Calos Olygreef::Olygreef's Ring [แหวนมนตรา]

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 ความจริงจากปากเบ็นจา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ก.ย. 54

บทที่ 10
ความจริงจากปากเบ็นจา

 ขออภัยครับ ย่อหน้าหรือการเว้นวรรคอาจผิดไปมาก ผมมีปัญหากับ MS  Word2007 นิดหน่อยครับ เดี๋ยวจะแก้ให้นะครับ
 
“ร่ำๆอาจจะบานปลายเป็นสงครามสี่ทัพ อาจจะมีพวกทหารอเมริกัน และพวกแมสค์ ออฟ เดธ พวกที่ตามล่าเราที่บ้านวันก่อนน่ะนะ สองพวกนั้นอาจจะมาร่วมวงด้วยก็ได้ แต่ถ้าข่าวรั่วไปยังประเทศอื่นๆ บางทีมันอาจบานปลายไปใหญ่จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม และพ่อคิดว่านั่นอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษยชาติจะได้เห็น มันจะทำให้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นเหมือนการเล่นปืนฉีดน้ำเลยล่ะ”
 
 
 
ห่างออกไปในชนบท ที่บ้านของแบสนี่ รีเฟลกริ้น
บ้านไม้ทรงไทยหลังเก่าทรุดโทรมนี้ ไม้ตามข้างฝาเก่าจนผุพังและลอกล่อน สีไม้แทบจะไม่เป็นสีน้ำตาลอีกแล้ว มันแทบจะเป็นสีขาวเลยด้วยซ้ำ รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีใบไม้สีเขียวขจี มีหญ้าสีเขียวปลูกรอบๆบ้าน มีอ่างเลี้ยงปลารูปทรงเหมือนแก้วไวน์อยู่ตรงบันไดขึ้นบ้านทั้งสองข้าง บรรยากาศสดชื่อดังเช่นถิ่นทุระกันดาลทั่วไป  
 
นานๆทีจะมีรถวิ่งผ่านครั้งหนึ่ง จะแออัดก็เพียงแต่เวลาราวสาวทุ่ม เมื่อมีเด็กๆและวัยรุ่นกว่าร้อยคนมารวมหัวกันที่บ้านหลังนี้และเดินเข้าไปในประตูมนตราที่ตั้งอยู่หลังบ้านเพื่อไปยังโรงเรียนที่พวกเขาโปรดปราน ท่ามกลางความพิศวงของเพื่อนบ้าน พวกเขาสงสัยว่าบ้านหลังนี้ทำไมจัดปาร์ตี้กันทุกวัน
 
แซม น้องของเธอย้ายออกไปอาศัยกับภรรยาของเขาในตัวเมือง ที่นั่นสะดวกสบายกว่า ใกล้ที่ทำงานมากกว่า แซมเคยชวนแบสนี่ไปอยู่ด้วย แต่แบสนี่ยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่กับยายของเธอ เธอตัดสินใจไม่ซ่อมแซมบ้านหลังนี้ด้วยมนตรา เธออยากให้มันเป็นไปตามธรรมชาติและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะถ้ามันดูเหมือนเดิมอยู่เสมอมันก็เหมือนสิ่งไร้ค่าซึ่งไม่น่าจดจำ และมนตราจะทำให้ร่องรอยแห่งความทรงจำที่อยู่ตามบ้านถูกลบเลือนไป
 
เพราะที่นี่มีความทรงจำดีๆของเธอกับพ่อและแม่อยู่ แม้บางเรื่องจะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีและน่าจดจำนัก อย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปี่ก่อน
 
 
ขณะนี้เวลาราวสี่ทุ่มกว่าๆ แบสนี่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ที่แกะสลักอย่างประณีตตามแบบฉบับศิลปะไทย เธอกำลังอ่านหนังสือเรื่อง หินมนตราโบราณทั้งห้า ในหัวข้อ หินแห่งการรักษา มันเป็นหินสีเขียว รูปร่างคล้ายคลึงกับหินมนตราก้อนอื่นๆ
 
