Calos Olygreef::Olygreef's Ring [แหวนมนตรา]

ตอนที่ 16 : บทที่ 15 ฟาเนอโดรัส ซเลเลอร์ อีสม่า กรีฟ และเรื่องราวประหลาดๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.ย. 54

  

บทที่ 15
ฟาเนอโดรัส ซเลเลอร์ อีสม่า กรีฟ และเรื่องราวประหลาดๆ



พวกเขาก็แทบเป็นบ้า ท้องฟ้ากลับไม่ใช่ท้องฟ้าอีกต่อไป มันกลับกลายเป็นทะเลสีครามแผ่ไปทั่วน่านฟ้า และมีแสงสีฟ้าทอประกายแทนแสงอาทิตย์ ยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ทำอะไร พวกเราก็โดนผืนน้ำนั้นดูดขึ้นไป...




            “ไม่นะเจนนี่พูดแล้ววิ่งไปยังพื้นดินที่ว่างเปล่า ที่ซึ่งควรจะมีคาลอสและอเล็กซ์อยู่ ฟ้าฝนวิ่งตามมาติดๆ เธอเองก็ช็อกไม่แพ้กันเสียงเมื้อกี้ต้องเป็นเสียงอเล็กซ์แน่เลยเจนนี่บอก

เกิดอะไรขึ้นฟ้าฝนปล่อยสมุนไพรลงบนพื้นแล้วเอามือกุมขมับ นี่มันอะไรกัน ยามจะราบรื่นก็ราบรื่น ยามจะมีปัญหาก็มารวดเดียวจนตั้งตัวไม่ทัน แก้ปัญหาหนึ่งได้ อีกปัญหาก็มาจ่อคิวต่ออีก นี่มันบ้าชัดๆ

 อเล็กซ์ ได้ยินไหม!” เจนนี่ตะโกนพลางเดินไปรอบๆ อเล็กซ์ ได้ยินที่ฉันพูดไหม

อเล็กซ์ ไอ้ถ่านไม้ดำปิ๋ดปี๋ ได้ยินไหม!” ฟ้าฝนตะโกน มือถือหนึ่งถือรองเท้าอเล็กซ์ไว้ อย่าแยกกันดีกว่านะ ฉันว่า

คิดเหมือนฉันเลยเจนนี่บอก ที่นี่ชักมีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วล่ะ

ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว พวกเธอตอบไม่ได้ ที่นี่ที่ไหนกัน พวกเธอก็ตอบไม่ได้ พวกเธอเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว พวกเธอก็ตอบไม่ได้อีก แต่ถ้า พวกเธอกำลังตามหาอะไรนี่สิ พวกเธอตอบได้แน่นอน

พักก่อนเถอะเจนนี่ที่เหงื่อโชกเอนหลังพิงต้นไม้ รู้สึกคอแห้งผากแถมยังปวดอีกต่างหาก

ฉันลืมทำเครื่องหมายไว้ ให้ตายสิ!” ฟ้าฝนบอกด้วยเสียงแหบพร่า

ช่างมันเถอะ ฉันคิดว่ายังไงพวกเขาก็คงไม่ได้กลับไปที่นั่นหรอก

ขอให้พวกเขาปลอดภัยด้วยเถิด สาธุ!” ฟ้าฝนยกมือไหว้

ฉันอยากจะบ้าตาย แค่วันเดียว โดนทั้งพวกนักวิทยาศาสตร์ ทั้งแมสค์ ออฟ เดธ ทั้งเรดอายส์ วันซวยชัดๆ

แถมยังโดนโลมาหลอกอีกฟ้าฝนว่า แต่พวกเขาเห็นทีจะซวยกว่าเรานะ เฮ้อ!...แล้วตกลงที่นี่มันที่ไหนกันแน่เนี่ย เธอพอจะรู้ไหมฟ้าฝนพูดแล้วเหลียวมองรอบข้าง มีต้นไม้ขึ้นรกทึบ แต่ละต้นทั้งสูงและใหญ่ ได้ยินเสียงนกที่ร้องแปลกๆ ดังมากไกลๆ

มันก็มีหลายที่นะที่เป็นเขตหวงห้ามมนตรา และฉันก็จำมันไม่ได้ด้วยเจนนี่เบ้ปาก

ช่างมันเถอะ ถึงรู้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเธอพูด สองมือควานหาอะไรในกระเป๋ากางเกง ขณะที่ท้องร้องจ้อกๆ เธอพอมีอะไรกินได้ไหม

ไม่มีหรอกเจนนี่บอก อยากกินข้าวมันไก่จังเลย อืม ฉันว่า...

ชูวว์! ฉันว่าฉันได้ยินเสียงอะไรนะฟ้าฝนยกนิ้วชี้ขึ้นและเงี่ยหูฟัง แล้วดวงตาเธอก็เปล่งประกายความยินดี อเล็กซ์!”

ฟ้าฝน เจนนี่!” เสียงอเล็กซ์ดังลอดออกมาจากป่าที่รกทึบ ฟ้าฝนและเจนนี่ปรี่เข้าไปหา พวกเธอแหวกพุ่มไม้ออก แล้วก็แทบช็อกอีกครั้ง

อเล็กซ์อยู่ในสภาพที่โชกเลือด และสวมรองเท้าข้างเดียว

เกิดอะไรขึ้นเจนนี่เขย่าร่างเขา สองตาจับจ้องเลือดที่เปรอะเปื้อนร่างกายเขา

คาลอสล่ะ อยู่ไหนฟ้าฝนซัก

เดี๋ยว หยุดก่อน เลือดนี่ไม่ใช่ของฉัน เป็นของคาลอสอเล็กซ์บอก

เกิดอะไรขึ้นกับเขาเจนนี่ร้อง

เขาเป็นอะไร เขาอยู่ไหน พาฉันไปหาเขาสิ!” 

