หนังสือหยั่งรู้ฟ้าดินของเซนจิ (善地の占い本)

ตอนที่ 250 : ตอน 246 - จิตสะกดเยียวยาการุณย์ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 715
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 มี.ค. 61



ตอน 246 จิตสะกดเยียวยาการุณย์


"...และยิ่งกว่าประหลาดใจ
หนึ่งศิษย์เทพสวรรค์มิอาจระบุสังกัด
กลับหลงใหลอักษราวิชาในผนังถ้ำ
ถ้ำแห่งหุบเขาดับจิต !!
จริงอยู่..."

(บันทึกหนังสือชะตาฟ้าดินลิขิตของเซนจิเมื่อยุคหนึ่ง)


แสงอุษากระทบผิวหน้ายามราตรีเคลื่อนคล้อย ซึมเซาะผ่านห้วงรู้สึกอีกคราเมื่อเริ่มตื่นลืมตา ดุจชีวายังยืนหยัดเฮือกลมหายใจพร้อมหันหน้าเผชิญชะตา

หลากกิ่งใบใต้ต้นหลิวดั่งฉากแรกสะกิดสัมผัส เจ็ดจุลเทพเริ่มขยับกายายามนิทราปลาสนาการ ชีวิตผ่านล่วงห้วงรัตติกาลหนึ่งได้นับเป็นสวรรค์บันดาลโชค

สองดรุณีสกุลอาไคชิประคองกายไล้ศีรษะปลอบโยน มือเรียวฝ่ายพี่สางผมสยายทั้งม้วนกลัดปิ่นปักสีน้ำตาลเพียงกึ่งหนึ่งแก่น้องสาว ส่วนอีกมือคู่นวลฝ่ายน้องช่วยรวบมวยเรือนผมประดับปิ่นบุปผาขาวตอนแทน

แลคู่อรชรงามจับจิตดุจกลีบท้อกลีบซากุระร่วมผสานพร่างพราย

ศิษย์คู่สหายเรอิและซายูริผลิแย้มละเมียดขานรับ สัมผัสฉากภาพชดช้อยสองพี่น้องร่วมประคับประคองเคียงใจ ดุจสายใยร่วมเป็นร่วมตายยิ่งกว่าพึ่งพาลมหายใจเดียวกัน

โอเรนเบิกพริ้มจิ้มลิ้มตอบรับดั่งผกาโปรยปราย ส่วนจูนเพียงพยักหน้าคราหนึ่งแทนวาจาขอบคุณ สีหน้าฝ่ายพี่ฝ่ายน้องกลับอาบฉายผ่านประกายตาช่างผกผัน หนึ่งแลภิรมย์แช่มชื่นอีกหนึ่งแลมิเจื่อนจางตรอมตรม

สามหนุ่มร่วมชะตาจัดแจงห่อผ้าสัมภาระพร้อมมุ่งหน้าเดินทาง โซจิเอ่ยทักชักชวนสองพี่สาวสี่สหายเริ่มย่างก้าวยาวไกลอีกครั้งหนึ่ง

แสงตะวันสาดฉายแรงกล้ายามฟ้ากระจ่างร้างเมฆา นับแต่เพิ่งผ่านนิทรากลับไร้หิมะพราวพร่างมิคล้ายรัตติกาลก่อน มีเพียงวาโยยะเยียบรำเพยผ่านสัมผัสผิวหน้าให้รู้สึก แลหมอกขาวเจือจางบางตาเมื่อพ้นทิวาแห่งเหมันต์ เคยห่อห่มเคยกระหวัดรึงรัดทิวไพรกลับเลือนมลายสลายหมด

ห่อผ้าขาวพรางหนังสือหนาคร่ำคร่ายังอยู่ในอ้อมประคองละมุน จูนก้มหน้าหลุบตาเอาแต่เบื้อใบ้ไร้วจีตลอดทาง เคียงโอบร่างงามระหงคือพี่สาวเฝ้าห่วงหาห่วงใยมิเลือนมลาย ในใจฝ่ายพี่ย่อมสัมผัสซอกอณูรู้สึกน้องสาวจำเผชิญชะตากรรมกล้ำกลืน

ร่างคู่อรชรพี่น้องต่างสืบก้าวรั้งท้ายกลุ่มรุ่นวัยดุจเดิม อาสาช่วยระแวดระวังภัยพรางอาจลอบจู่โจมจากเบื้องหลัง มิปรารถนาต้องพบหน้ากลุ่มซามูไรใจอำมหิตแม้สักชีวิตเดียว สำเหนียกเสมอว่าอาภรณ์ชาวเฉินฝ่ายน้องยิ่งตกเป็นเป้าสายตาง่ายดาย

เสียงหัวร่อต่อกระซิกจากโซจิและสี่ศิษย์อาจารย์หญิงคล้ายมิเคยขาด สองดรุณีพี่น้องยังซึมซับทุกสัมผัสสำเริงสำราญจากผองสหายทุกก้าวย่าง แม้จูนเอาแต่สงวนทีท่าไร้รู้สึกรู้สาปานปานคนด้านชามิเปลี่ยน ทว่าโอเรนกลับเบิกพรายแย้มบางเบาขานรับราวกับขอเป็นส่วนร่วม