“หายสาบสูญ” แบสนี่บ่น เธอเปิดไปด้านหลังสุด ตรงที่ประวัติผู้แต่ง ในนั้นมีรูปครึ่งตัวของหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาสละสลวย ใบหน้ารูปไข่ เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียว และกำลังยิ้มกว้าง แบสนี่ต้องตามหาหญิงคนนี้ แน่นอนหนังสือเล่มนี้อายุมากแล้ว เธอเปิดไปดูวันปีที่ตีพิมพ์ ในหนังสือบ่งบอกปีที่พิมพ์ว่า
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ ๒๔๒๑
 
ปีนี้สองพันห้าร้อยห้าสิบสอง หนังสือเล่มนี้อายุกว่าร้อยปีแล้วหรือ สมัยนั้นมีเครื่องพิมพ์ดีดแล้วงั้นหรือ
 
“เธอจะตามหามันรึ” เสียงหญิงชราดังมาจากข้างหลัง แบสนี่สะดุ้ง รีบปิดหนังสือ แล้วหันกลับไปดู ยายของเธออายุราวแปดสิบกว่าปี่แล้ว ผิดหนังสีน้ำตาลตกกระและเหี่ยวย่น ผมทั้งศีรษะเป็นสีขาวเหมือนเอาหิมะมาโปะ หลั่งค่อมโค้ง มีแหวนสีเหลืองเก่าๆอยู่บนนิ้ว เธออยู่ในชุดเสื้อคอกว้างหลวมๆขาดๆ สวมผ้าซิ่นสีน้ำตาล  
“ก็ ก็คงงั้น” แบสนี่ตอบ
“หินแห่งการรักษา” ยายเธอพูด “มันอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ อาจจะอยู่ที่สวนหลังบ้านเราก็ได้ หรืออาจจะอยู่บนดาวอังคาร เธอจะหามันเจอได้อย่างไร”
“ฉันจะไปหาคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้”
“คนที่มีอายุได้ร้อยกว่าปีนั่นรึ” เธอหัวเราะ
“หล่อนอาจจะอยู่รอดถึงทุกวันนี้ก็ได้ เพราะหล่อนเป็นแม่มดและยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย หล่อนต้องมียา หรืออะไรทำนองนั้นที่ทำให้หล่อนอายุยืน”
“ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“สัญชาตญาณน่ะ”  เธอพูดแล้วลุกขึ้น
“โอ้ ถูกต้องแล้ว สัญชาตญาณทำให้เราอยู่รอด”ยายเธอยิ้มในหน้าเหี่ยวย่นกว่าเดิมยังกับหมาหน้าย่น“แล้วเธอจะหาหล่อนเจอเหรอ”
“ไม่รู้สิ ไปตามความรู้สึก”
“เจริญ” แล้วทั้งสองก็หัวเราะ “แล้วจะไปเมื่อไหร่ล่ะ”
“พรุ่งนี้..” ยายหลานสบตากันแล้วก็สวมกอด แบสนี่ได้กลิ่นของยายเธอ มันเหมือนกลิ่นฟางเก่าๆแช่น้ำ แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น
“โชคดี” ยายเธอบอก
“ค่ะ”
 
 
 
คาลอสวิ่งออกมาผ่านโรงฝึกงานที่ห้า น้ำตาที่คลอในเบ้าปลิวไสว อากาศเย็นเยียบ เขาเลี้ยวไปทางด้านขวา ด้านหน้าเขาเป็นโรงฝึกงานที่สี่ วิ่งเลี้ยวไปทางซ้าย ขวาเขามือเป็นซุ้มยาวๆ มีโต๊ะไม้ยาวหลายตัวเรียงต่อกันเป็นแถวยาวเรียงหนึ่ง ถัดมาเป็นโรงฝึกงานที่สาม ถัดจากนั้น เป็นโรงฝึกงานที่สองและห้องดุริยางค์ ด้านซ้ายมือเป็นลานเจ็ดสิบปี และด้านหน้าเป็นโรงอาหารหนึ่ง
 