อเล็กซ์ถอนหายใจ คิดว่าไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย ฟังฉันนะ คาลอสปลอดภัยแล้ว เขาอยู่ในถ้ำกับเด็กนั่น

เด็กนั่นเจนนี่ทวนคำ ใครกัน

ไม่รู้สิ เขาช่วยคาลอสไว้ แล้วเขาก็แทบไม่พูดอะไรเลยด้วย

พาฉันไปหาเขาทีฟ้าฝนบอก อเล็กซ์ยื่นมือมาแล้วพูด

รองเท้าฉัน

เออ ลืมไปฟ้าฝนส่งให้เขา ทำไมนายถึงถอดทิ้งไว้ล่ะ

ฉันรีบไปหน่อยก็เลยทำมันหลุด เด็กนั่นบอกว่าหากช้าเกินไปเขาอาจจะตายได้

เจนนี่กลืนน้ำลาย เธอเกือบฆ่าเพื่อนตัวเองแล้วล่ะสิ

เขาพูดแค่นั้นแหละอเล็กซ์บอก ไปกันเถอะ เขาบอกหลังผูกเชือกรองเท้าเสร็จ แล้วก็ออกเดินกลับไปทางด้านหลัง

เราผ่านที่นั่นมาแล้วเหรอ เจนนี่ถาม

ใช่ ฉันได้ยินเสียงพวกเธอตะโกนด้วย แต่ฉันออกไปไม่ได้ ฉันต้องช่วยเด็กนั่นรักษาคาลอสก่อน

ฉันชักอยากรู้แล้วล่ะสิ ว่าเด็กนั่นเป็นใครฟ้าฝนว่า

หรือว่า...จะเป็นคนที่โลมานั่นอยากให้เราช่วย!” เพื่อนสาวเธอร้อง

พวกเธอไปถามเขาเองเถอะ หลังจากที่พาคาลอสไปที่ถ้ำนั่น เขาก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย

เจนนี่และฟ้าฝนสบตากันอย่างกังวล เรื่องที่ไม่คาดฝันทำไมต้องเกิดกับพวกเขาทุกทีเลยนะ

 

เพียงไม่นาน พวกเขาก็เดินมาถึงถ้ำขนาดพอเหมาะสำหรับคนราวห้าหกคน รอบเป็นพุ่มไม้ขึ้นบดบัง มีผีเสื้อที่มีลายแปลกประหลาดบินรอบๆ ได้ยินเสียงธารน้ำไหลจากที่ไกลๆ

ฉันหิวน้ำเจนนี่บอก

ฉันด้วยฟ้าฝนเสริม

ในนี้มีอยู่ ตามมาเลยอเล็กซ์เดินเข้าไปในถ้ำ เขาหักเลี้ยวไปทางซ้ายหลังจากเดินมาราวสิบก้าว แล้วเจนนี่และฟ้าฝนก็เห็นคาลอสนอนเปลือยท่อนบนอยู่ตรงนั้น ข้างๆมีกองไฟและเด็กขายที่สวมเสื้อแขนยาวและหมวกคลุมศีรษะ เด็กคนนั้นมองเจนนี่กับฟ้าฝนด้วยสายตาที่ผิดหวัง

เขาเป็นยังไงบ้างเจนนี่ถาม ขณะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เด็กประหลาดคนนั้น เด็กคนนั้นขยับหนีอย่างรังเกียจ

เขาดูดีกว่าเดิมนะฟ้าฝนพูดพลางทรุดตัวลงมองคาลอส อเล็กซ์นั่งตรงข้ามกับเจนนี่ เขาส่งน้ำให้ฟ้าฝน เธอดื่มมันอย่างกระหายแล้วส่งให้เจนนี่

อเล็กซ์มองเด็กคนนั้นแล้วพูด เขาไม่ยอมพูด เมื่อกี้นายยังพูดอยู่เลยนี่นา

เด็กคนนั้นมองเจนนี่ อเล็กซ์ และฟ้าฝนสลับกัน

เขา...ปลอดภัยแล้ว เด็กคนนั้นพูดเป็นภาษาอังกฤษชัดแจ๋ว

เฮ้ย! ทำไมเมื่อกี้นายไม่พูดล่ะอเล็กซ์โวย ฟ้าฝนยกมือห้าม

ผมเห็นพวกคุณมาด้วยกันหลายคน ตอนที่พวกคุณถูกส่งตัวมาที่นี่ ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นพ่อผมเสียอีกเด็กคนนั้นเริ่มสะอื้น ผมเห็นพวกคุณแยกกันเป็นสองกลุ่ม และก็เห็นคนบาดเจ็บด้วย ผมก็เลยพยายามช่วย ผมไม่อยากพูดหลายรอบ ก็เลยรอพวกคุณมาที่นี่ให้ครบก่อน...

