หนังสือหยั่งรู้ฟ้าดินของเซนจิ (善地の占い本)

ตอนที่ 252 : ตอน 248 - บุรุษเร้นโฉม (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ธ.ค. 61



ตอน 248 - บุรุษเร้นโฉม
(part 1 + 2 + 3 of 3)

"ยาวนานเหลือเกิน
กว่าเหล่าศิษย์ของข้าจะกลับมา..."

(บันทึกคำสอนของซาโตอิจิเมื่อยุคสอง)



ทางดินทอดยาวราวกับทางจำฝ่าลิขิตชะตา ขนานมหานทีแดนบูรพามิรู้วาระพรากจาก เลี้ยวลดคดเคี้ยวเลียบพนาอีกฟากแลกิ่งใบพากันโรยรา เหมันต์เยือนย่างล่วงสิบคืนวันเหล่าสรรพชีวันล้วนห่างหาย

สงัดวังเวงจับจิตจนไร้เสียงปักษากู่ก้องร้องเพรียก แม้แต่เหล่าแมลงกรีดปีกยังพากันหลีกลี้หนีหาย หากพวกมันไม่ตายไม่ได้จรจากก็คงหลบจำศีลสักแห่ง

เจ็ดจุลเทพลงเขาจำย่ำเท้ารอนแรมตามทางดิน ผ่านห้วงกาลวิกฤติหวิดสังเวยให้คมดาบซามูไรล้วนใจอันธพาล มองเพียงสีหน้าพวกมันยิ่งรู้ว่าชิงชังคั่งแค้นต่อชาวเฉินเพียงใด แม้ว่าในกลุ่มเจ็ดชีวิตกลับมีเพียงหนึ่งสวมอาภรณ์ชาวเฉินช่างสะดุดตาเกิน

เพียงจิตสะกดเดียวจากจูนยิ่งกว่าคำว่ายอดฝีมือแก่กล้าตบะฌาณ ทลายศัสตราวุธสังหารทั้งห้าใจทรามต่ำช้าเพียงพริบตา พวกมันล้วนขายหน้ายอมล่าถอยเพราะแพ้หมดรูปเช่นนี้จะยิ่งเคียดแค้นเพียงใด

ซ้ำเจ้านายใหญ่อย่างทสึโยชิจะดาลเดือดเลือดขึ้นหน้าอีกปานใด ห้าบุรุษฉกรรจ์กลับสัประยุทธ์หนึ่งหญิงสะคราญลำพังมิได้กลับมิใช่เรื่องน่าขัน เป็นใครหากได้ยินได้ฟังยิ่งกระทบกระเทือนชื่อเสียงอิทธิพลซามูไรแน่

หากแต่... ใช่ว่าจิตอำนาจประหลาดฝังร่างจะน่าเปรมปรีดิ์ยินดีไม่ ห้วงรู้สึกซ่อนลึกกลางใจจูนกลับยิ่งตรอมตรมจมขมขื่นเป็นทบทวี กี่ราตรีกี่ตะวันล่วงผันกลับมิเคยหลีกลี้คำว่าน้ำตานองได้เลย

นับแต่แยกจากบุรุษชราเลี้ยงม้าราวหนึ่งชั่วยาม สามหนุ่มสี่ดรุณีล้วนสงบวาจาไร้เสียงสนทนาแม้สักคำ ดูเหมือนต่างคนต่างเก็บงำเรื่องราวล่วงกาลมิปรารถนาจะรื้อฟื้น ผ่านวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานปานหายใจมิทั่วท้องมาได้ย่อมเป็นสวรรค์อวยพร เลือนมลายจากใจสนิทเท่าใดยิ่งมิหดหู่กำลังใจเท่านั้น

รู้ทั้งรู้ว่าชุดหิมะจันทราอาจชักพาชะตาร้ายเยี่ยมกราย รู้ทั้งรู้ว่าจูนยิ่งผิดแผกแปลกสวมอาภรณ์ในหมู่หนุ่มสาวร่วมทางกลับยิ่งเสี่ยงภัย ล่อตาล่อใจซามูไรใจชังจนอาจเผชิญปัญหายุ่งยากมิจบมิสิ้น ทว่าหกชีวิตร่วมชะตาลงเขาพร้อมนางหาได้ปริปากตัดพ้อไม่ ซ้ำภายในซอกลึกห้วงรู้สึกแท้จริงกลับมิเคยระอิดระอาแม้เสี้ยวอณูเดียว

เพราะเป็นพี่น้องผองสหายร่วมชายคาสำนักซาโตอิจินับร่วมปี สำเหนียกแท้เพราะลิขิตฟ้าบัญชาจะจงชังบาดหมางได้อย่างไร ยิ่งกระหวัดพันมัดมิตรภาพยิ่งน่าเห็นใจเกินกว่าจะทอดทิ้งได้ลง

สองมือเรียวผุดผาดประคองห่อผ้าขาวราวบุตรรัก สองเท้าสืบก้าวเนิบเนือยเคียงพี่สาวร่วมเป็นร่วมตาย ร่างอรชรสวมชุดกระโปรงยาวขาวกระจ่างนามหิมะจันทราแลก้มหน้างุด ท่าทีเจื่อนขมจมสลดตลอดทางปานผกาเฉาโรย

มือนวลผ่องฝ่ายพี่โอบเอวคอดกิ่วน้องสาวมิคลาย...