ดูเหมือนว่าในกลุ่มสนทนาหนุ่มสาวมีเพียงมูซาชิแลหน้าถอดสี อารามอับอายไร้วจีต่อล้อต่อเถียงเพียงผองสหายหยอกเย้าเรื่องกาลเก่า นับแต่ขุดเรื่องเล่าคราวเคยรู้จักหนึ่งสตรีนามว่ายูกิที่บังเอิญเจอะอีกคราเท่านั้น สารพันประวัติย้อนกาลยอดหนุ่มจอมเมาพลันผุดวาดเป็นฉากๆ

ยูกิคล้ายเป็นเพียงสหายเหินห่างเคยเจอะชั่วครั้งชั่วคราว หนำซ้ำยอดนักเมาเอาแต่ใจกลับไร้อินังขังขอบจะเชื่อมรักปักสวาทแต่แรก ต่อให้ถูกบีบคี้นบังคับแต่งงานกับนางให้ได้ดูเหมือนมันยิ่งไร้จิตใจจะยินยอม

อันที่จริงนางหาใช่หญิงสาวขาดตกบกพร่องสะคราญโฉมไม่ เมียงมองเพียงผิวเผินยังพราวเสน่ห์กว่าบรรดาหญิงสาวชาวบ้านเคยพานพบร้อยพันหน้า มูซาชิเสียอีกกลับฝาดฝ้าตาไม่ถึงเสียเอง

เมื่อยูกิหาใช่ยอดนารีอยากร่วมเคียงชีวีไม่ เทียบมิได้เลยกับอาจารย์หญิงที่มันยังหลงรักหัวปักหัวปำมิเลิก เรื่องขบขันระหว่างหนุ่มสาวแม้มิเอ่ยถึงอิสตรีสะท้านฟ้ากลับสำเหนียกล้ำลึกเสมอมา ต่อให้มูซาชิตายไปเกิดใหม่กี่ร้อยชาติก็คงไร้วาสนาเคียงใจนางแน่

สวรรค์บางคราช่างหยอกเย้าเสียเหลือเกิน คนหนึ่งอุตส่าห์มีใจหลงรักอีกคนกลับมิรักตอบ ส่วนคนงามช่างไร้วาสนาจะเงื้อมคว้าอีกคนกลับยอมเป็นสุนัขแหงนจ้องมองฟ้ามิมีผิด

ถนนดินสายเดิมยังทอดยาวแสนคดเคั้ยว เลี้ยวเลาะไปมาขนาบผืนป่าเจนตาช่างกว้างใหญ่ ไร้ผู้คนเดินผ่านไร้รถม้าสัญจรสวนนับสองชั่วยาม กระทั่งเบื้องหน้าเริ่มเห็นเรือนสร้างริมทางคล้ายเป็นหมู่บ้านหย่อมน้อย

เสียงสนทนาเริงร่าระหว่างหนุ่มสาวเริ่มขาดหาย หลากคู่สายสาทอดมองเรือนไม้เก่าเรียงรายเบื้องหน้ายามชะลอฝีก้าว หยั่งคาดมิออกบอกมิถูกว่าจะเจอะภัยร้ายกล้ำกรายอีกมิช้าหรือไม่

เดิมทีสภาพเรือนไม้เรียงรายแลคล้ายหมู่บ้านปลอดผู้คน เงียบสงัดวังเวงพิกลปานแดนสาบร้างกลางพงไพร มิหยั่งคาดก่อนใดเมื่อย่างเท้าเข้าใกล้กลับเริ่มปรากฏกลุ่มหญิงชายชาวบ้าน มีทั้งเด็กเยาว์และสูงวัยมิต่างไปจากหมู่บ้านอุ่นวารีที่เคยเยือน อาภรณ์ยูกะตะสวมใส่ช่างหม่นเก่าราวกับคนฐานะขัดสนจนยาก สีหน้าอาบฉายล้วนแตกตื่นคล้ายคลึงยามพากันเดินออกมาจากเรือนพัก แต่ละคู่สายตาเขม้นมองเจ็ดชีวิตรอนแรมผ่านทางเคล้าฉงนเคล้ากังวล

ยิ่งลอบมองบรรดาตาสีตาสาสองข้างทางกลับยิ่งสำเหนียก ยิ่งรู้ว่าพวกเขาล้วนพรึงพรั่นหวั่นหวาดเกินจะเอ่ยปาก ยามนี้กลับมีกลุ่มคนแปลกหน้าผ่านทางซ้ำยังมีหนึ่งนารีสวมอาภรณ์ชาวเฉิน ยิ่งตกเป็นเป้าสายตาโดดเด่นเท่าใดยิ่งสุ่มเสี่ยงตกเป็นภัยเท่านั้น มิช้าหรือเร็วอาจเกิดเรื่องเศร้าปานหลั่งเลือดหลั่งน้ำตานองแน่

ทว่าย่างก้าวสืบเท้าตามทางทอดยาวมิอาจชะงัก แดนใต้ไกลห่างยังต้องรอนแรมอีกมิรู้กี่คืนวัน ขืนชักช้าร่ำไรรังแต่จะสูญเปล่าเวลาเท่านั้น ทางเดียวที่พอทำได้จึงเหลียวหันสบประสานสายตาต่อพวกเขา เพียงบ่งบอกจากซอกลึกหยั่งรู้สึกจริงใจว่ามิเคยเมินไมตรี

