พันธะ - PASSION INTO THE DARK Series

ตอนที่ 2 : ลาออกให้เมีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 407
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 มิ.ย. 60

“ไปโรงพยาบาลเลยไหมครับ”

เสกข์เลียบๆ เคียงๆ ถาม ขณะเดินตามติดหลังเจ้านายที่ออกจากห้องทำงานไปยังลิฟต์โดยสาร

“กลับบ้าน” หนึ่งในสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่อายุน้อยที่สุดตอบสั้นๆ

เมื่อทั้งคู่ลงสู่ชั้นล่าง เสกข์ก็ดีดนิ้วส่งสัญญาณให้ธรรมรัตน์ที่นำพาหนะมาจอดรอหน้าอาคารเปิดประตูรอ อิทธิพลก้าวเท้าขึ้นรถยนต์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อยกสูงของตัวเองทางด้านหลัง ส่วนลูกน้องคู่ใจโหนตัวขึ้นด้านหน้าข้างสารถี ใบหน้านิ่งๆ ของเจ้านายทำให้ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นในรถอีกเลยหลังจากที่เสกข์แจ้งเส้นทางที่อิทธิพลต้องการให้กับธรรมรัตน์ได้รับทราบ

“เสี่ยครับ” เสกข์เอี้ยวตัวกลับมา ยื่นของบางอย่างให้เห็นกุญแจรีโมตรถยนต์

“รถใคร”

“ของคุณยาหยี เธอฝากผ่านทนายมาคืน มันยื่นให้ผมตอนที่ผมเดินไปส่งที่รถ”

ธรรมรัตน์เกือบหลุดขำกับคำสุภาพที่เพื่อนเลือกใช้ แทบจะลากคอกันไปสิไม่ว่า

“ให้ใครไปขับกลับบ้านด้วย” อิทธิพลสั่งสั้นๆ กัดกรามกรอดๆ เขาอยากจะบีบคอขาวผ่องนั่นให้ช้ำ

รถเคลื่อนตัวออกจากนิ่มนวล เพราะอยู่กับอิทธิพลมานาน สารถีอย่างธรรมรัตน์จึงรู้ว่าควรจะเหยียบคันเร่งให้ลึกเท่าที่มีสติสั่งการให้มือบังคับทิศทางได้

คนขับรถประจำตัวลอบมองหน้าเจ้านายทางกระจกมองหลัง แม้หน้าจะเรียบเฉยแต่นัยน์ตากร้าว นั่นแสดงว่าอิทธิพลกำลังโกรธจัด แน่นอนว่าเป็นสถานการณ์ที่โคตรไม่ดีมากๆ ไม่อยากเดาว่าใครเป็นต้นเหตุ เพราะดูแล้ว งานนี้น่าจะจบไม่สวย

จากสำนักงานถึงบ้านวัชรเดชาใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่อิทธิพลจะลงจากรถโดยไม่รอให้เสกข์เปิดประตูให้เหมือนทุกคราว เขาก็สั่งงานทั้งสองอย่างกระชับแต่ได้ใจความ

“ไม่ต้องดับเครื่อง และกูต้องการให้เด็กทุกคนในบ้านพร้อมจะไปโรงพยาบาล ตอนที่กูกลับลงมา”

คำสั่งไม่ได้เจาะจงว่าให้ใครทำหน้าที่ไหนแต่ธรรมรัตน์กับเสกข์ก็รู้หน้าที่ของตน เสกข์จัดการเรื่องเด็กในบ้านหรือพวกลูกน้องที่ทำงานให้กับเสี่ย ส่วนธรรมรัตน์ดูแลเรื่องยานพาหนะสำหรับทุกคนที่นายต้องการ เพราะเจ้าสัวอิทธิเป็นพวกชอบความเงียบ ดังนั้นการถ่ายทอดคำสั่งจึงไม่ใช่การตะโกนโหวกเหวก เด็กในบ้านวัชรเดชาไม่ใช่พวกนักเลงชั้นเลว ทุกคนได้รับการศึกษา แล้วแต่ว่าใครจะมีปัญญาเรียนได้สูงแค่ไหน โดยตระกูลวัชรเดชาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ เมื่อสำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่จะกลับมาทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม ตามแต่เจ้าสัวอิทธิกับเสี่ยอิทธิพลบัญชา

ลูกชายคนเดียวของบ้านเดินขึ้นบันไดเร็วๆ ค้อมศีรษะทักทายมารดาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงระเบียงรับลมเล็กน้อย เสียมารยาทด้วยการทำเป็นไม่เห็นว่าคนเป็นแม่โบกมือเรียกให้เข้าไปหา จุดหมายของเขาคือห้องนอน

เปิดประตูเข้าไปได้ อิทธิพลเดินมองหาความผิดปกติ แม้จะเพียงเล็กน้อยเขาก็เห็น เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของศศิร์ภัสสรหายไปบางส่วน แค่บางส่วนเท่านั้นแต่เขาก็ไม่ได้โง่จนมองไม่ออกว่าภรรยาไม่กลับมานอนที่บ้านในคืนนี้ และหลังจากที่พบหน้าทนายเมื่อกลางวันก็กล้าพูดภาษาบ้านๆ เลยว่าเธอพร้อมสำหรับการหนี

“อยากหนี.. ดี ผมจะให้ในสิ่งตรงกันข้าม” อิทธิพลเท้าเอวพึมพำ ปรายตาดุมองรูปคู่ตอนไปฮันนีมูนบนหัวเตียงที่คนอยากลาออกจากตำแหน่งเมียมาวางเอาไว้

เมื่อเช้าเขาออกจากบ้านไปก่อนพราะมีประชุมที่บริษัทของครอบครัว คล้อยหลังเขาแล้ว เธอคงลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปใส่รถแล้วขับไปทำงาน ศศิร์ภัสสรมีความรับผิดชอบมากพอ เธอจะไม่ทิ้งหน้าที่การงานไปดื้อๆ โดยเฉพาะเมื่อไม่เรียกร้องเงินทองสำหรับการหย่าขาด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลซึ่งเป็นคนของเขาก็ยังไม่ได้รายงานเรื่องการลาออกหรือโอนย้ายของภรรยาให้เขาทราบ ดังนั้น เวลานี้ศศิร์ภัสสรยังปฏิบัติหน้าที่ของเธออยู่ที่โรงพยาบาล เขามั่นใจ

คนหัวเสียปิดประตูห้องอย่างไม่ออมแรง นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ นิสัยเสียของอิทธิพล ... ทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์

“อ๋า คุยกับแม่ก่อน” ทิพย์พธูร้องเรียกลูกชายที่กำลังเดินผ่านเธอ ตรงดิ่งไปยังบันไดเพื่อลงสู่ชั้นล่าง

“ผมรีบครับ”

“เรื่องยาหยี”

ชื่อนั้นทำให้สองเท้าของอิทธิพลหยุดชะงัก ลูกชายจอมดื้อหันหลังกลับเพื่อไปนั่งคุยกับมารดาตามที่ท่านต้องการ

“ทานเยอะๆ สิ” เมลิตาทักเพื่อนสาวที่เอาแต่เขี่ยมื้อเที่ยงในจานไปมาคล้ายคนใจลอย

ปกติศศิร์ภัสสรเจริญอาหารในทุกมื้อ มีของหวานตามด้วยผลไม้ทานสลับกับของคาวตลอด แต่วันนี้ข้าวผัดไข่ใส่แครอทหั่นเป็นลูกเต๋าที่ศศิร์ภัสสรเคยโปรดปรานกลับไม่พร่อง ปลากริมในถ้วยไม่ถูกตักชิม แตงโมกับสับปะรดฉ่ำๆ ในจานยังมีจำนวนชิ้นเท่าเดิมเหมือนตอนที่ออกจากร้านค้า

“ไม่ค่อยหิว”

“เดี๋ยวนะ ยาหยีเป็นคนเดินไปชวนพีซมาทานข้าวเที่ยง ตอนสิบเอ็ดโมง”

“ใช่ ยาหยีชวน”

“ทำไมถึงชวนล่ะ” เมลิตารอฟัง ว่าเหตุผลของเพื่อนจะยังเหมือนเดิมไหม

“ก็หิว”

“อือ แล้วอาหารตรงหน้าไม่ยุบไปเลยนี่คืออะไร”

“ตอนนั้นหิว ตอนนี้ไม่หิวแล้ว”

