Calos Olygreef::Olygreef's Ring [แหวนมนตรา]

ตอนที่ 9 : บทที่ 9 มีดและตุ๊กตาหมีปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ก.ย. 54



บทที่  9

ปริศนามีดและตุ๊กตาหมี



 ขออภัยครับ ย่อหน้าหรือการเว้นวรรคอาจผิดไปมาก ผมมีปัญหากับ MS  Word2007 นิดหน่อยครับ เดี๋ยวจะแก้ให้นะครับ 

 

คาลอสสาบานได้เลยว่านี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นเดมเป็นแบบนี้ เหมือนกับคนที่เจอความตายอยู่ตรงหน้ายังไงยังงั้น บางทีสิ่งนั้นอาจจะเลวร้ายกว่าความตายก็เป็นได้ เพราะดูจากสภาพของเดม มันเลวร้ายกว่านั้นมาก เขาดูไม่ต่างจากคนบ้าข้างถนนเลยในตอนนี้ หรือไม่ก็เหมือนคนที่ติดยาแล้วเห็นภาพหลอนเป็นอสูรกายสูงสิบเมตรจะมาเขมือบ คงจะประมาณนั้น ขนาดตอนที่สู้กับไอ้หน้ากากขาวยังไม่ตระหนกถึงเพียงนี้เลย...

 

 

คาลอส โอลี่กรีฟ เด็กหนุ่มที่แสนธรรมดาคนหนึ่งที่ตอนนี้กลายเป็นผู้คุมอำนาจของกลุ่มคนจำนวนมาก ที่เรียกตัวเองว่าผู้วิเศษ เขากุมชีวิตของกลุ่มคนพวกนี้อยู่โดยที่เขาไม่ได้สนใจมันเลย เขาได้แต่คิดเป็นห่วงเรื่องพี่ชายเขา และพ่อแม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในสถานะที่ทำให้คาลอสรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด

 คำสาปพิฆาตงั้นหรือคาลอสเผลอพูดความคิดออกมา เขาปิดหนังสือลง ถ้าพวกผู้เสพความตาย ในหนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีคำสาปที่อันตรายที่สุดคือคำสาปพิฆาต แล้วพวกเรดอายส์ล่ะจะมีอะไรแบบนั้นหรือเปล่านะ แล้วเขาก็นึกออก คาถาฟ้าผ่า ไงเล่า มันแทบจะไม่ต่างกันเลย ทั้งคู่ลงเอยด้วยการมีคนตายเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ศพของคนที่โดนคำสาปพิฆาตจะดูดีกว่าคนที่โดนคาถาฟ้าผ่าอยู่มาก

แต่เดี๋ยว นายตำรวจคนนั้นไม่ตายนี่นา  หรือว่าเขาจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่แน่นะ เขาอาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ แฮร์รี่รอดตายจากคำสาปพิฆาต แต่ตำรวจนายนั้นรอดตายจากคาถาฟ้าผ่า สมเหตุสมผลดีนี่ เอ๊ะ แต่เขาไม่มีแผลเป็นรูปสายฟ้านี่

 ก่อนที่จินตนาการของคาลอสจะพาเขาไปไกลมากกว่านี้

ประตูห้องก็เปิดออก

 เขาฟื้นแล้ว” เดมโพล่งออกมาหลังจากเปิดประตู “พ่อเธอฟื้นแล้วคาลอส” เดมพูด แต่สีหน้าไม่สู้ดีเลย ดูจะเป็นกังวลมากกว่า คาลอสรับรู้ถึงบางอย่าง บางอย่างที่ผิดปกติ

จริงเหรอครับ” คาลอสพูด อุ้มเจ้าอีฟวางลงบนพื้นแล้วดีดตัวลุกขึ้น “เขาเป็นยังไงบ้างครับเดมชะงัก

เอ่อ เธอมาดูเองเถอะ เขาอยู่ที่ห้องพยาบาลโรงเรียนแล้ว” เขาพูดแล้วเดินนำออกไป คาลอสเดินตามในใจรู้สึกกังวล

 ด้านนอก แสงสีทองจากดวงจันทร์ทอไปตามทาง อากาศเย็น มีกลิ่นดอกไม้กลิ่นเดิมที่คาลอสเคยได้กลิ่น เขาเดินตามเดมไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ มัวแต่คิดว้าวุ่นอยู่ในใจ เขาพยายามเดินช้าๆเพื่อถ่วงเวลา ไม่อยากให้ไปถึงห้องพยาบาลที่ซึ่งอาจเปิดเผยความจริงที่อาจทำให้เขาเสียใจได้ แต่เขาก็รั้งมันไว้ไม่ได้ เมื่อตอนนี้เขามายืนอยู่หน้าห้องพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

 เดมเดินเข้าไปตามด้วยคาลอส ห้องพยาบาลที่นี่แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่คาลอสและเดมยืนอยู่ทั้งสองข้างเป็นเคาน์เตอร์สำหรับจ่ายยาให้ผู้ป่วย ตรงหน้าเป็นประตูกระจกสีดำ ใช้เปิดไปยังส่วนที่สองก็คือห้องนอนสำหรับผู้ป่วยนั่นเอง เดมผลักประตูนั้นเข้าไป

 อ้าว คาลอส เข้ามาซิเสียงหญิงคนหนึ่งดังขึ้น คาลอสเดินเข้าไปเธอคือครูพวงบุหงา สุขสอน เป็นครูที่ประจำอยู่ในห้องพยาบาลในโรงเรียนแห่งนี้ เธอสอนวิชาภาษาอังกฤษให้นักเรียน ม.ปลาย เธอสูงราวร้อยห้าสิบห้า ผมสีดำหยกศก ดวงตาสีดำ ใบหน้าเริ่มมีรอยตีนกาโปะด้วยเครื่องสำอางหนาหลายชั้น ทาปากสีแดงจัด ตุ้มหูวงกลมวงใหญ่สีทอง