สองดรุณีพี่น้องได้แต่ตาละห้อยแลสร้อยเศร้า โซจิและสี่ศิษย์อาจารย์หญิงต่างลอบระบายหายใจโล่งอก สืบเท้าก้าวผ่านหมู่บ้านหย่อมน้อยมาได้แม้ไร้วาจาทักทาย ทอดมองหลากสายตาเหล่าชาวบ้านเมื่อครู่คงพากันอกสั่นขวัญผวา สัมผัสเพียงผิวเผินก็รู้ว่าต่างยิ่งกริ่งเกรงจะถูกฆ่าล้างทั้งหมู่บ้านกระมัง หากไพร่พลซามูไรเข้าใจผิดว่าให้ที่พิงพักอำพรางชาวเฉินย่อมมีคนเซ่นสังเวยแน่

พวกซามูไรใจหยาบหนาไยช่างอำมหิตกระไรปานนั้น...

ดุจตอกย้ำคืนฝันร้ายยังซึมเซาะทลายใจสองดรุณีพี่น้องอีกครา...

แม้ต่างไร้หยาดน้ำตาร่วงเผาะยามฝืดฝืนเก็บกลืนรู้สึกสุดกำลัง สำเหนียกลึกล้ำกลางใจตลอดมาว่าชะตาชีวิตมิอาจถอยก้าวมิควรเหลียวหลัง ราตรีสิ้นพรากบุพการีมิหวนคืนกลับเป็นเพียงห้วงทรงจำรำลึกหนึ่ง

เรียวมือจากฝ่ายน้องบีบกระชับอีกมือผุดผาดของพี่สาว ถ่ายทอดเซาะซึมซอกรู้สึกห่วงหาอาทรผ่านจิตกระแสแผ่วอ่อน ดุจตอบแทนคนเป็นพี่ยามโอบเอวคอดกิ่วน้องสาวตลอดทาง

สืบเท้าไกลห่างหมู่บ้านหย่อมน้อยราวจิบชาครึ่งถ้วย ขนาบสองฟากรายทางแลเป็นผืนพนาสัณฑ์ช่างเจนตา ทว่ากลับเริ่มเจอะหลากหน้าผู้คนริมทางประปรายพาให้หวั่นใจเสี้ยวหนึ่ง เมียงมองคล้ายพวกเขาอาศัยพงไพรเสาะหาของป่าหวังเป็นสินค้าสู่เมือง

เมื่อฝ่ายเยือนผ่านมิเคยรู้จักหลากหน้าผู้คนริมทาง สำมะหาอะไรกับห้วงอณูรู้สึกของพวกเขาเกินกว่าจะไว้เนื้อเชื่อใจ สายสืบซามูไรจะแฝงพรางในคราบตาสีตาสาหาของป่าหรือไม่ยิ่งมิรู้เลย

มีเพียงจิตสะกดอ่านใจจากจูนเท่านั้นที่พอช่วยเบิกคำตอบ ทว่านางกลับสงบทีท่าราวกับผนึกกั้นสัมผัสจนปิดตาย มิใช่เพียงหวาดพรั่นหากจิตอำนาจไร้ลักษณ์จะสำแดงแรงสังหารเกินทัดทาน หาไม่แล้วหากมิระวังตนแต่แรกอาจกลายเป็นแง้มฐานะค้ำฟ้าออกมาเสียเอง

อาภรณ์เฉินช่างสะดุดตาต่อมนุษย์ฐานะแปลกหน้ายากทำใจ แลมองผู้คนเสาะหาของป่าล้วนเงยหน้าเขม้นมองเป็นสายตาเดียว ในใจล้วนพากันฉงนฉงายผ่านประกายตาคล้ายคลึง ไยจึงมีหนึ่งดรุณีสะคราญชาวเฉินไร้หวาดพรั่นกลับเลือกชีวิตเดินทางก้าวผ่าน

หากเป็นชีวิตชาวเฉินอื่นย่อมเซ่นสังเวยแต่แรกแน่ มิน่ายืนชีวาเสี่ยงเผชิญเด็ดเดี่ยวตราบจนบัดนี้ ยอมปรากฏกายท้าทายสายตาชาวนามินับว่าผิดคาดยิ่ง

เมื่อต่างฝ่ายมิได้รู้จักจึงเป็นได้เพียงฐานะคนผ่านตา เจ็ดจุลเทพรอนแรมต่างย่างก้าวมุ่งหน้าตามทางดินมิหยุดพัก โซจิชักเท้าออกนำนับแต่แรกรอนแรมหาได้วอกแวกไม่ สำเหนียกเสมอว่าจุดหมายปลายทางยังไกลห่างจึงมิอาจอินังขังขอบรายรอบนัก ยิ่งรับอาสาดุจคนนำยิ่งต้องพาสองพี่สาวสี่ผองสหายไปตลอดรอดฝั่งด้วย

