตล์ความชอบเป็นของตัวเอง เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงตัวเล็กผอมบางที่ใส่เสื้อผ้าขนาดเอสหรือเอ็กซ์เอส สำหรับเขาแล้วชอบสาวไซส์เอ็มขึ้นไปเพราะเวลากอดรัดได้รู้สึกถึงว่ากำลังฟัดผู้หญิงที่งามสะพรั่งเต็มไม้เต็มมือ ไม่ใช่กำลังกอดเด็กตัวเล็กที่ขาดสารอาหารแขนขาเก้งก้างไม่ชวนมอง

เสี่ยอ๋าช่างมีความสามารถในการปั่นหัวคนอื่น ขนาดแม่ชีที่ยอมลงให้มาตลอดชักเริ่มนิ่งไม่ไหว เมื่อตวัดหน้ามาเตรียมต่อว่าให้สาแก่ใจก็ตกหลุมลึกที่คนชอบเอาเปรียบขุดล่อเอาไว้จนได้ ระยะใกล้แค่นั้นผู้ช่ำชองระดับอิทธิพลไม่มีทางพลาด ริมฝีปากจิ้มลิ้มถูกสัมผัสหนักๆ เร็วๆ สองสามครั้งด้วยริมปากได้รูปของสามี

“เรียกร้องความสนใจเป็นเด็ก” เขาว่าแถมอ้อนวอนต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “อย่างอแงนักเลย”

ศศิร์ภัสสรตาโต เขาหวังว่าจูบปากแล้วเธอจะคืนดีด้วยงั้นเหรอ? ชายที่เพิ่งบังคับให้เธอลาออกจากงานประจำกำลังขอยุติศึกไม่ให้เธอใช้อารมณ์แก้ปัญหาในแบบของเขา สามีของเธอไม่เคยขอโทษ ไม่เคยออดอ้อน ไม่เคยแก้ตัวหรือมีคำอธิบายใดๆ ในเรื่องที่ถูกกล่าวหา มันเป็นนิสัยของอิทธิพล คนที่เป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดและภาคตะวันออก

ทุกครั้งที่ความเห็นไม่ลงรอย เธอจะเงียบ หากเรื่องไหนทนไม่ไหวก็จะโวยวายใส่บ้างตามประสาผู้หญิง ทว่าสจ.หนุ่มเป็นพวกชอบควบคุม ดังนั้นทุกปัญหาจะไม่เคยมีการเจรจาเพราะคนอย่างอิทธิพลไม่เคยยอมความ ถ้าบอกแล้วยังไม่เชื่อ ก็จะใช้วิธีบังคับเพื่อเอาชนะให้ได้

แต่เมื่อถึงจุดที่เธอทนไม่ไหว เขาก็จะลดความร้าย ป้อนคำราบเรียบที่คล้ายว่าเขากำลังอ่อนข้อซึ่งทำให้เธอยอมแพ้ กลับไปเป็นลูกแหง่เชื่องๆ ของสามีดังเดิม มันเป็นวัฏจักรแบบนี้มาสองปี ซึ่งศศิร์ภัสสรคิดว่าถึงทีที่ควรจะยุติวงจรอุบาทว์อย่างจริงจัง

“ยาหยีไม่ได้เรียกร้องความสนใจ” เธอสะบัดหน้ากลับแล้วก็พบว่าเส้นทางที่รถแล่นผ่านเปลี่ยนไปไม่ใช่ทางกลับบ้านที่คุ้นชิน “เราจะไปไหน”

เช่นเคยที่สามีผู้มีอิทธิพลไม่ตอบ คนอย่างเขาจะไม่เจรจากับผู้ก่อการร้ายซึ่งในกรณีนี้เธอกำลังเป็นวายร้ายที่ว่านั่น

“ยาหยีจะกลับบ้าน” เธอเรียนรู้ที่จะเรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเอง

“บ้านไหน บ้านที่นอนอยู่ทุกวันนั่นก็บ้านผม”

ฝ่ายภรรยาถึงกับชะงักไปต่อไม่เป็น มันเป็นความจริงที่โหดร้ายว่าเธอไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ตลอดสองปีนับตั้งแต่ลงลายมือชื่อบนทะเบียนสมรสแผ่นนั้น บ้านของอิทธิพลก็กลายเป็นที่ซุกหัวนอนของเธอไปโดยปริยาย มันกว้างขวางจนไม่เรียกว่าคับที่ แต่พฤติกรรมของสามีต่างหากที่ทำให้เธอรู้สึกคับใจจนอยู่ยาก ไม่น่าเชื่อว่าความเคยชินสถานที่จะทำให้เธอเผลอคิดไปว่าที่นั่นคือบ้านของตัวเอง

หน้าเจื่อนๆ เหมือนจะร้องไห้ทำให้อิทธิพลไม่ตอกย้ำ เขารู้ว่าควรจะเล่นกับอารมณ์ภรรยาอย่างไร กดดันมากไปเธอจะระเบิดจึงผ่อนแรงกดดันในประโยคลง

“จะกลับไปให้คุณแม่เป็นเกราะกำบังเหมือนเคย?