สองดรุณีสกุลอาไคชิเดินรั้งท้ายน้องชายและสี่ศิษย์อาจารย์หญิงดุจเดิม

ห้อมล้อมกายาช่างสงัดขีดสุดดุจแดนร้าง เงี่ยหูฟังมิไกลห่างเพียงเสียงกระแสนทีบูรพาช่างไหลเอื่อยเฉื่อยชา แทรกสลับเสียงจังหวะเจ็ดคู่สืบเท้าตามทางดินมิรู้วันคืนพบปลายทาง

ยามฟังมหาวารีหลากไหลไร้ชะงักจากแดนเหนือผ่านแดนบูรพา บางครายังได้ยินเสียงหมู่มัจฉาดำผุดโดดว่ายคล้ายมันเริงร่าตามประสาเดรัจฉาน เทียบกับชนมนุษย์ชนเทพแม้เกิดมาสุดประเสริฐกว่ากลับยิ่งเผชิญชะตาทุกข์ทน

โบราณว่ายิ่งท้นศักดินายิ่งแบกสารพันวิบากขวากหนามปานหมื่นชั่ง ยิ่งตระหนักยิ่งมิผิดเพี้ยนความจริงเมื่อระลึกถึงหนึ่งดรุณีเอาแต่อุ้มห่อผ้าพรางสิ่งล้ำค่า นับแต่สิ้นพรากครอบครัวเมื่อปีกลายจนนางผันฐานะปานค้ำฟ้า เมียงมองทีไรช่างน่าสังเวชช่างขัดตาต่อคำว่าหญิงสาวเทพเจ้าเหลือเกิน

ซ้ำร้ายยิ่งแบกรับจิตสังหารไร้ลักษณ์กลับยิ่งระทมจมทรมาน...

เมื่อสามหนุ่มสี่สาวต่างสงบวาจามองแต่ทางเบื้องหน้าอยู่เป็นนาน ในที่สุดหนึ่งหนุ่มใจกล้าจึงเริ่มเอ่ยวจีคล้ายชวนพาสนทนา อารามยังกังขายิ่งน่าฉงนจนอยากสืบเสาะคำตอบให้ได้

บรรยากาศสงัดวังเวงพลันทลายในบัดดล โซจิระบายหายใจสายยาวก่อนเริ่มเบิกบรรจงคำถามหนึ่ง ไยพวกซามูไรใจเหี้ยมจึงยังมีกลีบผกาโปรยหวังชี้ช่องสังหารชาวเฉิน

ลมยะเยือกโบยโบกแห่งเหมันต์ไฉนจึงมีมวลผกาผลิบาน เดิมทีหยั่งคาดเพียงพวกอำมหิตจิตต่ำช้าคงมิน่าจะหาได้ หากเป็นเช่นนี้แล้วไม่ว่ากาลผันฤดูเปลี่ยนเพียงใดชาวเฉินกลับอกสั่นขวัญผวามิคลาย ต่อให้ยืนยงชีพวันนี้ได้ใช่ว่าจะยืนหยัดชะตาพ้นฆาตถึงวันพรุ่ง

เหลียวซ้ายแลขวามองทางเบื้องหน้ากลับไร้มวลผกาแม้สักดอก แลหมู่ไพรสณฑ์ล้วนผลัดใบร่วงผล็อยราวกับยืนต้นตาย ไหนเลยจะเสาะหาสักกลีบผกาหนึ่งหวังชี้ช่องล่าชีวิตชาวเฉิน

พวกมันเสาะหากลีบผกาอุเมะปริศนาจากแห่งใด ในแผ่นดินนามิย่อมต้องมีสักแห่งราวกับแดนอัศจรรย์สุดพันลึก หากมิใช่...

จู่ๆ สองเท้าหนุ่มนำทางอีกหกชีวิตรอนแรมพลันชะงัก

มิวายสองดรุณีพี่น้องและสี่สหายเคยร่วมชายคาสำนักล้วนสะอึกกาย หกคู่เท้าสืบก้าวชะงักงันเคล้าอกสั่นขวัญกระเจิง เมื่อเงื่อนงำหนึ่งคล้ายจะเบิกแง้มคล้ายยังซ่อนพรางช่างยากพรรณนาความจริง

โซจิมิรั้งรอวาจามิปรารถนาค้างคาใจ เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลีบอุเมะในมือจอมอันธพาลเหล่านั้นคืออุเมะสวรรค์...