มีทางแยกสองทาง ด้านขวาแยกไปทางอาคารอเนกประสงค์ ทางซ้ายไปทางถนนหลัก เขายังไม่รู้ว่าจะไปที่ใด
ตอนนี้ดึกแล้วพ่อแม่เขาคงหลับไปแล้ว เขาไม่อยากไปรบกวนพวกท่าน แล้วเขาก็คิดออก
ประตูมนตรา
คาลอสวิ่งหักเลี้ยวไปทางซ้าย วิ่งตรงไปแล้วเลี้ยวขวา เขาวิ่งต่อไป เพียงยี่สิบเมตรก็จะถึงอาคารเกียตริยศแล้ว แต่เขาพบเงาตะคุ่มๆอยู่ทางขึ้นอาคาร คาลอสหัวใจเต้นโครมคราม ต่อมปอดแหกเริ่มทำงาน เขาค่อยๆย่องเข้าไป นั่นมัน
“พ่อ!”
เบ็นจาหันมา “อ้าว ยังไม่นอนอีกรึ”
คาลอสส่ายหน้า สีน้ำเศร้าหมอง
“เกิดอะไรขึ้น”
“พ่อรู้ใช่ไหม..พ่อรู้มาตลอดเลยใช่ไหม”คาลอสสะอื้น
“อะไร”
“พี่..พี่ของผม” คาลอสเริ่มร้องไห้
เบ็นจาหน้าซีด “จริงๆแล้ว พ่อก็พึ่งรู้เรื่องนี้จากเดมเมื่อกี้นี้เหมือนกัน ตอนแรกพ่อนึกว่าเขาเป็นพวกไร้พลัง...พวกที่ใช้ไม่ได้แม้กระทั่งมนตราบริสุทธิ์-แต่ก็ไม่ใช่ และพ่อไม่รู้เลยว่าสามีคนเก่าของแม่ลูกเป็นใคร พ่อไม่เคยถาม และแม่ก็ไม่เคยพูดถึงเขา พ่อไม่คิดเลยว่าจะเป็นฟีนิกส์”
“ผมจะต้องสู้กับพี่จริงๆหรือ”
เบ็นจานิ่ง แล้วพยักหน้า “มันเป็นแบบนั้นมาตลอดคาลอส”
“จริงไหมครับที่มีคนตายจากการพยายามถอดแหวนนั่น”

             “แน่นอน มันร้ายกาจ แหวนนั่นเป็นแหวนที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของวิญญาณพลังมันจึงมาจากความเคียดแค้น แต่พ่อว่าถ้าไอร่าถอดมัน เขาคงไม่เป็นไรหรอก เพราะเขาเป็นเด็กในคำทำนาย เขามีพลังที่มหาศาลและน่าเกรงขาม”

             คาลอสค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยพี่เขาก็จะไม่ตายด้วยการพยายามถอดแหวนวงนั้น ถ้าอย่างนั้นเขาก็สามารถถอดมันออกมาแล้วทำลายได้น่ะสิ คาลอสเริ่มมีความหวัง 
“ถ้าผมทำลายแหวนนั่นล่ะ”
“พ่อไม่คิดว่ามันจะทำลายได้หรอกนะ”
คาลอสหัวใจสลาย
“พ่อเคยคิดทำลายแหวนของลูกอยู่เหมือนกัน”เบ็นจามองมาที่แหวนของคาลอส “แหวนจ้าวปัญหานั่น พ่อเคยใช้ค้อนร้อยปอนด์ทุบมันแต่ก็ไร้ผล แต่ค้อนกลับแหลกละเอียด”

             คาลอสเริ่มหมดหวังแล้ว เขาก็ต้องยอมรับความจริง สรุปคือยังไงเขาก็ต้องสู้กับพี่เขา ยังไงถ้าพี่เขาไม่ตาย เขาก็ต้องตาย มันเป็นแบบนี้มาตลอด งั้นก็แสดงว่า พ่อของเขาก็ต้องเคยสู้กับหัวหน้าเรดอายส์มาแล้วล่ะสิ
“แสดงว่า พ่อก็เคยสู้กับหัวหน้าพวกนั้นแล้วใช่ไหมครับ”
เบ็นจาพยักหน้า
“แล้วพ่อก็ฆ่าเขา”
“ใช่ ” เบ็นจาสีหน้าเศร้าหมอง “เราเลือกไม่ได้ คาลอส บางสิ่งเราก็เลือกไม่ได้ เราต้องจำใจทำตามไปที่บางอย่างขีดเส้นไว้ให้เรา ถึงแม้มันอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดจะทำในหนึ่งชีวิตนี้ก็ตาม”
 