ครูพวงคาลอสพูด

เรียกครูว่านาน่า” เธอพูดอย่างเบื่อหน่าย “ฉันเบื่อจริงๆที่ต้องใช้ชื่อปลอมแบบนี้

เอาเถอะน่า เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเองเดมปลอบ

พ่อผมอยู่ไหน

ทางนี้” เธอเดินนำไป จนเกือบสุดห้อง แล้วคาลอสก็ได้เห็นภาพที่เขาบรรยายเป็นความรู้สึกไม่ได้ จะดีใจก็ดีใจ จะเสียใจก็เสียใจ ภาพที่เขาเห็นคือ เบนจากำลังยิ้มให้เขาจนรอยแผลเป็นกลายเป็นรูปโค้ง ในขณะที่ตัวเบ็นจาเองกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น

พ่อ!”คาลอสแหกปากแล้ววิ่งผ่านเตียงของอีริคเข้าไปหา ทรุดตัวลงนั่งแทบเท้าผู้เป็นบิดา “พ่อเป็นอะไรคาลอสถาม ทั้งที่รู้ดีแก่ใจแล้วว่าเบนจาเป็นอะไร น้ำเสียงเขาสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า เดมและนาน่าเดินออกไป

เขาเป็นอัมพาต

ไม่เห็นจะเป็นไรนี่เบนจาพูดยิ้มๆ “นั่งรถเข็นแบบนี้สบายดีออกคาลอสกลั้นน้ำตาไม่ได้แล้ว เขาปล่อยมันให้ไหลออกมา

ไม่ พ่อต้องไม่เป็นแบบนี้” คาลอสส่ายหน้า “ผมจะให้แหวนนี่รักษาพ่อเอง ผมเรียนมาเมื่อเช้านี้เอง

ไม่

คาลอสช็อก “ทำไม

พ่อสมควรได้รับโทษแบบนี้ บาปกรรมมันตามทันไวจริงๆ ไม่ต้องรอชาติหน้า ฮะๆเบนจายิ้มเจื่อนๆ “และอีกอย่างถ้ามันผิดพลาด ผลที่ตามมามันอาจจะเลวร้ายกว่านี้เป็นร้อยเท่า

คาลอสนึกภาพตาม แล้วก็สะบัดภาพนั้นทิ้งแทบจะทันที เขาถอดใจ “บาปกรรม พ่อหมายถึงเรื่องอะไร

 มันผ่านมาแล้ว พ่อทำพลาดไปแล้ว พ่อแก้ไขมันไม่ได้แล้ว ถ้าจะรื้อฟื้นมันขึ้นมารังแต่จะทำให้เจ็บปวดมากขึ้นเปล่าๆเบนจาพูด รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า คาลอสเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความรู้สึกที่ต้องรื้อฟื้นความทรงจำที่แสนเจ็บปวด มันทรมานยิ่งกว่าโดนมัดแล้วเอาขนนกมาจั๊กจี้เท้าเสียอีก “ลูกคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วสินะ” คาลอสพยักหน้า แม้เขาจะยังสงสัยว่าแหวนวงนี้สมควรเป็นของใคร แต่เขาก็ไม่อยากถามในตอนนี้ 

ทำไมพ่อไม่ยอมบอกผมเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

ลูกจะไม่ปลอดภัยเขาบอกเรื่องแหวนนี่ใครรู้น้อยก็ยิ่งดี มันจะเป็นประโยชน์กับคนผู้นั้นมากที่สุด เพราะตอนนั้นพ่อเป็นผู้ครอบครองแหวน พวกมันอาจลักพาตัวลูกไปเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่เอาแหวนวงนั่นก็ได้

เจนนี่พูดถูก พ่อเป็นห่วงเขา

ตอนนี้ลูกได้แหวนแล้ว พ่อฝากลูกรับช่วงต่อด้วยล่ะ” เขาพูดพร้อมมองโคนนิ้วชี้ขาวที่มีรอยสีขาว เป็นรอยของแหวนที่เขาสวมมันมาตลอดยี่สิบปี เขาไม่เคยถอดมันเลย จนถึงวันที่จำต้องให้คาลอส

 ไม่คาลอสส่ายหน้าอีกครั้ง น้ำตายังหลั่งริน “ผมทำไม่ได้ ผมไม่มีทางทำได้

ทำไมล่ะ

ผมอ่อนแอคาลอสพูดตามตรง

ไม่มีใครอ่อนแอไปตลอดหรอกคาลอส คนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ใครไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่คนแล้วเบนจาพูดลูกยังไม่ได้ทำ ลูกจะรู้ได้ยังไงว่าลูกทำได้หรือไม่

ไม่ ผมทำไม่ได้จริงๆคาลอสยังปฏิเสธ

ถ้าลูกบอกตัวเองแบบนี้ทุกวัน บอกตัวเองว่าไม่มีทางทำได้ ลูกก็จะทำไม่ได้จริงๆเบนจาพูด คาลอสเงยหน้าสบตา ดวงตาสีครามสองคู่ประสานกัน “พ่อเชื่อว่าลูกทำได้  ลูกต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่าลูกทำได้ แล้วสักวันหนึ่งมันก็จะเป็นจริง