เรอิสั่นศีรษะทั้งสวนวาจาแย้งเหตุแย้งผล พวกมันล้วนป้วนเปี้ยนเวียนวนแต่แดนมนุษย์มิเคยบากบั่นขึ้นเขาสู่แดนเทพ หนำซ้ำต้นซากุระและอุเมะสวรรค์ที่ผลิดอกออกช่อทุกวันคืนกลับอยู่บนสำนักซาโตอิจิเท่านั้น พวกมันมิเคยวิบากตรากตรำเยือนสำนักกลางยอดเขายิ่งไร้ทางเป็นไปได้

จะมีก็เพียงคราหนึ่งคราเดียว... ครานั้นเมื่อเคนโชเคยเหิมเกริมบุกสำนักหวังจะชิงตัวพี่น้องสกุลอาไคชิ ทว่าหาได้เด็ดกลีบอุเมะหรือซากุระก่อนลงเขากลับไปไม่

ซ้ำฐานะเพียงมนุษย์ธรรมดาใช่ว่าจะเปี่ยมวาสนาดุจร่างเทพ หมดสิทธิ์สิ้นเชิงจะข้ามย้ายภพสู่เขตสวรรค์ชั้นฟ้ายิ่งกว่าแน่ใจ บรรดากลีบอุเมะกลีบซากุระสวรรค์ยิ่งไร้โอกาสจะตกแก่มือครองพวกมัน

กลีบผกาใดในโลกหล้าล้วนโรยราเมื่อเหมันต์กาลเยี่ยมเยือน ยามหิมะยะเยียบโปรยปรายมีแต่พืชพรรณจะผลัดใบโรยตามธรรมชาติ แม้แต่ดอกไม้ใบหญ้าริมทางยังแห้งเฉาราวกับพากันยืนต้นตาย

ทางเดียวที่จะหยั่งรู้ได้นั่นคือถามไถ่พวกซามูไรใจอำมหิต

เพียงแต่พวกมันจะปริปากแง้มปริศนาหรือไม่ หากอับจนหนทางย่อมหลงเหลืออีกหนึ่งวิธีอาจพอล่วงรู้ได้...

อีกหนทางนั่นคือ...

จู่ๆ วาจาจากหญิงสาวช่างจำนรรจาพลันชะงัก สองมือจากเคนตะคว้ามือนุ่มนิ่มหญิงคนรักกุมประคองราวกับร้องขอ หากนางพรรณนาต่อไปย่อมหมายถึงวิงวอนอาจารย์หญิงเป็นแน่

ยิ่งห้าคู่สายตาหันหลังเหลียวมองสองดรุณีพี่น้องเอาแต่ก้มหน้า ทอดสายตาแลอารามคู่อรชรเคียงประคองแลเจื่อนขมจมอาดูรมิเปลี่ยน ยิ่งมองยิ่งตระหนักความจริงช่างยากปฏิเสธเหลือเกิน

เพราะอัครเทพแห่งแผ่นดินกลับยืนหยัดกฎเหล็กกลางใจตนเอง มิเหนือบ่ากว่าแรงมิคับขันจำเป็นนางจะมิขอสำแดงจิตสะกดอ่านใจ มิขอทะลวงล้วงลึกห้วงรู้สึกนึกคิดใครอื่นปานพร่ำเพรื่อเด็ดขาด

กลีบอุเมะปริศนาแม้น่าฉงนจนอาจกระวนกระวายอยู่บ้าง ทว่าเหนืออื่นใดหาใช่เบาะแสสังหารเพียงร่องรอยผกาโรยไม่ ต่อให้พวกมันพบชาวเฉินเมื่อใดย่อมปลิดชีวิตเหยื่อสังเวยมิรั้งรอแน่นอน...

หากช่วยยึดยื้อต่อลมหายใจมนุษย์ร่วมโลกได้ไม่ว่าทางใดย่อมสำคัญที่สุด

ซายูริพรรณนาวจีงามยามสหายดรุณีเริ่มหน้าถอดสี สองมือนวลประคองแขนเรอิปรารถนาปลอบโยนสหายรัก ที่ผ่านมาอาจารย์หญิงมิเคยจงชังมิเคยถือสาศิษย์แม้สักครา บางจังหวะอาจพลั้งกระทบกระทั่งจิตใจทั้งที่มิได้เจตนา บางคราศิษย์อาจหลุดปากไปบ้างแม้มิทันวิงวอนจนเป็นภาระก็ตาม...

