Calos Olygreef::Olygreef's Ring [แหวนมนตรา]

ตอนที่ 18 : บทที่ 16 ความลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ก.ย. 54

  

บทที่ 16 ความลับ

 เธอค่อยๆ ย่องลงมาที่ห้องครัว ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องรับแขก ที่นี่มืดมิด มีเพียงแสงที่ลอดใต้ประตูเข้ามา เธอก้าวเข้าไปเหมือนโจรย่องเบามืออาชีพจนมาถึงประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย ใจหนึ่งก็กลัวว่าประตูอาจเปิดผางออก ใจหนึ่งก็อยากรู้อยากเห็น และใจเธอก็เริ่มสั่นเมื่อเธอแอบมองเข้าไป แล้วเธอก็เห็น...




           

           

           

ชูวว์...มันอยู่นั่นฟาเนอโดรัสชี้ไปที่กระต่ายตัวสีน้ำตาลที่กระโดดหย็องแหย็งไปมา พวกเขาทั้งห้าต่างหลบอยู่หลังต้นไม้สูงใหญ่ มีเสียงนกที่ร้องเหมือนมีใครเอาเข็มไปจิ่มมันดังมาไกลๆ

            “พวกเราจะกินกระต่ายงั้นเหรอคาลอสขมวดคิ้ว

            นายหาอะไรที่มันดีกว่านี้ได้ไหมล่ะอเล็กซ์บอก พวกเขาค่อยๆ ตีวงล้อมกระต่ายเคราะห์ร้ายตัวนั้น มันกำลังแทะเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาสีดำใสแป๋วของมันแฝงความไร้เดียงสาอย่างเปี่ยมล้ม คาลอสรู้สึกแปลกพิกลที่ต้องกินสัตว์ที่น่ารักขนาดนี้

            พวกเขาก็ล้อมมันจากห้าทิศทาง มันไร้ซึ่งทางหนีแล้วหากมันไม่กางปีกบินขึ้นไป หรือมุดดินลงไป พวกเขาค่อยๆเคลื่อนเข้ามาช้าๆ คาลอสเหลือบมองพื้นหลายครั้ง ด้วยกลัวว่าตัวเองจะเผลอเหยียบกิ่งไม้เข้า พวกเขาจ้องมองตากันอย่างรู้ใจเมื่อเจ้ากระต่ายอยู่ในรัศมีที่พวกเขาจะจับได้โดยง่าย

เกิดเสียงดังเปาะเมื่อคาลอสเหยียบโดนกิ่งไม้แห้งๆ เจ้ากระต่ายหูผึ่ง เหลียวซ้ายแหลขวาอย่างตระหนก แล้วก็รีบกระโดดหนีไปทางต้นไม่ที่อเล็กซ์หลบอยู่อย่างรวดเร็ว อเล็กซ์และฟาเนอโดรัสพุ่งตัวออกจากต้นไม้ พวกเขายืนขนาบข้างเจ้ากระต่ายตัวน้อย มันหันหลังกลับ ฟาเนอโดรัสกระโดดจะคว้าตัวมัน แต่ก็พลาด อเล็กซ์กระโดดข้ามฟาเนอโดรัสไปอย่างคล่องแคล่ว ฟ้าฝนและเจนนี่กระโดดมาขวางทางมันไว้

            มันเบรกกะทันหันแล้วหันหลังกลับอีกครั้ง ทั้งสามล้อมรอบเจ้ากระต่ายไว้ โดยมีคาลอสและฟาเดอโนรัสล้อมอยู่ด้านนอกอีกที อเล็กซ์พุ่งตัวไปหมายจะจับมัน แต่มันก็เร็วอย่างเหลือเชื่อ มันกระโดดลอดขาอเล็กซ์อย่างง่ายดาย แล้วคาลอสก็คว้าตัวมันได้ทันควัน

เยี่ยม!” ฟาเดอโนรัสชม คาลอสพยายามจับเจ้ากระต่ายที่ดิ้นพล่านอย่างกับโดนน้ำร้อนลวก เจนนี่ อเล็กซ์ และฟ้าฝนเดินมาทางเขา

อาหารมื้อแรกอเล็กซ์ว่า ใครจะจัดการเขาเสียบไม้ปลายแหลมลงกับพื้นดิน คาลอสมองเขาอย่างงงๆ นายคงไม่คิดจะย่างมันทั้งเป็นหรอก...ใช่ไหม