จริงหรือครับคาลอสปาดน้ำตา เขารื้อฟื้นความทรงจำ เขาจำได้ว่ามีหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่งที่เขาอ่าน ในหนังสือเล่นนั้นมีจ้อความว่า ถ้าคุณคิดเยี่ยงจักรพรรดิคุณก็จะเป็นจักรพรรดิ แปลเป็นภาษาคนก็คือ เราเป็นในสิ่งที่เราคิด

 แน่นอน เราต้องเชื่อมันในสิ่งที่เรากระทำไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ก็อย่าไปสนใจ” เบนจายังคงยิ้ม “เชื่อมันในตัวลูกว่าลูกทำได้ บอกตัวเองอยู่เสมอว่าต้องทำได้ เพียงแค่นั้นแหละ คาลอส สักวันลูกก็จะทำได้

 ครับ ผมจะพยายาม” คาลอสพูด แล้วฝืนยิ้มให้เบนจา

รู้ไหมอุปสรรคกับอาหารเหมือนกันยังไงเบนจาถาม

คาลอสพยามหาคำตอบ “ขึ้นต้นด้วยออ อ่างเหมือนกันมั้งครับนั่นคือคำตอบที่เพอร์เฟกต์ที่สุดที่คาลอสคิดได้ตอนนี้ เบนจายิ้มให้อย่างเอ็นดู

มันทำให้คนเราเติบโตเบนจาพูดพร้อมลูบหัวคาลอสลูกทำได้” เบ็นจาย้ำอีกครั้ง “เข้มแข็งเข้าไว้ คาลอส” คาลอสโอบกอดเบนจาอย่างโหยหา

ผมจะพยายามทำให้ได้ ผมสัญญา” คาลอสรู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ลูกต้องทำได้  ไปดูแม่กันเถอะคาลอสพยักหน้า แล้วเดินไปหาอลิซ

 เธอยังคงสวมเครื่องช่วยหายใจ มีผ้าสีขาวพันรอบศีรษะ ชีพจรเต้นสม่ำเสมอ ยังคงอยู่ในชุดพยาบาลสีเขียว  เพียงสองวันที่คาลอสไม่ได้สบตากับดวงตาสีดำของแม่เขา คาลอสรู้สึกเหมือนนานนับปี เขาคิดถึงดวงตาสีดำคู่นั้น เขาคิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ คิดถึงรสชาติของคะน้าผัดน้ำมันหอย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ลิ้มรสมันอีก

หลับปุ๋ยเชียวเบนจาพูด หันมายิ้มให้คาลอส

แม่จะเป็นอะไรไหมครับคาลอสพูดเสียงกังวล

อย่าห่วงเลย เซมเมลบอกพ่อว่าไม่นานเธอก็ฟื้นแล้วล่ะ

คาลอสพยักหน้า

ลูกไปนอนเถอะ ดึกมากแล้ว

             “ผมจะมานอนเป็นเพื่อนพ่อ

             “ไม่จำเป็นหรอกเบนจาบอก “พ่อดูแลแม่เอง ลูกไม่ต้องเป็นห่วง ไปนอนเถอะ

ครับคาลอสพูด แล้วดึงมืออีริคขึ้นมาจูบหนึ่งที ก่อนจะเดินออกไป

อาจารย์จะดูแลพวกเขาเองนาน่าพูด “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ

คาลอสพยักหน้า แล้วเดินออกไปอย่างเหม่อลอย ดั่งร่างไร้วิญญาณ เดมเดินตามหลังมา เขาไม่ปริปากสักคำ ทั้งสองเดินผ่านทางสี่แยกซึ่งมีอาคารเกียตริยศอยู่ทางซ้ายมือ ตรงข้ามเป็นสนามวอลเลย์บอลที่เด็กนักเรียนชอบใช้เล่นฟุตบอล ถัดจากอาคารเกียตริยศมาเป็นโรงอาหาร มีสวนหย่อมเล็กๆอยู่ด้านหน้า ตรงข้ามโรงอาหารเป็นอัฒจันทร์เรียงรายเป็นแถวยาวหันหน้าไปทางสนามฟุตบอล  และมีต้นไม้ปลูกแซม

 มีทางแยกไปทางซ้ายแบ่งโรงอาหารกับลานเจ็ดสิบปีหรือลานทองกวาว ที่นั่นเต็มไปด้วยต้นทองกวาวสูงชะลูด ได้ยินเสียงกระแสลมที่พัดใบไม้กระทบกันดังเซ็งแซ่  มีโต๊ะชุดสีน้ำตาลสำหรับให้นักเรียนนั่งมากกว่าสองโหล มองดูคล้ายช็อกโกแลตรูปร่างประหลาด ถัดมาเป็นห้องเรียนเกษตรเล็กๆรูปทรงคล้ายบ้านแต่ยาวกว่า และมีถนนคั่นกับโรงฝึกงานโรงที่ห้า และถัดไปก็เป็นสนามบาสเก็ตบอลและสุดท้ายคือบ้านพัดของเดมที่อยู่ติดกำแพงโรงเรียน โดยมีห้องน้ำเล็กๆอยู่ทางด้านขวา ตรงข้ามคืออาคารศูนย์กีฬา

 คาลอสเดินมาที่หน้าบ้านแล้วเขาก็พบกับซองพัสดุสีน้ำตาลซองหนึ่งวางอยู่ตรงหน้าประตู เขาจำได้ว่าตอนที่เขาออกไปเมื่อกี้นี้ยังไม่มีเลย เขาหยิบมันขึ้นมา มันมีตัวหนังสือที่ตัดออกมาจากกระดาษแผ่นอื่นแล้วเอามาปะติดปะต่อกันเป็นคำว่าถึง ท่านผอ.  ไม่มีชื่อผู้ส่ง คาลอสหันไปส่งให้เดม

พัสดุครับ

ใครกันนะ พวกโรคจิตเหรอเดมพูดแล้วฉีกซองออก “พวกเด็กติดยาที่ครูเล่นงานไปแน่” คาลอสผลักประตูแล้วเดินเข้าไปก่อน ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปเพียงก้าวเดียว

 ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!”