เรอิคำนับขอขมาลาโทษสุดแช่มช้อย เอื้อนวจีเอื่อยอ่อนผิดผู้ผิดคนเคยนิสัยจำนรรจาเคยฝีปากกล้า จากนี้ไปตนจะมิวิงวอนอาจารย์หญิงให้ลำบากใจจนกลายเป็นภาระ

ยามเรอิก้มหน้าสำนึกช่างคล้ายโอกาสงาม สหายเล่นหัวเกินจะเรียกว่าคู่กัดอย่างมูซาชิยามตวัดหางตามองนางแต่แรก พลันเบือนหน้าซ่อนท่าทีทั้งลอบระบายขบขัน สองมือหยาบกร้านรีบยกขึ้นอังปากหวังมิให้สหายอื่นผิดสังเกต ยิ่งเห็นสีหน้าดรุณีปานแม่บังเกิดเกล้าฉาบทาซีดสลดด้วยแล้วกลับยิ่งสาแก่ใจ

น้อยครั้งนักที่มูซาชิจะเป็นฝ่ายเอาคืนสหายฝีปากไวอย่างเรอิ

สองดรุณีพี่น้องเงยศีรษะพยักหน้าเพียงน้อย ไร้วจีบรรจงใดเพียงถ่ายทอดประกายตาการุณย์คุ้นเคย บัดนี้สี่ศิษย์สังกัดอาจารย์หญิงล้วนว่านอนสอนง่ายนางจะขุ่นขึ้งบึ้งตึงได้อย่างไร

แลพี่สาวช่างท้นมิตรภาพแต่แรกก่อนเป็นศิษย์ย่อมมิน่าพะวง หากแต่ฝ่ายน้องดุจอัครเทพจิตสังหารกลับต้องถนอมสัมผัสรู้สึกให้มาก ยิ่งพันผูกชะตาร่วมฝ่าฟันลิขิตสวรรค์ยิ่งต้องเข้าใจนางล้ำลึก

เรอิลอบเป่าปากปานยกขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ออกจากอก อารามผ่อนพะวงลงมากเมื่อเห็นโฉมลักษณ์อาจารย์หญิงหาได้ข้องขุ่นฉุนเฉียวไม่

โซจิระบายวาจาชักชวนหกหนุ่มสาวย่ำเท้าต่อ ทางเดินแลทอดยาวขนานลำน้ำบูรพาจำรอนแรมอีกยาวไกล ยิ่งมิรู้ว่าเมื่อใดจะเยือนถึงหมู่บ้านศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้วยิ่งควรตระหนักต่อห้วงกาล แต่ละเฮือกหายใจผ่านล่วงช่างล้ำค่ายิ่งยวดต่อวาระรอนแรม มาตรว่าหยุดฝีเก้าเพียงอึดใจเดียวก็สูญเวลาเปล่าเสียแล้ว

ชะงักเท้าคราวนี้เสมือนเพียงผ่อนพักฝีก้าวเท่านั้น หนุ่มรุ่นวัยใจสำราญหันกายกลับเดินออกนำ หกจุลเทพติดตามล้วนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนสืบก้าวกระชั้น

แม้โซจิอาสาเดินนำหน้าแต่แรกทว่ายังมีเคนตะช่วยบอกทาง อาศัยห้วงทรงจำนับแต่คราสูญเสียท่านแม่ซูมิเระเมื่อห้าปีให้หลัง หยั่งคะเนผิวเผินเมื่อมิล่วงสู่ถนนเข้าแดนบูรพากลับยิ่งรอนแรมมิถึงครึ่งทาง ยามใดได้เห็นสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่สู่เขตเมืองชายฝั่งนั่นคือกึ่งระยะเท่านั้น

หากเข้าใจมิยากแดนบูรพาย่อมเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแดนเหนือและแดนใต้ เยือนถึงถนนสู่แดนฝั่งทะเลเมื่อใดนับว่าต้องรอนแรมอีกครึ่ง เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตลอดทางแทบตัวโยนกลับต้องชักเท้าก้าวต่อเช่นเดิม

ฟังคำเล่าจากเคนตะยิ่งน่าใจหาย สืบก้าวย่ำเท้าเช่นนี้เรื่อยไปวันใดจะถึงแดนใต้เล่า หากอาศัยขี่ม้าหรือโดยสารรถขนของชาวบ้านย่อมเร็วกว่ามาก

ข้อแม้เดียวอาจคล้ายเรื่องกลืนมิเข้าคายมิออกแท้จริง หนึ่งในเจ็ดจุลเทพรอนแรมกลับเป็นดรุณีสาวดุจชาวเฉิน ตาสีตาสาหน้าไหนจะกล้าเสี่ยงรับนั่งโดยสารยอมอาศัยร่วมทางเล่า โชคมิเข้าข้างหากต้องประจันหน้าซามูไรใจเหี้ยมกลางทางพวกเขาย่อมตกระกำพลอยฟ้าพลอยฝนแน่

เรื่องหนักจิตหน่วงใจปานหมื่นชั่งเช่นนี้ใช่ว่าจูนจะมิรู้สึก ยิ่งรอนแรมยาวนานเท่าใดนางกลับยิ่งหม่นเฉาเศร้าสร้อยต่อพี่น้องผองสหายเท่านั้น ทางเดียวที่พอจะตอบแทนพวกเขาได้คงมีเพียงประโยชน์จากจิตอำนาจไร้ลักษณ์

อาจเป็นจิตสะกดเยียวยาหรืออาจเป็นจิตทลายล้างตามแต่สถานการณ์...