ย่างก้าวอีกชั่วครู่ใหญ่ท่ามกลางใจคลายหวั่นระริก แลกลุ่มชาวบ้านหาของป่าสองฟากทางเริ่มบางตา ผืนพนาโอบล้อมเจ็ดจุลเทพรอนแรมยามไร้ชีวิตมนุษย์อื่น เมื่อปลอดผู้ปลอดคนแปลกหน้าทอดมองมายิ่งพาโล่งอกหย่อมหนึ่ง

หากแต่ทางดินสัญจรหาใช่เพียงเฉพาะเจ็ดรุ่นวัยไม่ มิกี่อึดใจยามคลายพะวงกลับต้องเจอะรถม้าเบื้องหน้าวิ่งสวนมา สามหนุ่มสี่ดรุณีรีบเบี่ยงหลบริมทางแทบมิทันตั้งหลัก ล้วนใจหายใจคว่ำเมื่อสบมองจ้องตาต่อหมู่คนแปลกหน้าบนรถม้าแวบหนึ่ง

สองรถม้าขนของป่าจากเมืองหนึ่งมุ่งหน้าสู่อีกเมืองหนึ่ง ทั้งสารถีทั้งคนโดยสารล้วนอาบฉายหน้าตื่นเบิกตาวาว แลพวกเขาเป็นเพียงตาสีตาสาชาวบ้านต่ำเตี้ยฐานะย่อมพรึงพรั่นเป็นธรรมดา จู่ๆ ต้องสวนทางเหล่ารุ่นวัยมิคุ้นหน้าทั้งยังมีหนึ่งนารีชาวเฉินยิ่งประหลาดรู้สึก

ช่างเป็นเสี้ยวขณะหวาดหวั่นใจสั่นระทึกดุจรัวกลอง สองฝ่ายประสานสายตาปานวาโยโบยโบกเพียงเสี้ยววูบเดียว ฝ่ายตาสีตาสาฐานะต่ำต้อยจะหยั่งแท้แก่ใจอันใดบ้างหนอ

ทว่าเมื่อสองรถม้าสวนทางผ่านเจ็ดรุ่นวัยไกลห่างทุกขณะแล้ว ย่อมดุจเพียงเสี้ยวเหตุการณ์หนึ่งมิอาจระลึกทบทวนให้พะวงเกิน ทางเดินเบื้องหน้าต่างหากคือชะตาจำฟันฝ่าพร้อมเผชิญท้าเท่านั้น

สืบเท้าก้าวย่างอีกครึ่งชั่วยามท่ามกลางผืนไพรโอบขนาบ แม้ไร้กิ่งใบเขียวชะอุ่มพุ่มพฤกษ์กลับพอช่วยผ่อนเพลาจิตใจคลายหวาดวิตก ไร้ผู้คนสองฟากทางนับแต่สวนสัญจรกับสองรถม้าเร่งร้อนเมื่อครู่จนขวัญกระเจิง ยามนี้ราวกับย่างเยือนแผ่นดินหนึ่งช่างไร้คนอาศัยจนน่าประหลาดใจ

เลี้ยวโค้งขวามิอาจเห็นทางเบื้องหน้ายิ่งต้องระวัง เบื้องหลังยังโล่งว่างปลอดร้างผู้คนสัญจรตามติด เป็นใครจะทันหยั่งคิดจากนี้กลับต้องเจอะหนึ่งเรื่องราวยากพรรณนา

แรกกระทบจักษุเจ็ดจุลเทพเมื่อผ่านโค้งเคยพรางทางเบื้องหน้า แม้มิน่าหวั่นใจแลเป็นเพียงฉากภาพสะดุดตาหนึ่งเท่านั้น ฟากซ้ายเคยโอบด้วยพงไพรกลับกลายเป็นสายธารามหานที สำเหนียกทันทีว่านี่อาจเป็นแม่น้ำบูรพาตามคำเล่าของยางิว

วารีใสช่างไหลเอื่อยเฉื่อยช้าจากแดนอุดรสู่ทักษิณทิศ ขนาบทางดินทอดยาวสุดลูกตาทั้งมิรู้ว่าจะแยกจากแห่งหนใด หากคำเล่าจากยางิวเป็นจริงพวกเขาน่าจะใกล้แดนบูรพาทุกขณะกระมัง

ยิ่งกว่านั้นสายธารเคยผ่านหมู่บ้านอุ่นวารีกลับเชื่อมต่อมหานทีแดนบูรพา แน่นอนว่าหากจูนมิสกัดทัดทานมหันตภัยก่อนหน้าย่อมเกิดหายนะทั่วหัวระแหงแน่ ธาราวิปโยคหาใช่ทอดไกลเยือนเป้าหมายเพียงแดนเหนือไม่ แม้แต่สายวารีเยือนแดนบูรพาย่อมกลายเป็นธาราอเวจีดุจกัน

จะมีกี่หมื่นพันผู้คนต้องล้มตายหากมหันตภัยไร้ยับยั้ง...