คุณแม่ที่เอ่ยมานั่นก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขา ที่นั่นไม่มีอะไรที่เป็นของเธอเลยสักอย่าง ไม่มีใครเป็นพรรคพวกเธอ ที่นั่นเต็มไปด้วยคนของเขา ทีมเดียวกับเขา แล้วจะกลับไปทำไมล่ะศศิร์ภัสสร? หัดจำเสียบ้างว่าตัวเองหัวเดียวกระเทียมลีบ

“ถ้าคุณอ๋าจะกรุณา จอดส่งที่ข้างทางนี่ก็ได้ค่ะ”

อิทธิพลหัวเราะเบาๆ เสียงต่ำในลำคอ “ผมไม่ได้ลากยาหยีออกมาเพื่อจะปล่อยทิ้งกลางทาง เหมือนลูกแมวพลัดหลงกับเจ้าของมองหาทางกลับบ้านนะ”

ลูกแมวเหมียวพยายามนับหนึ่งถึงสิบ ไม่กรีดร้องไปตามคำยุแหย่ของสามีให้คนนิสัยไม่ดีอย่างเขาได้ใจ เธอแสดงอารมณ์เมื่อไรนั่นคือเขาชนะ

“ยาหยีต้องขอบคุณไหมที่ไม่เปรียบยาหยีเป็นลูกหมา” ศศิร์ภัสสรประชดเสียงเรียบ

“หมาเป็นสัตว์ที่จงรักภักดีต่อเจ้าของมาก”

เขาไม่เปรียบเธอเป็นสุนัขเพราะเธอทรยศ สามีกำลังต่อว่าเป็นนัยว่าภรรยาไม่ได้มีความซื่อสัตย์อย่างเจ็บแสบ โดยไม่มีคำหยาบคายเข้ามาเกี่ยวข้อง

“แล้วคุณอ๋าจะเอายังไง”

“วิพจะจัดพิธีแต่งงานที่รีสอร์ตใหม่ ในเมื่อเรายังเป็นผัวเมียกัน คิดว่าผมจะเอายังไงล่ะ”

“ในที่สุดเขาก็ยอมพูด นี่สินะ ธุระของเขา เพราะเขามีเรื่องต้องใช้งานภรรยาอย่างเธอ ไม่ได้หวงแหนพันธะสมรสจนต้องตามง้องอนอะไร

“ก็ถ้าคุณอ๋าลงชื่อในใบหย่าตั้งแต่ก่อนเที่ยง ตอนนี้เราก็คงไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดหัวว่าจะเอายังไง” ศศิร์ภัสสรเชิดหน้ายอกย้อน

อิทธิพลจ้องใบหน้าเนียนของคนปากเก่ง ซึ่งดูเหมือนจะซึมซับความร้ายกาจทางวาจาจากเขาไปอยู่มากโข แต่แม่ลูกศิษย์ตัวเล็กนี่ไม่ทำให้เขาสะเทือนด้วยคำประชดเล็กๆ น้อยๆ หรอก

“ผมเพิ่งเย็นลง อย่าทำให้ร้อนขึ้นมาอีกเลยยาหยี”

คำขู่เสียงเย็นนั่นทำให้คนในอ้อมแขนเสี่ยอิทธิพลแข็งทื่อ กัดฟัน กลั้นน้ำตา เก็บความน้อยใจลงไปในอกเรื่องที่สามีไม่เคยแจ้งล่วงหน้าเรื่องการแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องของเขาทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เธอเป็นเหมือนฉากหน้า เป็นหุ่นเชิดที่คอยช่วยเขาสร้างภาพ ไม่จำเป็นต้องรู้ตารางงานหรือเตรียมตัวใดๆ แค่พร้อมจะให้เขาลากไปเชิดหน้าชูตาก็พอ

จะว่าตัวเองไร้ค่าก็คงไม่ได้เพราะภาพลักษณ์ครอบครัวแสนสุขคือสิ่งเสริมส่งหน้าที่การงานของนักการเมืองท้องถิ่นรายนี้ให้รุ่งโรจน์ ทั้งที่คนใกล้ชิดสนิทสนมก็รู้กันให้แซ่ดว่าเขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวกับสาวๆ ขนาดไหน เรียกว่าสำส่อนยังดีเกินไป สามีของเธอปฏิเสธคำเชิญชวนขึ้นเตียงจากผู้หญิงคนอื่นเป็นหรือเปล่าก็สุดรู้

“ยาหยีไม่ได้มีความจำเป็นอะไรในชีวิตคุณอ๋าอีกแล้ว จะพาไปทำไมคะ นั่นน้องชายของคุณ ญาติของคุณ” เธอกำลังจะพูดกลายๆ ว่าไม่ใช่คนในครอบครัวของเขาอีกต่อไปตั้งแต่ตัดสินใจส่งทนายไปคุยกับเขาเรื่องการยุติพันธะสมรส

“ผมพูดตอนไหนว่ายาหยีไม่มีความจำเป็น” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน จำไม่ได้เลยต้องถามให้แน่ชัดไม่อยากเอาอารมณ์เป็นใหญ่ว่าเธอกำลังเล่นแง่

“สัปดาห์ก่อนไง หลังจากที่เราทะเลาะกันเรื่องเด็กนั่นฝากถุงยางอนามัยที่เหลือใส่กล่องมาคืนให้คุณ”

แม้ศศิร์ภัสสรจะแสดงความเจ็บช้ำมากับน้ำเสียง แต่อิทธิพลกลับไม่ยี่หระ สีหน้าของเขายังราบเรียบติดจะเย็นชา เฉยเมินด้วยซ้ำ

ผมก็ชักไม่แน่ใจ นั่นคือคำที่ผมพูด”