คาลอสนึกถึงไอร่า ดวงตาสีเขียวมรกตนั่น ใบหน้าสีขาวซีดเหมือนศพ และรอยยิ้มที่แสนเยือกเย็น ดูๆไปแล้วเขาก็เหมือนศพเดินได้ แต่ทุกครั้งที่อยู่กับเขา คาลอสก็รู้สึกอบอุ่น แม้จะทะเลาะกันในบางที แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาเข้าใจกันและกันมากขึ้น
 
คาลอสไม่เคยนึกเลยว่าจะต้องเป็นแบบนี้ บางสิ่งลิขิตชีวิตเขาไว้แล้วอย่างนั้นหรือว่าเขาต้องสู้กับพี่ของเขา ใครเป็นคนลิขิตกันนะ เขาอยากจะเอาอึไปปาบ้านหมอนั่นจังเลย ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาคงทำใจสู้กับหมอนั่นได้ไม่ยาก
 
  
แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องมีดและตุ๊กตาหมีนั่น เขาเล่าเรื่องที่เขาเจอมีดและตุ๊กตาหมี ท่าทางของเดม และเอาจดหมายให้เบนจาดู
 
เบ็นจาเงียบกริบ ไร้วี่แววของบิดาผู้ร่าเริง ปากเขากระตุกเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้นเมื่อยี่สิบปี่ก่อนหรือครับ” คาลอสถาม
“มันเลวร้ายมาก” เบ็นจาส่ายหน้า
“แต่ผมว่าผมจำเป็นต้องรู้นะครับ”
เบ็นจาเหมือนจะปฏิเสธแต่ก็ยอมเล่า “เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเดมอายุราวสามสิบกว่าปี เขามีภรรยา เธอชื่อแชลลี่ เธอเป็นมนุษย์ธรรมดา และเธอไม่รู้ว่าเดมเป็นผู้วิเศษ ทั้งสองอาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส ทั้งคู่มีลูกสองเป็นเด็กหญิงฝาแฝด เธอชื่อ ชิล และ ชาล  โอ พวกเธอดูน่ารักน่าชัง ครอบครัวพวกเขามีความสุข ทุกคนรักกัน แต่แล้ววันหนึ่ง..”

             เบ็นจากลืนน้ำลาย คาลอสเข้าใจความรู้สึกนี้ดี การรื้อฟื้นความทรงจำที่ไม่อยากจดจำ
“วันหนึ่ง..ไม่ใช่สิ ค่ำวันหนึ่ง ตอนนั้นฝนตกฟ้าร้องระงม คงเป็นเพราะพายุเข้า เดม แชลลี่ และลูกๆ อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากำลังร่วมวงกินอาหารค่ำอย่างรื่นเริง แล้วมันก็เกิดขึ้น ชายหญิงคู่หนึ่งสวมชุดคลุมสีดำ ดวงตาสีแดงฉาน ใช่แล้ว พวกเรดอายส์ พวกมันมาแค่สองคน คนที่เป็นผู้หญิงสาปเดมโดยคาถาหุ่นเชิด ในขณะที่เดมกำลังจะไปหยิบผลไม้มาเพิ่ม
 