หนทางย่างก้าวสู่แดนใต้บรรลุมาได้ส่วนหนึ่ง แดนเหนือจำห่างลาเริ่มเยือนสู่เขตแดนบูรพาเบื้องหน้า สองฟากทางดินแลแปลกต่างทัศนียภาพสิ้นเชิง ซ้ายเป็นแม่น้ำใสไหลเฉื่อยขวาเป็นพนาไพรผลัดใบโรย

แลฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเป็นทิวเขาซ้อนสลับสับหว่างทอดยาว หยั่งคะเนเมืองหลักแดนบูรพายังไกลห่างน่าจะตั้งอยู่อาคเนย์ทิศ อีกทั้งคำเล่าจากเคนตะและโซจิผลัดกันพรรณนาคล้ายเคยผ่านตาเมื่อกาลเยาว์ เบื้องหลังร้อยพันขุนเขายามม่านหมอกลอยอ้อยอิ่งโอบไล้น่าจะเป็นชายฝั่งทะเล

แดนบูรพานับว่าขึ้นชื่อลือนามเรื่องเมืองใหญ่ริมชายฝั่ง ชาวนามิปักหลักถิ่นฐานหลากชั่วรุ่นจนบังเกิดท่าเทียบเรือหาปลา กิจการค้าเรืองโรจน์จนใช้เป็นเมืองสัญจรระหว่างชนชาติ ว่ากันว่าสมัยหนึ่งเคยผงาดน่านน้ำทำมาค้าขึ้นจนเกรียงไกรไปถึงแดนเฉินด้วยซ้ำ หากนั่นกลับเคยเป็นสมัยสองแผ่นดินยังมิได้ผูกใจเจ็บเยี่ยงศัตรู

นับแต่สงครามห้ำหั่นสองชนชาติยาวนานนับร้อยปี หากชาวเฉินหลีลี้หนีสงครามข้ามน่านน้ำสู่นามิย่อมต้องผ่านเมืองนี้ ยิ่งกว่านั้นอดีตชีวิตท่านแม่หลี่ไป๋หลันก็คงผ่านประสบมาแล้ว แดนบูรพากลับคล้ายแผ่นดินแรกเบิกความหวังกลางใจผู้คนต้องอับจนหนทาง

แม้คำเล่าจากโซจิและเคนตะหาได้เอ่ยเรื่องราวครอบครัวสกุลอาไคชิไม่ สองดรุณีพี่น้องต่างหากกลับมิอาจเลือนลืมความหลังสุดฝังจำ ชีวิตท่านแม่เคยตรากตรำระเหเร่ร่อนตามหาบิดาสกุลหลี่กลับพลิกชะตาสิ้นเชิง

เมื่อกาลเก่าราวกับเป็นเพียงภาพระลึกบทเรียนชีวิตหนึ่ง จูนและโอเรนจึงแข็งขืนยืนหยัดจิตใจจะบากหน้าเผชิญชะตามิจมอาดูรอีก เงยหน้าเก็บกลืนน้ำตาแล้วมองทางดินขนาบแม่น้ำบูรพาทอดยาว

ย่างก้าวเลียบแม่น้ำใหญ่ใสสะอาดนับกึ่งชั่วยาม ทางสัญจรเคยแทบเหยียดตรงกลับเริ่มคดเบี้ยวจนหักเลี้ยวขวาอีกครา แลมหานทีผ่านแดนบูรพายังทอดขนานมิทิ้งห่าง จังหวะสืบเท้าเข้าโค้งเท่านั้นเจ็ดจุลเทพรอนแรมพลันผงะร่างตะลึงลาน

แรกสัมผัสจักษุเจ็ดรุ่นวัยเบื้องหน้าหาใช่ภัยร้ายกล้ำกรายไม่ มิห่างไกลราวสิบย่างก้าวแลเป็นสองชีวากับหนึ่งพาหนะล้มพลิกหงาย สารพันของป่านานาสมุนไพรกระจายเกลื่อนริมทางสัญจร

แวบแรกทอดมองจากเจ็ดจุลเทพกลับน่าเห็นใจปานอยากรีบเข้าไปช่วย

สองชีวาต้องพานพบกะทันหันกลับต่างฐานะเผ่าพันธุ์ หนึ่งคือมนุษย์ชาวบ้านตาสีตาสาและอีกหนึ่งคือพาหนะม้าเดินทางล้มพังพาบ ส่วนคันรถขนสารพัดสมุนไพรแลล้มหงายทั้งล้อไม้ข้างหนึ่งหักพังเสียแล้ว

สัมผัสเสียงครวญคร่ำช่างกล้ำกลืนจับจิตจากหนึ่งบุรุษชรากอดร่างอาชา แลเอาแต่ก้มหน้าอาบเคล้าน้ำตามิทันมองเจ็ดรุ่นวัยเพิ่งย่างเยือน ประเมินมองเผินผิวคล้ายคนสิ้นเนื้อประดาตัวแท้จริง ดูไปช่างอเนจอนาถช่างน่าเห็นใจกระไรปานนั้น

ปัญหาตรงหน้าหาใช่หนึ่งตาสีตาสาต้องสุญเสียของป่าไม่ หาใช่เพราะสูญสิ้นคันรถหักพังจนมิอาจขนสินค้ารอนแรมระหว่างเมืองไม่ ทว่ากลับเป็นอีกหนึ่งชีวิตทุรนทุรายแม้เป็นเพียงเดรัจฉาน

ม้าสีน้ำตาลล้มหงายไปกับคันรถและร่างชราก่อนหน้ากลับช่างผิดแปลก ฝ่ายคนหาได้เจ็บได้แผลแลไร้เลือดตกยางออกไม่ ทว่าอีกชีวิตแม้เป็นอาชาคู่ใจกลับเอาแต่นอนส่ายหัวโงนเงนไปมาปานผจญทุรนทุราย