เพราะลงมาทานมื้อเที่ยงก่อนพักตามเวลาปกติเป็นชั่วโมง ทำให้ห้องอาหารสำหรับพนักงานของโรงพยาบาลบริการสองสาวได้เร็ว ไม่ถึงสิบนาทีก็ได้ทาน นี่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง น้ำย่อยคนเรามันหายไปเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ

“มีอะไรไม่สบายใจ เกี่ยวกับเรื่องที่ขอไปนอนค้างกับพีซจนกว่าจะย้ายเข้ากรุงเทพหรือเปล่า”

“เกี่ยวนิดหน่อย” ศศิร์ภัสสรฝืนยิ้มให้เพื่อน อันที่จริงเธอน่าจะยิ้มสดใสด้วยความสบายใจสิ ควรจะไชโยโห่ร้องอย่างที่สุดเสียด้วย

“เล่ามาเดี๋ยวนี้” ท่าทางของเพื่อนรักเหมือนคนอกหัก ซึ่งควรจะเป็นเธอมากกว่าที่แสดงอาการนี้ แม้ศศิร์ภัสสรจะตั้งใจแยกทางกับสามี แต่นั่นก็เป็นอะไรที่เพื่อนได้เลือกเอง แต่เธอสิโดนผู้ชายป้อนคำหวานแล้วทิ้ง ไม่มีคำลา หายหน้าไปเสียเฉยๆ มันน่าเสียน้ำตากว่ากันไหม

“วันนี้ทนายของยาหยี ไปคุยกับคุณอ๋าเรื่องหย่า”

“โอ๊ะ หอพักของพีซจะถูกวางระเบิดไหมนี่” น้ำเสียงของเมลิตาวิตกพอๆ กับที่แววตาฉายแววแห่งความกังวล

เมื่อเช้าศศิร์ภัสสรไปหาเธอที่ห้องทำงานพร้อมกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากใบโต อ้อนวอนว่าขอไปค้างกับเธอสักระยะโดยไม่บอกรายละเอียด ไม่อธิบาย คนโดนขอร้องก็ได้แต่รอให้เพื่อนสบายใจแล้วเล่าให้ฟัง มาถึงบางอ้อก็ตอนนี้

คนอย่าง สจ.อิทธิพลขึ้นชื่อเรื่องความเลือดร้อน เจ้าบงการ ชอบควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามบทบาทที่ตัวเองกำหนดขึ้น ใครๆ ก็รู้ ถ้าต่อรอง เจรจาไม่ได้ สามีของศศิร์ภัสสรมักจะทำลายอะไรก็ตามที่เข้ามาขวางให้ราบเป็นหน้ากลอง

“ไม่หรอก ยาหยีคิดว่าคุณอ๋าก็คงแค่เซ็นใบหย่า หรือร้ายแรงหน่อยก็โทรมาด่ายาหยีก่อนเซ็น”

แม้จะเถียงกับศศิร์ภัสสรมาเป็นล้านครั้งแต่เมลิตาก็ยังยืนยันสันนิษฐานเดิมของตัวเอง

“พีซว่าเสี่ยต้องมาลากยาหยีกลับบ้าน สามีเธอไม่น่าจะเซ็นชื่อลงไปง่ายๆ หรอก”

“เซ็นสิ ยาหยีไม่เรียกร้องอะไรเลย ไม่รับสินสมรส อะไรที่โอนมาเป็นชื่อของยาหยี ยาหยีก็ยินดีและพร้อมจะโอนคืนด้วย”

“เธอพูดเหมือนไม่รู้จักนิสัยสามีตัวเอง” คนเป็นเพื่อนถอนหายใจ คนทั้งจังหวัดคงเดาได้ว่าพันธะสมรสนี่แน่นหนาเกินกว่าจะจบลงอย่างง่ายๆ อย่างที่ศศิร์ภัสสรคิด

“ป่านนี้คงเป็นอดีตไปแล้ว”

น้ำตาที่ไม่น่าจะมีเริ่มรื้นคลอ ไม่ว่าอิทธิพลจะนิสัยแย่แค่ไหน ทำร้ายความรู้สึกเธออย่างไรแต่เขาคือผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี ร่วมเรียงเคียงหมอนกันมากว่าสองปี ความผูกพันที่ศศิร์ภัสสรไม่ปรารถนาจะมีเริ่มก่อให้เกิดความห่วงหาอาวรณ์

“เราจะรอดู” เถียงไปก็ไม่ชนะ เมลิตาเลยตัดไปถามเรื่องที่อยากรู้ส่วนอื่น “มันเกิดอะไรขึ้นล่ะยาหยี”

“ยาหยีทนไม่ไหวแล้วพีซ” น้ำเสียงสั่นไหวชวนให้คนฟังสะเทือนใจ

เมลิตาเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปจับมือของเพื่อนเอาไว้ “ถ้าไม่อยากพูดถึง ไม่ต้องเล่าก็ได้ ไว้สบายใจแล้วค่อยเม้าท์มอยกันเนอะ”

แผลในใจเพื่อนรักคงยังไม่หายดี ศศิร์ภัสสรไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่แสดงออกหรือบอกใครๆ เพื่อนของเมลิตาคนนี้จัดอยู่ในกลุ่มอ่อนไหวง่าย แถมตอนนี้ก็คงมอบกายถวายหัวใจทั้งดวงไปให้สามีจนหมด ความผูกพันทางใจเป็นอะไรที่ตัดลำบากเธอก็รู้ดีเชียวล่ะ

แผนการขอหย่าขาดจากสามีเงียบๆ ของศศิร์ภัสสรนั้นเมลิตารับรู้ทุกขั้นตอน เพื่อนซี้กลายเป็นศิราณีให้กันและกัน ทว่าที่เคยแพลนกันไว้ ฤกษ์งามยามดีที่จะตัดขาดกันจริงจังด้วยกระบวนการตามกฎหมายนั้นเป็นเดือนหน้า ด้วยศศิร์ภัสสรกำลังดำเนินเรื่องขอย้ายตัวเองไปประจำโรงพยาบาลที่สาขาในกรุงเทพ

ขณะนี้เรื่องผ่านการอนุมัติจากผู้จัดการฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย คำนวณเวลาคร่าวๆ ว่าจากฝ่ายบุคคลไปถึงผู้อำนวยการก็น่าจะใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ ย้ายสถานที่ทำงานจริงก็คงเป็นกลางเดือนหน้า และหนังสือคำร้องขอหย่าจะถูกส่งถึงมือเสี่ยอ๋าในทันทีที่อพยพเข้ากรุงเทพ

ศศิร์ภัสสรเลือกจะหายไปแบบหลบหน้า เพราะไม่อยากให้สามีระแคะระคายจนกลายเป็นถูกขัดขวาง เมลิตาเลยคิดว่ามันต้องมีตัวกระตุ้นบางอย่างที่ทำให้เพื่อนใจร้อนฉีกแผนการเดิมทิ้ง

“พีซเห็นว่ามันก่อนแผนไงก็เลยถาม ถ้าเล่าแล้วเจ็บก็อย่าพูดถึงมันอีกเลย” พอเห็นเพื่อนน้ำตาร่วง เมลิตาก็หดหู่ไม่สบายใจ มือที่ถูกศศิร์ภัสสรจับไว้แน่นนั้นเริ่มเจ็บ นั่นคงเป็นการระบายความเครียดที่เพื่อนต้องแบกรับเอาไว้

“ยาหยีอยากเล่า” คนพูดถอนสะอื้น “แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”

เมลิตายื่นกระดาษทิชชูให้เพื่อน ปล่อยให้เธอร้องไห้จนพอใจแล้วค่อยถาม “เกี่ยวกับเรื่องที่ญาติมาหายาหยีเมื่อต้นเดือนหรือเปล่า”

คนที่ถูกถามได้แต่พยักหน้ารัวๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรู คนถามขยับมานั่งฝั่งเดียวกันเพื่อช่วยลูบหลังและยื่นไหล่ให้เพื่อนอิงซบ เธอจำได้ว่าได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลประกาศเรียกเพื่อนให้ไปพบญาติที่โถงรับรองกลาง แต่ตอนนั้นติดงานรวมกับศศิร์ภัสสรไม่ได้เอ่ยถึงเลยไม่ได้ติดใจ ไม่ได้ไถ่ถามตอนทานข้าวด้วยกันตอนเที่ยงด้วยซ้ำว่าญาติคนไหนมาหา

ไงหลานรัก

คุณมาทำอะไรคะ

มาโรงพยาบาล ก็ต้องมาหาหมอสิ มีตรวจร่างกายประจำปีชุมชัยอธิบายทั้งที่คนถามไม่ได้อยากรู้ เขารู้ว่าหลานของเมียแค่ถามไปตามมารยาท