เรื่องความจำและการตีความในภาษาไทยนี่ อิทธิพลเป็นหนึ่งเสมอ แน่ล่ะในเมื่อเขาจบกฎหมายแล้วต่อด้วยสายเศรษฐศาสตร์ ลื่นเป็นปลาไหลแถมยังมากเล่ห์ตามสไตล์ทนายผสมนักลงทุน

เขาไม่ปฏิเสธเรื่องที่ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นด้วยซ้ำ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นอกกายกัน เด็กนั่นต้องสำคัญกว่าคนก่อนๆ เพราะเขายอมให้เด็กของเขาล้ำเส้นมาหยามกันถึงถิ่นโดยที่ไม่จัดการอะไร แถมผูกปิ่นโตรายเดือนล่วงหน้าถึงหนึ่งปีเต็ม

เธอยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดามี รัก โลภ โกรธ หลง ยังรู้สึกรู้สา ไม่สามารถทำตาบอดเป็นคนใจกว้างอย่างอิทธิพลได้แน่นอน

“วิพให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ซึ่งแน่นอนว่ายาหยีต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ลูกขวัญ แล้วแฟมิลี่แมนอย่างผม จะไปร่วมงานโดยไม่มีเมียได้อย่างไร คิดว่าตัวเองยังจำเป็นอยู่ไหมล่ะ”

เมื่อศศิร์ภัสสรหันหน้ากลับมาเตรียมจะตอบหรือเถียงก็สุดรู้ แต่อิทธิพลก็ส่ายหน้าคล้ายว่าระอา พูดดักคอ

“อย่าเถียงเลยยาหยี เก็บปากสวยๆ ไว้ใช้ตอนผมฟัดคุณเถอะ เป็นประโยชน์ว่านี้เยอะเลย”

ไม่ดูถูกก็เหมือนโดนกดให้ต่ำ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เลยไหลไม่รู้ตัวหมดคำพูดจะเสวนาใดๆ กับสามี

ยามต้องปะทะคารมณ์กัน เธอไม่เคยเป็นฝ่ายชนะ การเถียงกับอิทธิพลก็เหมือนพาตัวเองวิ่งไปสู่กองไฟ ความรู้สึกและหัวใจจะโดนเผาไหม้เหวอะหวะแสบร้อน ด้วยคำพูดคมคายที่เขาครีเอตขึ้นมา เมื่อการโต้เถียงจบลงไปก็จะกลายเป็นแผลเป็นติดอยู่ในใจจนชั่วชีวิต

มือของผู้ชายที่นั่งข้างๆ ไม่ได้เอื้อมมาซับน้ำตาให้ แต่กดศีรษะเล็กของคนใกล้หมดแรงให้พิงลงมาที่บ่าบึกบึน ลูบไหล่บางที่กำลังสะท้านไหวขึ้นลง ไม่มีคำพูดปลอบประโลมใดๆ ไร้คำขอโทษขอโพยหวานหูแต่การกระทำนั้นบอกให้เธอรู้ ว่าเขาอยู่ใกล้ๆ เสมอ

มันน่ารังเกียจใช่ไหมที่สุดท้ายก็ต้องมาอาศัยอกกว้างของผู้ชายที่อยากหนีไปให้ไกลซับน้ำตา อิทธิพลเป็นผู้นำครอบครัวที่ยอดเยี่ยม และประกาศชัดแจ้งว่าจะไม่อุทิศตนในฐานะคนรัก แต่ถึงจะเป็นสามีที่แย่เพียงไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ไม่ว่าศศิร์ภัสสรจะเผชิญหน้ากับเรื่องดีหรือร้าย เธอไม่ต้องกอดตัวเองดีใจหรือร้องไห้เพียงลำพังเหมือนก่อนแต่งงาน

จากที่เคยต้องอยู่คนเดียวหรือเป็นส่วนเกินที่บ้านของป้าในทุกเทศกาลงานฉลอง มองคนอื่นๆ กลับไปหาครอบครัวที่เธอไม่มีอย่างเหงาหงอย ครอบครัววัชรเดชาก็ช่วยปัดเป่าความหมองหม่นด้วยการอ้าแขนรับเธอเข้าเป็นส่วนหนึ่งและทำกิจกรรมร่วมกันในทุกวันอย่างเต็มใจ

อิทธิพลคือตัวแปรที่ทำให้เธอไม่ต้องว้าเหว่เป็นคนแปลกหน้าในครอบครัวตัวเอง สามีผู้ทรงอิทธิพลต่อท้องถิ่นนี้บันดาลความสะดวกสบายให้ทุกอย่าง บ้าน รถยนต์ สังคม เงินในบัญชี หุ้นของบริษัทและครอบครัว

ถ้าหย่าขาดโดยสมบูรณ์ เธอก็จะกลับไปไม่เหลือใครนอกจากเพื่อนรักอย่างเมลิตาอย่างที่เคยเป็นมา เธอไม่ได้กลัวความลำบากหากแต่หวาดหวั่นกับความโดดเดี่ยว

“ร่างกายของผม มันเป็นของผม ผมจะแบ่งปันกับใครก็ได้ แต่ร่างกายของคุณเป็นของผม คุณไม่มีสิทธิ์ไปแชร์มันกับใคร เรื่องของเราเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม อย่าให้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง” อิทธิพลแสดงเจตนารมณ์แน่วแน่ในวันที่ขอเธอแต่งงาน