นายจับมันได้ นายควรจัดการมันฟาเดอโนรัสบอก ขณะที่เจนนี่และฟ้าฝนจ้องมองกระต่ายน้อยตาไม่กะพริบ

เอ้า นี่อเล็กซ์ดึงไม้ปลายแหลมให้เขา แต่คาลอสมองมันอย่างรังเกียจ

ฉันไม่ทำหรอกคาลอสบอก ถึงฉันจะจับมันได้แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะฆ่ามันนะ

อเล็กซ์ชะงัก ทำไม

ฉันไม่เคยฆ่าสัตว์เลยสักตัวเดียว ตั้งแต่ฉันจำความได้คาลอสบอก และฉันก็ไม่คิดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกสำหรับฉันด้วย

เหอะ พ่อพระ!” อเล็กซ์สวนทันควัน นายจะฆ่ามันเพื่อเอามาเป็นอาหาร หรือว่านายจะยอมอดตาย

ไม่ทั้งสองอย่างคาลอสว่า เราหาอย่างอื่นกินก็ได้นี่

ฉันสงสารมันฟ้าฝนบอก เธอไม่เคยดูอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลยในสายตาคาลอส

เราปล่อยมันไปเถอะเจนนี่เสริม

แล้วพวกเราก็จะอดตาย!” ฟาเนอโดรัสคำราม เราอุตส่าห์ตามหามันเป็นครึ่งค่อนวัน แล้วกว่าจะจับมันอีกล่ะ เธอจะจับมันมาแล้วเอามาปล่อยเล่นแบบนี้เหรอ...มันเป็นแค่สัตว์ และสัตว์ก็เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์อยู่แล้ว

ใช่อเล็กซ์เสริม

แต่มันก็มีหัวใจ มันเจ็บปวดได้เหมือนที่นายเป็น!” คาลอสเริ่มฉุน มันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของพวกเรา แต่มันเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

ก็ได้ นายไม่ทำสินะอเล็กซ์บอก คาลอสเริ่มรู้สึกขยะแขยงในตัวเขาบ้างแล้ว

ฟาเนอโดรัส นายล่ะอเล็กซ์หันไปหาเด็กชายวัยราวๆสิบสอง

เอ่อ...คือ...ฉัน...ฉันยังเด็กเกินไปที่จะทำ

โอเค นายไม่กล้าอเล็กซ์พูดอย่างหงุดหงิด เธอล่ะ ฟ้า

ฟ้าฝนหันขวับ เธอจ้องอเล็กซ์เขม็ง นายยังจะถามฉันอีกเหรอ ฉันไม่ทำแน่อยู่แล้ว มันเป็นบาป

บาปงั้นรึ ฉันอยากรู้จริงๆว่าหน้าตามันเป็นยังไงอเล็กซ์ยิ้มมุมปาก คาลอสอยากจะต่อยหน้าเขาเหลือเกิน ฟ้าฝนทำท่าจะพูดแต่อเล็กซ์ขิงพูดก่อน แล้วเธอล่ะ เจนนี่

เธอส่ายหน้า

เหอะ ฉันคิดว่าพวกนายจะคิดได้มากกว่านี่เสียอีก เรากำลังต้องการอาหาร นายจะอยู่ได้เหรอถ้านายขาดมัน

งั้นนายก็ทำเองเลยสิ!” คาลอสยัดเยียดกระต่ายน้อยให้อเล็กซ์ เขาจับขนตรงแผงคอของมันไว้ด้วยมือข้างเดียว เจ้ากระต่ายเตะเท้าทั้งสี่อย่างบ้าคลั่ง ฟ้าฝนและเจนนี่ทำท่ากังวล

เธอจะทำจริงๆเหรอเจนนี่น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ฟ้าฝนได้แต่จ้องมองไม้ปลายแหลมที่อเล็กซ์ถืออยู่อย่างนิ่งเงียบ คาลอสผุดลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังให้อเล็กซ์อย่างจงใจ ฟาเนอโดรัสเลียลิ้นแผล็บๆ