 คาลอสได้ยินเสียงเดมแหกปากตะโกนอย่างบ้าคลั่ง คาลอสหันขวับกลับมา เห็นเดมนั่งอยู่กับพื้นที่ปูด้วยหิน เหงื่อแตกพลั่ก สีหน้าตื่นตระหนก สองมือดันตัวเองให้ถอยหลังออกไปเสียงดังครูดคราด  ถอยไปให้ห่างจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันคือซองพัสดุที่ถูกฉีก มีสองสิ่งตกอยู่บนพื้น มันคือมีดเปื้อนคราบเลือดแห้งเขรอะและตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆเปื้อนเลือด!

               เอามันออกไป ๆ!”เดมพูดอย่างเสียสติ ขณะที่สองแขนดันตัวเองถอยร่นจนเกือบลงสู่สนามบาสแล้ว  คาลอสวิ่งไปเก็บสองสิ่งนั้นขึ้นมาทันที ในใจยังรู้สึกสบสน

            เอามันออกไป!”

            คาลอสทำตามคำสั่งทันที เขาขว้างมันไปทางถนน ตุ๊กตาหมีตัวจ้อยลอยคว้างอยู่ในอากาศแล้วตกลงไปอยู่กลางถนน ตามด้วยมีดที่กระเด้งกระดอนส่งเสียงดังเคร้งคร้าง

 เอามันไปไกลๆ!” เดมร้องอย่างคนเสียสติ

 คาลอสยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นึกสงสัยว่าทำไมต้องกลัวเพียงแค่มีดปอกผลไม้และตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆขนาดนั้นด้วย

               

เอา--มัน--ออก--ไปเดมพูดเน้นพยางค์

 

คาลอสรีบวิ่งไปเก็บทั้งสองสิ่งแล้วปามันออกนอกรั้วโรงเรียนทันที เกิดเสียงดังตุ้บเบาๆและเสียงโลหะกระทบพื้น เขาหันหน้าไปทางเดมเมื่อไม่ได้ยินเสียงเขาตะโกนอีก เขายังคงอยู่ในท่าเดิม สองมือยันพื้นด้านหลัง เหงื่อโชก ใบหน้าแตกตื่น เนื้อตัวสั่นงกๆ มีน้ำตาคลอเบ้า ดวงตาจับจ้องไปในทางที่คาลอสขว้างมีดและพวงกุญแจออกไป 

 คาลอสสาบานได้เลยว่านี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นเดมเป็นแบบนี้ เหมือนกับคนที่เจอความตายอยู่ตรงหน้ายังไงยังงั้น บางทีสิ่งนั้นอาจจะเลวร้ายกว่าความตายก็เป็นได้ เพราะดูจากสภาพของเดม มันเลวร้ายกว่านั้นมาก เขาดูไม่ต่างจากคนบ้าข้างถนนเลยในตอนนี้ หรือไม่ก็เหมือนคนที่ติดยาแล้วเห็นภาพหลอนเป็นอสูรกายสูงสิบเมตรจะมาเขมือบ คงจะประมาณนั้น ขนาดตอนที่สู้กับไอ้หน้ากากขาวยังไม่ตระหนกถึงเพียงนี้เลย

 

                คาลอสค่อยๆย่องเข้าไปอย่างเชื่องช้า เดมไม่ได้สังเกตมองคาลอสเลย ดวงตาเขายังจับจ้องอยู่ที่เดิม ที่กำแพงสีขาวนั่น

                “อาจารย์ครับ

                เงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจหอบแฮ่กๆ

   “อาจารย์ครับ” เดมสะดุ้งเมื่อคาลอสสัมผัสตัวเขา

                “อย่า อย่า ไม่นะ ฉันทำไม่ได้ อย่าให้ฉันทำมันเลย!”เดมตะโกนอย่างกับคนบ้า

                “อาจารย์ ผมอยู่ตรงนี้ นี่ผมเอง

                เดมหันมาสบตาคาลอส

                “นี่ผมเอง

                “นี่เธอ คาลอส คาลอสงั้นหรือเดมหอบแฮ่กๆ สีหน้าเริ่มคลายความวิตก ดวงตามีน้ำสีใสปริ่มอยู่

                “ครับ ผมเองคาลอสพูดแล้วพยุงร่างเดมขึ้น  เดมปาดน้ำตาออก แล้วเขาก็สะดุ้งอีกครั้ง เมื่อเห็นซองพัสดุที่อยู่ตรงหน้า เขาชี้ไปที่มันด้วยมือที่สั่นระริก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคาลอสควรทำอย่างไร

                คาลอสเดินไปเก็บมันทันที แต่คาลอสกลับพบบางอย่างอยู่ในซองนั่นตอนที่เขากำลังจะหย่อนมันลงไปในถังขยะคาลอสล้วงเอาแผ่นกระดาษใบเล็กๆออกมามันมีตัวหนังสือที่ตัดออกมาจากหนังสือเล่มอื่นแล้วเอามาปะติดเหมือนหน้าซองไม่มีผิด มีข้อความว่า

            ครบรอบยี่สิบปีแล้วนะ จำได้รึเปล่า วันนั้นนายทำอะไรไป ฉันมีของฝากด้วยนะ มันคงจะรื้อฟื้นความทรงจำที่แสนรื่นเริงของนายได้ สนุกกับมันล่ะ
 ;)