"มันร้ายกาจ คาถาหุ่นเชิด มันไม่เหมือนกับคาถาสะกดจิต คาถาสะกดจิตคนที่โดนสะกดจะจำในสิ่งที่ตนกระทำไม่ได้ แต่คาถาหุ่นเชิดไม่ใช่อย่างนั้น คนที่โดนเชิดจะเห็นทุกสิ่งที่เขากระทำ จดจำได้ทุกรายละเอียด แต่เขาบังคับตัวเองไม่ได้ เดมโดนแบบนั้นแหละ เขาโดนหญิงคนนั้นเชิดเหมือนหุ่นกระบอกที่มีหัวใจ เดมเดินเข้ามาอย่างเก้ๆกังๆพร้อมตะกร้าแอปเปิลที่อยู่ในมือ เขาหยิบมีดปอกผลไม้ออกมาจากตะกร้า ในขณะที่ลูกๆกำลังรอทานแอปเปิลเขียว
หัวใจคาลอสกระตุก มีดโผล่ออกมาแล้ว
“แล้วเขาก็..” เบ็นจาส่ายหน้า “เขาใช้มีดฆ่าลูกและเมียตัวเองตายทั้งน้ำตา”
มาถึงตอนนี้คาลอสอยากเอามีดนั่นมาคว้านท้องตัวเองซะให้เข็ด ที่ไปบอกเดมว่าให้ไปฆ่าลูกของเขา
“พวกนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลยกลับต้องมาตาย”เบ็นจาถอนหายใจ “นั่นเป็นเหตุให้เดมแค้นพวกเรดอายส์เข้ากระดูกดำ”
“หญิงคนนั้นชื่ออีคารอส”คาลอสเดา
“ใช่”
“หล่อนเป็นใคร”
“พวกเรดอายส์ระดับแถวหน้าเลยล่ะ แล้วหล่อนก็เป็นน้าของไอร่าด้วย”
คาลอสรู้สึกเฉยๆแล้ว เขาจำใจยอมรับความจริง ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้แล้วในตอนนี้
“แล้วอีกคนล่ะครับ”
“ไม่รู้"
“แล้วตุ๊กตาหมี..”
“มันคือสร้อยที่ห้อยตุ๊กตาหมีตัวจิ๋ว มันคือของขวัญวันเกิดครบรอบหนึ่งปีของลูกสาวพวกเขา” เบ็นจาบอก “อีคารอสคงเก็บมีดและสร้อยนั่นไว้ เพื่อมาทำลายขวัญกำลังใจของเดม พวกนั้นชอบทำแบบนี้ ชอบเล่นสนุกกับความรู้สึกคนอื่น ทำเหมือนกับคนเราไม่มีหัวใจอย่างนั้นแหละ!”
 
คาลอสรู้สึกหดหู่ มันเป็นการกระทำที่ชั่วช้ามาก คนที่ชื่ออีคารอส คาลอสลังเลว่าจะเรียกหล่อนว่าคนได้หรือเปล่า การกระทำของหล่อนมันโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน สักวันเขาจะต้องไปแตะก้นหล่อนสักป้าบ ไม่ก็สาปหล่อนให้กลายเป็นลูกกอล์ฟแล้วตีไปดวงจันทร์ซะเลย แต่มันออกจะเว่อไปหน่อย(และเขาก็ตีกอล์ฟไม่เป็น)
“พ่อรู้ได้ยังไง”
“เดมเล่าให้พ่อฟัง และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ก่อให้เกิดสงครามเมื่อยี่สิบปี่ก่อน”
นั่นไง เมื่อยี่สิบปีก่อนมีอะไรๆเกิดขึ้นมากมายเหมือนที่คาลอสเดา“สงครามเหรอ แล้วพ่อของพี่ไอร่าตายในสงครามใช่ไหมครับ”
เบ็นจานิ่ง เหมือนกำลังนึกคำตอบ“เปล่า เขาตายเพราะอุบัติเหตุ มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่เกี่ยวกับสงครามนั่นเลย”
“ยังไงครับ”
เบ็นจาทำเป็นไม่ได้ยิน
“สงคราม”เบ็นจาพูด“มันมีเค้ารางว่าจะเกิดอีกในอีกไม่ช้า”
คาลอสใจตกไปอยู่ตาตุ่ม ความอยากรู้เรื่องการตายของฟีนิกส์หายไปทันที“เมื่อไหร่ครับ”
“พศ. สองพันห้าร้อยห้าสิบห้า ตามคำพยากรณ์ของอีเกิล”
คาลอสรู้สึกโล่งใจปนกังวลใจ ปีนี้ปีสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง “อีกตั้งสามปี”
“อีกแค่สามปีคาลอส”เบ็นจาตำหนิ
“สงครามระหว่างพวกเรากับพวกเรดอายส์นะหรือครับ”

            “ใช่และอาจจะไม่ใช่”เบ็นจาพูดสีหน้ากังวล “ร่ำๆอาจจะบานปลายเป็นสงครามสี่ทัพ อาจจะมีพวกทหารอเมริกัน และพวกแมสค์ ออฟ เดธ พวกที่ตามล่าเราที่บ้านวันก่อนน่ะนะ สองพวกนั้นอาจจะมาร่วมวงด้วยก็ได้ แต่ถ้าข่าวรั่วไปยังประเทศอื่นๆ บางทีมันอาจบานปลายไปใหญ่จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม และพ่อคิดว่านั่นอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษยชาติจะได้เห็น มันจะทำให้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นเหมือนการเล่นปืนฉีดน้ำเลยล่ะ”
 