มิรู้ว่าประสบเคราะห์อันใดไยสัตว์พาหนะลุกยืนมิได้อีก แลร่างชราเจ้าของม้าเอาแต่กอดร่างฟูมฟายทั้งไล้ศีรษะประโลม สองชีวาต่างเผ่าต่างพันธ์กลับพันผูกลึกซึ้งเกินพรรณนา

ฟังเสียงสะอื้นจมกล้ำกลืนจากบุรุษชรายิ่งสะทกสะท้านใจ ซึมเซาะซอกอณูรู้สึกเจ็ดรุ่นวัยยิ่งหวั่นไหวได้แต่ยืนร่างนิ่ง อารามโถมถาอาดูรจับจิตล้วนอาบฉายหม่นเฉาเศร้าซึมผ่านประกายตา สีหน้าพลันสลดหดหู่ขีดสุดยิ่งกว่าพูดมิออกบอกมิถูก

ทว่าหากจะยืนนิ่งร่างมองคนร่ำไห้ฟูมฟายเช่นนี้ย่อมมิถูกนัก ร่างชราแม้มิเคยรู้จักก่อนใดกลับช่างน่าเห็นใจหลายส่วน หากจะชักก้าวเข้าไปถามไถ่เรื่องราวคงมิเกินรบกวนกระมัง

เจ็ดจุลเทพรอนแรมเริ่มหันหน้าสบมองตาคล้ายขอหารือ ล้วนขยิบตาไร้วาจาราวกับถ่ายทอดเจตนาผ่านซอกรู้สึก มิกี่อึดใจหนึ่งดรุณีอรชรสวมอาภรณ์กิโมโนสีชาดประดับซากูระกลับขออาสาเดินเข้าหา สองเท้าก้าวชดช้อยขยับใกล้คนชรากอดร่างอาชาปานใจสลาย

ยามนี้ซายูริกลับเป็นตัวแทนเจ็ดรุ่นวัยช่างใจกล้าต่อคนมิคุ้นหน้า อาจเพราะนิสัยใจคอเคยหล่อหลอมจากบุพการีมิอาจเมินเมตตา จังหวะจะเอ่ยเอื้อนวาจาถามไถ่ปัญหาร่างชรากลับปริปากวิงวอนเสียก่อนแล้ว

น้ำคำสั่นพร่ายามเงยหน้าย่นชราอาบนองน้ำตา ร้องขอปานโหยหวนเพียงคำว่าโปรดช่วยชีวิตม้าจวนเจียนสิ้นใจรอมร่อด้วย...

ยังมิทันจบคำโศกสลดจากบุรุษอาวุโส สีหน้าเจ็ดจุลเทพรอนแรมพลันอึ้งอั้นล้วนหวั่นระทึกปานกลองรัว ซายูริอยู่เคียงใกล้กว่าใครอื่นเริ่มเรียกตื่นสติก่อนย่อกาย บรรจงโน้มศีรษะเข้าใกล้บุรุษชราทั้งพรั่งพรูวาจาปลอบประโลม เสี้ยวอึดใจกระชั้นถัดมาจึงเหลียวหลังมองหกชีวาร่วมทาง เรียวปากงามขยับเอื้อนคำง่ายคำเดียวช่างสะท้านเซาะซึมห้วงรู้สึก

คำเดียวช่างห้วนกระชับว่า 'อาจารย์...'

มิทันให้กระชั้นหายใจเฮือกต่อเฮือก คำเอื้อนไร้ซับซ้อนมิต้องถอดความหมายใดย่อมกลายเป็นภาระหนึ่งดรุณี ฝ่ายพี่สาวสัมผัสประคองมือละมุนฝ่ายน้องคราหนึ่งก่อนคลายออก บ่งบอกซอกรู้สึกลึกล้ำช่างท้นห่วงหาอาทรมิเจื่อนจาง

จูนได้แต่พยักหน้าเพียงน้อยตอบรับโอเรนเท่านั้น อารามพรึงพรั่นประหวั่นรู้สึกยามสะทกสะท้านใจหลายส่วน หนึ่งชีวาทำท่าเจียนจากลาปานชะตาดินฟ้ากำหนด

ยับยั้งลิขิตชีวิตต้องฆาตใครอื่นดุจฝ่ากฎสวรรค์หรือไม่ ในใจนางพลันโถมถาสารพันกังขาทั้งพะว้าพะวังจนมิกล้าจะเข้าช่วย ทว่าสองเท้าสืบก้าวเข้าหาซายูริและร่างชราไร้ตระหนักรั้งรอแล้ว

เดิมทีนางกลับสะอึกกายคล้ายใจหลุดกระเจิง อดีตกาลวันวานเคยฝืนลิขิตช่วยชีวิตอื่นนางกลับผ่านประสบมาแล้ว เพราะจิตสะกดไร้ลักษณ์มิใช่หรือพี่สาวร่วมสายเลือดและศิษย์หญิงซายูริจึงยืนหยัดลมหายใจตราบจนบัดนี้ ยิ่งกว่าชุบชีวิตต่อชะตาเคยต้องฆาตปานตายตกมาครั้งหนึ่ง