 คาลอสพยายามจับใจความของมัน แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี เมื่อยี่สิบปีก่อนเดมไปทำอะไรไว้อย่างนั้นหรือ ความทรงจำที่แสนรื่นเริงงั้นหรือ แต่ทำไมเดมถึงกลับกลายเป็นเหมือนคนบ้าแบบนั้นเล่า และที่เขาพูดเมื่อกี้ล่ะพูดว่า ฉันทำมันไม่ได้ อย่าให้ฉันทำมันเลย นั่นมันหมายความว่าอย่างไร เขาโดนบังคับงั้นหรือ โดนบังคับ..มีด 

คาลอสนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อยี่สิบปี่ก่อนกันแน่นะ                                    

 

เขาเก็บกระดาษแผ่นนั้นลงในกระเป๋ากางเกง ทิ้งซองพัสดุนั่นไป แล้วเดินเข้าไปในบ้าน เขาเห็นเดมกำลังนั่นกอดเข่าตัวสั่นงกๆยังกับเครื่องซักผ้ารุ่นโบราณที่กำลังปั่น เขาอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก

มันคืออะไรครับคาลอสถาม

ไม่มีคำตอบ

เกิดอะไรขึ้นเมื่อยี่สิบปี่ก่อนคาลอสเดินมานั่นตรงข้ามกับเดม

เดมตัวสั่นกว่าเดิม เอาหน้าซุกเข่า

อีคารอส อีคารอส อย่า อย่า ไม่ ไม่ ไม่!”เขาพูดได้เพียงเท่านั้น แล้วคาลอสก็ตัดสินในไม่ถามเขาในเรื่องนี้อีก คาลอสเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเหยือกน้ำกับแก้วมา แล้วรินน้ำให้เดม

 

เขาเคยอ่านหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่งหรืออาจจะเป็นนิยายกันนะ แต่ช่างเถอะมันไม่สำคัญหรอกถ้าเทียบกับสิ่งที่อยู่ในนั้น เขาอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและค่อนข้างเข้าใจยาก

 มีการทดลองอันหนึ่ง พวกนักวิยาศาสตร์ใช้เด็กในการทดลอง ซึ่งมีหลายคนที่ทักท้วง แต่สุดท้ายพวกนั้นก็ใช้เด็กที่ไร้เดียงสาในการทดลองได้ เด็กนั่นยังเล็กอยู่ราวขวบกว่าๆ พวกเขาให้เด็กนั่นเล่นกับหนูสีขาว ให้เด็กนั่นเล่นกับมันจนชิน และเป็นเพื่อนกัน

 

ต่อมา พวกนักวิยาศาสตร์ก็จะใช้ไม้เคาะเหล็กเสียงดังลั่นเมื่อเด็กน้อยคนนั้นแตะตัวหนู ทุกครั้งที่เด็กแตะตัวมัน เสียงก็จะดังขึ้น แน่นอนว่ามันทำให้เด็กคนนั้นกลัวสุดขีด จนในที่สุด เด็กนั่นก็กลัวหนูสีขาว และไม่กล้าแตะมันอีกเลย แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเด็กน้อยคนนั้นกลับกลัวทุกอย่างที่เป็นสีขาวและมีขนปุกปุย อย่างเช่นเคราของซานตาครอส

 มันน่าจะคล้ายในกรณีของเดมหรือเปล่านะ

เดมก็เหมือนเด็กคนนั้น

มีดและตุ๊กตาหมีก็คือหนูสีขาว

เหตุการณ์เมื่อยี่สิบปี่ที่แล้วก็เหมือนเสียงตีเหล็กที่ดังลั่น

อีคารอสอาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์

 มีดปอกผลไม้เล่มนั้นและตุ๊กตาหมีตัวเล็ก มันต้องเป็นของที่เดมเคยเจอ หรือเหมือนของที่เดิมเคยเจอ และสองสิ่งนั้นอาจจะเคยทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย หรืออาจจะถึงเลวร้ายมากเลยด้วยซ้ำ จิตใต้สำนึกของเดมจึงจดจำมันไว้นานกว่ายี่สิบปี่ ตามข้อความในกระดาษนั่น จิตใต้นึกจะจดจำมันในฐานะคล้ายๆกับลางร้ายหรือแนวๆนั้น เมื่อใดที่มันปรากฏมันจะทำให้ความทรงจำร้ายๆที่เกี่ยวข้องกับสองสิ่งนั้นผุดขึ้นมาในหัวเดม เดมจึงได้กลัวมันหนักหนา เมื่อรวมกับเรื่องข้อความในกระดาษ และสิ่งที่เดมพูดออกมา มันก็พอดูได้อยู่ ข้อสันนิษฐานนี้

ปริศนาเพิ่มขึ้นมาอีกข้อแล้ว มีด ตุ๊กตาหมีและคนหรือบางอย่างที่ชื่ออีคารอส

               

             คาลอสพึ่งนึกได้ ท้องไส้รู้สึกโหวงๆ เขาอยากเตะตูดตัวเองจริงๆ ซึ่งเขาทำเช่นนั้นแน่หากเขาทำได้ เขาลืมไปสนิท บ้านพักของเดมหลังนี้

ไม่มีมีดเลยสักเล่มเดียว!