คาลอสอ้าปากค้าง “เพราะแหวนวงนี้นี่นะ”
        
           “ก็เพราะแหวนวงนี้นั่นแหละ”เขาพูด“พวกนั้นล้วนแล้วแต่มีเหตุผลเป็นของตนเองทั้งนั้นแหละที่จะเอาแหวน แต่เชื่อพ่อเถอะ พวกนั้นล้วนต้องการอำนาจเหมือนกันหมด”
เหมือนมีตะกั่วหนักสักร้อยตันได้อยู่บนหลังของคาลอส ภาระที่เขาได้รับมันหนักเอาการ ไม่ใช่สิ หนักมากเลยต่างหาก มากเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เพียงแค่แหวนวงเดียวอาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม และอาจจะถึงขึ้นเป็นวันสิ้นโลกเลยหรือ มันเกินกว่าที่คาลอสคิดไว้มาก
 
           “ดึกแล้ว ไปนอนได้แล้ว”เบ็นจาบอก
คาลอสหันหลังกลับ คอตก สีหน้าเศร้าหมอง สิ่งแรกที่เขาจะทำทันทีที่ไปถึงก็คือขอโทษเดม แน่นอน ความผิดของเขามันเกินจะให้อภัย ที่เดมพยายามนักพยายามหนาให้เขาจัดการพวกเรดอายส์ก็เพราะเหตุนี้นี่เอง เขาไม่โทษเดมเลย ตอนนี้คาลอสเริ่มเกลีดพวกเรดอายส์เพิ่มาากขึ้นแล้ว
            
              การขอโทษจบลงด้วยดี เดมให้อภัยคาลอส เขาบอกว่าเขาเข้าใจวัยรุ่นดี วัยรุ่นมักใจร้อนแบบนี้แหละ คาลอสบอกเขาว่ารู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาให้สัญญาว่าสักวันจะไปเตะก้นอีคารอสให้เดม
“ขอบใจนะ”เดมบอก “ราตรีสวัสดิ์”
“ครับ”
คาลอสลากร่างตัวเองไปนอนอย่างยากลำบาก รู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แน่นอน ถึงแม่วันนี้เรื่องราวในชีวิตจะมีมากมายก่ายกอง มีสิ่งที่เขาอยากเจอและไม่อยากเจอ หลายสิ่งทำให้เขาต้องเก็บมาขบคิดจนหัวหมุนจนเหมือนสมองตีบตัน ความอ่อนล้ามีมากมายกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดเสียอีก แต่เขากลับข่มตานอนไม่ได้
  
 
 

             
            ห่างออกไปไกลแสนไกล ในบ้านไม้หลังเก่าทรุดโทรมเหมือนบ้านผีสิง
ชายสองคนและหญิงหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงซึ่งมีโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน และเป็นโต๊ะตัวเดียวที่มี
“เรียบร้อยแล้วครับ”อีเกิลพูด
“หมอนั่นเป็นไงบ้าง”อีคารอสถาม ดวงตาสีเลือดฉายแววความใคร่รู้
“เหมือนเป็นบ้าเลยล่ะ”
อีคารอสหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ดี..ดีมาก เจ้าเป็นทาสที่ซื่อสัตย์จริงๆ อีเกิล”
“ขอบคุณครับ นายท่าน”
“เรื่องอะไรกันเหรอครับ”ไอร่าถาม
“ก็แค่เล่นสนุกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”อีคารอสยิ้มให้ไอร่า “เราได้ข่าวพวกแมสค์ ออฟ เดธ มาแล้วนะ เธอไปฝึกใช้พลังไฟให้ชำนาญก่อน แล้วค่อยจัดการพวกมัน”
“พวกมันอยู่ไหน”ไอร่าถาม
“มันเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ”อีคารอสพูด หันหน้าไปทางอีเกิล “ใช่ไหม”
“ครับ”
“เรื่องนี้ฝากให้อีเกิลจัดการเถอะ เขาถนัดเรื่องการตีสองหน้า เอ๊ะ ไม่ใช่สิ แบบนี้ต้องเรียกว่าตีสามหน้ารึเปล่านะ”เธอยิ้มมุมปาก
“โอ โปรดจงอย่าเข้าใจผิด ทุกวินาทีชีวิตของข้ามอบให้แก่ท่านเพียงผู้เดียว”
“จริงหรือ”เธอเอียงคอ
“สาบานได้เลย”
“งั้นก็ดี ไปจัดการต่อได้แล้ว”
“ครับ”อีเกิลพูดแล้วลุกขึ้น เดินออกไป แล้วเอาหน้ากากเสือขึ้นมาสวม เขาคือไทเกอร์นั่นเอง
 