เดี๋ยวนะฟ้าฝนขัด นายว่าพวกเราถูกส่งตัวมาที่นี่ นายหมายถึงโดยเจ้าพวกปลาโลมาจอมกะล่อนนั่นนะเหรอ

อย่าบังอาจมาเรียกพวกเขาว่าจอมกะล่อน!” เด็กคนนั้นตะโกน ฟ้าฝนสะดุ้ง เขาเป็นเพื่อนของผม ผมเจอเขาเมื่อหลายวันก่อนหลังจากที่ผมมาติดที่เกาะนี่ ผมบอกเขาให้ช่วยตามหาพวกเพื่อนและครอบครัวผม ให้พวกเขาพาผมออกไปจากที่นี่

โลมาใช้มนตราได้ด้วยรึอเล็กซ์ถาม

นายหัดอ่านหนังสือบ้างนะเจนนี่บอก โลมาวิเศษกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ มันสามารถเคลื่อนที่ทะลุแหล่งน้ำเหมือนประตูวาร์ปได้ และยังใช้มนตราระดับต่ำๆได้อีกด้วย มันสัมผัสพลังมนตราได้ จึงไม่ต่องสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงหาเราพบตอนที่เราอยู่กลางทะเล

โว้ ฉลาดดีแท้

เธอบอกว่าเธอติดเกาะนี้ฟ้าฝนว่า เธอมาติดได้ยังไง

เขาฟื้นแล้ว!” เจนนี่ตะโกน ขณะที่คาลอสตาปรือ

ที่นี่ที่ไหนเขาพูดก่อนที่จะเรียบเรียงความทรงจำได้อีกครั้ง เขาก็นึกขึ้นได้ เขากำลังจะคว้าสิ่งนั้นได้ แต่กลับคลาดสายตากับมัน แหวน แหวนอยู่ไหน!”

พวกแมสค์ ออฟ เดธได้ไปแล้วเจนนี่บอกสียงเศร้า

เปล่า! ไม่ใช่...นั่นมันของปลอม!”

ว่าไงนะ!” ทั้งสามพูดออกมาแทบจะพร้อมกัน

ฉันแอบสลับตอนที่ไปเอาแหวนมาจากทหารโง่นั่น ฉันสวมแหวนปลอมไว้ ส่วนแหวนจริงฉันกำไว้ในมือ หลังจากที่เธอสั่งให้ฉันหายตัว ฉันแกล้งหลับตาและกำลังจะใส่มันเข้าไปในสร้อยนี่เขาดึงสร้อยที่ห้อยหินนำโชคออกมา แล้วฉันก็โดน...

ฉันขอโทษเจนนี่บอก ฉันผิดเอง

ช่างมันเถอะคาลอสบอก แหวนตกลงมาจากทางช่องนั่น ฉันก็เลยโดดตามลงมา แต่สุดท้ายฉันก็คลาดสายตากับมันจนได้ ! มันคงจะจมน้ำไปแล้วล่ะ

เปล่าหรอกเด็กประหลาดพูด มันมาที่เกาะนี่ ผมสัมผัสได้

แล้วมันอยู่ที่ไหนคาลอสยันตัวลุกขึ้น อ๊าก!”

คุณนอนนิ่งๆไว้ก่อนเด็กคนนั้นห้าม

มันอยู่ที่ไหนเจนนี่ถาม

ผมรู้ว่ามันมาที่เกาะนี่ แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน

เวรกรรมฟ้าฝนกุมขมับ แล้วเราจะหายมันเจอได้ยังไง

พวกเธอก็หายตัวไปเรียกคนมาช่วยสิคาลอสว่า เจนนี่ ฟ้าฝน และอเล็กซ์สบตากัน และเจนนี่ก็พูด

เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก

ทำไมล่ะ

ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามนตรา เราใช้มนตราไม่ได้ที่นี่

คาลอสเอามือขยี้ผมตัวเอง เขารู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้าง เขาเห็นท้องเขาเต็มไปด้วยผงสีเหลืองที่ปนกับเลือดสีแดง มันน่ารังเกียจยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก

ถ้าเราหามันเจอคาลอสว่า เราก็หายตัวกลับไปไม่ได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ

นั่นสิอเล็กซ์ลูบคาง เราว่ายน้ำไปจะถึงฝั่งไหมนะ

เด็กชายประหลาดหัวเราะ เหมือนว่าเขาคิดแผนการชั่วร้ายออก ผมช่วยพวกคุณได้

จริงเหรอ

ถ้าพวกคุณช่วยผมน่ะนะ

ช่วยอะไรคาลอสถาม

ช่วยผมค้นหาของสิ่งหนึ่ง ของสิ่งนั้นจะพาผมกลับสู่บ้านเกิดของผมได้ และผมก็จะช่วยคุณหาแหวนนั่นด้วย

แต่ที่นี่ใช่มนตราไม่ได้เจนนี่บอก

หึ เธอไม่รู้เหรอว่ายังมีบางที่ที่เกิดความผิดพลาดในการหวงห้าม จึงสามารถใช้มนตราได้เหมือนทุกที่พึงจะเป็น และผมก็รู้...ว่ามันอยู่ที่ไหน

จริงเหรอฟ้าฝนถาม แต่นายยังไม่ได้บอกเลยว่านายมาติดเกาะนี่ได้ยังไง

เอ่อ...ผมมาตกปลาน่ะเด็กคนนั้นกลอกตา

            “นายรู้จริงนะเจนนี่ย้ำ

จริงสิ ผมไม่โกหกหรอก

โกหกฟ้าฝนพูดเสียงเข้ม เธอดูจริงจังกว่าทุกที นายไม่ได้มาตกปลา

ผมมาตกปลา สาบานได้!”