             นี่มันบ้าชัดๆ บ้ายิ่งกว่าบ้าเลยล่ะ

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมากว่าเดมจะเป็นปกติ เขาดื่มน้ำรวดเดียวหมดแก้วอย่างกับขาดน้ำมาสามวัน คาลอสเติมน้ำให้เขาอีกแก้ว ซึ่งเขาก็ดื่มหมดอีกครั้ง
       
           เวลานี้ย่างสี่ทุ่มแล้ว ตอนนี้หน้าตาเดมดูดีกว่าเมื่อกี้นี้มาก เริ่มเหมือนเดมที่คาลอสรู้จัก เขายิ้มเจื่อนๆให้คาลอสด้วยหน้าที่ชุ่มเหงื่อ

สัญญานะ ว่าจะไม่ถามฉันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ และจะไม่เอาไปบอกใคร”                  คาลอสพยักหน้า ทั้งที่ในใจอยากจะถามใจจะขาด เดมถอนหายใจเฮือกใหญ่ คาลอสสัมผัสได้ถึงคามกระวนกระวายและความเศร้าหมองที่เจืออยู่ในนั้น

ร้ายกาจมากเดมพูด “เอาล่ะ เรามีเรื่องต้องคุยกันนะคาลอส เรื่องใหญ่พอดูเลยล่ะ”                                
             “เรื่องอะไรครับ”                                                                   

อาจารย์มีข่าวพี่เธอเดมพูดสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด “ฉันไม่แน่ใจว่าควรจะบอกเธอดีหรือเปล่า หลายคนไม่อยากให้บอกเรื่องนี้กับเธอ

                “ทำไมครับ พี่ผมเป็นอะไร” คาลอสพูด หัวใจเต้นตึกตัก

                “คือ.. เอ่อ..”เดมอ้ำอึ้ง

                “เกิดอะไรขึ้น

                “พี่เธอพี่เธอเป็นพวกเรดอายส์ เขาเป็นลูกของฟีนิกส์

เพียงเท่านั้นคาลอสก็อยากจะให้ตัวเองเป็นลมไปตรงนี้เลย จะได้ไม่ต้องรับรู้ข่าวร้ายนี้ ข่าวร้ายที่สมศรีเคยพูด มันเป็นจริงแล้ว เขาพึ่งดีใจที่พ่อตัวเองฟื้นเมื่อกี้นี้เอง แล้วก็มาสับสนกับมีดและตุ๊กตาประหลาดได้ไม่นาน ก็ต้องมาเปลี่ยนอารมณ์แบบกะทันหันอีกครั้ง

เป็นไปไม่ได้คาลอสไม่อยากเชื่อ

มันเป็นความจริง อีกทั้งเขายังเป็นผู้นำสูงสุดซะด้วย เราได้ข่าวนี้มาจากสายสืบของเขา ซึ่งก็คืออีเกิลนั่นแหละ เขาบอกว่าพี่เธอครอบครองแหวนแห่งเรฟเฟิลเนียลแล้ว แถมยังควบคุมมันได้อีกด้วย มันน่ากลัวมากเลยล่ะแหวนวงนั้น ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาไม่เคยไม่ใครxคุมมันได้เลยซักคน ตอนแรกก็เหมือนจะทำได้ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเป็นบ้า ไม่ก็ตาย

 

นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คาลอสเคยได้ยินมา ถ้าพี่เขาเป็นพวกเรดอายส์ ก็คงไม่พ้นเขาต้องสู้กับพี่เขา นั่นเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากสำหรับคาลอส พี่น้องที่รักกันกลับต้องมาห้ำหั่นกันเอง ใครจะชนะก็เจ็บปวดทั้งคู่

 

แต่เดี๋ยว รู้สึกว่าจะเป็นยี่สิบปี่ก่อนอีกแล้วนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อยี่สิบปี่ก่อน ความกระหายใคร่รู้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นเขาควรจะสนใจเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้มากกว่า

ไม่ ไม่จริงคาลอสส่ายหน้า

อย่าพยายามวิ่งหนีความจริงเลยคาลอส พี่เธอเป็นพวกเรดอายส์เดมพูดอย่างจริงจัง “วันใดวันหนึ่งเธอก็ต้องสู้กับผู้นำสูงสุดของพวกเรดอายส์ เพียงแต่โชคร้ายหน่อยตรงที่เขาเป็นพี่ชายเธอ

โชคร้ายหน่อยงั้นหรือคาลอสพูด เริ่มขึ้นเสียง “อาจารย์คิดว่าการสู้กับพี่ตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อยงั้นหรือ!”

ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นเดมพูด “แต่เธอจำเป็นต้องทำเพราะไม่มีใครมีมนตราที่มากเท่าเธอ ไม่มีใครสู้เขาได้นอกจากเธอ เพราะเธอมีแหวนวงนั้น

อ๋อ อาจารย์จะเอางั้นซิคาลอสตั้งท่าจะถอดมันออก

ฉันไม่ได้จะเอา และไม่คิดจะเอามันด้วยเดมพูด ท่าทางขยะแขยงเหมือนแหวนต้องสาป “เธอคือผู้ครอบครองมัน และเธอก็ต้องสู้กับผู้ครอบครองแหวนแห่งเรฟเฟิลเนียล มันเป็นแบบนี้มาตลอดคาลอส

 ผมไม่ทำเด็ดขาด

เธอต้องทำคาลอส เธอต้องฆ่าเขา ไม่ยังงั้นเขาก็ฆ่าเธอ

เขาเป็นพี่ผม และผมก็ไม่คิดว่าจะสู้เขาได้ด้วย!”

เขาไม่ใช่พี่เธอคาลอส ไม่ใช่พี่ที่แท้จริงของเธอ ข้อนี้เธอรู้ดี

ผมนับถือเขาเหมือนพี่ เรารักกัน ไม่มีทางที่เราจะสู้กันได้หรอก ไม่มีวัน!”