พบสารถีชราเลี้ยงม้าเมื่อมิกี่ชั่วยามก่อนอาจคล้ายเป็นบทเรียนหนึ่ง แม้ชีวิตคนเจียนร่วงโรยกลับหยั่งแท้แก่ใจว่าคบค้าสนทนาต่อชาวเฉินย่อมเป็นภัย หาได้ประหวั่นครั่นคร้ามไม่กลับจะยอมสละชีวิตแลกกับอีกเจ็ดรุ่นวัยให้อยู่รอด คนปากกล้าใจถึงเช่นนี้จะมีตาสีตาสาอื่นใดให้พบอีก

ยิ่งสำเหนียกเสมอว่านิสัยชาวบ้านล้วนอกสั่นขวัญสะพรึงนับแต่แรกเห็น พบเจอชาวเฉินคราใดกลับยิ่งหลีกลี้หนีหน้ามิขอคบค้า มาตรว่ายิ่งตีตนออกห่างยิ่งจงชังเท่าใดยิ่งปลอดภัยเท่านั้น

เหตุนี้กระมังเจ็ดรุ่นวัยรอนแรมจึงต่างเก็บปากสงบวาจา เยือนเขตหมู่บ้านเมื่อใดคงมิปริปากร้องขออาศัยพาหนะตาสีตาสาแม้สักคำ

เช่นเดียวกับยามนี้ที่ล้วนกำลังสืบก้าวผ่านหมู่บ้านขนาดย่อม ช่างสงัดจับจิตราวกับสุสานร้างมิเหลือแม้แต่วิญญาณ แลเรือนสร้างทำด้วยไม้เล็กบ้างใหญ่บ้างทั้งปลูกใหม่ทั้งทรุดโทรม แม้แต่พงหญ้าขนาบเรือนอาศัยที่พากันแห้งตายกลับคล้ายเคยขึ้นรกเรื้อจนมิน่ามอง

สืบเท้าผ่านพ้นหมู่บ้านมิถึงสิบก้าวจึงเริ่มสำเหนียกทันที มิผิดคาดหลากชีวีเริ่มปรากฏกายพากันออกมาจากเบื้องหลังเรือนสร้าง แม้มิเหลียวหันทอดมองสีหน้าเหล่าตาสีตาสาก็พอรู้ว่าพวกขาหวาดพรั่นขวัญเสียแน่นอน

ตลอดทางรอนแรมผ่านราวกับจำใจเจอะภาพเดิมจนเจนตา เยือนถิ่นหมู่บ้านใดคล้ายมิต้อนรับขับสู้กลับล้วนฉายชัดสีหน้าหดหู่กันหมด ในซอกลึกห้วงรู้สึกของพวกเขาหากไม่ประหวั่นครั่นคร้ามก็คงชิงชังคั่งแค้นกระมัง

ซ้ำร้ายจะมีสายสืบซามูไรซ่อนพรางระหว่างผ่านหมู่บ้านหรือไม่ก็ยังมิรู้

เจ็ดจุลเทพรอนแรมนับว่าถลำกล้ำกรายสู่แดนเสี่ยงภัยแท้จริง

เมื่อหยั่งกาลเบื้องหน้ามิได้ย่อมต้องฝ่าฟันชะตากรรมร่ำไป ห้าซามูไรใจอหังการ์ก่อนหน้าอาจแฝงในกลุ่มชาวบ้านเก็บของป่า ที่มองว่าเหล่าตาสีตาสาแลมิน่าพรึงพรั่นอาจมิใช่เสียแล้ว

แลตะวันบ่ายคล้อยเจียนล่วงสู่สายัณห์ ลมยะเยือกหลากระรอกรำเพยกระทบผิวหน้าเริ่มสะท้านรู้สึก หวาดพะวงยามพักค้างอ้างแรมกลางไพรในราตรีนี้อาจต้องผจญวายุหิมะเป็นแน่

ใช่ว่าจะหอบเพียงลมหนาวผ่านสัมผัสผิวหน้าราวกับลางบอกเหตุ นับแต่ย่างก้าวพ้นเขตหมู่บ้านริมลำน้ำแสร้งร้างมิถึงครึ่งชั่วยาม สังหรณ์ร้ายคล้ายเริ่มกลุ้มรุมรอบด้านแทบมิทันตั้งหลัก

และแล้วเป็นจริงดั่งคาดเมื่อสามหนุ่มสี่ดรุณีล้วนหันหน้ามองตากระวนกระวาย

ฟังคล้ายเสียงม้าเร็วจากเบื้องหน้าแม้เป็นทางหักโค้งมิเห็นคนเยือน ยิ่งนานยิ่งสัมผัสเสียงชัดเจนจนร่างสั่นเทิ้มใจเต้นระรัว เบื้องหลังยิ่งคล้ายเสียงจังหวะฝีพายแหวกสายน้ำบูรพาถี่กระชั้นทุกขณะ

ดุจวิกฤติร้ายเยี่ยมกรายแทบมิทันหายใจรดต้นคอ...