เปล่าหรอก นายโกหก คนที่นับถือโลมาเป็นเพื่อนนี่นะจะมาตกปลา มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ

โลมาเป็นของนายงั้นเหรอคาลอสพูด

ของเขาเองแหละฟ้าฝนกอดอกแล้วหันไปทางเด็กคนนั้น นายโกหก ฉันรู้

เด็กคนนั้นกระสับกระส่าย

นายเป็นใครกันแน่ มาจากที่ไหน และมาติดที่เกาะนี่ได้ยังไง ถ้าขืนนายไม่บอก พวกเราก็จะไม่ช่วยนายค้นหาของสิ่งนั้น แล้วนายก็จะติดที่เกาะบ้านี่ตลอดไปฟ้าฝนขู่ จริงๆแล้วเธอก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเด็กนั่นเลย

เด็กคนนั้นถอนหายใจ ผมชื่อฟาเนอโดรัส ซเลเลอร์ อีสม่า กรีฟ

ทุกคนขมวดคิ้ว

ชื่อประหลาดจัง นายคงไม่ได้โกหกนะคาลอสมองเขาอย่างจับผิด

เปล่าหรอก ผมชื่อฟาเนอโดรัส ซเลเลอร์ อีสม่า กรีฟจริงๆ เรียกผมว่า ฟาเนิดส์ก็ได้ฟาเนอโดรัสบอก

นายมาจากไหน ทำไมชื่อประหลาดอย่างนี้ฟ้าฝนถาม

เด็กคนนั้นทำท่าลังเล แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมเป็นชาวเอสกิโม”’

เพียงแค่นั่นทั้งสี่ถึงกับตกตะลึง

เฮ้ นายล้อเล่นรึเปล่าเจนนี่ว่า ชาวเอสกิโมหายสาบสูญไปตั้งหลายร้อยปีแล้วนี่

ก็แค่หายสาบสูญฟาเนอโดเรสบอก ไม่ได้ไม่หลักฐานว่าล่มสลายไปแล้ว เพียงพวกคุณไม่เห็นพวกเราก็เท่านั้น

เจนนี่ส่ายหน้า

อืม ฉันอเล็กซ์ บอลโลว์อเล็กซ์ยื่นมือออกไป ยินดีที่ได้รู้จัก

ฟาเนอโดรัสเอื้อมมือไปตบแก้มอเล็กซ์สุดแรงเกิด

นายทำบ้าอะไรวะ!” อเล็กว์โวยพลางลูบแก้ม เจนนี่หัวเราะคิกคัก

เป็นการทักทายของชาวเอสกิโมเจนนี่ว่า ฟาเนอโดเรสยื่นแก้มให้อเล็กซ์

โอ้ ก็ได้อเล็กซ์ตบฟาโดเนอรัสสุดแรง แต่เขากลับยิ้มกริ่ม

ฉันเจนนี่ มิเรสเคิลเจนนี่บอกแล้วฟาดเข้าไปที่แก้มของฟาเนอโดรัส แล้วเขาก็สวนกลับมาทันควัน ฟ้าฝนหัวเราะเอิ้กอ้าก

เบากว่าฉันอีกอเล็กซ์บ่น สองมาตรฐานนี่หว่าฟาเดอโนรัสยิ้ม

ฉันฟ้าฝนแล้วฟ้าฝนก็ตบฟาเดอโนรัสเต็มแรง และเข้าก็สวนมาอีกครั้ง

ฉันคาลอส

เขาคงเป็นข้อยกเว้นเจนนี่บอก เขาเจ็บอยู่นี่นา

ก็ได้ฟาเนอโดรัสว่า แก้มของเขาแดงจัด

ตกลงพวกนายอาศัยอยู่ที่ไหนคาลอสถาม

ข้างล่างฟาเนอโดรัสว่า ใต้ผืนน้ำในทะเลอันกว้างใหญ่

เฮ้ ล้อเล่นรึเปล่าอเล็กซ์หัวเราะ

เปล่า เราอยู่ที่นั่นจริงๆ กับชาวแอตแลนติส

คำพูดของฟาเนอโดรัสสะกดพวกเขาไว้อีกครั้ง

บ้าน่า!” เจนนี่ร้อง ชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่บนขั้วโลก จะมาอยู่ใต้น้ำได้ยังไง แถมยังมีชาวแอตแลนติสอีกด้วย เธอโกหกแน่ๆ

เปล่า มันคือความจริง

แอตแลนติสเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเจนนี่ว่า หรือถ้าหากมันมีจริง มันก็ล่มสลายไปแล้ว

พวกคุณคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้งั้นเหรอฟาเดอโนรัสยิ้มเยาะ เธอคิดว่าเธอรู้เรื่องโลกใบนี้สักแค่ไหนกันเชียว

ก็ได้ อธิบายให้ฉันเชื่อสิเจนนี่กอดอก

ฟาเดอโนรัสเลียปากที่แห้งกรอบ พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่า...หลายร้อยปีมาแล้ว บนขั้วโลกเต็มไปด้วยชาวเอสกิโม ตอนนั้นพวกเราอยู่กันอย่างผาสุก แต่อยู่มาวันหนึ่ง พวกเราได้ยินเสียงคลื่นทะเลซัดสาด มันดังกว่าทะเลที่อยู่บนขั้วโลกมาก ทุกครอบครัวออกจากบ้านน้ำแข็งของตัวเองมาดู แล้วพวกเขาก็แทบเป็นบ้า

ฟาเนอโดรัสหยุดพูด เจนนี่ คาลอส อเล็กซ์ และฟ้าฝนจ้องดวงตาสีเทาหม่นของเขาเป็นตาเดียว