โอเค ก็ได้ เขาเคยเป็นพี่เธอ  แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ถึงฉันจะบอกว่าพี่เธอควบคุมแหวนนั่นได้ แต่ก็ไม่ใช่ตลอดเวลาและตลอดไปหรอก ถ้าเธอปล่อยเขาไป สักวันมนต์ดำที่มีมหาศาลในแหวนวงนั้นต้องก็ต้องกลืนกินร่างของพี่เธอทีละนิด และอีกไม่นานเขาก็จะไม่ใช่พี่ชายเธออีกต่อไป เขาจะกลายเป็นปีศาจร้าย เมื่อถึงวันนั้นยังไงเธอก็ต้องจัดการเขาคาลอส

คาลอสส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า

จะต่างอะไรกับการที่เธอจัดการเขาตอนนี้ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นปีศาจ ในเมื่อยังไงเธอก็ต้องทำอยู่แล้ว

ผมยอมให้เขาเป็นปีศาจดีกว่าฆ่าเขาด้วยมือของผมเอง

อย่างโง่ไปหน่อยเลยคาลอส เธอกุมชะตาของโลกใบนี้ไว้ ชีวิตคนทั้งโลกอยู่ในมือเธอ ถ้าเธอไม่จัดการเขาเสีย จนถึงวันนั้น วันที่เขากลายเป็นอย่างอื่น วันนั้นโลกต้องสูญสิ้นแน่ ความเสียหายจะมากกว่านี้เป็นล้านๆเท่า เธอคิดว่าจะแบกรับความผิดนั้นไหวหรือ เธอต้องเสียสละนะ”                                                                                                                

ด้วยการฆ่าพี่ของตัวเองนี่นะ

ไม่มีชัยชนะใดที่ไม่มีการสูญเสียเดมสบตาคาลอส

ถ้าผมบอกให้คุณฆ่าลูกคุณ คุณจะทำไหมคาลอสพูดไปอย่างไม่ทันยั้งคิด

ห้ามพูดแบบนั้นกับฉัน!”เดมตะโกนอย่างเดือดดาล ปัดแก้วตกลงพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ คาลอสสะดุ้ง เดมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สักพัก เขาค่อยๆสงบสติอารมณ์ แล้วกลับเป็นปกติอีกครั้ง คาลอสก็เช่นกัน เขาเสกแก้วน้ำให้เรียงตัวเองเป็นแก้วใหม่เอี่ยมอีกครั้ง

ไม่มีทางอื่นเลยหรือคาลอสถามเสียงอ่อยทางอื่นที่ไม่ใช่การฆ่า

ไม่มี

เราเพียงแค่เอาแหวนนั่นมาก็พอแล้วไม่ใช่หรือ

เดมหัวเราะในลำคอเธอคิดว่าจะได้มันมาง่ายๆหรือ เธอคิดว่าจะเอามันมาจากเขาได้งั้นหรือ เธอรู้ไหมว่าคนที่ใช้มันตายไปกี่คน แล้วตายเพราะอะไร ทุกคนแล้วแล้วแต่พยายามจะถอดแหวนนั่นทั้งสิ้น พวกนั้นจึงตายอย่างน่าอนาถ แล้วพวกที่เป็นบ้าก็เพราะพวกนั้นยังมีสติอยู่บ้าง พวกเขาเลยตัดนิ้วตัวเองทิ้ง โดยเอาแหวนคาไว้บนนั้น

แหวนนั่นมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง มันมีวิญญาณสิงอยู่ วิญญาณของเหล่าผู้ที่โดนมันฆ่าถูกกักขังอยู่ในนั้นด้วยมนต์ดำ วิญญาณพวกนั้นมีแต่ความอาฆาตแค้น วิญญาณทุกดวงล้วนปรารถนาจะออกมาเพื่อไปผุดไปเกิดแต่ไม่มีวันทำได้นอกจากจะเอาวิญญาณดวงอื่นมาแทนที่ ดังนั้นพวกมันก็จะพยายามแย่งกันควบคุมร่างของผู้ใช้ ให้ฆ่าคน คนแล้วคนเล่า เพื่อให้ได้วิญญาณมาแทนที่ของตัวมันเอง แล้วมันจะได้เป็นอิสระ

ถึงตอนนี้วิญญาณจะควบคุมพี่เธอไม่ได้ แต่เมื่อวิญญาณเหล่านั้นรวมหัวกันเมื่อไหร่ ก็จะควบคุมพี่เธอได้ แล้วเขาก็จะเป็นปีศาจร้ายแบบที่ฉันว่า

คาลอสรู้สึกคลื่นไส้

เมื่อพี่เธอสวมแหวนนั่น เขากับแหวนนั่นก็รวมเป็นส่วนเดียวกันกับแหวนั่นแล้ว วิญญาณของเขาส่วนหนึ่งก็อยู่ในแหวนนั่นและเมื่อใดที่ถอดออก วิญญาณของพี่เธอก็จะฉีกขาด แล้วเขาก็จะตายในที่สุด แต่ถ้าตัดนิ้วเขาทิ้ง หมายความว่าถ้าเขายอมน่ะนะ วิญญาณเขาก็จะเสียหายบางส่วน แล้วเขาก็จะเป็นบ้า และทุกคนที่เป็นบ้า ไม่นานพวกนั้นก็จะฆ่าตัวตายหรือไม่ก็ตายไปดื้อๆเดมพูด คาลอสรู้สึกสิ้นหวังถึงพี่เธอจะเป็นเด็กในคำทำนายก็เถอะ แต่ฉันไม่ติดว่าเขาจะรอดเงื้อมมือพวกวิญญาณร้ายนั่นได้หรอก