  อเล็กซ์จ้องมองเจ้ากระต่ายน้อย ขนที่เรียบลื่นของมันให้สัมผัสที่เนียนนุ่ม มันจ้องอเล็กซ์กลับด้วยดวงตาสีดำที่เว้าวอนเหมือนกำลังขอชีวิต...ไม่ใช่เหมือนสิ มันกำลังร้องขอชีวิต แต่อเล็กซ์หาได้เข้าใจความหมายที่มันสื่อออกมาไม่ ดวงตาสีม่วงของเขามองกระต่ายอย่างชาเย็น เขาต้องการอาหาร...ตอนเช้าเขาไม่ได้กินอะไรเลย มื้อเที่ยงก็ด้วย และตอนนี้มันก็เย็นแล้ว ความหิวทำให้เขาหน้ามืดตามัว ก็แค่กระต่ายตัวเดียวจะบาปสักแค่ไหน อีกอย่าง เขาก็เคยจัดการมังกรมายามาแล้วด้วย

อย่าเลยเจนนี่น้ำตาไหล ขณะที่อเล็กซ์กดเจ้ากระต่ายน้อยลงกับพื้นและเงื้อมือที่มีไม้แหลมขึ้น ฟ้าฝนหลับตา เจนนี่พยายามข่มตัวเองไม่ให้กรีดร้อง คาลอสเอามือปิดหน้า ส่วนฟาเนอโดรัสจ้องมองภาพนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แล้วอเล็กซ์ก็แทงไม้ลงไปด้วยแรงที่มีทั้งหมด

เกิดเสียงดังฉึกเมื่อไม้แหลมเสียบเข้าไปในดิน

เจ้ากระต่ายน้อยแน่นิ่ง เจนนี่กรีดร้องเสียงหลง ฟ้าฝนยังคงหลับตาและพึมพำบทแผ่เมตตา คาลอสถอนหายใจ ฟาเนอโดรัสทำสีหน้าผิดหวังเมื่อเจ้ากระต่ายน้อยดีดตัวออกจากมือของอเล็กซ์ และกระโดดผ่านหน้าคาลอสหายเข้าไปในป่า

อเล็กซ์เอนหลังพิงต้นไม้แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

เจนนี่และฟ้าฝนลืมตามองดูไม้แหลมที่ปักอยู่บนพื้น ไม่มีเลือด ไม่มีอะไรถูกเสียบอยู่บนนั้น พวกเธอฉีกยิ้มออกมาอย่างจริงใจแล้วลุกไปหาอเล็กซ์ ฟาเดอโนรัสเอามือขยี้ผม คาลอสหันกลับมาแล้วยิ้มน้อยๆให้อเล็กซ์

นายทำถูกแล้วคาลอสบอก ดูโน่นสิคาลอสชี้ไปในป่า พวกเขาทั้งหมดมองตาม เจ้ากระต่ายน้อยยืนจ้องมองพวกเขาอยู่ตรงนั้น รอบข้างมันมีกระต่ายสีน้ำตาลที่ตัวเล็กกว่ามันกว่าสี่ตัวกระโดดโหยงโหยงรอบๆมัน

มันมีลูก!” เจนนี่ร้องแล้วเอามือปิดปาก 

ถ้านายฆ่ามัน นายก็จะฆ่าลูกมันด้วยคาลอสว่า บาปหนักเลย

ฉันคงหิวมากไปหน่อยน่ะอเล็กซ์ทำหน้าเหยเก ฉันไม่นึกเลยว่าความหิวจะทำให้ฉันกล้าฆ่ากระต่ายน้อยแสนน่ารักนั่นลงคอ

ช่างมันเถอะคาลอสว่าแล้วดึงตัวอเล็กซ์ขึ้น ยังดีที่นายไม่ได้ทำ

อเล็กซ์พยักหน้า

แล้วเราจะกินอะไรล่ะคราวนี้!” ฟาเนอโดรัสตะโกนก้อง เจ้ากระต่ายและพวกลูกของมันกระโดดหนีไป

อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สัตว์คาลอสบอกแล้วเดินนำไป

             

            “แหวะ! หนอนตัวเป็นๆทั้งตัวเลย!” อเล็กซ์พ่นเศษแอปเปิลออกมาจากปาก

            ยังดีที่นายไม่เจอมันแค่ครึ่งหนึ่งคาลอสว่าแล้วกัดแอปเปิลของตัวเอง

            ทำไมล่ะ

            “นั่นแสดงว่าอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในปากนายแล้วยังไงล่ะคาลอสยักไหล่

            อเล็กซ์ทำหน้าเหวอแล้วทำท่าเหมือนจะขว้างแอปเปิลทิ้ง แต่เจนนี่ห้ามไว้ทัน

            เราไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนเจนนี่บอก เขี่ยๆมันออกแล้วกินซะ