ก็ควรจะพบหมอ ฉันไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ทราบว่าให้คนประกาศเรียกทำไม แม้สีหน้าของศศิร์ภัสสรจะราบเรียบแต่น้ำเสียงกลับแสดงถึงความไม่ยินดียินร้ายติดจะเบื่อหน่ายตามประสาคนไม่อยากเห็นหน้า

ลุงก็อยากรู้ความเป็นอยู่ของหลานบ้าง ตั้งแต่แต่งงานแต่งการไปเราก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน

ตอนนี้ก็เห็นแล้ว ฉันกลับไปทำงานล่ะค่ะเพราะเรื่องราวแต่หนหลังกับการกระทำอันน่ารังเกียจ ทำให้ศศิร์ภัสสรไม่อยากมารยาทดีกับผู้ชายคนนี้

เดี๋ยวสิชุมชัยเรียกเอาไว้ตอนที่หลานสาวของภรรยาหมุนตัวกลับ ซึ่งเจ้าหล่อนก็หันมารอฟัง

พักนี้เสี่ยอ๋าไปที่ผับบ่อยมาก

แม้เรียวปากจะเผยอรอยยิ้มอ่อนๆ แต่มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าภายในเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด ก็ดีแล้วนี่คะ อุดหนุนกิจการให้รุ่งเรือง

ไม่หวงผัวตัวเองเลยหรือไง

มันเป็นสิทธิ์ของคุณอ๋าที่ยาหยีเข้าไปยุ่งไม่ได้ คุณเองก็ทราบว่าการแต่งงานของฉันกับสามีเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทำไมคะ เกิดห่วงชีวิตสมรสของหลานนอกไส้ขึ้นมาหรือไงเป็นครั้งแรกที่ศศิร์ภัสสรพูดยาวๆ แม้จะด้วยอารมณ์ประชดประชันแต่กระนั้นก็ทำให้เจ้าตัวสะใจที่ได้ระเบิดความไม่พอใจออกมา

คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวคลานผ่านเรื่องเลวทรามมานับไม่ถ้วนไม่ได้ตอบด้วยคำพูด หากแต่หยิบสมาร์ตโฟนจอใหญ่รุ่นใหม่ของตัวเองมาเปิดแล้วยื่นให้ดู

ถ้าเรื่องบนเตียงของแกไม่ได้เรื่อง ก็คงเพราะเสี่ยอ๋าวิตถารเข้าขั้น ถึงได้เรียกเด็กเข้าห้องส่วนตัวพร้อมกันทั้งขโยง

ภาพเคลื่อนไหวที่ศศิร์ภัสสรเห็น เป็นภาพที่บันทึกจากกล้องวงจรปิด ชุมชัยอาจพูดเกิดจริงเรื่องสาวๆ ทั้งขโยง มันก็แค่ผู้หญิงในอ้อมแขนของเขาข้างละคน ส่วนอีกคนเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าเย้ายวนแค่นั้น ทั้งหมดหายเข้าไปในไพรเวตรูมหรือห้องส่วนตัวที่ทางผับมีไว้บริการ เดาออกได้เลยว่าพวกเขาหายเข้าไปทำอะไรกัน

ชุมชัยแจ้งทางราชการเวลาถูกสุ่มตรวจว่าห้องส่วนตัวนี้เหมือนห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว ซึ่งไว้ให้บริกาในกรณีที่แขกต้องการความเป็นส่วนตัวสำหรับจัดเลี้ยงหลังประชุม หรือทานข้าวพร้อมคุยธุรกิจที่ไม่อยากให้ความลับรั่วไหล ทว่าใครๆ ก็มองออกว่านอกจากวัตถุประสงค์ที่ชุมชัยแจ้งมา ห้องพวกนั้นมีไว้ให้เสี่ยกระเป๋าหนักใช้เป็นโรงแรมชั่วคราวเพื่อเรียกเด็กสาวๆ มาให้บำรุงบำเรอความสุขทางเพศ

ภายในห้องนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด พนักงานไม่เข้าไปเสนอหน้าหากว่าแขกในห้องไม่ได้เรียกใช้บริการ

มันผิดกฎหมาย ใช่ แต่ไม่เคยมีใครหน้าไหนจับกุมชุมชัยได้ เนื่องจากไร้พยานและหลักฐานแถมตอนนี้ยังมีหลานเขยหนุนหลังด้วย เลยกลายเป็นผับเดียวในเมืองที่ตำรวจไม่เข้าตรวจค้นประจำเดือน

เคยมีการร้องเรียนเรื่องการค้าประเวณีภายในผับของชุมชัย หากแต่เจ้าของก็ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นการกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในไพรเวตรูมได้อย่างแนบเนียน ชุมชัยแจ้งข้อมูลในข้อกล่าวหานั้นว่าหากมีการค้าขายทางเพศเกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นเรื่องตกลงอย่างพึงพอใจทั้งสองฝ่าย เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น แล้วเรื่องก็เงียบไปเมื่อคนร้องเรียนมาถอนข้อร้องเรียนแล้วหายไปอย่างลึกลับ

คนเดินนำหน้าน่ะอีเนย เป็นมือชงเหล้าตัวเด็ดของผับ อายุไม่เท่าไรแต่ลีลาดีแขกติดเยอะมาก ส่วนอีกสองคนเป็นแดนเซอร์

นี่คุณกลัวว่าคุณอ๋าจะเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องเป็นราว จนไม่มีตัวเด็ดเรียกแขกให้ผับสินะ

ศศิร์ภัสสรเริ่มมองวัตถุประสงค์ของคนไม่เคยหวังดีออก พลางหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาถือไว้เอง นิ้วเรียวเล็กกดเลือกคลิปร้อนฉ่านั้นส่งเข้าอีเมลแอ็กเคานต์ของเธอที่ออกโดยโรงพยาบาล ในเมื่อเธอเห็นหนทางแจ่มใสในการยุติพันธะคาราคาซังได้ ทำไมจะไม่ไขว่คว้าเอาไว้ล่ะ

ไม่ได้กลัว แต่ผัวแกรับเลี้ยงดูทั้งสามคนแล้ว จ่ายรายเดือนล่วงหน้าหนึ่งปี ไม่ให้พวกมันรับงานอื่น ไม่ต้องไปนั่งดื่มกับแขก แค่ชงเหล้า

ใบหน้าเนียนยิ่งเผือดสีจนแทบไร้เลือด รู้สึกว่าตัวร้อนผ่าว สั่นเทิ้มแต่ก็ต้องฝืนใจทำเหมือนว่ายังไหวคลิปนี้บันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อไร

สดๆ ร้อนๆ เมื่อคืน

แน่ใจหรือคะว่าเมื่อคืน

วันที่ก็มีอยู่บนคลิป ถามอะไรปัญญาอ่อน

ศศิร์ภัสสรพยายามไม่เก็บคำเสียดสีท้ายประโยคมาเป็นอารมณ์ มันก็ตรงกับที่เขากลับบ้านช้า น่าจะหลังเที่ยงคืนเห็นจะได้

ความต้องการทางเพศของอิทธิพลคงสูงชนเพดาน เพราะถึงเธอจะแกล้งหลับนอนนิ่ง สามีที่ใช้เวลาอาบน้ำไม่นานก็ปลุกเธอขึ้นมาสนองตัณหาความต้องการด้วยเสน่หาวาบหวาม ไม่ใช่แค่รอบเดียวเสียด้วย

บ้าจริง! เธอรู้สึกอยากฆ่าอิทธิพลให้ตายคามือที่กลับมาเกลือกกลั้วเนื้อตัวเธอ หลังจากที่เพิ่งเอาตัวเองไปเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคกับผู้หญิงหลายคนนอกบ้าน

คนมีอำนาจแบบเสี่ยอ๋า มีแต่ผู้หญิงจ้องจะถวายตัวให้ แกเป็นเมียแต่งก็จริง แต่อย่าเอาดีแค่งานบ้านงานเรือน ต้องเป็นกะหรี่บนเตียงสำหรับผัวด้วย หมาจะคาบไปแดกหากยังทำตัวเป็นคุณนายผู้ดี จืดชืดไม่ดึงดูดความสนใจชุมชัยพูดสอนตอนที่รับโทรศัพท์คืนจากมือศศิร์ภัสสร