เธอไม่เคยคิดว่าอยากเป็นเจ้าของหัวใจหรือร่างกายของสามี แต่ผ่านไปสองปีใจไม่รักดีก็เริ่มไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่อาจครอบครองได้ ศศิร์ภัสสรอยากเป็นเจ้าของร่างกายของเขาแต่เพียงผู้เดียว อยากได้ความรักแม้สักเสี้ยวจากชายไร้หัวใจ แต่ในเมื่อไม่สามารถครอบครองทั้งสองอย่างได้ เธอคิดว่าการตัดขาดกันไปจะดีต่อทั้งเธอและใครอีกคนมากที่สุด

อิทธิพลจะรู้ไหมว่าเธอต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนสำหรับการติดต่อทนายเรื่องหย่า เพราะพอคิดถึงอนาคตข้างหน้าที่ไร้เงาของเขาข้างกายแล้วนั้นมันก็เจ็บปวดเกินกว่าจะหายใจไหว

ด้วยคิดว่าเมื่อคืนเป็นคืนสุดท้าย เธอจึงยอมให้เขาครอบครองเสพสมเนื้อตัวอย่างหนำใจ ไม่ว่าอยากได้ท่าไหน เรียกร้องอะไร เธอยอมจนหมดสิ้น เผลอแสดงความรู้สึกให้อิทธิพลอ่านได้ทางสายตาด้วยซ้ำ ซึ่งเขาก็ตอบกลับอย่างเจ็บแสบเหลือคณาว่า “อย่ารักผม”

พอคิดถึงตรงนี้เธอก็ซุกหน้ากับอกสามีพร้อมกอดเขาแน่นอย่างหน้าไม่อาย สะอื้นฮักปลดปล่อยความเครียดที่แบกมากว่าค่อนวัน ไม่มีเสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายจากเจ้าของอ้อมแขนแกร่ง มีเพียงแค่กอดที่โอบรัดเธอแน่นขึ้น

 

 

รถจอดอย่างนิ่มนวลเมื่อถึงที่หมาย มันยังไม่ใช่รีสอร์ตของวิพวิช หากแต่เป็นคฤหาสถ์หรูหรากลางสวนที่จังหวัดข้างเคียง จะถือว่าเป็นบ้านพักตากอากาศของวัชรเดชาก็ว่าได้ เธอไม่ได้มาที่นี่บ่อยนักแต่ก็ได้ยินหนาหูว่าเสี่ยอ๋ามักจะพากลุ่มเพื่อนและผู้หญิงมาปาร์ตี้เป็นประจำ พักผ่อนคลายเครียดจากงานและฉากหน้าของครอบครัวแสนสุขสันต์ด้วยเหล้ายาและเซ็กซ์แบบหลุดโลก บ้านจะได้เปิดต้อนรับครอบครัววัชรเดชาเฉลี่ยไตรมาสละครั้งเท่านั้น

คฤหาสน์หลังใหญ่ที่สร้างและตกแต่งอย่างทันสมัยซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนร่มรื่นที่ปลูกต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งที่พบเห็นได้ทั่วไปและใกล้สูญสิ้นที่เจ้าสัวอิทธิจ้างนักวิทยาศาสตร์เพาะพันธุ์ออกมา

อาณาเขตทั้งหมดเกินสิบไร่แต่ก็มีการล้อมรั้วพร้อมกับจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยดูแลตลอดแนวอย่างเคร่งครัด ใครที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ มันถูกสร้างก่อนที่เธอจะเปลี่ยนนามสกุลมาเป็นคนของอิทธิพลหลายปี กระนั้นก็เพิ่งมาทำบุญขึ้นบ้านใหม่และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าบ้านทิพย์ภัสสร เมื่อตอนงานวันเกิดครบรอบอายุ 33 ของอิทธิพลหลังจากงานแต่งงานอลังการประมาณสองสัปดาห์

สจ.หนุ่มให้สัมภาษณ์กับนักข่าวท้องถิ่นอย่างโรแมนติกว่า ชื่อบ้านหลังนี้ตั้งชื่อตามนามของแม่และเมียที่รัก ที่จริง เขาควรจะพูดแยกเป็นสองประโยค ที่รักน่ะต่อท้ายมารดา ส่วนภรรยาต้องเติมคำว่าหุ่นเชิดลงไป

มันน่าอึดอัดจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกับการต้องปั้นหน้ายิ้มต่อหน้าทุกคน แสร้งทำเหมือนว่าภายในใจปกติมีความสุขเป็นที่สุด

เหมือนอย่างตอนนี้ แม้จะต้องการอยู่ในอ้อมแขนสามีที่เธออยากหย่าขาดมากเท่าไร ก็ทำให้แค่ดึงศีรษะตัวเองคืนมาให้ตั้งตรงอยู่บนบ่า เช็ดใบหน้าตัวเองให้แจ่มใสก่อนที่จะก้าวลงจากรถ แล้วก็พบกับกลุ่มชายแปลกหน้ายืนรอรับอยู่ที่ข้างรถยนต์หรู สามีของเธอตบไหล่คนพวกนั้นราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

“โชคกับลูกน้องครับ พวกเขาจะมาอยู่กับคุณยาหยีสักพัก”

ธรรมรัตน์ช่วยแนะนำให้เพราะเห็นว่าศศิร์ภัสสรยืนมอง ชายแปลกหน้าที่ดูเหมือนว่าฆ่าคนได้โดยไม่สะทกสะท้านค้อมศีรษะให้เล็กน้อยคล้ายทักทายหลังจากที่พูดคุยกับอิทธิพลเสร็จ

