หนังสือหยั่งรู้ฟ้าดินของเซนจิ (善地の占い本)

ตอนที่ 249 : ตอน 245 - สหายเก่ายูกิ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 พ.ย. 60



สหายเก่ายูกิ

"...หารู้ไม่
หุบเขาดับจิตคือประตูสู่ยมโลก
สารพัดอักษราวิชาสลักบนผนังถ้ำ
ก็ไม่ผิดไปจากวิชาเผ่ายมโลก
และยิ่งกว่าประหลาดใจ..."

(บันทึกหนังสือชะตาฟ้าดินลิขิตของเซนจิเมื่อยุคหนึ่ง)

ลงเขาจากไกลสำนักยุทธ์นับหลายตะวัน ผ่านมหันตภัยหมู่บ้านอุ่นวารีนับหลายราตรี ชีวิตย่อมย่างเท้าก้าวต่อตามชะตาลิขิตฟ้า หมายมาดเดียวเพื่อจะพาเล่มหนังสือทำนายคร่ำคร่าสู่บ้านเกิด

ถิ่นที่มันเคยอยู่ในมือครองผู้คนนับสิบปีคือหมู่บ้านศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนใต้

แม้ว่าอักษราทำนายเคยจารไว้คล้ายอาจจงใจอยู่บ้าง เมื่อใดก็ตามปรากฏผู้ครอบครองพลังแห่งจักรวาลดั่งตำนานเทพสวรรค์นับแต่บรรพกาล บ่งบอกชัดเจนว่าหนังสือเลื่องลือร้อยแผ่นดินย่อมตกแก่ตัวแทนแห่งเทพเจ้า กอปรกับเมื่อมันเคยจรจากแผ่นดินเกิดครั้งหนึ่งย่อมหวนคืนถิ่นเย้าดุจเดิม อัครเทพสะท้านปฐพีกลับยินดีสนองทำนายไร้ขัดขืน

ยอมรอนแรมลงเขายาวไกลทั้งฝ่ามหันตภัยช่วยผู้คนมิอาจเลี่ยง

คำทำนายคล้ายอักษราอาถรรพ์เสียแล้วหรือไร ดูเหมือนมันจงใจพันธนาการชะตาลิขิตหนึ่งดรุณีจิตสังหารมิอาจหลุดหนี ยิ่งมิรับรู้ยิ่งกระหวัดรัดแน่นราวกับเป็นบ่าวทาสรับใช้หนังสือไปแล้ว

แม้แต่ยามนี้หนังสือล้ำค่ายังอยู่ในอ้อมกอดกระชับนางดั่งสมบัติหวนแหน

สถานการณ์เจ็ดจุลเทพลงเขารอนแรมดูเหมือนมิราบรื่นนัก แรกทีหยั่งคิดเพียงว่าพอแยกจากเจ็ดชาวบ้านอุ่นวารีคงมิพบผู้คนแปลกหน้าระหว่างทาง ทว่าเมื่อสืบก้าวเรื่อยมาแม้สองฟากขนาบด้วยไพรสัณฑ์ผืนใหญ่ เป็นใครจะตระหนักแต่แรกว่าต้องเจอะเรือนพักอาศัยแม้หย่อมหนึ่ง หนำซ้ำยังต้องพบสามชีวิตชาวบ้านล้วนมิคุ้นหน้าทั้งเริ่มสะกดสายตาจับจ้องมองมา

พวกเขาคือมนุษย์มิคุ้นหน้าค่าตาต่อเจ็ดจุลเทพสำนักซาโตอิจิหรือ...

เพียงจังหวะเหล่ารุ่นวัยรอนแรมสืบเท้าเลยห่างสามชีวิตชาวบ้านเท่านั้น หนึ่งเสียงเจื้อยแจ้วเรียกทักราวกับสั่งพวกเขาสะดุดหายใจ เจ็ดคู่เท้าย่างต่อพลันชะงักงันปานขวัญกระเจิงหย่อมหนึ่ง

เสียงเรียกลับเป็นสาวรุ่นวัยไม่อาจเรียกว่าแปลกหน้าอีกต่อไป เพราะคำเรียกคำเดียวกลับกลายเป็นชื่อมูซาชิ

มิผิดแน่ดรุณีปริศนาเพิ่งละมือจากภาระเก็บของป่าย่อมรู้จักหนุ่มเจ้าบทเจ้ากลอนเสียแล้ว

