peach in our universe ≡ taegi

ตอนที่ 3 : 02 ǀ try , bye , mine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    31 มี.ค. 61

B
E
R
L
I
N
 


02

wind is blue, today

and the sky embrace her tightly

that is the reason why the sky is blue


:-(






 

บางที

มินยุนกิก็อยากจะทำสิ่งต่างๆด้วยการไม่ต้องพยายามดูบ้าง

 


อยากตะโกนออกไปให้ถึงคุณคนนั้นที่อยู่บนฟ้า ที่ส่งผมลงมา

มันเหนื่อยนะครับ

การใช้ชีวิตน่ะ

 


     เหนื่อยจนอยากจะร้องไห้

 


อยากจะมีความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายามทำทุกอย่าง

ความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายามน่ะ คงจะดีน่าดู

 


แต่ว่า

ความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายามน่ะ

มินยุนกิสัมผัสมันไม่ได้

มันไม่ได้เป็นรูปธรรม

 


     เพราะมันไม่มีอยู่จริง

 




เวลาเจ็ดโมงเช้า นาฬิกาปลุกของมินยุนกิลืมตาขึ้นก่อนได้ไม่นาน นาฬิกาปลุกที่ไร้เสียงแหลมเสียดหูเหมือนทั่วไป มันคือสัญชาติญาณ จิตใต้สำนึกที่ส่งคำสั่งไปยังสมองและถ่ายทอดคำสั่งนั้นมาถึงร่างกาย

 

ทำไมล่ะ

มันไม่มีป้ายบอกทางไปยังหัวใจบ้างหรือยังไง

 

เสียงนกร้อง หนวกหูที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

เสียงใบไม้เสียดสีกัน กลับกลายเป็นเงียบที่สุด

 

กิจวัตรของมินยุนกิก็เหมือนเดิม เมื่อนาฬิกาปลุกที่เรียกอีกชื่อว่าจิตใต้สำนึกดังขึ้น ร่างกายก็เหมือนเครื่องจักรที่ลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำ จัดการกับความฟุ้งกระจายของตัวเองไม่นาน ก็กลายเป็นมินยุนกิอย่างเช่นทุกวัน

 

เตียงนอน

มหาลัย

โต๊ะเลกเชอร์

โรงอาหาร

สโลปห้องเรียนรวม

เตียงนอน

 

จะมีใครซักคนที่กล้าหนีไปจากวงเวียนโง่ๆแบบนี้บ้าง

ไม่ใช่มินยุนกิล่ะหนึ่งคน

 

คิดว่าผมคงโง่กว่าวงเวียนบ้าบออะไรนั้นอีกมั้ง

 

 

“พี่ยุนกิ”

 

เสียงของกลิ่นเมนทอล

 

“มาเช้าจังนะครับ”

 

รอยหยักของดวงอาทิตย์

 

“มีเรียนตอนเช้าหรอครับ”

 

หนึ่งเหตุผลที่ทำให้พระจันทร์มองเห็นได้ในตอนกลางวัน

 

 

ผมหันมองคิมแทฮยองในชุดนักศึกษารูปแบบเดียวกัน เดินเข้ามาทักในช่วงแปดโมงของวันอังคาร อากาศดูจะไม่ค่อยแจ่มใสเท่าไหร่ แก้มของท้องฟ้าเป็นสีเทาอึมครึม

 

     เหมือนจะพึ่งร้องไห้มา

     ตอนที่ดวงอาทิตย์ไม่อยู่น่ะ

 

 

“เปล่าหรอก มันชิน” ผมเอ่ยพร้อมรอยยิ้มแรกของวันอังคาร เป็นอีกหนึ่งความเคยชินที่เวลาเจ็ดโมงของทุกๆเช้าจะปลุกให้ผมตื่น ถึงแม้ว่าดวงตาจะได้พักผ่อนไปในตอนรุ่งสางก็ตาม

 

โลกไม่เคยปราณีสิ่งที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์หรอก

 

 

“งั้น..จะทำอะไรกันดีล่ะครับ”

 

“แทฮยองไม่มีเรียนหรอ”

 

 

ผมพึ่งรู้ว่าปากมันอยู่เหนือการควบคุมของสมอง

 

 

“ครับ ไม่มี”

 

 

ซึ่งแน่นอนว่าสมองไม่ได้สั่งให้ปากของมินยุนกิขยับไปตามรอยยิ้มของคิมแทฮยองหรอก

ทั้งร่างกายและหัวใจก็ไม่ได้สั่ง

 

“งั้น..”