“แค่นี้คนติดตามยังเยอะไม่พอหรือคะ” ผู้หญิงคนเดียวที่ตกในวงล้อมของชายอกสามศอกร้องถาม “คุณอ๋าจะให้ลูกน้องมาคุมความประพฤติของยาหยีใช่ไหม”

เจ้าของชื่อส่ายหน้าเหมือนผู้ใหญ่ที่เหนื่อยระอาจนสุดจะทนกับพฤติกรรมเด็กดื้อ “เลอะเทอะ”

“เลอะเทอะ? แล้วคุณอ๋าจะให้ยาหยีตีความว่าอะไร ในเมื่อพอยาหยีขอหย่า คุณโชคก็โผล่มา”

ถึงจะไม่ใช่เสียงดัง แต่ศศิร์ภัสสรก็แสดงความไม่เกรงใจด้วยการป่าวประกาศต่อหน้าธารกำนัลซึ่งก็เป็นบรรดาเหล่าลูกน้องที่รักอิทธิพลยิ่งชีพว่าชีวิตครอบครัวของเจ้านายกำลังพังทลาย

ไม่ต้องรอให้ขับไล่ ผู้อยู่ใต้อาณัติของเสี่ยหนุ่มก็กระจัดกระจายหายวับอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงคนสองคนท่ามกลางความร้อนอบอ้าวของอากาศยามบ่ายที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ฝนพร้อมตกกระหน่ำได้ทุกเมื่อ

“ยาหยีไม่ใช่นักโทษ” ภรรยาตัวเล็กกว่าพูดขึ้นก่อน อธิบายว่าทำไมเธอจึงไม่ชอบโชคในประโยคเดียว

“เลยสัญญาว่าจะทำตัวดีๆ?” สามีกล้ามแขนล่ำเป็นลอนสวยยืนกอดอกจังก้าถามกลับ ใบหน้าเขาไม่บ่งบอกว่าอยู่ในอารมณ์ไหนแต่น้ำเสียงไม่ใช่อยากคุยชิตแชตแน่

“ถ้าคุณอ๋าไม่ยอมเซ็นใบหย่า ยาหยีจะให้ทนายยื่นฟ้อง”

“ข้อหาอะไร”

“คบชู้ นอกใจไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา”

อิทธิพลพยักหน้า “หลักฐานล่ะ”

คนโดนถามกัดฟันชั่งน้ำหนัก ว่าจะบอกของเด็ดที่ตัวเองถืออยู่ในมือดีไหม ไม่รู้ว่าจะยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า ด้วยปกติเมื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโรงพยาบาล อีเมลแอ็กเคานต์จะถูกลบออกโดยทันที “ยาหยีมีคลิปวิดิโอจากผับของคุณชุมชัย”

สีหน้ามั่นใจ หยิ่งยโสของอิทธิพลไม่ได้เผือดลงสักนิด “คลิปที่ว่านี่ เห็นผมกำลังอึ๊บคนอื่นอยู่เหรอ”

“ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”

คนฟังพยักหน้าน้อยๆ อีกครั้ง แล้วฉวยกระเป๋าถือของภรรยามาหาสมาร์ตโฟนของเจ้าตัวอย่างถือสิทธิ์ ศศิร์ภัสสรยิ้มอ่อนพูดเสียงเริงร่า “ยาหยีไม่ได้เก็บคลิปไว้ในมือถือหรือโน้ตบุ๊ก”

“ใครว่าผมหาคลิป” มือใหญ่เลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์จากรายการโทรในเครื่องแล้วกดโทรออก เปิดลำโพงเพื่อให้ได้ยินทั้งสองคน

“สวัสดีครับคุณยาหยี”

น้ำเสียงที่คุ้นเคย ทำให้เจ้าของโทรศัพท์เงยหน้ามองสามีอย่างแปลกใจ ซึ่งก็เห็นเขาพยักพเยิดให้เธอคุย

“สวัสดีค่ะคุณชนาธิป”

“ผมไปพบสามีคุณมาแล้วนะครับ กำลังคิดว่าจะโทรหาเพื่อบอกผลการเจรจาอยู่พอดี”

ศศิร์ภัสสรเหลือบมองเจ้าของมือที่ถือโทรศัพท์อีกครั้งแล้วกัดฟันพูดขณะที่จ้องตากับเขา “ไม่สำเร็จใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วย”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ถ้าหากยอมเซ็นง่ายๆ คงไม่ใช่เสี่ยอิทธิพล”

“ผมไม่คิดค่าใช้จ่ายนะครับ คุณยาหยีไม่ต้องโอนเงินมา”

“ยาหยีเปลี่ยนใจค่ะ ถ้าหากคุณอ๋าเขาอยากทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ยาหยีก็จะฟ้องหย่าฐานที่เขานอกใจ” คนพูดสบตาชายที่บังคับให้เธอคุยต่อหน้าอย่างท้าทาย ให้มันรู้ไปว่าเขาจะเงียบได้ตลอดการสนทนา

“เรื่องเสี่ยมีผู้หญิงอื่นนี่มีหลักฐานไหมครับ เป็นพยานวัตถุหรือพยานบุคคลก็ได้”

“ยาหยีมีค่ะ .....” เธอบรรยายเหตุการณ์จากคลิปเด็ดของชุมชัยให้กับชนาธิปได้ฟัง แต่สิ่งที่ศศิร์ภัสสรได้ยินกลับผิดคาด มันไม่ใช่เสียงแห่งความกระตือรือร้นแต่เป็นการถอนหายใจพรืดใหญ่