            อเล็กซ์อ้าปากค้างกับความคิดของเจนนี่ แต่เขาก็ยอมทำตาม ฟ้าฝน ฟาโดเนอรัสต่างนั่งกัดกินแอปเปิลเขียวของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย แล้วฟ้าฝนก็พูดทั้งที่เคี้ยวอยู่

            เอ่อ...นายยังไม่ได้บอกเลยว่าสร้อยนั่นเป็นยังไง

            “อ้อ ผมลืมไปเลยฟาเดอโนรัสเคี้ยวแกนแอปเปิลลงท้อง มันเป็นสร้อยทองที่มีจี้รูปโลมาห้อย

            “โลมาอีกแล้วอเล็กซ์บอก ขณะกัดกินแอปเปิลอย่างระแวง

            นายก็ยังไม่ได้บอกเลยว่าแหวนนั่นรูปร่างเป็นยังไงฟาเนอโดรัสลุกขึ้น

            คาลอสเคี้ยวแอปเปิลคำสุดท้ายแล้วพูด ถ้านายเจอนายก็จะรู้เอง

            “ก็ได้ มันคงสำคัญมาสินะ แหวนนั่นน่ะ

            “เรื่องนี้นายไม่จำเป็นต้องรู้หรอกคาลอสพูดแล้วออกเดินนำไป

            “เก็บสำรองไว้หน่อยก็ดีนะเจนนี่บอกแล้วเอื้อมไปเด็ดแอปเปิลลูกหนึ่งลงมา

            ฉันเอามาแล้ว

 

คาลอสกวาดสายตามองพื้นรอบๆ พลิกดูตอไม้เป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่เจออะไรนอกจากกิ้งกือตัวยาวยืดที่ทำให้เจนนี่กรีดร้องเสียงดัง เขาแหวกกอหญ้าที่รกร้างออกดู มองดูบนกิ่งไม้โดยหวังว่าแหวนหรือสร้อยอาจจะห้อยอยู่บนนั้น แต่ก็ต้องผิดหวัง พวกช่วยกันหาสิ่งของทั้งสองอย่างขะมักเขม้น เหงื่อไหลย้อยออกมา ขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

            ไอ้ยุงบ้า!” อเล็กซ์ตบผวัะเข้าที่ขาของตัวเอง กัดเจ็บฉิบเป๋ง

            “ฉันว่าวันนี้พอแค่นี้เถอะคาลอสบอกพลางกัดแอปเปิล

            เกาะนี้มันกว้างสักแค่ไหนนะเจนนี่ถาม

            ฉันไม่รู้นั่นคือคำตอบของฟาเนอโดรัส

             

            พวกเขาเดินกลับถ้ำเพราะยังหาที่อยู่ดีๆไม่ได้และพวกเขาก็เดินออกมาได้ไม่ไกล หากจะนอนอยู่กลางป่าโดยไม่สนใจอะไรก็ย่อมทำได้ แต่พวกเขายังไม่รู้แน่ชัดว่าที่เกาะนี้มันตัวอันตรายๆอยู่บ้างไหม พวกเขาจึงไม่กล้าเสี่ยง

            เราต้องจุดไฟฟาเนอโดรัสบอกแล้วเอาท่อนไม้แบนๆที่มีรูโหว่วางบนพื้น เขาหยิบเศษใบไม้แห้งกำใหญ่ใส่ แล้วเอาไม้อีกอันมาปั่น

            ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นคนจุดไฟด้วยวิธีนี้จริงๆอเล็กซ์บอก

            เจนนี่ย่อตัวลงข้างๆฟาเนอโดรัส นานแค่ไหนกว่ามันจะติด

            “นานพอที่จะทำให้มือของฉันบวมสักร้อยรอบเลยล่ะเขาพูดขณะที่ปั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย

            หลังจากที่พวกเขาเปลี่ยนกันปั่นจนมือถลอกจนทั่วหน้า ไฟก็ติด พวกเขาดีใจยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก ทั้งๆ ที่เหน็ดเหนื่อยแต่พวกเขาก็พากันเต้นระบำรอบกองไฟอย่างสนุกสนาน คาลอสนึกถึงตอนที่เขาเข้าค่ายลูกเสือ ตอนที่มีการแสดงรอบกองไฟ มันให้ความรู้สึกเหมือนๆ กับตอนนั้นเลย