หลากท้นจิตใจอัครเทพค้ำฟ้ากลับจะฉุดรั้งยื้อยั้งมัจจุราชคร่าชีวา อาชาสีน้ำตาลรวยรินหายใจทุกขณะทำท่าจะสิ้นชีพเต็มที สองมือเรียวผุดผาดไล้สัมผัสศีรษะเดรัจฉานผจญทุรนทราย แลมันหวิดขาดใจทั้งน้ำลายเริ่มฟูมปากช่างประหลาดรู้สึก

แลแววตาอาชามิพ้นเคราะห์กลับหลั่งคลอหยาดน้ำไส แม้เป็นเพียงเดรัจฉานทว่ายังสัมผัสรวดร้าวสรรพางค์กายไม่ต่างจากคนเรา ยิ่งมองยิ่งกำสรดสลดจับจิตปานอยากร่ำไห้ตาม

มิผิดแน่เดรัจฉานเชื่องเชื่อตัวนี้กลับผจญพิษร้ายเข้าร่าง มิอาจหยั่งคะเนแต่แรกคล้ายมันกลืนกินบางสิ่งก่อนหน้า หรือเพราะพงหญ้าสารพันพฤกษาริมทางอาจฝากแฝงเพชฌฆาตดุจมารลวง ทว่ามิอาจร่ำไรให้ชีวิตแม้ด้อยค่าจำลาโลกนางกลับถ่ายทอดจิตกระแสเยียวยาทันที

สองมือเรียวผุดผาดเอื้อมยื่นสัมผัสศีรษะอาชา ถ่ายทอดจิตกระแสการุณย์ผ่อนทอนทุรนทุรายปานโอสถสวรรค์ แลมันสำรอกพิษเคล้าน้ำลายฟูมปากออกมาจนหมด เพียงมิกี่อึดใจแลประกายตาเดรัจฉานเริ่มสุกใสปานเปี่ยมความหวัง

หยาดน้ำตาคลอคลองเริ่มเหือดแห้งในที่สุด แววตากลมทอดมองหนึ่งบุรุษชราสองดรุณีช่างงดงาม แม้เป็นชีวิตมิอาจถ่ายทอดวาจาภาษามนุษย์กลับคล้ายอยากเอ่ยขอบคุณ แลมันผงกศีรษะหลากคราก่อนเริ่มขยับสี่ขาประคับประคองตัว ถึงแม้แลยืนมิมั่นคงนักทว่ากลับท้นอุ่นใจคลายวิตกอักโข

สารถีบุรุษสูงวัยเริ่มเผยอปากค้างทั้งเบิกตาโตปานแตกตื่น อารามใจชื้นสุดแช่มชื่นเคล้าตะลึงอึ้งอั้นทั้งน้ำตานอง เมื่อครู่ก่อนม้าคู่ใจคล้ายทำท่าจะยืนชีวามิน่ารอดแน่ เพียงแค่หนึ่งดรุณีสวมอาภรณ์ประหลาดตาเอื้อมมือสัมผัสศีรษะมันเท่านั้น หนึ่งชีวิตเดรัจฉานอาจไร้ค่ากลับประคับประคองกายตนจนยืนได้เองเชียวหรือ

ช่างอัศจรรย์ใจเกินกว่าจะปริปากเล่าให้ใครต่อใครเชื่อแน่ มิได้ฝาดฝ้าพร่าเลือนสายตาหาได้จมจ่อมกลางภาพมายาฝันไม่ ม้าน้ำตาลเคยผจญพิษร้ายกำเริบสุดสังเวชกลับยืนหยัดหายใจอีกครั้ง ร่างเคยพับพาบทั้งศีรษะส่ายโงนเงนแต่แรกกลับเริ่มเหยียดขายืนกายได้เอง แม้ว่าอาจต้องรอเวลาสักวันคืนหนึ่งกว่ามันจะแกร่งกล้าขาแข็งดุจเดิม

นางเป็นใครไยช่างดุจหมอวิเศษเหลือเกิน...

อารามโถมถาปลาบปลื้มยิ่งกว่าขุดกรุสมบัติแล้วเจอทอง มิทันตระหนักเรื่องราวยามอาชาเจียนลาโลกกลับคล้ายยิ่งกว่าตายแล้วเกิดใหม่ ร่างชราพลันเปลี่ยนท่านั่งคุกเข่าทั้งก้มคำนับหญิงสะคราญมิหยุด

จูนสะท้านเฮือกทั้งร่างปานชะงักหายใจเสี้ยวหนึ่ง สองมือยื่นประคองบุรุษชราทั้งก้มคารวะตอบรับ พรั่งพรูวจีอ่อนแผ่วโปรดอย่ามองนางปานชนชั้นสูงศักดินาเลย

ซายูริทอดมองบุรุษชราเคล้าเบิกยิ้มพริ้มเพรายินดี ห้าชีวิตจุลเทพร่วมทางขยับเข้าหาพร้อมใจนั่งคุกเข่าปลอบขวัญ ผ่านผันวิกฤติหวิดหนึ่งชีวิตจำพรากนับเป็นลิขิตดินฟ้าประทานพร