ใช่...พวกเขาก็แทบเป็นบ้า ท้องฟ้ากลับไม่ใช่ท้องฟ้าอีกต่อไป มันกลับกลายเป็นทะเลสีครามแผ่ไปทั่วน่านฟ้า และมีแสงสีฟ้าทอประกายแทนแสงอาทิตย์ ยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ทำอะไร พวกเราก็โดนผืนน้ำนั้นดูดขึ้นไป...จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่าดูดลงไปมากกว่านะ มันเป็นเหมือนประตูมิติขนาดมโหฬาร มันเชื่อมต่อขั้วโลกกับทะเลอันกว้างใหญ่ แล้วพวกเราก็โดนมันดูดลงไป ลึกลงไปเรื่อยๆ แต่พวกเรากลับไม่ตาย เพราะพวกเราสามารถหายใจในน้ำได้ฟาเนอโดรัสพลิกให้ดูตรงซอกหูของเขา ตรงนั้นมีรอยขีดสีดำยาวตลอดแนว

โอ้พระเจ้าเจนนี่กระซิบ

พวกเราได้มันตอนที่โดนแสงสีฟ้า มันเป็นเหงือก รุ่นลูกรุ่นหลานอย่างผมก็เลยพลอยได้มาด้วย เอาล่ะ ถึงไหนแล้วนะ

 โดนดูดลงไปอเล็กซ์บอก

ใช่ พวกเราโดนดูดลงไป น้ำเย็นลงเรื่อยๆ ความมือเริ่มเข้าครอบงำ ปลาที่อยู่ในทะเลเปลี่ยนไป มันดูไม่เหมือนปลาอีกต่อไป มันเหมือนสัตว์ประหลาด พวกเราถูกดูดลงไปจนมาถึงพื้นทราย พวกเราคิดว่ามันจะหยุดแค่นั้น แต่มันกลับดูดร่างพวกเราลงไปในทราย จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่าผ่านทรายมากกว่านะ เพราะพื้นทรายไม่สะเทือนเลย พวกเราโดยดูดทะลุผ่านชั้นทรายลงไป แล้วพวกเราก็ได้พบสิ่งที่ยากจะจินตนาการ...

พวกเราก็ได้พบกับความยิ่งใหญ่อลังการของอารยธรรมแอตแลนติส มันยิ่งใหญ่ตระการตา มันสว่างด้วยดวงอาทิตย์ที่สาดแสงอยู่กลางเมือง กำแพงเมืองสูงใหญ่สร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์ ไหนจะวิหารทองคำอีก มันน่าอัศจรรย์มาก...ที่นั่นรุ่งโรจน์ทั้งวิทยาศาสตร์และมนตราที่เติบโตควบคู่กันไป

"หัวหน้าเผ่าของเรา ณ ขณะนั้นได้ตรัสถามกษัตริย์แห่งแอตแลนติส ว่าทำถึงพาพวกเราไปที่นั่นฟาเนอโดรัสชี้นิ้วลงข่างล่าง กษัตริย์ตรัสว่า ทั้งชาวเอสกิโมและชาวแอตแลนติส ต่างใช้ชีวิตอย่างสันโดษเหมือนๆ กัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกเหมือนๆ กัน ทำไมพวกเราจะไม่มาอยู่ร่วมกันเสียเล่า ที่นี่มีทั้งวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าพวกมนุษย์บนดินถึงพันๆ ปี มีมนตราที่พวกนั้นแทบใช้กันไม่ได้ พวกเราจงมาอยู่ร่วมกันเถิด ดีกว่าจะไปอยู่บนดินกับพวกมนุษย์ที่ใช้วิทยาศาสตร์ทำลายธรรมชาติ จ้องแต่จะหานวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่ามีหลายคนไม่เห็นด้วย ทั้งชาวเอสกิโม และชาวแอตแลนติส แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์เพราะหัวหน้าเผ่าเราเห็นดีเห็นงามด้วย พวกเราจึงอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้

เป็นความจริงเหรอเนี่ยเจนนี่คราง ฟาเนอโดรัสพยักหน้า แต่ทำไมนายพูดภาษาอังกฤษได้ล่ะ

ผมเรียนจากแคเวียนเน็ต

อะไรนะ

มันเป็นความลับ มนุษย์บนดินไม่สมควรได้รู้

โห ทำไมทำแบบนี้ล่ะเจนนี่อ้อน บอกหน่อยนะ

เหอะ พวกคุณทำลายธรรมชาติแล้วยังไม่พอยังเข่นฆ่ากันเองอีก ถูกแล้วล่ะที่พวกเราแยกตัวออกมาอยู่อย่างสันโดษ ไม่ไปอยู่กับพวกโหดเหี้ยมอำมหิตแบบพวกคุณ

ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีอะไรจะเถียง ฟาเนอโดรัสพูดถูกทุกอย่าง นับวันมนุษย์โลกจิตใจจะต่ำทรามลงไปทุกวัน วิทยาศาสตร์ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ตามมากลับเป็นความวิบัติของธรรมชาติ  

ตกลง สมมติว่านายเป็นชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ในแอตแลนติสจริงๆคาลอสบอก ฟาเนอโดรัสทำหน้างอ ก็ได้ ฉันเชื่อว่านายเป็นจริงๆ แล้วนายมาติดเกาะนี่ได้ยังไงล่ะ