 

 

แต่คนที่สั่งน่ะ

 

 

“ไปกินข้าวเช้าเป็นเพื่อนหน่อยสิ”

 

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นมินยุนกิหรือคิมแทฮยอง

 

 

“..ได้มั้ย”

 

“ได้เสมอครับ :)

 

 

แต่ดูท่าว่าคำตอบน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

 

 

 /

 

 

 

เสียงกระดิ่งของคาเฟ่โทนสีชมพูพีชกับสีน้ำเงินเข้มดังขึ้น หนึ่งครั้งและสองครั้งตามจำนวนคน ภายในร้านเต็มไปด้วยกลิ่นเนยและกลิ่นไหม้ของขนมปังรวมถึงกลิ่นของความเงียบ มันไม่ได้ไหม้เหมือนกับขนมปังแต่ก็ไม่ได้หอมเหมือนเนย แต่มันก็สมควรที่จะแทรกตัวอยู่ในตอนนี้ล่ะ ตอนเช้าๆที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน

 

“กินอะไรดีครับพี่ยุนกิ”

 

เสียงทุ้มที่เรียกชื่อผม ดึงความคิดที่กระจัดกระจายออกไปให้เข้าที่ เราสองคนนั่งลงที่มุมหนึ่งของร้าน กระจกใสที่กั้นระหว่างภายในกับภายนอก กระถางกระบอกเพชรที่ตั้งบนโต๊ะกั้นมินยุนกิและคิมแทฮยอง เก้าอี้สองตัวกับเมนูของร้านที่ผมแทบไม่เคยมาถึงแม้ว่าหอที่พักอยู่จะห่างจากที่นี่ไม่ถึงสิบก้าว

 

ก็แปลกดีที่แทฮยองอยู่เหนือการควบคุมของทุกอย่าง

 

 

“ระหว่างเซตอาหารเช้ากับข้าวผัด อะไรดีล่ะครับ”

 

ผมละสายตาจากเมนูที่ตัวเองถืออยู่ไปยังอีกคนที่นั่งตรงข้ามแล้วถามในสิ่งไม่เชื่อมโยงกับประโยคแรกเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นหนึ่งในกระบวนการความคิดของมินยุนกินะ

 

“เรียนกี่โมงหรอ”

 

“ครับ?” แทฮยองเลิกคิ้วสงสัยแต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี “โดนอาจารย์เลื่อนจากแปดโมงเป็นสิบโมงล่ะครับ”

 

“ถ้างั้น..”

 

“?”

 

“แป้งทำมาจากข้าว กินข้าวแล้วมันจะกลายเป็นแป้ง ข้าวก็จะอยู่ในท้องเราได้นานกว่า”

 

 

นั้นเป็นการบอกเป็นนัยๆว่าแทฮยองควรเลือกข้าวผัดเพราะมันจะอิ่มกว่าแค่นั้นเอง

 

 

“ครับ งั้นผมกินข้าวผัดละกันเนาะ” มินยุนกิพยักหน้าเบาๆ หลบสายตาจากรอยยิ้มที่ทำท้องฟ้าสว่างขึ้นหกสิบเปอร์เซ็นจากตอนเจ็ดโมงมายังเมนู

 

ดูท่าว่าเมนูแนะนำอย่างคาโบนาร่ามักกะโรนีจะดูเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีซักเท่าไหร่

แค่บรรยากาศตอนนี้ก็เหมือนจะได้กลิ่นชีสเลี่ยนๆลอยมาจากที่ไหนซักที่แล้ว

 

“พี่ยุนกิกินอะไรดีครับ”

 

“เลือกไม่ได้อ่ะ” ระหว่างฮันนี่โทสกับฮันนี่โทสจะกินอะไรดีล่ะ

 

“มีตัวเลือกมั้ยครับ”

 

ถ้าพูดความคิดนั้นออกไปจะได้กินมั้ยนะ เมนูนี้น่ะดูไม่ค่อยเหมาะที่จะกินตอนแปดโมงเท่าไหร่เลย

 

“ฮันนี่โทสกับฮันนี่โทส”

 

“ฮึๆ แปดโมงกินฮันนี่โทสได้หรอครับ”

 

“กินเวลาไหนมันก็เป็นฮันนี่โทสเหมือนกันแหละน่า”

 

 

ไม่มีใครเขียนบอกในสารานุกรมนี่ว่าห้ามกินฮันนี่โทสตอนเช้า ถ้าใครห้ามนะมินยุนกิจะเอาก้อนเมฆสีเทาไปวางไว้หน้าบ้าน

 