หากเป็นเมื่อก่อนคงจะถือโอกาสลูบไล้จับไม้จับมือนุ่มนิ่ม แต่เมื่อเธอกลายเป็นคนในตระกูลที่มีเส้นสายและกิจการเกือบทุกจังหวัดในภาคนี้ เขาไม่กล้าแตะแม้แต่ปลายเส้นผม แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปี แต่เขายังขยาดกับสายตากับปลายรองเท้าของหลานเขยเลือดร้อน

อิทธิพลไม่ยอมแบ่งปันเมียแต่งกับใคร แถมไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมไม่นับญาติกับคนที่คิดลองดีไปแตะต้องของของตัวเอง

หมดธุระกันแล้ว ขอให้คุณโชคดีกับการตรวจสุขภาพประจำปีค่ะ

ทุกการเจรจาที่เกิดขึ้น ศศิร์ภัสสรนับว่าชุมชัยคือลูกค้าของโรงพยาบาล ไม่มีการเรียกลุงอย่างที่ควรเป็น เธอถือว่าเขาไม่ใช่คนในครอบครัวและจะไม่สร้างความสนิทสนมให้เข้าใจไปผิดๆ

“พวกเขาอาจจะแค่เข้าไปร้องคาราโอเกะก็ได้นะ” พอฟังจบเมลิตาก็ปลุกปลอบด้วยเอาการมองโลกในแง่ดีเข้าสู้ ซึ่งก็ทำให้ศศิร์ภัสสรพ่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

“คนอย่างคุณอ๋าน่ะหรือจะแค่ร้องคาราโอเกะ แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยปลอบ”

“ส่วนเรื่องเลี้ยงผู้หญิงเหมาจ่ายรายปีนั่นอาจไม่จริงก็ได้ ยาหยีก็รู้ว่าคุณชุมชัยไม่เคยหวังดีกับยาหยีนะ ถามคุณอ๋าแล้วหรือยัง”

“ยาหยีไม่คิดอยากหาความจริงเรื่องนี้หรอก ถ้าคุณอ๋าพูดต่อหน้าว่ามันเป็นความจริง ยาหยีจะรับไหวไหมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเขาบอกว่าเปล่า ยาหยีก็คิดมากซ้ำไปซ้ำมาอยู่ดี”

“ยาหยี” เมลิตาเรียกเสียงอ่อน “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ เราไม่ได้เพิ่งมาได้ยินข่าวเสี่ยอ๋านอนกับผู้หญิงคนอื่น สามคนนั่นก็ไม่ใช่เคสแรก”

“ใช่ ไม่ใช่สามคนแรกที่คุณอ๋านอนด้วย แต่เป็นกลุ่มแรกที่เขารับเลี้ยงจริงจัง และหนึ่งในนั้นก็สำคัญ ขนาดที่ไม่สนว่ายาหยีคือผู้หญิงที่จดทะเบียนสมรสกับคุณอ๋า”

“อีเด็กนั่นมาหาเรื่องยาหยีเหรอ ทำไมไม่เล่าให้พีซฟัง” เมลิตารู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกคุณหนู คำเรียกหยาบคายนั่นเหมาะที่สุดแล้วสำหรับผู้หญิงที่มาทำร้ายจิตใจเพื่อนรักที่สุดในชีวิตเธอ

เห็นท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนของเพื่อนแล้วศศิร์ภัสสรก็ยิ่งน้ำตาตก ถ้าสามีแสดงอะไรแบบนี้ให้เห็นบ้างคงช่วยเยียวยาความรู้สึกหม่นหมองได้

แม้รูปร่างหน้าตาของเมลิตาจะอ้อนแอ้นบอบบาง ทว่าเรื่องจิตใจนั้นต้องยกเป็นหญิงแกร่งที่น่านับถือ สามารถอยู่ด้วยสองขาตัวเองมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย แถมยังเอื้อเฟื้อแบ่งพื้นที่ห้องในหอพักให้เธอได้อยู่อาศัยอยู่เป็นปีก่อนแต่งงาน เมลิตามีน้ำใจช่วยเหลือยามศศิร์ภัสสรต้องหนีออกจากบ้านตัวเอง

“เด็กใหม่ของคุณอ๋าชื่อเนย”

ศศิร์ภัสสรเริ่มกลับมาเล่าอีกครั้ง ด้วยประโยคเดียวกับที่ผู้หญิงคนใหม่ของเสี่ยอ๋ามาแนะนำตัวถึงโรงพยาบาลในบ่ายวันเดียวกัน

คุณยาหยี หนูชื่อเนยค่ะ

แล้วมีธุระอะไรหรือคะ

ใครจะรู้ว่าการเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาของคนทั้งจังหวัดมันกดดันแค่ไหน ทุกคนต่างคาดหวังภาพลักษณ์ภรรยาแสนดี ใจเย็น และอ่อนโยนจากศศิร์ภัสสร แต่รู้ไหมว่า ยามที่ได้เห็นหน้าผู้หญิงที่สามีเพิ่งไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงจนหนำใจมา มันทำให้เธออยากกรีดร้อง อยากจิกหัวคนที่บังอาจมาใช้ร่างกายผู้ชายของเธอมาทำร้ายให้สะใจ

เมื่อคืนเสี่ยอ๋าไปหาเนยที่ทำงานค่ะ แล้วลืมของไว้เด็กสาวหน้าตาดีเหมือนลูกครึ่งแต่พูดไทยชัดแต่งตัวรัดกุมยื่นถุงกระดาษทึบใบเล็กในมือมาให้ หากไม่ได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ชุมชัยหวังดีนำมาให้ดู ศศิร์ภัสสรก็คงคิดว่าเนยทำงานเป็นสาวออฟฟิศทั่วไป ไม่ใช่เด็กชงเหล้าในผับของชุมชัย และไม่ใช่เมียเก็บขาประจำของสามีเธอ

ไปคืนกับเจ้าตัวเองแล้วกันนะ

เนยไม่รู้ว่าเสี่ยอยู่ไหน

โทรไปถามสิคะ สนิทสนมกันแบบนี้น่าจะมีเบอร์ส่วนตัวอยู่

ฝากไปดีกว่าค่ะ เนยไม่อยากมาเสียเที่ยวท่าทางเจนโลกไม่แคร์สายตาเจ็บช้ำของใคร ยิ่งทำให้ความอดทนของศศิร์ภัสสรลดต่ำ

น้องก็ไม่ได้มาเสียเที่ยวนี่คะ อย่างน้อยก็ได้ประกาศตัวเองให้ฉันรับทราบแล้ว

เนยถอนหายใจพลางฉวยมืออีกฝ่ายขึ้น แล้วยัดถุงใบเล็กนั้นให้ ยกมือขึ้นไหว้แล้วเดินกึ่งวิ่งจากไป ศศิร์ภัสสรตัดสินใจไม่วิ่งตาม เธอมีบางอย่างที่ควรค่าแก่การปกป้องกว่าออกแรงไล่ตาม แต่กระนั้นก็ตัดสินใจเปิดดูของที่อยู่ด้านใน และต่อมอารมณ์โกรธก็ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

เธอขอลางานตลอดชั่วโมงทำงานที่เหลือ แล้วขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมายเพื่อเคลียร์หัวสมองกับร้องไห้ แค่รู้ว่าสามีไปคลุกเคล้าเล้าโลมกับผู้หญิงคนอื่น ก็ทำใจยากพอแรงแล้ว

นี่เมียอีกคนของอิทธิพลมายืนต่อหน้าฝากของไปคืนเขาราวกับสนิทชิดเชื้อเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น หัวใจเหมือนถูกกระหน่ำด้วยค้อนปอนด์สำหรับทุบตึก มันแหลกเหลวยับเยินเกินกว่าจะพรรณนาได้

ศศิร์ภัสสรขยะแขยงตัวเองที่ต้องตรวจเลือดทุกเดือนราวกับเป็นฝ่ายสำส่อนเสียเอง กลัวว่าเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะมาแพร่พันธุ์ในร่างกาย

ในขณะที่อิทธิพลมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เขาก็ไม่เคยละเว้นที่ใช้บริการเธอบนเตียง อาจจะด้วยความรักโง่ๆ ความผูกพันอันน่ารังเกียจหรือความช่ำชองของเสี่ยหนุ่มก็สุดรู้ ที่ทำให้เธอไม่เคยต้านทานขัดขืนได้อย่างจริงจัง

หลังจากทำใจฝืนยิ้มให้กับคนทั่วไปได้ ก็ขับรถกลับบ้าน เลี่ยงการรับประทานอาหารเย็นกับพ่อแม่สามีโดยอ้างว่าทานมาแล้วพร้อมเมลิตาเหมือนทุกคราว