สัมผัสจักษุเบื้องหน้าพลันปรากฏนับสิบซามูไรตะบึงควบม้ามาพร้อมฝุ่นตลบ เบื้องหลังมิห่างริมตลิ่งแลเป็นเรือไม้บรรทุกไพร่พลซามูไรหน้าไร้มิตรอีกหกชีวิต

วาระขีดสุดเขม็งเกลียวยิ่งกว่ายกทัพตีล้อมศัตรูหรือไร เจ็ดชีวิตร่วมเป็นร่วมตายล้วนผจญชะตาดิ่งหน้าผาเสียแล้ว

หลากเสียงตะโกนจากขุนพลชุดยูกะตะสีหมึกบ้างสีเทาบ้างช่างอึ้ออึง ไพร่พลทางบกทางน้ำพากันสาดสบถบ้างสั่งให้หยุดเท้าบ้าง ล้วนปั้นหน้าขมึงทึงขุ่นขึ้งยิ่งกว่าชิงชังแค้นคั่งนับสิบปี

เพียงพวกเขาเจอะหนึ่งดรุณีสวมอาภรณ์เฉินกลับพร้อมจะคิดบัญชีแค้นเชียวหรือ...

หรือว่า...

อาจเพราะห้าซามูไรใจทรามเมื่อมิกี่ชั่วยามก่อนลอบควบม้าเร็วเรียกพวกพ้อง !!

และแล้วคำตอบสำคัญปานล่าชีวิตยกใหญ่กลับเริ่มกระจ่าง เมื่อหนึ่งในกลุ่มไพร่พลบนเรือสาดตะแบงปานฟ้าคำรนสั่งคำขาดให้ส่งห่อผ้าขาว

มิน่าเล่าเหล่าซามูไรใจสามานย์ไยจึงยกพวกพ้องล้นล้ามเช่นนี้

มิใช่เพียงหมายสังหารเจ็ดรุ่นวัยให้ตายตกตรงหน้า มิใช่เพียงหวังจะปลิดชีวาดรุณีสวมอาภรณ์หิมะจันทรา ซ้ำร้ายยังกระหายจะช่วงชิงหนังสือหยั่งชะตาดินฟ้าของยอดปรมาจารย์หมอดู !!

พวกมันล้วนเป็นบุรุษฉกรรจ์ช่างบุกอุกอาจราวกับกองโจร หนำซ้ำกลับล่วงรู้ได้อย่างไรว่าในห่อผ้าขาวเคียงประคองบนมือจูนคือสมบัติล้ำค่าแห่งแผ่นดิน สามหนุ่มสี่ดรุณีล้วนสบตามองสีหน้าแตกตื่นกันเอง...

บรรดาจอมอหังการ์ก้าวลงจากเรือชักดาบขู่ข่ม เหล่าพลควบม้าลงจากสัตว์พาหนะขยับเท้าเข้าประชิด ผนึกล้อมเบื้องหน้าเบื้องหลังหวังกระชากชีวิตสามหนุ่มสี่ดรุณีในคราวเดียว

แลพวกมันฉายชัดทีท่าล้วนขบกรามกัดฟันกรอดแน่น มิรู้ว่าในใจคุคั่งชังแค้นสหายซามูไรต้องสูญสิ้นศัสตราวุธคู่กายก่อนหน้าหรือไร

หนทางหลีกลี้หนีวิกฤติกลับถูกปิดล้อมหมดสิ้น สี่ทิศแปดด้านล้วนเป็นไพร่พลสังหารทั้งกระชับดาบซามูไรแลกระเหี้ยนกระหือรือ เจ็ดจุลเทพรอนแรมกระถดเท้าแต่ละก้าวล้วนหวาดพรั่นใจสั่นระริก เบื้องหลังแลเป็นผืนพนาทั้งใกล้ขอบผาสูงช่างยากปีนป่าย

ทางใดจะรอดพ้นเงื้อมมือซามูไรใจกระหายเข่นฆ่ามองชีวิตอื่นเป็นผักปลาเล่า...

เมื่ออับจนหนทางแล้วย่อมต้องท้าทายสู้ยิบตา เจ็ดจุลเทพรอนแรมได้แต่ร้องอุทานระงมหวังหาที่พึ่ง จวบจนจังหวะหนึ่งคล้ายเพิ่งระลึกได้อาจคล้ายพลิกชะตา

สองดรุณีสกุลอาไคชิเหลียวหันสบมองตากันชั่วอึดใจหนึ่ง ราวกับถ่ายทอดซอกอณูรู้สึกผ่านจิตกระแสอ่านใจจากฝ่ายน้องสาว เสี้ยวลมผ่านวูบเดียวต่างพยักหน้าเพียงเบาประหนึ่งตกลงปลงใจ

เคร้ง... !!