 

“แป้งทำมาจากข้าว คงจะเหมือนกับการกินข้าวกับมันหวานซักมื้อแหละครับ ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

     อือ ไม่เป็นไรหรอกเนาะ

 

 

 

/

 

 

 

มื้ออาหารแรกของวันผ่านไป สิ่งที่ยื้อชีวิตเราต่อได้สี่ถึงห้าชั่วโมง ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งรอบของหน้าปัดนาฬิกากว่าจะถึงเวลาเรียนของแทฮยองส่วนมินกิก็ถัดไปนั้นครึ่งชั่วโมงได้ วงเวียนโต๊ะเลกเชอร์ตัวเล็กๆกับสมุดปกน้ำตาลลายกริด ดินสอแท่งสีฟ้าเดิมๆจะวนมาอีกครั้ง

 

ผู้ชายสองคนกับม้านั่งหนึ่งตัว

ตัวเลขบนปฏิทินเดินไปหลายช่องแล้วจากวันแรกที่ได้พบกัน

 

ท้องฟ้าสีฟ้า ก้อนเมฆสีขาว ดวงอาทิตย์สีแดง

กลุ่มผมของเขาสีน้ำตาลอมเทาและของผมสีดำสนิท

 

 

“พี่ยุนกิคิดว่าสายลมสีอะไรหรอ”

 

 

เขาถามผมแบบนั้น

เหมือนกับมีพลังวิเศษณ์

เข้ามาในหัวใจได้ตอนที่ผมเผลอ

 

 

“ไม่เคยเห็นหรอก สายลมน่ะ” ผมตอบ สายตาก็ยังจับจ้องที่ทีวีท้องฟ้าจอใหญ่ๆ

 

“ทำไมล่ะครับ”

 

 

“มันโดนท้องฟ้าบังไว้ตลอด เลยไม่เคยสีของมันซักครั้ง”

 

 

“งั้นหรอครับ แต่ผมว่าสายลมมีหลายสีนะ” ผมหันไปมองรอยยิ้มที่ส่งให้กับท้องฟ้าบนหัว พยายามสื่อสายตาไปทำคำว่าทำไมล่ะอย่างไร้คำพูด

 

“ทั้งสีดำ” ดวงตาคมหยุดที่กลุ่มผม

 

“บางที่ก็สีพีช” เลื่อนลงมาที่ริมฝีปาก

 

“แต่ว่าจะมีสีขาวซีดๆซะเยอะหน่อย” ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาที่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งตัวของผม

 

“ที่เราไม่เห็นสายลมน่ะ ไม่ใช่เพราะมันกลืนไปกับท้องฟ้าหรอกนะครับ”

 

 

รู้สึกอันตราย

คำพูดและสายตาของเขามันอันตราย

 

 

“ผมว่าท้องฟ้าน่ะกำลังโอบกอดสายลมที่กำลังเศร้าอยู่มากกว่า

 

 

แต่ผมกลับรู้สึกปลอดภัย

ทั้งที่คุณ คนที่อยู่บนฟ้าพึ่งส่งเขาลงมา

แต่กลับรู้จัก รู้ทุกอย่างในตัวผม

 

รวมถึงความรู้สึกของผม

ที่แม้แต่ผมเองยังไม่เคยได้เข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุด

ต่างจากเขา

 

 

“อยากให้ผมเป็นท้องฟ้าให้มั้ยครับ :)

 

 

แค่เขามองผมจากตรงนั้น

ก็รับรู้ได้ทั้งหมด

 

ผมแค่อยากจะลองมีความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายามดูบ้าง

แต่ว่าถ้าตอนนี้ลองพยายามอีกสักครั้ง

พยายามเก็บความรู้สึกเวลาที่ท้องฟ้ามานั่งเป็นเพื่อน


 

     มันเป็นแบบนี้เองสินะ :-)


 

/

 

แด่คุณ ที่ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเสมอแต่ก็ยังช้ากว่าเขาอยู่หนึ่งก้าว

หันมองข้างๆคุณสิ สายลมสีต่างๆที่คุณกำลังจ้องมองมัน เพื่อพรุ่งนี้ที่คุณจะต้องพยายามอีกครั้ง

ยิ้มให้มันหน่อยสิ มันอยากจะกอดคุณนะ :-)

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #10 k_922 (@k_92) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 09:02
    ละมุนมากๆเลยยย
    #10
    0
  2. #9 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 07:20
    มันอบอุ่นดี มีคนเข้าใจแบบนี้ต้องรักษาไว้ดีดีเลยน้า
    #9
    0