สามีเธอยังไม่กลับและศศิร์ภัสสรก็ไม่คาดหวังว่าเขาจะกลับมานอนร่วมเตียงในคืนนี้ น้ำตาที่คิดว่ากักเก็บเอาไว้ได้พังทลายเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ห้องนอน

นอนกอดทะเบียนสมรสทั้งน้ำตา นี่สินะชีวิตเมียหลวง

ค่ำนี้ศศิร์ภัสสรใช้น้ำเย็นชำระล้างร่างกาย ปล่อยสายน้ำเย็นฉ่ำให้ราดรดใบหน้าเพื่อลดอาการบวมช้ำของดวงตา และหวังจะใช้น้ำเย็นเรียกสติให้กลับคืน มันจะดีกว่านี้มากหากว่าไม่มีความรู้สึกทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับพันธะสมรส เธอใช้เวลาอาบน้ำนานเป็นประวัติการณ์ แถมยังอ้อยอิ่งในห้องแต่งตัวอีกนาน ทอดอารมณ์ ปลดปล่อยความท้อแท้

แต่แล้วเมื่อก้าวเท้าออกมาเพื่อทิ้งตัวนอนลงบนเตียงกว้าง ก็เห็นสามีที่ไม่คิดว่าเขาจะกลับบ้านในคืนนี้นั่งเอกขเนกเล่นโทรศัพท์มือถือของเธออยู่บนนั้น เนื้อตัวเกลี้ยงเกลาอกเปลือยเปล่ามีเพียงบ็อกเซอร์ตัวบางผ้าโปร่งที่เขาชอบเอาไว้ใส่เฉพาะตอนนอน ด้วยปกติระหว่างวันอิทธิพลจะใส่ชั้นในชายแบบบ็อกเซอร์บรีฟ คิดว่าเขาคงจะอาศัยห้องน้ำสักห้องในบ้านหลังใหญ่นี้อาบน้ำเป็นที่เรียบร้อย

ไม่ออกไปไหนเหรอคะวันนี้

เพลีย

สจ.หนุ่มอัธยาศัยดีกับทุกคนยกเว้นภรรยา เขาพูดเก่งเวลาเข้าสังคม แต่กับคู่ชีวิตพูดด้วยแทบนับคำได้ ได้ยินคำตอบสั้นๆ บวกกับคลิปที่เห็นจากชุมชัยผสมรวมกับเด็กชงเหล้าที่มาหาวันนี้ ศศิร์ภัสสรก็ปรี๊ดแตก มันก็สมควรจะเพลียอยู่หรอกใช่ไหม ในเมื่อเล่นเซ็กซ์หมู่กับผู้หญิงสามคนในคราวเดียว

คุณแม่บอกว่ายาหยีไม่ทานข้าวเย็น

ประโยคลอยๆ ห้วนๆ นั่นคงจะฟังระรื่นหูกว่านี้ หากเขาถามไถ่สักนิดว่าเธอเป็นอะไรถึงไม่ร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ แต่ถึงอิทธิพลถาม เธอควรซาบซึ้งในความห่วงใยที่ส่งผ่านมาไหม? มันก็ไม่ควร เพราะนั่นเป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าคิดย้อนกลับก็จะมองออกว่าจอมบงการนี่อยากรู้เหตุผลและเป็นห่วงความรู้สึกของมารดา ใช่ว่าจะไยดีอะไรในตัวเธอ

เอาโทรศัพท์ของยาหยีคืนมา

นอกจากศศิร์ภัสสรจะทำเป็นไม่รับรู้ว่าเขากำลังตั้งคำถาม เธอยังออกคำสั่งอีกด้วยทั้งที่รู้แก่ใจว่าเธอไม่สามารถบีบบังคับให้เขาทำอะไรที่ไม่อยากทำได้ อิทธิพลจะส่งโทรศัพท์คืนมาก็ต่อเมื่อเขาเสร็จธุระกับมันนั่นแหละ

น่าอึดอัดในความไม่เท่าเทียมที่อิทธิพลควบคุมชีวิตเธอทุกก้าว รหัสผ่านใดๆ ก็ตามของอิทธิพล เมียอย่างเธอไม่เคยทราบ แต่รหัสผ่านต่างๆ ที่เป็นบัญชีส่วนตัวของเธอ กลับถูกบังคับให้เปิดเผยต่อเขาอย่างไม่ยุติธรรม

อิทธิพลยังนั่งอ่านนั่นนี่ไปเรื่อยๆ ไม่รับคำบัญชาของเมีย ไม่มองมือขาวเนียนบอบบางที่ยื่นมารับของคืนด้วยซ้ำ นั่นทำให้ความโกรธที่ยังควบคุมได้ไม่ดีนักคุกรุ่นหนัก

ก็ได้ ถ้าเขาอยากมีเรื่อง ก็จะจัดให้ ศศิร์ภัสสรเดินไปหยิบถุงกระดาษที่เนยยัดเยียดฝากมาคืน แล้วปาไปยังอกเปลือยของสามีที่นั่งเล่นมือถือของเธออย่างไม่เกรงใจ

เขาทำหน้างุนงง ไม่พอใจ แต่ก็เปิดถุงกระดาษออกดู หยิบของข้างในขึ้นมามองราวกับว่ามันเป็นของธรรมดา จากนั้นก็โยนไปไว้ที่โต๊ะข้างเตียงอย่างหมดความสนใจ

จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือคะ

อิทธิพลละสายตาจากโทรศัพท์ของเมียลงแล้วพูด โมโหอะไร

โมโหอะไร?’ ศศิร์ภัสสรขึ้นเสียงสูง คุณถามออกมาได้ เมียอีกคนของคุณ เอาถุงยางอนามัยชิ้นที่เหลือจากการใช้งานมาฝากคืน ยาหยีควรจะดีใจใช่ไหม

อิทธิพลมองหน้าเหวี่ยงๆ ของภรรยาแล้วถอนหายใจ ซึ่งการไม่ปฏิเสธด้วยวาจากับท่าทางเอื่อยเฉื่อย ยิ่งทำให้ศศิร์ภัสสรแทบเป็นบ้า มันคือสัญญาณว่าเขาจะไม่จัดการเด็กคนนั้นที่ล้ำเส้น

เนยสำคัญกับคุณอ๋ามากใช่ไหม ถึงปล่อยให้เขามาประกาศตัวต่อหน้ายาหยีได้

ไร้สาระ

ใช่ มันไร้สาระมาก ก็อีแค่ถุงยางอนามัย คุณอ๋ารวยพอที่จะซื้อใหม่ได้อีกเป็นโหล ทำไมต้องเอามาคืน อันที่จริง คุณอ๋าก็คงวางแผนจะกลับไปใช้ชิ้นที่เหลืออยู่แล้วนี่ จะขนไปขนมาให้ยุ่งยากทำไม

ยาหยี อิทธิพลกัดฟันเรียกเสียงต่ำ

คุณอ๋าจะสั่งให้ยาหยีหุบปากอยู่เงียบๆ เหมือนเคยใช่ไหม

พอได้แล้ว เขาตวาดเสียงต่ำ

ใช่ ยาหยีควรจะพอ เชิญคุณออกไปสนุกกับผู้หญิงพวกนั้นให้เต็มที่เลย ยาหยีจะไม่ทนกับพฤติกรรมสำส่อนของคุณอีกต่อไป

ดวงตาคู่สวยที่ฉายความเจ็บช้ำพร่าพรายด้วยน้ำตา เลยไม่เห็นว่าอิทธิพลกระโจนพรวดเข้ามาหา ไม่ทันได้เบี่ยงหลบปัดป้อง กว่าที่จะรู้ตัวก็โดนกดลงบนเตียงกว้างแล้วถูกกักกันไว้ใต้เรือนกายใหญ่หนา เรียวแขนทั้งสองรวบไว้ด้วยกันที่เหนือศีรษะราบไปกับที่นอนนุ่ม

เว้นไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง ถึงกับของขึ้นเลยหรือไงคนพูดไม่เพียงแต่หยาบคาย ยังบดเบียดเรียวปากตัวเองมาเคล้นคลึงกลีบปากบางสีชมพูระเรื่ออย่างหนักหน่วง ราวกับจะลงโทษที่เธอบังอาจขึ้นเสียง

คุณจะทำอะไร คนใต้ร่างได้แค่ถลึงตาใส่ เพราะมือไม้ถูกรวบแถมโดนกักไว้ทุกทิศทุกทาง

ไหนๆ ถุงยางก็ยังใช้ไม่หมด ทิ้งก็เสียดาย แถมไม่ช่วยลดโลกร้อนอีก มาใช้ให้เกลี้ยงกันเหอะ