หา พี่ผมนี่นะเป็นเด็กในคำทำนาย

ใช่ เขาคือเด็กในคำทำนาย ถึงตอนนี้จะไม่ใช่เด็กแล้วก็เถอะ เขาคือผู้ที่จะมาจบสงครามนี้ สงครามระหว่างสองตระกูลที่ยืดเยื้อมานานหลายร้อยปี

คาบอสเงียบ เขาต้องสู้กับพี่เขาจริงๆงั้นหรือ

เขาจะมาจบสงคราม ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชนะเสมอไปนะเดมเสริม “เธอสู้เขาได้ ถ้าเธอแกร่งพอ

คาลอสยังนิ่ง

มีสามทางคาลอส หนึ่งเธอจัดการกับเขาก่อนที่เขาจะกลายเป็นปีศาจร้ายกระหายเลือด สองถ้าเธอยังทำใจฆ่าพี่ตัวเองไม่ได้เธอก็รอให้เขาเป็นปีศาจก่อนแล้วเธอค่อยจัดการ ซึ่งฉันไม่เห็นด้วยกับข้อนี้เท่าไหร่หรอกนะ สามคือ ชิงแหวนนั่นมาแล้วทำลายมันซะ ทุกอย่างจะจบ

สรุปคือ ยังไงพี่ผมก็ต้องตายใช่ไหม

เดมพยักหน้า

ผมจะหาทางอื่นคาลอสพูด เดมถอนหายใจอาจมีทางปลดปล่อยวิญญาณพวกนั้นออกมาโดยไม่ต้องเอาวิญญาณอื่นไปแทนก็ได้นี่ แล้วเมื่อถึงตอนนั้นพี่ผมก็จะไม่ถูกควบคุม

คาลอส ฟังที่ฉันพูดจะให้ดีเดมพูดอย่างอดทน “ไม่มีทางอื่นแล้ว

มันต้องมีซิ!”เขาขึ้นเสียงอีกครั้ง ไม่รู้วันนี้มันวันอะไร ทั้งเรื่องที่พ่อเขาเป็นอัมพาตครึ่งตัว เรื่องมีดและตุ๊กตาหมีนั่น เรื่องปริศนายี่สิบปีที่แล้ว และเรื่องพี่เขาอีก หลายๆเรื่องรวมกันทำให้คาลอสวันนี้อารมณ์ร้อนกว่าที่เคย “งั้นอาจารย์ฟังที่ผมจะพูดให้ดีคาลอสสบตาเดม “พี่ผมจะไม่ตาย

นี่เธอไม่เข้าเลยสินะเดมส่ายหน้า “ฉันคิดว่าเธอจะเข้าใจอะไรๆมากกว่านี้ซะอีกเขาก็หงุดหงิดอยู่เช่นกัน

อาจารย์นั่นแหละที่ไม่เข้าใจคาลอสพูดพร้อมลุกขึ้น เขาเริ่มฉุน “ให้พี่กับน้องฆ่ากันงั้นรึ อาจารย์ไม่เข้าใจหรอกว่าผมรู้สึกยังไง และอาจารย์ก็ไม่มีวันเข้าใจด้วย เพราะอะไรน่ะหรือ…”

คาลอสหยุดพูด เดมกลืนน้ำลายแล้วส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่รู้แต่ไม่อยากได้ยินคำนั้นต่างหาก

“…เพราะอาจารย์มันไม่มีครอบครัวไงล่ะคาลอสพูดแล้วกระทืบเท้าออกจากบ้านเดมทันที ไม่เหลียวมามองแม้หางตา เขายังไม่รู้ว่าจะไปไหน เพียงแต่ออกจากที่นี่ไปก็พอแล้ว

 

อีกครั้งที่คาลอสวิ่งหนี

เขาวิ่งหนีปัญหาอีกครั้งแล้ว

 

เดมช็อก “ครอบครัวงั้นรึเดมพูดน้ำเสียงสั่นเครือ ภาพมีดและตุ๊กตามีตัวน้อยลอยเข้ามาในหัวเขาอีกครั้ง เขาล้วงบางสิ่งที่ห้อยคออยู่ในเสื้อออกมา มันเป็นล็อกเก็ดกลมสีเงินแวววาว มีลายแกะสลักรูปไม้เลิ้อยสวยงามบนนั้น เขาเปิดมันออกด้วยมือที่สั่นระริก ด้วยดวงใจห่อเหี่ยว มีน้ำตาคลอเบ้า และหายใจไม่เป็นจังหวะ

 

ในนั้นมีภาพเก่าซีดๆ เหมือนสีซีเปีย มันคือภาพชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง ชายหนุ่มคนนั้นอยู่ในชุดสูทเรียบๆแต่ดูภูมิฐาน หญิงข้างกายเขาสวมชุดผ้าไหมและกระโปรงยาวเลยเข่า สวมสร้อยไข่มุก สีหน้าของทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความสุข พื้นหลังเป็นทะเลกว้างไกลเป็นกระกายระยิบ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า มีเมฆบางๆ และฝูงนกบินอยู่บนนภา

 

ทั้งสองกำลังอุ้มเด็กหญิงสองคน เด็กหญิงฝาแฝดตัวตุ้ยนุ้ย น่ารักน่าชัง ดวงตาสีเข้มแฝงความไร้เดียงสา เด็กหญิงสองคนนั้นสวมเสื้อลายดอกเหมือนกัน และห้อยคอด้วยตุ๊กตาหมีตัวเล็กกระจิดริด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #91 `(ยามะกิ).mapi,, (@irukuku) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2554 / 00:00
     มาเจิม ๆ 
    #91
    0