ผมพลัดหลงจากครอบครัวตอนที่พวกเราออกมาล่าสัตว์

ล่าสัตว์หรือ...อะไร

ปลา พวกเราออกมาหาปลากัน เพราะสัตว์บกที่เราเพาะพันธ์อยู่มันร่อยหรอลงไปทุกที จำนวนประชากรของเราเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พวกเราเลยออกมาหาอาหารเพิ่ม แต่พวกเราก็โดนฝูงฉลามโจมตีเขาเปิดให้ดูรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่เอว ผมโดนกัด ผมหมดสติ รู้สึกตัวอีกทีก็มาโผล่ที่เกาะนี้แล้ว

นายเลี้ยงสัตว์บกในน้ำได้ยังไงฟ้าฝนถาม

เรามีที่เพาะพันธ์เฉพาะ ผมบอกพวกคุณแล้ว วิทยาศาสตร์และมนตราที่แอตแลนติสอยู่ในระดับสูงมาก การเลี้ยงสัตว์บกในน้ำเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ผมสาบานได้เลยว่าพวกเราได้มันมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว พวกเราเลี้ยงดูมันอย่างดิบดี พวกมันให้ลูกหลานมากมาย และพวกเราก็ใช้มันเป็นอาหาร

เดี๋ยวนะอเล็กซ์ขัด พวกนายอาศัยอยู่ใต้น้ำนี่ แล้วทำไมนายไม่ให้โลมานั่นไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเลยล่ะ

ฟาเนอโดรัสมองอเล็กซ์อย่างงงๆที่นั่นลึกกว่าหนึ่งหมื่นเมตรจากระดับน้ำทะเล คุณคิดเหรอว่าโลมาจะทนแรงดันขนาดนั้นได้น่ะ แล้วอีกอย่างอาณาจักรแอตแลนติสก็ร่ายคาถาป้องกันการหายตัวเข้า-ออกไว้ด้วย มีทางเดียวที่จะไปที่นั่นได้ คือหายตัวไปนอกกำแพงเมืองแล้วว่ายน้ำเข้าทางประตู

แล้วนายจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ของสิ่งที่นายทำหายฟ้าฝนพูด

ใช่

มันคืออะไร

สร้อย...สร้อยมนตรา เอ่อ...พวกเราทุกคนใช้มัน เหมือนที่พวกคุณๆ ใช้แหวนมนตรานั่นแหละฟาเนอโดรัสบอก

นายรู้เรื่องแหวนมนตราด้วยเหรอคาลอสอึ้ง ไหนว่าตัดขาดจากโลกภายนอกไงล่ะ

ผมฟังเขาเล่ามาน่ะ

แล้วนายรู้ได้ยังไงว่ามันหายที่เกาะนี้ มันไม่ได้ตกลงไปในทะเลหรอกรึฟ้าฝนถาม

เด็กคนนั้นทำท่าลังเล ฉันรู้ก็แล้วกันล่ะน่า

นายแน่ใจจริงเหรอ

แน่นอน

งั้นตกลงตามนี้ฟ้าฝนกล่าว พวกเราทั้งหมด หมายถึงนายด้วย จะออกตามหาของทั้งสองสิ่ง ถ้าเจอสร้อยก่อน นายก็ต้องช่วยเราตามหาแหวนจนเจอและบอกที่ๆไม่ได้หวงห้ามมนตรา ตกลงไหม

ฟาเนอโดรัสพยักหน้า ตกลง

และถ้าเจอแหวนก่อน พวกเราก็จะช่วยนายตามหาสร้อยจนเจอ และถึงตอนนั้นนายก็จะบอกที่ๆไม่ได้หวงห้ามมนตราให้พวกเรา ตกลงไหม

ตกลง

เยี่ยม!” ฟ้าฝนยิ้ม เรารอให้คาลอสหายก่อนแล้วเราก็เริ่มได้เลย

ฉันหายแล้วคาลอสลุกขึ้นยืน เจนนี่ อเล็กซ์ และฟ้าฝนตะลึง เขาปัดเศษผงเปื้อนเลือดที่แห้งกรังออกจากตัว

ยาของผมเอง ผมเอาติดตัวมาด้วย เหลือจากที่ใช่รักษาแผลผมที่โดนฉลามกัด

วิเศษสุดๆอเล็กซ์ตาลุกวาว ฉันอยากรู้จริงๆว่าอาณาจักรแอตแลนติสจะหน้าตาเป็นยังไง นายบอกหน่อยได้ไหม ฟาเออโนเรส

ฟาเนอโดรัสเขาแก้

เออนั่นแหละ บอกหน่อยได้ไหม

มันเป็นความลับฟาเนอโดรัสว่า ผมหิว

ไม่ใช่นายคนเดียวที่หิวเป็น พวกเราทุกคนต่างหิวกันหมดคาลอสว่า แล้วดึงเจนนี่ลุกขึ้น นายติดที่เกาะนี่มากี่วันแล้ว

สี่วัน

แล้วนายกินอะไรล่ะ

ที่นี่มีผลไม้อยู่ แต่หายากมาก และผมก็เจอแอ่งน้ำฝนใกล้ๆ นี้ด้วย

ไม่มีสัตว์เหรออเล็กซ์ว่าแล้วดึงตัวฟ้าฝนให้ยืนขึ้น อย่างกวาง แพะ หมูป่า อะไรทำนองนี้

ไม่มีหรอก ฟาเนอโดรัสบอก ฉันคิดถึงบ้านจังเลย ที่นั่นมีสัตว์เลี้ยงเต็มไปหมด

ฉันชักอยากไปแอตแลนติสแล้วล่ะสิอเล็กซ์ยิ้ม

นายหาของกินให้ได้สักมื้อก่อนเถอะอเล็กซ์ฟ้าฝนบอก ไปกันเถอะ ฉันหิวไส้กิ่วแล้วเนี่ยเธอพูดแล้วเดินนำไป เจนนี่ อเล็กซ์ คาลอส เดินตามไป โดยมีฟาเนอโดรัสเดิมตามอย่างช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