 “คุณยาหยีจะให้ผมประกาศสงครามกับสจ.ประจำจังหวัด ผู้มีอิทธิพลประจำภาค ด้วยคลิปเดินเข้าห้องจากกล้องวงจรปิดความยาวสามสิบวินาทีหรือครับ”

ใบหน้าของศศิร์ภัสสรเจื่อนลง ในขณะที่สีหน้าของอิทธิพลเต็มไปด้วยความพึงใจระหว่างที่ฟังชนาธิปบรรยายว่าหลักฐานที่มีนั้นอ่อนเพียงใด ทนายความค่าตัวหลักหมื่นต่อวันของอิทธิพลจะตีหลักฐานนั้นว่าเป็นความวิตกกังวลไปเองด้วยไม่มีใครเป็นพยานได้ว่า การที่แขนสองข้างของอิทธิพลอยู่บนบ่าผู้หญิงสองคนนั้นคือเขากำลังจะพาสาวๆ ไปเสพสุขหรือว่าเมาจนต้องให้พนักงานหญิงมาพยุงเข้าไปนั่งพักในห้องกันแน่

“ตำรวจจะลงบันทึกประจำวันไหม ผมยังไม่รู้เลยครับ และผมคิดว่าทนายของสามีคุณจะพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อว่าคลิปที่เห็นนั้นตีความหมายได้อย่างหลัง”

“ไม่มีทางชนะเลยเหรอคะ” เพราะอยู่ต่อหน้าน้ำเสียงของศศิร์ภัสสรจึงไม่ได้แสดงออกถึงความสิ้นหวังเสียทีเดียว

“ถ้าเราสามารถให้ผู้หญิงทั้งสามคนขึ้นให้การได้ว่าเสี่ยอ๋ามีความสัมพันธ์ด้วย หรือมีพยานบุคคลอื่นก็ได้ที่รู้ว่าเสี่ยจ่ายเงินเลี้ยงดูเพื่อแลกกับบริการทางเพศ หลักฐานการโอนเงิน อะไรบางอย่างที่หนักแน่นกว่าคลิปเดินกอดคอเข้าห้อง”

คำอธิบายของชนาธิปทำให้ศศิร์ภัสสรนึกถึงชุมชัย สามีของป้าเป็นพยานบุคคลชั้นยอดแต่ชุมชัยไม่มีทางขึ้นให้การปรักปรำแน่ เพราะอิทธิพลเป็นคนเดียวที่ขวางกลางระหว่างผับโสมมนั่นกับตำรวจ

“ที่ผมยกตัวอย่างไป พอจะหาได้ไหมครับ ผมจะได้รีบเตรียมตัวเพื่อยื่นฟ้องตามขั้นตอน” ถามเมื่อเห็นว่าเงียบไปนาน ชนาธิปเลยถาม

“ยาหยียังนึกไม่ออกเลยค่ะ”

เมื่อคิดว่าสาระแห่งการสนทนาควรจะจบลง อิทธิพลก็กดตัดสาย ปิดเครื่องมือสื่อสารแล้วเดินเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ของผู้ชนะซึ่งศศิร์ภัสสรเกลียดแสนเกลียด จากที่คิดว่าเขาจะสลด กลายเป็นว่าเธอหดหู่เอง

“ไปไหนครับ” คำถามของโชคมาพร้อมๆ กับมือที่ยื่นออกมาสกัดกั้นไม่ให้ศศิร์ภัสสรเดินไปตามทางที่ตั้งใจ

“ยาหยียังไม่อยากเข้าบ้าน ขอเดินดูต้นไม้รอบๆ ก่อน” เพราะอยากเคลียร์สมองให้โล่ง ให้ต้นไม้และธรรมชาติช่วยปลอบประโลมหัวใจที่สิ้นหวัง รวมกับไม่อยากเข้าไปเผชิญหน้าสามีเป็นทุน ศศิร์ภัสสรเลยคิดจะเดินตัดสนามหญ้าไปนั่งเล่นที่ศาลากลางสวนดอกไม้

“เชิญครับ” เขาปิดทางเดินเข้าสู่สวนอย่างไม่เกรงใจ และผายมือไปยังประตูบานใหญ่หน้าบ้าน ลูกน้องของสามีไม่ได้เชื้อเชิญให้เธอไปสงบสติอารมณ์ หากแต่เชิญเข้าบ้านอย่างไม่ยอมผ่อนปรน

“ท่าทางคุณเองก็ไม่ได้อยากมาอยู่กับยาหยีเท่าไร ทำไมไม่ปฏิเสธงานคุณอ๋าล่ะคะ”

โชคไม่ตอบ ดูท่าทางว่าเขาไม่ใช่พวกเจ๊าะแจ๊ะเหมือนธรรมรัตน์ อาจจะเข้าถึงยากแต่ขนาดคนหน้าตายไร้อารมณ์พอๆ กับเจ้านายอย่างเสกข์ เธอยังผูกมิตรด้วยได้หลังจากใช้เวลาหลายเดือน ลูกน้องคนใหม่ที่เพิ่งเจอหน้าก็คิดว่าไม่น่ายากเช่นกัน

“ผมไม่ได้เป็นลูกน้องของคุณ ผมฟังแต่คำสั่งของเสี่ย ถ้าท่านสั่งให้คุณเข้าบ้าน คุณก็ต้องเข้า”