“พลังเธอมันมหาศาล ไอร่า”อีคารอสบอก”พลังแห่งไฟ แม้แต่แหวนแห่งเรฟเฟิลเนียลที่ฆ่าคนมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชีวิตยังทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเธอคือเด็กในคำทำนาย นี่ฉันพุดกี่รอบแล้วเนี่ย”แล้วเธอก็หัวเราะเหมือนคนโรคจิต แล้วเดินออกไปทางหลังบ้าน
“จะไปไหนน่ะ”
“เธอไปนอนเถอะไอร่า”เธอไม่หันมามองด้วยซ้ำ
เธอเดินออกมาท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง ดวงดาวระยิบระยับเต็มฟากฟ้า มีกลิ่นเหมือนรวงข้าวที่สุกงอมโชยเข้ามา เธอเดินไปตามพื้นที่ชื้นแฉะ จนมาถึงกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่ง เธอร่ายคาถา แล้วประตูก็เปิดออก เธอเดินเข้าไปตามด้วยประตูที่ปิดตามหลัง
ไฟสว่างขึ้นทันทีที่อีคารอสดีดนิ้ว ตรงมุมห้องมีบางอย่างอยู่ตรงนั้น มันเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ที่หุ้มด้วยผ้าสีดำเก่าๆกำลังสั่นสะเทือน สิ่งนั้นขยับ มันไม่ใช่ก้อนหิน แต่เป็นคน
ชายวัยกลางคนที่ดูแก่กว่าอายุ ใบหน้าสีขาวซีด แก้มซูบตอบ ดวงตาสีแดงอยู่ในขอบตาที่เขียวคล้ำเหมือนโดนต่อย  ผมสีทรายยาวรกรุงรัง ร่างกายสั่นงกๆ นิ้วมือมีเพียงเก้านิ้ว นิ้วชี้ขวาเขาขาดหายไปไม่เหลือแม้กระทั่งตอ เขานั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมห้อง
“อย่าแตะต้องมัน!”ชายคนนั้นโพล่งออกมา แต่อีคารอสยังนิ่ง “อย่าแตะต้องแหวนบัดซบนั่น มันน่ากลัว อย่า..อย่าเลย ไม่ อย่าทำแบบนั้นนะ”
ใช่ เขาคือหนึ่งในคนบ้าที่กัดนิ้วตัวเองทิ้งก่อนที่จะสายเกินไป เขาคือคนล่าสุดที่ใช้แหวนเห่งเรฟเฟิลเนียลถ้าไม่นับไอร่า
“ฉันจะบอกให้เอาบุญนะพี่”อีคารอสพูด”เด็กนั่นคือเด็กในคำทำนาย เขามีพลังแห่งไฟ เขาแข็งแกร่งมากกว่าทุกคน รวมทั้งพี่ด้วย เขาควบคุมแหวนนั่นได้”
“ไม่! ไม่มีทาง สักวัน สักวันพวกมันจะมา!”เขาพูดเหมือนกับคนบ้า อืม..ก็เขาเป็นคนบ้านี่นา “ไม่มีใครควบคุมมันได้ ไม่มีหรอก”เขายิ้ม “มันจะมา มันจะต้องมา แล้วโลกก็ต้องแหลกสลาย!”
“มันไม่มีทางมาหรอก”อีคารอสพูด”เขาเคยถอดแหวนวงนั้นแล้ว แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่เป็นอะไรเลย เขาไม่มีทางโดนไอ้ผีร้ายนั่นควบคุมหรอก”
ชายคนนั้นนิ่ง
“เขามีพลังที่ใครหลายคนไม่มี”เธอพูด
“ไม่มีใครสู้มันได้ ไม่มี ไม่มีหรอก มันร้ายกาจ โหดเหี้ยม ไม่ ไม่นะ อย่า อย่า!”ชายคนนั้นเอาหน้าซุกลงกับเข่า “ออกไป ออกไปซะ!”
“พี่คงจะไม่ไหวแล้วสินะ”เธอพูดพร้อมกับจานอาหารและน้ำที่ปรากฏออกมาหน้าชายคนนั้น “กินซะ”แล้วเธอก็เดินออกไป ทันทีที่ปิดประตู เธอก็ได้ยินเสียงร้องลั่นของพี่ชายเธอพร้อมกับเสียงแก้วจานแตกกระจาย เธอส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ
 