กายโดนกัก มือโดนจับ ศศิร์ภัสสรทำได้แค่สะบัดหน้าหนี ทว่าอิทธิพลไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น มือข้างที่ยังว่างล็อกใบหน้าเรียวให้อยู่นิ่ง เพื่อที่เขาจะได้จูบอย่างถนัดถนี่ กลีบปากนุ่มของเธอบวมเห่ออย่างที่อิทธิพลตั้งใจให้เป็น ความแข็งขึงร้อนผ่าวประกาศกร้าวถึงความต้องการอย่างไม่ปิดบัง เจ้าของอาวุธใหญ่หนาโยกกายเหนือร่างภรรยาอย่างจงใจเสียดสีเพื่อจุดประกายแห่งไฟพิศวาส

จุดอ่อนไหวที่ปลายติ่งหูเล็ก แอ่งชีพจรที่ฐานต้นคอถูกระดมดูดปลุกเร้าความกำหนัด เธอเคยจูบผู้ชายคนเดียวในชีวิต แต่ก็คิดว่าอิทธิพลเป็นคนที่จูบเก่งที่สุดในโลก แม้ห้านาทีก่อนจะโกรธขนาดไหน ทว่าโดนเขาจูบเพียงไม่เท่าไร ร่างบางที่แข็งขึงก็เริ่มอ่อนระทวย

เรียวขาเริ่มก่ายบั้นท้ายกับต้นขาแข็งแรงอย่างเนิบนาบ ราวกับจะยั่วเย้าเพื่อให้เท่าเทียมกับที่เขาจงใจใช้เนื้อตัวหนั่นแน่นเคล้นคลึงร่างกายของเธอ ชุดนอน บ็อกเซอร์หลุดไปตอนไหนก็จำไม่ได้ ในห้วงพิศวาสช่างน่ากลัว มันไร้กาลเวลาและความทรงจำ จากที่โดนบังคับ กลายเป็นศศิร์ภัสสรปีนป่ายขึ้นนั่งคร่อมตัวของสามี

สองมือเล็กสอดไล้เข้ากลุ่มผมนุ่ม กดศีรษะทุยของอิทธิพลเข้าหาทรวงอกสล้างของตน ยอดถันสีทับทิมชูชันตอบรับการดูดดึงด้วยอุ้งปากอุ่น แผ่นหลังแอ่นตามแรงกดของฝ่ามือใหญ่ที่ทาบทับบงการจัดท่าทาง ช่องทางฉ่ำชื้นสัมผัสถูไถกับความพรักพร้อม เธอขยับสะโพกหมุนวนเพื่อให้จุดรวมความรู้สึกใจกลางร่างได้หยอกเอินกับแก่นกายร้อนผ่าว แต่ถอยหนีห่างเมื่อเขาพยายามจะเข้าไปซุกซนข้างใน

เมื่อฝ่ายเมียไม่ยอมลดตัวมาครอบครอง ข้างสามีใจร้อนก็เริ่มหงุดหงิด ทรวงอกเต่งตึงที่ดูเหมือนจะไวต่อความรู้สึกมากขึ้นถูกจูบขย้ำอย่างไม่ถนอม รอยแดงช้ำปรากฏขึ้นตามแนวปากของอิทธิพลอย่างชัดเจน คนที่กำลังมากกว่าปัดคนตัวเล็กออกจากตัก จับเธอคว่ำหน้าลงไปบนหมอนแล้วดึงสะโพกที่ส่ายสะบัดยั่วเขาลากเข้ามาหาตัว

แม้สัมผัสร่างกายภายนอกจะเต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างไร แต่การแทรกสอดอาวุธรักแข็งกร้าวสู่เส้นทางร้อนผ่าวที่คับแน่นก็เป็นไปอย่างเบามือ ทะนุถนอมจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นการกระทำจากน้ำมือชายคนเดียวกัน ... สุดท้ายเขาก็ไม่ได้หยิบถุงยางที่เนยฝากมาให้ขึ้นมาใช้อย่างปากว่า

เสียงครางต่ำที่ข้างหูจากปากสามีที่โน้มตัวลงมาทาบทับ สร้างความเข้าใจผิดอย่างน่าประหลาดว่าร่างกายของเขาเป็นของเธอ แผ่นหลังเนียนโดนจูบประทับรอยตราแสดงความเป็นเจ้าของโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่าและลำคอระหง รอยช้ำหนักเบาแตกต่างกันออกไปในแต่ละชุด ตามแต่อารมณ์คนทำว่าพีคเพียงใด

ระหว่างกิจกรรมดำเนินไป คำถามโง่ๆ ก็ปรากฏท่ามกลางอารมณ์สับสนวุ่นวาย หากอิทธิพลร้อนแรง หิวกระหายกับเธอขนาดนี้ได้แทบทุกคืน เขาไปมีแรงไปทำกับผู้หญิงคนอื่นได้อย่างไร

อยู่กับผัว คิดถึงใคร

เสียงคำรามนั่นไม่ใช่คำถาม หากแต่เป็นคำขู่ให้เลิกใจลอยเพราะสามีไม่ได้เปิดโอกาสให้ตอบ ชายใจร้ายบังคับให้เธอแหงนหน้ารับจุมพิตที่สร้างความหวามไหวรุนแรง

ศศิร์ภัสสรกรีดร้องเจียนจวนคลั่ง เมื่อกลีบดอกไม้ถูกเคล้นคลึงด้วยปลายนิ้วยาวของสามีที่แทรกมือมาด้านหน้า ช่วงแผ่นหลังที่ยาวทำให้อิทธิพลมุดลอดแขนเรียวเสลาซึ่งเธอค้ำยันตัวเองไว้ได้อย่างไม่มีปัญหา ปลายถันที่แกว่งไกวก็โดนปลายลิ้นไล้วนอย่างหนัก กายทั้งสองพัวพันแนบแน่นราวกับงูหลามตัวใหญ่ยาวรัดเหยื่อ

เหลือเชื่อที่อิทธิพลแยกส่วนประสาทออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด การเคลื่อนไหวจุดเชื่อมประสานเป็นไปอย่างเนิบนาบ ผิดกับปลายนิ้วและปลายลิ้นที่เร่งระรัวจนคนโดนกระตุ้นแทบขาดใจ

ท่าแนบชิดจนแทบจะกลายเป็นร่างเดียวกันนั้นไม่ได้ทำให้อึดอัด ทว่ามันทำให้สายใยความผูกพันที่มองไม่เห็นยิ่งถักทอมากขึ้น เสียงครางต่ำของสามียิ่งทำให้ภรรยาฮึกเหิม ส่ายสะโพกโยกรับการตอกอัดที่แนบแน่น ท่ามกลางห้วงเหวเสน่หา ศศิร์ภัสสรเริ่มเกลียดตัวเองที่อ่อนไหวง่าย แม้มันจะเริ่มต้นจากความไม่เต็มใจแต่เธอก็สนุกเพลิดเพลินยินยอมพร้อมใจในตอนท้ายทุกคราวไป

ริมฝีปากที่บวมเห่อเผยอน้อยๆ เปล่งเสียงครางออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว จุดอ่อนไหวตอดรัดถี่ระรัวจนคนโดนกระทำปลดปล่อยตัวเองให้พานพบความสุขเช่นกัน อิทธิพลไม่ทิ้งน้ำหนักไปกดทับภรรยา หากแต่ยอมถอดถอนแก่นกาย นอนหงายแล้วลากคนตัวเล็กขึ้นมาก่ายเกยบนอกด้วยท่าประจำ จุมพิตแผ่วๆ ที่กระหม่อมชื้นเหงื่อ สัมผัสอ่อนโยนราวกับขอบคุณเช่นนี้ เขามอบให้ทุกครั้งที่เสร็จศึกพิศวาส

ปลายเล็บที่ตัดสั้นลูบแผ่นหลังเล็กเหมือนทุกคราวที่ส่งเธอเข้านอนเป็นอันต้องสะดุด เมื่อเสียงหวานที่หอบด้วยระดับการหายใจยังไม่คงที่ถามคำถาม

ยาหยียังจำเป็นอยู่ไหม ทุกครั้งที่มีปากเสียงกัน ศศิร์ภัสสรจะถามสามีเสมอว่าตัวเองยังจำเป็นต่อชีวิตของเขาอยู่ไหม