พวกเขาสลัดความทุกข์ทิ้งไปจนสิ้นแล้ว ไม่นานพวกเขาก็เข้านอน แน่ละ พวกเขานอนไม่ค่อยหลับสักเท่าไหร่นอกจากฟาเนอโดรัส คาลอสเอามือก่ายหน้าผากแล้วมองเพดานถ้ำอย่างเลื่อนลอย เขามองเห็นอเล็กซ์ที่นอนอยู่ข้างๆจากแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา ดูเหมือนอเล็กซ์ก็ยังนอนไม่หลับ

อเล็กซ์คาลอสกระซิบ หลับรึยัง

หลับแล้วเขาบอกแล้วยิ้มในความมืด คาลอสเห็นฟันซี่ขาวๆของเขาอะไรเหรอ

นายว่าไอ้คนที่สวมหน้ากากนั่นเป็นใคร

อืม...ฉันว่ามันต้องเคยเป็นพวกเรดอายส์แน่ๆ เพราะมันมีตาสีแดง

คาลอสพยักหน้า ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นใคร

ฉันก็เหมือนกัน ดูเหมือนว่าฝีมือหมอนั่นไม่ธรรมดาเลยล่ะอเล็กซ์ผิวปาก

เจ้าเบื้อก!” เสียงฟ้าฝนดังขึ้นเขาห้ามผิวปากตอนกลางคืน เดี๋ยวผีจะมาหลอกนะ

โอ้ ยังไม่นอนอีกเหรออเล็กซ์หันไปหาเธอ ฉันอยากเจอผีนะตอนนี้ ไม่แน่ว่าบางทีพวกมันมันอาจช่วยเราได้ก็ได้

ประสาทฟ้าฝนบอก มันจะมากินตับนายน่ะสิ

ตับฉันไม่อร่อยหรอกอเล็กซ์ผิวปากต่อ แล้วเขาก็หยุดเมื่อฟ้าฝนขว้างก้อนกินใส่เขา เอ้อ! จริงสิ หมอนั่นห้อยอะไรไว้งั้นเหรอ ที่มันสร้างโล่แสงนั่นน่ะ

หินคุ้มครองเสียงเจนนี่ดังขึ้น

เธอก็ยังไม่นอนรึอเล็กซ์มองข้ามตัวฟ้าฝน

ถ้านอนแล้วฉันจะพูดได้ไหมล่ะ

แล้วมันเป็นยังไงล่ะอเล็กซ์ถาม หินบ้านั่น

คาลอสไม่ได้ยินเสียงของเจนนี่ที่กำลังอธิบายเรื่องหินคุ้มครองเลย สติเขาเริ่มเลือนราง เขาเริ่มเข้าสู่ภวังค์ เขาไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อนเลย หากมีใครมาสะกิดเขาตอนนี้ล่ะก็ เขาพร้อมจะเตะก้นหมอนั่นได้ทันที แล้วเสียงของเจนนี่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับโลกแห่งความฝันของคาลอสที่ตื่นขึ้น

คาลอสอเล็กซ์สะกิดเขาที่กำลังจะเข้าสู่ภวังค์ คาลอสเม้มปาก ฝืนควบคุมตัวเองไม่ให้ลุกเตะก้นอเล็กซ์

อะไรอีกเล่าคาลอสพูดอย่างรำคาญ

บางทีนายจะรู้ว่าเราจะจัดการหินนั่นได้ยังไง มันเคยเป็นของแม่นายนี่

 คาลอสพยายามเฟ้นหาคำตอบขณะที่กำลังงัวเงีย เขาเคยเห็นโล่นั่นโดนทำลายตอนที่แม่ของเขาโดนคาถาฟ้าผ่า และมันก็เฉือนขาของชายสวมหน้ากากสีขาวได้ด้วยมือของเดม บางทีนะ ฉันว่า...อาจจะเป็นเรื่องความรุนแรงของคาถาและความเร็ว

เหรอ

น่าจะนะคาลอสบอกแล้วพลิกตัวหันหลังให้อเล็กซ์ ขณะที่เพื่อนๆ เขายังคงจับกลุ่มคุยกันอยู่

หากใครมาปลุกเขาอีก เขาพร้อมที่จะกระโดดเตะปากได้อย่างไม่ลังเลเลย...