นายรู้ไหมว่านี่เกาะอะไรคาลอสถาม

นายยังไม่รู้อีกเหรอฟาเนอโดรัสขมวดคิ้ว

ไม่เลย

เบอร์มิวดาไงล่ะฟาเนอโดรัสเลิกคิ้ว รู้จักใช่ไหม

พระเจ้า! นี่เกาะเบอร์มิวดาเหรออเล็กซ์กุมขมับ ตายแน่เรา ตายแน่

คาลอสและฟ้าฝนได้แต่อ้าปากค้าง

เดี๋ยวนะ จริงๆแล้วต้องเรียกว่าหมู่เกาะเบอร์มิวดานี่ เพราะมันมีหลายเกาะเจนนี่ว่า เราอาจอยู่เกาะที่มีคนอยู่และมีเมืองก็ได้

ที่นี่เป็นเกาะร้างฟาเนอโดรัสบอก และถ้าเธออยากว่ายน้ำไปเกาะข้างๆละก็ นั่นแสดงว่าเธออยากเป็นอาหารให้ฉลามขาว

ที่นี่มีฉลามด้วยเหรอ!” ฟ้าฝนกุมขมับอีกคน

แน่นอน

โอเคอเล็กซ์ถอนหายใจ ฉันอยากจะบ้าตาย!”

เดี๋ยวนะ!” คาลอสโพล่งออกมา นายบอกว่าแอตแลนติสอยู่ใต้น้ำ และที่นี่คือเกาะเบอร์มิวดา นายอย่าบอกนะว่า...

แอตแลนติสอยู่ใต้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

ฉันจะเป็นบ้าจริงๆแล้วนะ!” อเล็กซ์โวย

พวกนายเป็นต้นเหตุของเรื่องประหลาดๆที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดางั้นสิคาลอสกอดอก

จะว่าใช่...ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่...ก็ไม่ใช่

ยังไง พวกเราอยากรู้ฟ้าฝนตาลุกวาว

มันเป็นความลับ

ถ้านายไม่บอกเราจะไม่ช่วยนายตามหาสร้อยคาลอสขู่ นายไปตามหาเอาเองละกัน

ฟาเนอโดรัสถอนหายใจแล้วส่ายหน้า ฉันไม่น่ามาเจอพวกมนุษย์บนดินจริงๆเล้ย

น่า บอกพวกฉันมาเถอะ พวกฉันไม่ไปบอกใครหรอกคาลอสยิ้ม

ที่อาณาจักรแอตแลนติส เรามีแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและเป็นพลังงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด มันคือผลึกวิเศษ และมันนั่นแหละที่ทำให้เกิดเรื่องราวประหลาดๆมากมายในเขตสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเพราะพลังงานที่มันปล่อยออกมาทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศและมิติ แต่พวกเราไม่คิดจะแก้ไขมันหรอก เพราะนอกจากมันจะให้พลังงานแล้ว มันช่วยให้มนุษย์บนดินไม่กล้าเข้าใกล้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเรา

เหลือเชื่อเจนนี่ตาโต แล้วมนุษย์ต่างดาวล่ะ พวกนายติดต่อกับพวกมนุษย์ต่างดาวจริงๆรึเปล่า

ฟาเนอโดรัสส่ายหน้า มันเป็นความลับ

ถ้านายไม่บอกเราจะไม่ช่วยนายตามหาสร้อยคาลอสขู่อีกครั้ง

ถ้านายถามอีก...ฉันก็จะไม่บอกว่าที่ๆปลอดการหวงห้ามอยู่ตรงไหนฟนเนอโดรัสพูด เหมือนเขาพึ่งจะคิดได้ว่าบัดนี้ทั้งหมดลงเรือลำเดียวกันแล้ว
           
            "ฉันยังงงๆอยู่เลย" อเล็กซ์เอ่ยขึ้น "ทำไมพวกนักวิทยาศาตร์นั่นถึงหาเราพบ"
    
            "จริงสิ!" เจนนี่ร้อง "ฉับลืมนึกถึงเรื่องนั้นไปเลย"

            "จีพีเอส!" คาลอสโพล่งออกมาแล้วพลิกฝ่าเท้าตัวเองขึ้นดู "ต้องใช้แน่ๆ พวกนั้นเอาจีพีเอสติดไว้ที่รองเท้าฉัน!" 

            "ได้ยังไง ตอนไหนกัน" เจนนี่ถาม

            "พวกนักข่าวที่ไปที่บ้านฉันต้องเป็นพวกนี้แน่ๆ...นี่ไง!" คาลอสดึงบางอย่างออกมาจากรองเท้า มันเหมือนหัวเข็มหมุดสีดำ 

            "ทีหลังระวังตัวหน่ยนะ" ฟ้าฝนตำหนิ

            "เออ" คาลอสพึมพำแล้วเอาหินทุบจีพีเอสแหลกละเอียด


 

เธอรอด...