 
 
 
 
 


 
 
 ห่างออกไปอีกกว่าครึ่งโลก

             ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในตึกของหน่วยงานลับ นิวเวิร์ล ในห้องสีขาวสะอาดและมีโต๊ะไม้รูปตัวยู ชายกว่าแปดคนกำลังนั่งล้อมรอบ หกคนสวมชุดทหารธรรมดา อีกหนึ่งคนสวมชุดเครื่องแบบนายพล และอีกหนึ่งคนสวมชุดกานว์สีขาว
“ได้มาแค่นี้แหละ” ดอลพูด ”หายากชะมัด”
“ไม่เป็นไรหรอก” โจเซฟบอก ”แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว”
“ไหนล่ะ เซอร์ไพรส์”
“จะรีบไปไหน”โจเซฟยิ้ม”ฉันเตรียมไว้แล้ว”โจเซฟบอกแล้วกดปุ่มที่โต๊ะ มีไมค์โผล่ออกมา“เอาเข้ามาเลย”

             แล้วประตูห้องตูห้องก็เปิดออก ตามมาด้วยราวเมอร์และนักวิทยาศาสตร์อีกสามคน แต่ละคนถือกระเป๋าเหล็กสีดำสนิท ทั้งหมดวางกระเป๋าที่โต๊ะแล้วเปิดออก ในนั้นมีปืนสั้นสีดำมะเมี่ยม ดูๆไปแล้วเหมือนปืนทั่วไป แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นเกล็ดเพชรเล็กๆและเศษแหวนฝังอยู่ตรงปลายกระบอกปืน

            “จากการที่เราศึกษาแหวนวงนั้น เราก็ได้รู้ว่าพลังมันมาจากอัญมณีที่อยู่บนแหวนรวมกับพลังงานที่อยู่ในตัวแหวน” ราวเมอร์พูด ”หากขาดสิ่งใดไปก็จะไม่เกิดพลังงานขึ้น แต่พลังงานนี้ก็ต้องไปรวมกับพลังที่อยู่ในตัวผู้ใช้อีกต่อหนึ่ง จึงจะครบถ้วน
เพราะเรามีแหวนอยู่วงเดียวเราจึงแบ่งเพชรและตัวแหวนออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปใส่ในปืน มันทำให้เกิดพลังงานได้ถ้าผู้ใช้มีพลังที่มันขาดหาย

            “มันไม่มีกระสุนนี่” ดอลพูดขณะดึงแมกกาซีนออกมา
ราวเมอร์ยิ้ม “มันไม่ใช้กระสุนต่างหาก”
“ใช่แล้ว” โจเซฟเสริม ”พลังที่อยู่ในปืนจะรวมกับพลังที่อยู่ในตัวผู้ใช้ แล้วจะรวมตัวเป็นพลังงานใหม่ มันรุนแรง แม่นยำ และไม่มีวันหมด”
“โว้ว!” ทหารคนหนึ่งร้อง แล้วจับปืนขึ้นมาดู
“คุณคงไม่จำเป็นต้องใช้หรอกมั้งดอล คุณมีแหวนแล้วนี่” ราวเมอร์พูด
“ฉันก็อยากจะลองของใหม่บ้างนี่”เขาพูดหยิบปืนขึ้นมา แล้วลุกขึ้น “ทหาร! หยิบปืนแล้วตามฉันมา”
“ครับผม!”ทุกนายตะโกนแล้วหยิบปืน เดินออกไปพร้อมเพรียงเหมือนหุ่นยนต์
 
“รอพวกนั้นเตรียมตัวให้พร้อม แล้วเราจะบุกประเทศไทย” โจเซฟพูด
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

101 ความคิดเห็น