ทุกครั้งคำตอบที่อิทธิพลมีให้แม้จะยังอยู่ในอารมณ์โมโห โกรธเคืองหรือไม่พอใจอย่างยิ่งยวดที่ตัวเธอก่อเรื่องไม่ได้ดั่งใจ คือ “จำเป็นสิ”

แม้ไม่ได้พูดให้เจ็บช้ำต่อไปว่าจำเป็นในแง่การเมืองหรืออะไร มันก็ยังทำให้เมียหุ่นเชิดอย่างเธอมีกำลังใจที่อยู่ตรงนี้ต่อไป ทว่าคราวนี้คำตอบทำเอาเธอหมดแรง

ผมก็ชักไม่แน่ใจ

สิ่งที่ออกจากปากของเขาสร้างความเจ็บช้ำต่อใจยิ่งกว่าตอนที่เขาพูดว่าจะไม่รักใครนอกจากตัวเองเสียอีก

คนตัวใหญ่พลิกตะแคงเข้าหา ยกเรียวขาข้างหนึ่งให้ก่ายเกยสะโพกแข็งแรงของเขา เชยคางมนให้แหงนขึ้น บังคับให้สบตาแล้วถามกลับมาว่า

คิดว่าตัวเองยังจำเป็นไหมล่ะ

เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอกัดปากตัวเองเพื่อข่มความผิดหวัง หรือตอบคำถาม หากแต่ก้มลงมาปิดปากบางช่างซักด้วยจูบที่เร่าร้อน แก่นกายซึ่งยังคงขยายใหญ่จากคลื่นพิศวาสลูกก่อน แทรกสอดเข้าร่างบางอย่างลึกล้ำสุดปลายในคราวเดียว เขาเริ่มต้นกิจกรรมรอบใหม่ทั้งที่ศศิร์ภัสสรยังมีคำถามค้างคาอีกมากมาย

พายุพิศวาสลูกแล้วลูกเล่าพัดผ่าน แม้จะอยู่ในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำจนหนาว ทว่าศศิร์ภัสสรก็ยังเหนียวตัวอยากอาบน้ำ แขนขาไร้เรี่ยวแรงราวกับตุ๊กตาหมดลาน แต่จะหลับก็ไม่ได้เพราะไม่สบายตัว

จะไปไหนคนร่วมเตียงถามเสียงเข้ม เมื่อร่างบางที่ดึงเข้ามาเตรียมกล่อมขยับถอยห่าง

ห้องน้ำ อยากอาบน้ำ

เรื่องมาก

ถึงจะกระแทกเสียงใส่ แต่อิทธิพลก็อำนวยความสะดวกให้ ไม่ใช่แค่อุ้มไปส่งหากแต่ยังช่วยอาบน้ำให้ศศิร์ภัสสรที่แทบจะหลับคาอกบึกบึน เช็ดตัวจนแห้งแถมทาโลชั่นบำรุงผิวที่เธอใช้ประจำให้ด้วย

หลับซะ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงาน

เจ้าบ้านออกคำสั่งซึ่งคนไม่ยอมฟังพยายามเถียง ทว่าก็หมดแรงก่อนจะเอ่ยอะไรให้กลายเป็นสงครามอีกรอบ แม้อยากขัดคำสั่งแต่ศศิร์ภัสสรก็ลุกจากเตียงไม่ไหว ปวดหัวตุบๆ ตัวร้อนหน่อยๆ คล้ายมีไข้ ฝ่ายสามีเลยโทรศัพท์ไปโรงพยาบาลเพื่อลางานแทนในเช้าวันต่อมา

“แล้วปาใส่หน้า เสี่ยอ๋าไม่ด่าเอาหรือ”

ไม่ผิดหรอกที่เมลิตาจะถาม เพราะศศิร์ภัสสรไม่ได้เล่าทุกตอนที่เกิดในคืนนั้นให้เพื่อนฟัง แม้สนิทกันแค่ไหนแต่คิดว่าเรื่องบนเตียงวาบหวามที่เผลอนึกถึงนั้นไม่ควรพูด

“แค่พูดว่ายาหยีจะโมโหทำไม”

เมลิตากลอกตาไปมาแล้วถอนหายใจ “บางทีพีซก็อยากยุให้ยาหยีมีชู้บ้างนะ แล้วให้หน่วยกล้าตายเอาถุงยางอนามัยที่เหลือจากการใช้ไปฝากเสี่ยอ๋าบ้าง”

มันก็แค่ความคิด เพราะอิทธิพลคงสั่งเก็บตั้งแต่มีผู้ชายมาติดพันแล้ว คนรับฟังถามต่อ “แล้วเสี่ยอ๋าทำยังไงกับถุงยางกล่องนั้นล่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเขาหยิบมันขึ้นมาดูตอนเช้าแล้วถือไปด้วย”

“ไปเก็บ?

“ไม่รู้สิ คงเอาไปใช้กับเมียน้อยเขาล่ะมั้ง” น้ำเสียงนั้นสั่นสะท้านเต็มไปด้วยวามสะเทือนใจ ก่อนจะน้ำจะไหลให้ได้อายก็ระบายส่วนที่เหลือให้เพื่อนฟังต่อ

“วันต่อมา ยาหยีก็เลยคุยกับแม่คุณอ๋า เรียนท่านว่าจะขอยุติพันธะสมรสนี้”

“แล้วคุณนายว่าไง”

“คุณแม่พูดตรงๆ ว่าเข้าข้างลูกชาย แต่ก็เห็นใจยาหยี อยากให้ยาหยีกลับไปคิดทบทวนอีกที ซึ่งยาหยีก็ยืนกรานว่าคำนวณผลได้ผลเสียมาเรียบร้อย ไม่ว่าทางไหนชีวิตคู่ของเราก็ไปไม่รอด ยาหยีคิดว่าให้คุณอ๋ามีภาพลักษณ์เป็นเสี่ยเพลย์บอยเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเพราะเสียใจที่โดนเมียไม่เอาไหนขอหย่า ยาหยีจะยอมรับผิดเองว่าทนไม่ได้ที่สามีทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ ยังดีกว่าเรื่องเนยหลุดออกไปแล้วคนจดจำเสี่ยอ๋า ในภาพ สจ. เล่นชู้นอกใจภรรยา ทรยศต่อสถาบันครอบครัว”

“สมัยนี้ เพลย์บอยก็ดูน่ากรี๊ดกว่าเยอะ แต่เฮ้ ยาหยีไม่ได้ไม่เอาไหน  ถ้าพีซเป็นผู้ชาย คงเก็บเงินขอยาหยีแต่งงานตัดหน้าเสี่ยอ๋าไปนานแล้ว”

ศศิร์ภัสสรยิ้มบาง เช็ดน้ำตาออกทิ้งไว้แต่รอยหม่นเศร้า “คุณแม่ก็ทำตามสัญญานะ ท่านไม่พูดแผนของยาหยีให้คุณอ๋าฟังก่อนที่ทนายจะเตรียมเรื่องเสร็จ ไม่อย่างนั้นคุณอ๋าได้บีบคอยาหยีตายก่อน แต่คิดว่าท่านคงจะพูดกับคุณอ๋าตอนเย็น”

“เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้ว” คนพูดเรียกความฮึกเหิมให้ทั้งตัวเองและเพื่อน “พีซก็จะบอกลา ผู้ชายคนนั้นที่ผ่านเข้ามาและหายหัวไปเหมือนกัน”

เมลิตาหมายถึงผู้ชายที่มากับบริษัทยาชื่อดัง ซึ่งตอนนี้อยู่คนละฟากฝั่งโลก ขนาดศศิร์ภัสสรแต่งงานอยู่กินใกล้ชิดยังไปกันไม่รอด นับประสาอะไรกับคู่ของเธอที่อยู่ห่างไกล ไม่รวมที่เขาเหมือนมีลับลมคมในปิดบังอะไรบางอย่างไว้อีก

“เฮ้ย คิดดีๆ ก่อน”

“ไม่ล่ะ พีซคิดมาเยอะแล้ว เราเป็นเพื่อนรักกัน ก็ควรจบพร้อมกันสิ” เมลิตาพูด “แต่พูดก็พูดเถอะ พีซว่ายาหยีคิดตื้นไป เสี่ยอ๋าไม่เซ็นใบหย่าแน่”

“ถ้าไม่เซ็น ก็ฟ้องหย่า เขาไม่เอาหน้าที่การงาน หน้าตาในสังคมมาเสี่ยงกับเรื่องนี้หรอก”