แบสนี่รอดตายอย่างแปลกประหลาดจากรถบรรทุกขนาดยักษ์ มันพุ่งผ่านตัวเธอเหมือนกับเธอเป็นแค่ลม คนขับรถเปิดประตูลงมาหลังจากเหยียบเบรกจนสุด แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นแบสนี่ยืนงงๆอยู่กลางถนนโดยไม่มีรอยขีดข่วน

คุณเป็นอะไรไหมชายคนขับรถถาม

ไม่ ไปเถอะแบสนี่บอก ผู้คนแถวนั้นเริ่มออกมามุงดู รถหลายคันหยุดอยู่ข้างทางด้วยความสอดรู้สอดเห็น เธอจึงออกวิ่งไปหาหญิงชราคนนั้นอย่างว่องไว หญิงชราที่ช่วยชีวิตเธอ ต้องเป็นเธอแน่ๆ แล้วแบสนี่ก็ตามทัน...

มันอยู่กับเขาจริงหรือคะแบสนี่ถาม เธอนั่งอยู่ใต้สะพานลอยกับหญิงชราคนนั้น คนที่ผู้คนแถวนั้นเรียกเธอว่า ผีบ้า

ฉันบอกอย่างแน่นอนไม่ได้หญิงชราพูด ฉันไม่ได้สนใจหินพวกนั้นมานานแล้ว แต่ที่ฉันได้ข่าวล่าสุดก็คงจะเป็นเขา

เขาอยู่ที่ไหนคะ

หญิงชราดึงกระดาษออกมาจากกระเป๋าเสื้อที่ว่างเปล่าเหมือนกับเล่นมายากล นี่แบสนี่รับแผนที่จากมือเธอ

ฝรั่งเศสหรือ

ใช่ ไม่แน่ว่าบางที เธออาจเจอหินอีกก้อนอีกก็ได้

เปล่าหรอกแบสนี่ส่ายหัว ฉันต้องการแค่หินรักษา ฉันอยากช่วยเพื่อนของฉัน พวกเขาป่วยหนัก คนหนึ่งเป็นอัมพาตครึ่งตัว ส่วนอีกคนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปแล้วแบสนี่นึกถึงภาพเมื่อเธอไปเยี่ยมเบ็นจาและอลิซก่อนที่เธอจะออกเดินทาง พวกเขาดูน่าสงสารมาก

อนิจจัง...กรรมใครกรรมมัน

มันจะช่วยพวกเขาได้ใช่ไหมคะ

หญิงชรายิ้ม ถ้าเธอหามันเจอน่ะนะ

ขอบคุณมากค่ะ ฉันไปล่ะแบสนี่ไหว้แล้วเดินจากมา แต่เธอยังไม่ได้ถามว่าจะหาเขาเจอได้ยังไงเลยนี่นา แบสนี่หันกลับไปหาหญิงชราคนนั้น

แต่หล่อนก็ไม่อยู่แล้ว

 

ชายสามคนกำลังลอยคว้างอยู่ในอุโมงค์สีดำมืด ทุกคนเนื้อตัวเปียกปอน หมุนติ้วกลางอากาศอย่างไร้การควบคุม หนึ่งในนั้นหลับตาปี๋ อีกคนอยู่ในสภาพที่แตกตื่น อีกคนดวงตาเบิกค้างด้วยความโมโห เกิดแสงสว่างทีปลายอุโมงค์ แล้วพวกเขาก็โดนมันดูดออกไป

ไอ้ระยำ!” ชายคนหนึ่งตะโกนหลังจากพาคนอีกสองคนโผล่มาที่ห้องสีขาวสะอาดทั้งห้อง ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าให้หายตัวไปก็สิ้นเรื่อง แต่แกยังห่วงดูวิวทะเลบ้าๆ บอๆ อีก เห็นไหมล่ะ โจเซฟ แหวนนั่นหลุดมือไปจนได้!”

ฉันไม่ชอบการหายตัวโจเซฟบอก มันเวียนหัว แล้วใครจะรู้ล่ะว่าเจ้าพวกนั้นมันจะมาเร็วขนาดนั้น ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันสัมผัสพลังของแหวนนั่นได้เหมือนที่เจ้าเด็กนั่นบอกโจเซฟบิดเสื้อเอาน้ำออกแล้วเดินไปกดปุ่มไมค์ พวกเรากลับมาแล้ว หาชุดใหม่ให้พวกเราด้วย

โธ่โว้ย!” ดอลเตะฝุ่นอย่างหงุดหงิด เกือบไม่รอดแล้วไหมล่ะ ถ้าฉันไม่ได้สติแล้วพาพวกแกหายตัวมาที่นี่ พวกแกได้เป็นผีทะเลไปแล้ว!”

เอาน่า พลเอกดอลราวเมอร์พูดขณะถอดเสื้ออก เราค่อยวางแผนกันใหม่ก็ได้

เหอะ แกคิดว่ามันจะได้มาง่ายๆงั้นหรือดอลมองราวเมอร์ที่มีผมสีขาวปรกบนหน้าที่เริ่มเหี่ยวย่น

            ราวเมอร์ยิ้มกริ่ม เรามีของขวัญจากแอเรียห้าสิบเอ็ด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #98 Cherry-girl (@kanokth) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กันยายน 2554 / 18:14
    พยายามเข้านะคะ
    #98
    0
  2. #97 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 กันยายน 2554 / 20:29
    สนุกอะ อัพเรื่อย ๆ น่ะคะ จะติดตามอ่านเรื่อย ๆ เลย
    #97
    0
  3. #96 Titanic Arow (@lianglong) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กันยายน 2554 / 09:45
    เริ่มหนุกเเล้วสิครับ อืม ๆๆๆๆๆ หนุกมากอะ ลุ้นจงว่าจะได้ไปเเอตเเลนติสมั้ยอะ ฮ่า ๆๆ ู่กันไปขู่กันมา
    #96
    0