เสียงชักดาบชักกระบี่ผสานช่างสะท้านรู้สึก ห้าชีวิตร่วมทางเหลียวชำเลืองดรุณีคู่พี่น้องทั้งอึ้งอั้น อารามประหวั่นยากพรรณนาได้แต่ปากอ้าตาค้าง

มิน่าเชื่อก็ต้องเชื่อ แม้ขีดสุดเขม็งเกลียวเยี่ยมกรายปานชีวิตจะเอามิรอด แม้รู้ทั้งรู้ว่าหมู่พลซามูไรใจอหังการ์พร้อมจะเด็ดชีวารอมร่อ และแม้หนึ่งในเจ็ดรอนแรมกลับเป็นถึงอัครเทพสะท้านแผ่นดินยิ่งกว่าไร้เทียมทาน ห้วงกาลเสียวไส้น่าใจหายเช่นนี้คู่พี่น้องกลับจะแลกอาวุธยอมสัประยุทธ์ซึ่งหน้า

รับดาบรับกระบี่จากบุพการีในคืนฝันร้ายก็เพิ่งออกใช้ครานี้...

ชั่วพริบตาสามหนุ่มสองสาวที่เหลือคล้ายเริ่มสำเหนียกกลางใจ อาจเพราะจูนยอมผนึกกั้นจิตสังหารกลับเลือกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายพร้อมพี่สาว เมื่อมิสำแดงจิตอำนาจไร้ลักษณ์เช่นนี้เท่ากับยิ่งยากหยั่งผลแพ้ชนะ

ซายูริและเรอิเหลียวมองตาพยักหน้าราวกับรู้งาน สองคู่เรียวมือรีบคว้าห่อผ้าสัมภาระสองพี่น้องช่วยประคอง แม้แต่ห่อผ้าขาวดุจเป้าสายตาซามูไรจอมละโมบจูนกลับไว้เนื้อเชื่อใจยกมอบให้ศิษย์ หวังเพียงสถานการณ์คับขันเป็นตายเท่ากันจะมิถูกช่วงชิงง่ายเกิน

แลพวกมันพร้อมใจกระเถิบกายขยับใกล้ทุกขณะ หลากคมดาบซามูไรยื่นเข้าหาเจียนประชิดเจ็ดชีวาร่วมชะตากรรม มิทันคาดสองพี่น้องสกุลอาไคชิรีบขยับเท้าเข้าหาสู่เบื้องหน้า หวังเป็นกันชนให้น้องชายและสี่ศิษย์ร่วมเป็นร่วมตายไร้ครั่นคร้าม

ไร้วาจาจากสองหญิงสาวพี่น้องสายเลือดผสม จิตวิญญาณเพลงดาบอาไคชิและเพลงกระบี่หยกนภาคล้ายเริ่มลุกโชน มือเรียวฝ่ายพี่สาวกระชับศาสตราล้ำค่าของท่านพ่อยกชี้เบื้องหน้าท้าทาย มือขวาแลละเมียดจากฝ่ายน้องชูกระบี่ออกข้างช่างกริ่งเกรง มือซ้ายวาดท่าดรรชนีระดับอกจากคำสอนท่านแม่ตามเคล็ดวิชาเต๋า

ห้าหนุ่มสาวร่วมฝ่าชะตาได้แต่ร้องอุทานประสานเสียง พร่ำระงมเพียงคำว่าอาจารย์หญิงบ้างโอเรนบ้างทั้งย้ำวาจาโปรดจงระวัง

หลากบุรุษใจทรามพลันตื่นหน้าตั้งปากอ้าตาค้าง มิทันคาดสองหญิงสาวสวมอาภรณ์ต่างชนชาติกลับเลือกเผชิญชะตาขอท้าทาย ขัดตาเหลือเกินต่อท่าทีหวาดพรั่นขวัญเสียเมื่อแรกเผชิญ

เดิมทีน่าจะปลิดชีวาสองดรุณีพี่น้องลงง่ายดาย ดูท่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดมิอาจดับลมหายใจในคราเดียวแน่ ยิ่งหนึ่งบุรุษฉกรรจ์จากด้านหลังกลุ่มเริ่มสืบก้าวเข้าหาทั้งฉายสีหน้านิ่ง ทว่าช่างแปลกตากว่าใครอื่นเมื่ออำพรางโฉมลักษณ์ด้วยผ้าดำพรางปากปิดจมูก

แม้แต่ดาบซามูไรกระชับมือยังล้ำค่ายิ่งราวกับมรดกจากชนชั้นสูงศักดิ์

บุรุษคลุมหน้าเผยเพียงเขม้นจ้องเหยียดตามองแลมิธรรมดา ท่าทีคล้ายช่ำชองฝีมือจนเทียมเทียบซามูไรกร้านประสบการณ์ มิผิดนักหากจะเรียกว่าเป็นชั้นแนวหน้าราวกับมือขวาทสึโยชิก็ว่าได้

และแล้วจอมลึกลับพรางโฉมพลันสถบคำโต สาดตะแบงมิยั้งอย่าหวังจะมีชีวิตรอดอีกต่อไป หนำซ้ำยังพร่ำบอกพวกพ้องให้ระวังดรุณีสวมอาภรณ์เฉินให้มากที่สุด

วาจาช่างสะท้านรู้สึกราวกับหยั่งจิตอ่านใจได้ หากมิใช่เพราะลูกน้องต้องสูญพรากศัสตราวุธก่อนหน้าย่อมมิบอกเล่าความจริงแน่ มิวายมันกลับปากสว่างพร่ำหมดสิ้นว่าหญิงสาวสวมหิมะจันทราทำลายศาสตราพวกพ้องจนป่นปี้

รู้แม้กระทั่งว่าจูนมิใช่ดรุณีไร้ฝีมือ...