“หลักฐานก็อ่อนด้อย พยานมีน้อยแถมคงไม่ยอมขึ้นให้การเอาผิดเรื่องเสี่ยอ๋านอกใจ ไม่เห็นว่ามีทางไหนชนะเลย”

“ยังไงเขาก็เซ็น”

คนเป็นเพื่อนคร้านจะเถียง เลยพยายามคะยั้นคะยอให้เพื่อนทานมื้อกลางวันเข้าไปเยอะๆ แทน เพราะถ้าหากเดาไม่ผิด แม่หมอพีซทำนายว่า ศศิร์ภัสสรมีศึกหนักจากสามีรออยู่ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ซึ่งหมอดูมือสมัครเล่นอย่างเมลิตาก็แม่นนัก เพราะสองสาวนั่งทานข้าวอยู่ที่ห้องอาหารด้านหลังของโรงพยาบาล เลยไม่รู้ข่าวว่าคนของบ้าน สจ. มาถึงด้านหน้าโรงพยาบาลแล้ว

ศศิร์ภัสสร วัชรเดชา พบท่านผู้อำนวยการที่ห้องทำงานด้วยค่ะ

เสียงประกาศในประโยคเดิมยังย้ำอีกสองรอบ “หือ พีซฟังผิดไหม ผอ.ประกาศเรียกตัวยาหยีหรือเปล่า”

เจ้าของชื่อเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ “เออ ใช่”

มือขาวนวลหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองมาดู ก็พบว่ามีสายไม่ได้รับและข้อความเข้า

“เลขา ผอ. ส่งข้อความมา มัวแต่คุยไม่ได้ยินเสียงเลย”

“โดนเรื่องอะไรล่ะ”

การถูกผู้อำนวยการสูงสุดเรียกตัวพบไม่น่าใช่เรื่องดี เพราะที่นี่สื่อสารถ่ายทอดคำสั่งเรื่องงานผ่านตามลำดับชั้นไม่มีข้ามขั้น หากไม่ทำผิดวินัยร้ายแรง ก็น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว

“ต้องเป็นเรื่องที่เราขอย้ายเข้ากรุงเทพแน่เลย”

ลางสังหรณ์ของเมลิตาบอกว่าไม่น่าใช่ แต่อาจเกี่ยวพันโยงใยไปถึงเรื่องใบคำร้องขอหย่า ทว่าก็ไม่ได้พูดให้เพื่อนใจเสียแค่ส่งยิ้มให้กำลังใจ ตบหลังลูบไหล่บอกเพื่อนที่กำลังจะลุกไปว่าขอให้โชคดี

อิทธิพลไม่ได้ให้เด็กในบ้านไปเดินกระจายหาแบบไร้ระเบียบ แต่สั่งลูกน้องให้เฝ้าทุกทางออกเพื่อปิดทางหนีหากว่าศศิร์ภัสสรเกิดแผลงฤทธิ์ ส่วนตัวเขาเองเดินนำ ผอ.โรงพยาบาลที่ออกมายืนต้อนรับเข้าไปในลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นทำงานของผู้บริหารเพื่อจัดการสะสาง

ศศิร์ภัสสรรีบเดินเข้าห้องผู้อำนวยการหน้าตาตื่น เมื่อได้ยินประกาศเรียกชื่อให้ไปพบ ผอ. ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานส่งยิ้มแหยๆ นาทีแรกเธอไม่เข้าใจแต่ก็กระจ่างเมื่อเห็นใครคุ้นตาอีกคนในห้องนั้น

“คุณอ๋า” เสียงหวานนั้นสั่นด้วยความกลัว มือเย็นชื้นเหงื่อราวกับผู้ร้ายตัวเอ้ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้รักษากฎหมาย ไม่สิ ในจักรวาลของสามีเธอ ตัวเขาเองนั่นแหละคือกฎ ลูกน้องหน้าโหดทั้งหลายคือผู้รักษา ส่วนเธอคือคนในปกครอง

“ไง” เขาทักเอื่อยๆ แต่มีความคุกคามอยู่ในเสียงนั้นอย่างเต็มที่

“คุณมาทำอะไรที่นี่คะ” ไม่คิดจริงๆ ว่าเขาจะกล้าบุกมา อิทธิพลเป็นคนรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูล เขาจะไม่เที่ยวป่าวประกาศเรื่องในบ้านกับสาธารณะชน เป็นโปรเฟสชันนอลที่ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนเปกับเรื่องหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ... เขาจะยังเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม

“มาลาออกให้เมีย” อิทธิพลไม่ใช่คนพูดมาก และไม่ใช้คำสวยหรูดูดีที่เข้าใจยาก คำพูดของเขาสั้น กระชับ ตรงประเด็นจนคนฟังไม่ต้องแปล

“ยาหยีไม่ได้อยากลาออก” หญิงสาวรีบบอก แววตาตื่นตระหนกตกใจ เธอต้องการเงินก้อนใหญ่สำหรับอนาคตและจะไม่ยอมให้สามีมาฉีกแผนของเธอทิ้ง

“หมดธุระแล้ว ผมกลับล่ะ” เช่นเคย อิทธิพลกล่าวลากับผู้อำนวยการอย่างง่ายๆ “หากเมียผม ต้องเซ็นเอกสารอะไรอย่างเป็นทางการ ก็ส่งไปที่บ้านแล้วกัน”

“ได้ครับ”

ศศิร์ภัสสรส่ายหน้าเมื่อผู้อำนวยการซึ่งอายุน่าจะใกล้เกษียณรับคำอิทธิพลอย่างสุภาพ แขนเรียวถูกกำรอบด้วยมือใหญ่ เมื่ออิทธิพลก้าว เธอจำเป็นต้องก้าวตาม

“คุณอ๋าคะ เราควรคุยกันดีๆ” หญิงสาวอยากร้องไห้ แววตาของสามีน่ากลัว มันลุกโชนด้วยความโกรธยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ยิ่งกว่าครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกัน 

เธอพยายามแกะมือของสามีออก แต่คนตัวสูงกว่ากลับดันแผ่นหลังเข้าหาผนังหน้าลิฟต์อย่างไม่เบามือ เท้ามือเหนือศีรษะภรรยาข้างหนึ่ง อีกข้างยังคงพันธนาการแขนเรียวเอาไว้

“อย่า พยายาม” เขาเตือนแบบเหมารวม ทั้งเรื่องการเจรจาที่ภรรยาเพิ่งเอ่ยปาก หรือการแกะมือเขาออกให้พ้นตัว ซึ่งอิทธิพลรู้ว่าภรรยาของเขาเข้าใจแน่นอน

“เธอเริ่มเองนะ ยาหยี”

เมื่อลิฟต์เปิด เขาก็ดันไหล่บอบบางให้เข้าไปด้านใน เลขาหน้าห้องของผู้อำนวยการจอมสอดรู้ตีเนียนเดินตามเข้ามาด้วย อุ้มแฟ้มในมือราวกับจะไปติดต่องานที่ชั้นอื่น ทำไมอิทธิพลจะไม่รู้ ชายหนุ่มกดให้ประตูเปิดค้างแล้วไล่แม่เลขานั่นด้วยสายตา ซึ่งอีกฝ่ายได้แต่ยิ้มแหย ยอมแพ้แล้วเดินออกอย่างที่จอมอิทธิพลต้องการ

แม้การลาออกของศศิร์ภัสสรโดยสจ.อิทธิพลจะเป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่วุ่นวาย เพราะเขาไม่ได้สั่งให้ลูกน้องวิ่งพล่านจนคนอื่นแตกตื่น แต่กระนั้นสาวๆ ทั่วทั้งโรงพยาบาลก็เม้าท์กันให้แซ่ดถึงตำนานรักดิบเถื่อนน่ากรี๊ดของ อิทธิพล พูดกันปากต่อปากจนเกินจริงกับข่าวที่ว่า เสี่ยอ๋าพาพวกบุกยึดโรงพยาบาล ลาออกให้เมียด้วยวาจาต่อหน้าผู้อำนวยการ ให้ลูกน้องลากตัวศศิร์ภัสสรกลับบ้านแล้วจองจำไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก กระจายว่อน ทั้งที่อิทธิพลลากแขนศศิร์ภัสสรยัดใส่รถกลับไปเคลียร์ต่อที่บ้านเท่านั้น

ไม่มีใครรู้เหตุผลของการลาออกแบบไม่เต็มใจของศศิร์ภัสสรในครั้งนี้ว่าเกิดจากอะไรนอกจากเมลิตา แต่เพื่อนสนิทก็ปิดปากเงียบ เวลาเจอใครมาถามก็ทำเพียงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น