แต่ในขณะเดียวกัน ณ มุมถ้ำที่ไม่มีใครสนใจ

ฟาเนอโดรัสที่นอนตะแคงข้างให้เจนนี่ กำลังควานหาบางอย่างในกระเป๋าลับใต้เสื้ออยู่ เขาควานหามันท่ามกลางความมือในถ้ำอยู่สักพัก เขาก็ล้วงมันออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่เผยให้เห็นฝันเกๆของเขา สิ่งนั้นมีประกายระยับแม้อยู่ในที่มืด มันเปล่งประกายสีน้ำเงินเข้มเหมือนน้ำทะเล

ฟาเนอโดรัสจ้องมองแหวนแห่งโอลี่กรีฟพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์...

 

สามีเธอบอกว่าเธอล้ม...

เธอหัวฟาดพื้นจนหมดสติไป แต่สามีเธอก็พาเธอไปโรงพยาบาลได้ทัน ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้นเพราะความทรงจำที่เธอจำได้ครั้งสุดท้ายก็คือเธอเข้าห้องน้ำ แล้วพอตอนที่เธอตื่นมาบนเตียงในโรงพยาบาล เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัว แต่ตอนนี้เธอหายดีแล้ว

เธอกำลังนอนอยู่บนเตียง เอามือก่ายหน้าผากอยางกลัดกลุ้ม เธอรู้สึกเหมือนเธอลืมบางอย่าง บางอย่างที่สำคัญมากๆ แต่เธอเองก็นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร หญิงสาวถอนหายใจเสียงดังก่อนจะพลิกตะแคง เตียงที่ปูด้วยผ้าปูเตียงที่ตึงเรียบยังว่างอยู่ สามีเธอยังไม่ขึ้นมาเลย

บ้านเธอค่อนข้างเงียบเชียบ ไม่เหมือนกับพื้นที่ในตัวเมืองพึงจะเป็น แทบไม่มีเสียงรบกวนในการนอนหลับเลย แต่... ตอนนี้เธอได้ยินเสียง เสียงของสามีเธอดังมาจากข้างล่าง เธออยู่กับสามีเธอเพียงสองคน แล้วตอนนี้สามีเธอคุยกับใครเล่า

ผมจะเปลี่ยนแผนเสียงสามีเธอลอดออกมาจากช่องประตู

ด้วยความกระหายใคร่รู้ และเหมือนมีบางสิ่งผลักดันเธอให้เปิดประตูออกไป และฟังว่าสามีเธอกำลังคุยอะไร และกับใครอยู่ เธอลุกขึ้นช้าๆ และแง้มประตูเปิดออก โชคดีที่พื้นบ้านเธอเป็นกระเบื้อง ไม่ได้เป็นไม้ เลยพออุ่นใจได้นิดหนึ่ง...แค่นิดหนึ่งเท่านั้นแหละ

พี่พร้อมจะทำใช่ไหมเสียงสามีเธอพูด แต่ไร้วี่แววเสียงของคู่สนทนา

เธอค่อยๆ ย่องลงมาที่ห้องครัว ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องรับแขก ที่นี่มืดมิด มีเพียงแสงที่ลอดใต้ประตูเข้ามา เธอก้าวเข้าไปเหมือนโจรย่องเบามืออาชีพจนมาถึงประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย ใจหนึ่งก็กลัวว่าประตูอาจเปิดผางออก ใจหนึ่งก็อยากรู้อยากเห็น และใจเธอก็เริ่มสั่นเมื่อเธอแอบมองเข้าไป แล้วเธอก็เห็น...หญิงคนหนึ่งหันหลังให้เธอ หล่อนไม่ขยับเขยื้อนเลย ส่วนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือชายสวมหน้ากากสีขาวและมีดวงตาสีแดงเลือด แน่ละ นั่นสามีเธอแน่นอน เพราะเสียงเขายืนยันชัดเจนเมื่อเขาสาธยายแผนการใหม่

เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก มันคือเรื่องแปลกประหลาดที่สุดที่เธอได้ยินมา เธอจับใจความได้คร่าวๆ อย่างไม่ปะติดปะต่อกันได้ราวๆ นี้ แหวนแห่งโอลี่กรีฟ” “คาลอสจะต้องโดนเอาคืน” “สงครามที่ไม่ได้เป็นไปตามคำทำนายและ แผนการที่สมบูรณ์แบบ

เธอไม่เข้าใจ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ คนที่ขื่อคาลอสกำลังจะตกเป็นเหยื่อ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร มันเป็นความลับสุดยอดดังที่สามีเธอพูด ดังนั้นเมื่อเธอรู้เรื่องนี้เธอก็คงจะ..ไม่ปลอดภัย เธอค่อยๆ ผละตัวออกมาเมื่อสามีเธอพูดจบ หญิงที่เป็นพี่สาวคนนั้นยังคงนั่งนิ่ง จนสามีเธอบอกให้หล่อนไปได้ หล่อนจึงไป