ศศิร์ภัสสรหน้าเจื่อน เปลี่ยนความคิดว่าการผูกมิตรกับผู้ชายคนนี้เป็นเรื่องง่ายไปในทันที มองพิจารณาคนตรงหน้าเพื่อหาวิธีรับมือ สิ่งหนึ่งที่เธอเก่งเพราะได้ครูดีอย่างอิทธิพลนั่นก็คือการต่อรอง

“ถ้ายาหยีไม่เข้า คุณจะฆ่าทิ้งหรือไง”

โชคตอบโดยไม่หยุดคิด “เสี่ยสั่งให้พาตัวคุณเข้าบ้าน แต่ไม่ได้บอกว่าต้องยังมีลมหายใจหรือไม่”

คนฟังกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ โชคไม่ใช่เด็กหนุ่มหน้าใส ดูอายุมากกว่าสามีของเธอด้วยซ้ำและท่าทางเขากล้าฆ่าผู้หญิงมือเปล่าแบบไร้ความละอาย

“ถ้าผมฆ่าคุณ ก็ช่วยเสี่ยประหยัดเงินค่าหย่าขาดไปได้เยอะ”

ที่ศศิร์ภัสสรเกลียดที่สุดก็คือพวกที่คิดว่าเธอแต่งงานกับอิทธิพลเพื่อเงิน และเกลียดพวกที่บูชาสามีเธอเป็นพระเจ้าทั้งที่เขาไม่ใช่

“ยาหยีไม่ได้เรียกร้องอะไรแม้แต่บาทเดียวจากการหย่า รู้ไว้ซะ” 

ทั้งสามี ทั้งลูกน้องหน้าใหม่กวนอารมณ์ของเธอจนขุ่นมัวจนหมดอาลัยตายอยาก พูดจบศศิร์ภัสสรก็สะบัดหน้าพรืดเข้าบ้าน โชคไม่เดินตามและหลบเร้นไปอย่างว่องไว

อิทธิพลไม่ได้ไปไหนไกลตา เขากำลังนั่งจิบเครื่องดื่มโปรดราคาแพงลิบอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น จ้องมองเธอมาจากตรงนั้นระหว่างที่เธอยืนอยู่ตรงโถงกลางคฤหาสน์

ศศิร์ภัสสรไม่รู้จะวางตัวเองไว้ส่วนไหน เลยคิดว่าการหลบไปขัดผิวเอาร่องรอยสัมผัสของสามีเมื่อคืนออกไปตามด้วยแช่น้ำอุ่นน่าจะเป็นการดี คิดได้ก็หมุนตัวหนีห่างไม่เดินไปหาตามที่เขากวักมือให้เข้าไปหา ไม่สนใจเสียงเรียกที่ไล่ตามหลังมา

เปิดประตูห้องส่วนตัวที่ใช้ร่วมกับสามีได้ น้ำตาร้อนๆ ก็รินไหลอีกคราวเมื่อเห็นสภาพภายใน เมื่อคืนสามีของเธอกลับบ้านดึกมาก ถามจากธรรมรัตน์เมื่อเช้า ก็ได้คำตอบว่าเขามีธุระสำคัญที่บ้านทิพย์ภัสสร

จากที่จะได้แช่น้ำอุ่นอย่างที่ตั้งใจกลายเป็นว่าศศิร์ภัสสรต้องมาถลกผ้าปูที่นอนที่ยับย่น เก็บฟอยล์ห่อหุ้มถุงยางอนามัยบนเตียงกับกล่องบุบบี้ของมันที่ตกอยู่ข้างๆ ออกไปกองทิ้งไว้หน้าห้อง ปาร์ตี้เซ็กซ์เนี่ยนะคือธุระสำคัญของอิทธิพล

“สารเลว”

ถ้าหากว่าไม่ได้ถูกอิทธิพลยึดโทรศัพท์ไว้ สาบานเลยว่าจะถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียประจานเขาให้ได้อับอาย หลักฐานทนโท่คาตายิ่งย้ำชัดว่าเขาเต็มอิ่มกับผู้หญิงนอกบ้านขนาดไหน แล้วเมื่อคืนเธอยังหน้าไม่อายเอาอกเอาใจสามีอย่างเผ็ดร้อนตอนดึกอีก เธอมันผู้หญิงหน้าโง่ศศิร์ภัสสร!

ข้อดีของการเป็นภรรยาคนมีเงิน ก็คือไม่จำเป็นต้องจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเองเพื่อเตรียมตัวเดินทาง ด้วยมีเสื้อผ้าเหลือเฟือรอในบ้านพักแต่ละแห่ง หรือไม่ก็มีพี่เลี้ยงหรือที่คนสมัยก่อนเรียกว่าต้นห้องดูแลให้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีเสื้อผ้าพร้อมรออยู่แล้ว หรือหากอยากได้ชุดไหนเพิ่มเป็นพิเศษก็แค่ชี้นิ้วสั่ง

แต่นี่มันแปลกไปเพราะเมื่อเลื่อนประตูเสื้อผ้าออก กลับไม่พบอะไรที่คุ้นเคย ไม่มีสิ่งของหรืออาภรณ์ของเธอ แต่มีเสื้อผ้าผู้ชายไซส์ใกล้เคียงกับสามีแต่สไตล์ไม่น่าใช่ เมียที่เริ่มน้ำตานองหน้าอีกรอบยักไหล่อยากกร่นด่าตัวเองซ้ำๆ ที่สมองไปจำและคิดเรื่องเอกลักษณ์ของอิทธิพล แต่นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสามีคงโทรสั่งให้คนขนของว่าที่อดีตภรรยาอย่างเธอไปทิ้งไกลหูไกลตาตั้งแต่เธอส่งชนาธิปไปดำเนินเรื่องหย่า