บุรุษเลี้ยงอาชาพร่ำวาจาซ้ำไปซ้ำมา สารพันขอบคุณเอาแต่เรียกจูนดุจยอดหมอสวรรค์ผู้วิเศษ หาได้หวาดพรั่นหวั่นใจไม่ว่ากำลังกลายเป็นผู้คบหาชนชาวเฉินเสียแล้ว ยอมแม้แต่เสี่ยงอันตรายตนเองเข้าแลกหากต้องสะดุดสายตาคนแปลกหน้าฐานะซามูไร

โชคเข้าข้างอยู่บ้างที่ยามนี้กลับไร้ชาวนามิมิคุ้นตาอื่นใดอยู่ละแวกใกล้

แลชีวิตอาชาปลอดภัยมิต้องร้อนใจใดอีก พิษร้ายเคยชำแรกแทรกซึมทั่วร่างค่อยเริ่มปลาสนาการจนหมด อาการเคยทุรนทุรายกลับกลายเป็นเริงร่าเริ่มเปี่ยมกำลังวังชา มิช้าเกินรอมันคงขยับสี่ขาโลดแล่นตามประสาเดรัจฉานแน่

ฟังคำเล่าจากสารถีชราเลี้ยงม้ากลับน่าตระหนก ตนรอนแรมจากแดนบูรพาเรื่อยมาเพื่อจะนำของป่าเข้าไปขายในแดนเหนือ ระหว่างทางม้าคงหิวหญ้าแห้งอาจพลั้งกลืนกินเห็ดประหลาดไปด้วย มิทันสังเกตสังกาแต่แรกจนพ้นชั่วยามถัดมาจึงเริ่มส่ออาการ ทั้งดิ้นพล่านทั้งร้องทุรนทุรายปานขาดใจจนตนและคันรถพลิกหงายสินค้าเทกระจาย

คันรถขนของป่าแม้หักพังตนยังพอซ่อมใหม่ได้ ทว่าอาชาเคยเลี้ยงมากับมือนับแต่เล็กจนโตกลับล้ำค่ายิ่งกว่า หากมันตายไปยิ่งจะต้องเสียใจมิอาจให้อภัยตนเองได้เลย

หนึ่งชีวาแม้อับวาสนาเป็นเพียงเดรัจฉานเท่านั้น ทว่ามันกลับยังสูงค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ตายตกตามยถากรรม และนั่นคือเหตุผลแน่นหนักจากใจอัครเทพสวรรค์ที่มิยอมปล่อยปละละเลย

อารามท้นสังเวชชีวิตอื่นกลับยิ่งยืนหยัดจะค้ำจุนโอบการุณย์ ในใจจูนย่อมมิปรารถนาให้ใครอื่นต้องตายตกต่อหน้าต่อตา แม้เป็นเพียงอาชามิรู้ประสีประสาทว่านั่นคือชีวิตมิต่างจากมนุษย์

แม้ดรุณีสวมชุดหิมะจันทราไร้เบิกพรายแย้มประดับโฉมปานด้านชารู้สึก แลผิดแผกแปลกสิ้นจากหกพี่น้องผองสหายร่วมทางต่างผลิยิ้มพริ้มเพรา มีเพียงประกายตาทอดฉายท้นการุณย์พอให้บุรุษชราอบอุ่นใจเท่านั้น

ท่ามกลางอารามผ่อนพะวงระหว่างเจ็ดรุ่นวัยหนึ่งชราและหนึ่งอาชา จู่ๆ ราวกับสวรรค์มิเป็นใจคล้ายชิงชังอยากรังแก บุรุษอาวุโสพลันปากอ้าตาค้างราวกับเห็นภูตเห็นสางเต็มสองตา ได้แต่อ้ำอึ้งตะลึงลานปานน้ำท่วมปากยากเอ่ยอุทาน ซ้ำร้ายเจ็ดรุ่นวัยหาได้สำเหนียกภัยร้ายลอบกล้ำกลายจากเบื้องหลังไม่

จังหวะสามหนุ่มสี่สาวเหลียวหันกลับแทบพร้อมเพรียง สัมผัสจักษุแรกกระทบยิ่งครั่นคร้ามรู้สึกปานหน้าถอดสีจิตใจกระเจิง กลับต้องประจันหน้ากลุ่มอาคันตุกะมิรับเชิญเริ่มขยับก้าวรุกคืบทุกขณะ มิรู้ว่าลอบกล้ำกรายไร้เสียงฝีเท้าแต่เมื่อใดแม้แต่อัครเทพจิตสังหารก็มิทันหยั่งรู้สึก

ซ้ำร้ายพวกเขาแลเป็นบุรุษฉกรรจ์ล้วนปั้นหน้าบึ้งราวสี่ห้าชีวิต อาภรณ์สวมยูกะตะสีเทาบ้างสีดำบ้างช่างทะมัดทะแมงน่ากริ่งเกรง แต่ละกระชับมือขวาหนาหยาบแลเป็นดาบคบกริบพร้อมปลิดชีพ

มิผิดแน่พวกเขาย่อมเป็นซามูไรเที่ยวไล่สังหารชนชาวเฉิน !!

วาระหน้าสิ่วหน้าขวานกำลังเผชิญแท้จริงแล้วหรือ...

105 ความคิดเห็น