เธอควรทำอย่างไรดี บอกตำรวจเหรอ ไม่สิ ตำรวจคงไม่เชื่อแน่ๆ หรือว่าเธอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วไปนอนต่อ ไม่ได้ บางอย่างบอกเธอว่าเธอไม่ควรทำอย่างนั้น เธอหันซ้ายขวาอย่างเลิกลัก สามีเธอคงกำลังเดินไปส่งหญิงคนนั้นออกนอกบ้าน แล้วเธอก็คิดสิ่งที่น่าจะดีที่สุดในเวลานี้

หนี

ใช่ ถ้าสามีเธอรู้เธอคงจะไม่ชอบใจเท่าใดนัก ว่าแล้วเธอก็ปรี่ไปยังหน้าต่าง แล้วปีนออกมา อากาศด้านนอกเย็นเยียบ พื้นที่เธอเหยียบเป็นกระเบื้อง รอบๆ เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง เธอเหลียวซ้ายแลขวา เธอจะไปไหนดีละ เธอยังไม่รู้ รู้เพียงว่าไปจากที่นี่ก็พอ หลังจากนั้นก็ไปเตือนคนที่ชื่อ คาลอส

เธอวิ่งข้ามถนนด้วยเท้าที่เปลือยเปล่า

ที่รัก!” เสียงสามีเธอดังตามหลังมา เธอหันกลับไปมองอย่างตระหนก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เห็นเขา...

เสียงดังกร๊อบเหมือนกระดูกกำลังแตกละเอียดดังลอดเข้ามาในหูพร้อมกับเสียงรถเบรกและผู้คนกรีดร้อง เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว เหมือนร่างกายกำลังจะระเบิดเมื่อเธอโดนบางสิ่งเหยียบ สายตาเธอพร่ามัว แขนขาอยู่ผิดที่ผิดทาง เธอมองเห็นรางๆ...ใกล้เธอเป็นสิ่งที่กลมๆ สีดำ เธอได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้อง หนึ่งในนั้นก็คือสามีเธอ

เธอเห็นสามีเธอกำลังวิ่งเข้ามา และมีร่างสีแดงบึกบึนร่างหนึ่งพร้อมกับหอกในมือยืนค้ำหัวเธออยู่ แล้วเธอก็หมดสติ

ผมไม่ได้ตั้งใจ!” ชายคนขับรถตะโกน เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นไวท์สวมหน้ากากสีขาวประหลาด ฝูงไทยมุงเริ่มก่อตัวรอบๆ รถกระบะที่มีหญิงคนหนึ่งอยู่ใต้พื้นรถ ทุกคนมองเธออย่างเวทนา รวมทั้งไวท์ สามีของเธอด้วย

ไม่...ไวท์พูดแล้วเดินเข้าไปหาภรรยาเธอที่อยู่ในท่าพิสดารใต้ท้องรถ เธอไร้วี่แววของชีวิต

ผมไม่ผิดนะ เธอไม่ดูรถเอง!” คนขับรถแก้ตัว เขาไม่ได้วิ่งหนีไป เขาคงมั่นใจว่าเขาไม่ผิด หรือไม่ก็ไม่มีทางที่เขาจะหนีไปได้แล้ว เพราะตอนนี้ผู้คนกว่าร้อยคนได้ล้อมสถานที่นี้ไว้หมดแล้ว ซึ่งในนี้มีตำรวจอยู่สองนาย

นายตำรวจคนหนึ่งปรี่มาที่ภรรยาของไวท์ พร้อมกับไวท์ นายตำรวจส่ายหน้าอย่างเวทนาหลังจากที่เห็นสภาพของหญิงสาว เขาลุกขึ้นแล้วตบไหล่ไวท์เบาๆ

โอ้...ที่รักไวท์จับมือภรรยาเขาขึ้นมา ดวงตาสีโลหิตเริ่มแสดงความเศร้าโศก เหมือนหัวใจแหลกสลาย ร่างเขาสั่นกระเพื่อม มือเริ่มสั่นน้อยๆ เขาใช้มือสางผมภรรยาของเขาออกจาปากที่เปื้อนเลือด ดวงตาสีดำของเธอเบิกค้างอยู่ ไวท์จ้องมองใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รักของเขาเป็นครั้งสุดท้ายอยู่นาน แล้วเขาก็ปิดดวงตาที่แสนเลื่อนลอยของเธอ จูบมือเธอแล้วลุกขึ้น น้ำตาเล็ดลอดลงมาจากหน้ากากตกลงสู่พื้น

ผมไม่ผิด! หมวดจับผมทำไม! คนขับรถโวยขณะที่นายตำรวจรวบตัวเขาไว้

ไปคุยกันที่โรงพักนะนายตำรวจบอก ไวท์ค่อยๆ เดินออกจากที่เกิดเหตุอย่างเลื่อนลอย นี่คุณ คุณเป็นสามีเธอรึเปล่า!”