ศศิร์ภัสสรเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ขัดเนื้อขัดตัวไม่ใช่เพื่อความสวยความงามแต่เพื่อความสะอาด หยิบแปรงสีฟันสำรองอันใหม่ออกจากตู้ใต้อ่างล้างหน้า หลักฐานทางเพศบนเตียงทำให้ศศิร์ภัสสรไม่แน่ใจ เรื่องที่อิทธิพลเคยรับปากว่าจะไม่ให้ใครมายุ่มย่ามกับของส่วนตัวยังเป็นจริงอยู่ไหม ความไว้ใจที่ไม่ได้เกิดง่ายในวันเดียวจึงหมดไป ในเมื่อเสื้อผ้าไม่มีเธอก็จะใส่ของเก่าไปก่อน อิทธิพลทนความเฉยชาได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องขึ้นมาจัดการกับเธอ ค่อยถามหากระเป๋าเสื้อผ้าตอนนั้นก็ไม่สาย

คนขี้ระแวงหยิบผ้าปูที่นอนชุดใหม่ออกมาจากตู้ มองเตียงนอนกว้างสลับกับเดย์เบดริมหน้าต่างแล้วชั่งใจ ที่นอนนั่นไม่ใช่ของเธออีกต่อไป สามีก็เช่นกัน ศศิร์ภัสสรเลยพับผ้าปูเป็นสองทบแล้ววางปูบนเดย์เบดล้มตัวนอนลงไปขดตัวเข้าหากันกอดตัวเองไว้ ถึงไม่อยากร้องไห้แต่น้ำตาก็ไหลออกมาเอง

นับว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต ข้อมูลประกอบการตัดสินใจอาจน้อยไป อารมณ์อ่อนไหว ทำให้ศศิร์ภัสสรต้องตกอยู่ในสภาพเจ้าสาวจำยอม ควรโทษฟ้าดิน ผลกรรมหรือการกระทำของตัวเองดี ไม่มีใครตอบได้ การตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่งโดยที่ไม่อาจได้ความรู้สึกแบบเดียวกันตอบกลับมาเป็นอะไรที่ทุกข์ทรมาน

เธอไม่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับเขาด้วยซ้ำ มันเหมือนความฝัน เธอยังจำวันที่รู้ตัวว่าต้องแต่งงานกับเขาได้ดี เพียงแค่แวบเดียวที่ได้สบแววตาเฉยชา ไร้อารมณ์ของคนดังประจำจังหวัดก็เหมือนว่าหัวใจล่องลอยไปตกอยู่ในกำมือของเขา มันเป็นความรักที่อิทธิพลไม่เคยต้องการ

อย่ารักผม ถ้าคุณไม่อยากเจ็บปวด ถึงเราจะแต่งงานกัน เป็นของกันและกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้โปรดจำไว้ว่าหัวใจผมไม่มีวันเป็นของคุณ”

คำประกาศของอิทธิพลในคืนเข้าหอยังดังก้องในความทรงจำ ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยคิดมักใหญ่ใฝ่สูงอยากได้ความรักของเขามาครอบครอง พยายามไม่ล้ำเส้น รับเท่าที่เขาให้ เคยคิดว่าทำใจได้ การได้อยู่ใกล้กับคนที่รักมันก็ดีกว่าไม่ได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาเลย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นผู้ใหญ่ในตัวที่เติบโตขึ้นทำให้ศศิร์ภัสสรตระหนักได้ว่า การไม่เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งในชีวิตของอิทธิพลน่าจะทำให้ตัวเองเป็นสุขมากกว่า

นับตั้งแต่แต่งงานมา ไม่มีวันไหนที่ศศิร์ภัสสรไม่ร้องไห้ ไม่มีวันไหนที่จะไม่เจ็บปวดเพราะหึงหวง สามีตามพฤตินัยและนิตินัยยังทำตัวเหมือนคนโสด ขึ้นเตียงกับเธอในฐานะสามีทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นคนใจบุญไม่ปิดโอกาสแก่สาวสวยที่อยากได้เซ็กซ์จากเขา ในฐานะคุณนายของวัชรเดชา สิ่งที่ศศิร์ภัสสรทำได้เพียงอย่างเดียวคือรอยยิ้ม อิทธิพลไม่เคยเกรงใจเวลาที่เธอโวยวาย ตรงกันข้าม เขาจะยิ่งทำงานหนักหรือกลับบ้านดึกขึ้น

ถ้าหากรู้ว่าพันธะสมรสไม่อาจสมรักและไม่อาจควบคุมหัวใจ จนตกหลุมรักสามีจนถอนตัวเองไม่ขึ้นเจ็บปวดร้อนรนเหมือนตกนรกในใจเช่นนี้ เธอยังจะตกลงเซ็นสัญญาฆ่าตัวเองด้วยการแต่งงานกับอิทธิพลตามที่แม่สื่อชักพาเพื่อหนีปัญหาชีวิตเฮงซวยเมื่อสองปีก่อนไหม

บางทีมันคงเป็นเวลาที่ดี ที่เธอควรไป ไปเริ่มต้นใหม่ เป็นการดีสำหรับทุกฝ่าย ดีกับใจของตัวเอง ดีกับการใช้ชีวิตนักล่าของอิทธิพล

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น