สองดรุณีพี่น้องได้แต่เผยอปากค้างปานเลือนลืมหายใจ สติเจียนเลือนมลายเมื่อบุรุษพรางหน้าเริ่มสาธยายความจริง เพราะเบาะแสจากเคนโชยามบุกบั่นประจันหน้าหวังจะช่วงชิงพี่น้องศิษย์สำนักซาโตอิจิเมื่อหลากเดือนก่อนนี้เอง ยอดซามูไรเคยหักหลังสหายท่านพ่ออาไคชิกลับขายความลับเมินสัจจะตนเอง ล่วงรู้ที่มาที่ไปในสำนักยุทธ์กลางขุนเขาศักดิ์สิทธิ์เท่าใดกลับสาธยายให้ทสึโยชิและพวกพ้องจนหมด

สมบัติล้ำค่าแห่งสำนักย่อมต้องอยู่ในมือครองศิษย์สำนักมิเป็นอื่น

ยิ่งกว่าคำว่าน่าใจหายปานตะลึงตะไล ยิ่งกว่ากะพริบตาเดียวเมื่อมันแค่นเสียงรอดไรฟันสาดคำเย้ยหยัน เจ็ดชีวิตร่วมชะตามิทันยืนยั้งตั้งหลักกลับหลงฟังสารพันหยามเหยียด

ร่างบุรุษเร้นโฉมไร้พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป เสี้ยวพริบตาน่าเสียวไส้มันพลันกระโจนล่องอากาศผ่านด่านหน้าสองดรุณีสกุลอาไคชิ มือไวใจแน่วแน่คว้าห่อผ้าขาวบนประคองสองมือซายูริทันควัน

มันเป็นชาวนามิไยจึงเรียนรู้วิชาตัวเบาของชาวเฉิน !!

ราวกับตกถลำกาลวิกฤติขีดสุดเขม็งเกลียวแท้จริง เจ็ดจุลเทพร่วมรอนแรมมิอาจรักษาสมบัติตกทอดล้ำค่าแล้วหรือ พลั้งพลาดต้องหลุดมือถูกช่วงชิงจากซามูไรใจละโมบจนได้

สามหนุ่มสี่หญิงสาวระงมร้องอุทานเสียงหลงยิ่งกว่าแตกตื่น

ทว่า... เพียงเสี้ยวเฮือกหายใจปานอกสั่นขวัญกระเจิง ท่ามกลางอารามสับสนมือไม้ลนลานทั้งเบิกตาค้าง ร่างหนุ่มเหิมกล้าบ้าบิ่นคล้ายด้านชาจิตใจไม่คิดห่วงชีวาตนเอง พลันถลันกายเข้าหาบุรุษเร้นโฉมที่เพิ่งกระโดดออกมาแล้วยืนจังก้าถือห่อผ้าขาวท้าทาย

นิสัยมุทะลุแดกดันคงมีแต่มันคนเดียวเท่านั้น มิใช่มูซาชิเคยเอาแต่ใจไร้เป็นผู้เป็นคนแล้วจะเป็นใคร

บุรุษพรางใบหน้ามิรอช้าโยนห่อผ้าขาวส่งให้สหายรอรับใกล้ลำน้ำ ทว่ามูซาชิไหวสายตาทันพลันวิ่งปราดเข้าหามิคิดชีวิต กระโดดยื่นมือยาวหวังชิงปัดออกก่อนตกถึงอีกหนึ่งซามูไรใจทราม ห่อผ้าขาวพลันหล่นลงพื้นกลิ้งหลุนหลากตลบจนตกร่วงลงตลึ่ง

เพราะมุทะลุมิเคยห่วงหลังพะวงหน้าจึงก่อเรื่องน่าเสียวไส้ทั้งใจระทึก

หนังสือล้ำค่าเจียนตกลงน้ำต่อทุกคู่สายตาแทบชะงักหายใจ จอมมุทะลุบ้าบิ่นอย่างมูซาชิมีหรือจะปล่อยให้มันจมวารี ร่างหนุ่มกระโจนสุดกำลังลงริมฝั่งมหานทีคว้าห่อผ้าขาวในมือไว้ได้ทัน

ทว่า...

เสี้ยวหนึ่งของห่อผ้าขาวกลับสัมผัสผิวน้ำเสียวแล้ว...

หนังสือเลื่องชื่อร้อยแคว้นพันหล้ากำลังจะเปื่อยสลายในมิช้าแล้วหรือ...




(โปรดรออ่านต่อในตอนหน้า)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

107 ความคิดเห็น