ไวท์ไม่สนใจ เขาเดินแทรกผ่านฝูงไทยมุงออกมา เหมือนคนเสียสติ เขาเหยียบเท้าและกระแทกไหล่ไปหลายคน คนที่อยู่ใกล้ๆ คงเดาได้ว่าเขากำลังร้องไห้ เมื่อพ้นระยะของฝูงไทยมุง เขาหันกลับไปมองอีกครั้ง ตำรวจอีกคนกำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ

เสียใจด้วยครับตำรวจบอก ไวท์ยังคงมองไปยังที่เกิดเหตุตาไม่กะพริบ แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น...ก็เกิดขึ้น

เกิดลมกรรโชกรอบๆที่เกิดเหตุ ผู้คนหวีดร้องอย่างแตกตื่นแล้ววิ่งหนีเอาชีวิตรอด เศษใบไม้และกระดาษหมุนคว้างไปตามกระแสลมที่ก่อตัวเหมือนพายุหมุนขนาดเล็ก นายตำรวจฉุดร่างไวท์ออกมา แต่ไวท์สะบัดเขาออกไป ดวงตาสีแดงของเขาไม่เหลือแววความเศร้า หากแต่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น

พายุเริ่มก่อตัวสูงขึ้นเรื่อย ฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่ว หลายคนที่หนีออกจากรัศมีแล้วกำลังถ่ายวีดีโออยู่ เสียงกรีดร้องและเสียงลมดังอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงรถราที่บีบแตรดังลั่นและเสียงรถชนกันโครมคราม หญิงคนหนึ่งชี้ขึ้นไปด้านบนด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือด หลายคนมองตามเธอไป

และไวท์ก็กำลังมองสิ่งที่พวกเขามองอยู่เช่นกัน...

ชายคนขับรถถูกพายุพัดปลิวขึ้นไปสูงกว่าสามสิบเมตร !

ไวท์จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เยือกเย็น ร่างของเขาปลิวละล่องไปตามกระแสลมด้วยท่าที่พิสดาร ใบหน้าของเขาเป็นสีขาวซีด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ปากอ้าพะงาบๆ เหมือนกำลังพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีใครได้ยินมันเลย เขาลอยออกไปไม่ไกล แล้วพายุก็สลายหายไปทันทีเหมือนกับมันไม่เคยเกิดขึ้น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม

...เมื่อผู้คนเห็นคนขับรถถูกเสียบอยู่บนปลายเสาธง

คุณรอผมอยู่นี่นะนายตำรวจบอกด้วยสีหน้าแตกตื่น

ไวท์เดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่ฝูงไทยมุงและตำรวจไทยย้ายสถานที่อีกครั้ง เขาเดินเข้าไปแล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา แล้วไฟทั้งบ้านก็ดับพึ่บพร้อมกัน เขาถอดหน้ากากออกแล้วเอามือปิดหน้า ดวงตาสีแดงหยาดเยิ้มไปด้วยน้ำตา ปากเขาสั่นระริกและหายใจขาดห้วงเหมือนพร้อมจะหัวใจวายตายได้ทุกวินาที

น่าเสียดายที่มันมืดเกินกว่าจะระบุได้ว่าเขาเป็นใคร

ที่นี่ไม่เหลือใครแล้ว เหลือเพียงเขาและดวงใจที่แตกสลาย เขานั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ไม่กล้าหันกลับไปมองร่างที่ไร้วิญญาณของภรรยาเขาอีก เพราะหากทำเช่นนั้น

เขาอาจจะอยากตายตามเธอไปก็ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #100 Titanic Arow (@lianglong) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 กันยายน 2554 / 18:07
    สงสารไวท์จัง เพิ่งสงสารเป็นครั้งเเรกนี่เหเละ ฮ่า ๆๆ 
    #100
    0