สิ้นคำเรียกชั่วอึดใจสามหนุ่มสี่ดรุณีจึงเริ่มเหลียวหันกลับมา มองเพียงสีหน้าหกชีวิตร่วมรอนแรมยังฉาบทาตะลึงตะไลเคล้าใจสะท้าน ไหนเลยเจ้าของชื่อเรียกจะมิอกสั่นขวัญหายปานเห็นผีเชียวหรือ

จู่ๆ มีคนแปลกหน้าริมทางขานชื่อหนึ่งในเจ็ดเช่นนี้ย่อมพิกลแน่

แลหนุ่มเจ้าบทเจ้ากลอนพลันเบิกตาค้างร่างสั่นเทิ้มเป็นรัวกลอง สองคู่สายตาจดจ้องมองดรุณีเรียกชื่อตนปานอยากค้นหาคำตอบ อารามจมภวังค์ดำดิ่งเป็นนานจนพูดมิออกบอกมิถูก

ไร้วจีตอบแม้เสียงอุทานจากเจ็ดรุ่นวัยรอนแรม สามชาวบ้านล้วนกรอกตาสบมองทั้งพินิจพิเคราะห์ ดูเหมือนพวกเขาประเมินสายตาคนแปลกหน้าผ่านทางไปมาจนเคยชินกระมัง

เมื่อสถานการณ์สองฝ่ายยังอึมครึมปานกาลชะงัก ดรุณีเสียงเจี้อยแจ้วจากกลุ่มชาวบ้านจึงกระแอมออกมาคราหนึ่ง ทำลายห้วงสงัดงันกลางสองผ่ายสิบคู่สายตาสบมองราวกับค้นหา เมื่อล้วนมิรู้ว่าจะเริ่มสนทนาวาจาใดจึงคล้ายต่างยกมอบให้นางเพียงผู้เดียว

เสียงเรียกทักทายอีกครายังเป็นชื่อมูซาชิ นี่เท่ากับยืนยันคำตอบเมื่อครู่ว่าต่างมิได้หูฝาดแน่ แท้จริงแล้วนางเป็นใครไยจึงรู้จักหนุ่มเจ้าบทเจ้ากลอนแต่กาลก่อนหรือไร ใจความเบิกสนทนากลับเป็นถามไถ่หนุ่มเคยรู้จักว่าจำมิได้หรือ

มูซาชิใจสะท้านปานถูกน้ำเย็นสาดหน้า โฉมลักษณ์ซีดเซียวไร้เลือดฝาดราวกับคนเห็นผีเห็นสาง อ้ำอึ้งเคล้าตื่นตะลึงเอ่ยตอบตะกุกตะกักว่าจำมิได้

ดรุณีชาวบ้านถลึงตาทำปากเบ้คราหนึ่ง ดูเหมือนนางอยากหยอกเย้ามากกว่าแสดงทีท่ามิพอใจเพียงเจือจาง คนเคยรู้จักกลับได้ยินคำตอบมิเต็มปากเต็มคำว่าจำนางมิได้ย่อมนิ่วหน้าเป็นธรรมดา

ปากงามจีบขึ้นจีบลงสาธยายน้ำไหลไฟดับ แต่ละวาจาพรั่งพรูว่าเคยเจอะกันบ่อยหนเมื่อปีกลาย คราสุดท้ายจำได้ว่ายังห้ามมิให้รอนแรมฝ่าพายุหิมะขึ้นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายก็หายหน้าเกือบหนึ่งปีมิเห็นเงาในแดนเหนืออีกเลย

มิผิดแน่ที่หายไปเพราะตรากตรำขึ้นขุนเขาเหน็บหนาวแล้วเพิ่งกลับมา

มูซาชิกลับเอาแต่พยักหน้าทั้งมิกล้าสบมองตา ดรุณีปริศนาเบิกวาจาระลึกเรื่องราวกาลเก่ามิหยุดราวกับขุดภาพทรงจำหนุ่มเจ้ากลอน สารพันเรื่องราวเน่าเฟะระหว่างชีวิตนักเมาพเนจรย่อมรื้อฟื้นเป็นฉากๆ ยิ่งอยู่ร่วมสหายศิษย์และอาจารย์หญิงเช่นนี้ยิ่งอับอายขายหน้าแน่นอน

มูซาชิแลหน้าซืดปานคนสิ้นวิญญาณในบัดดล จนแล้วจนรอดภาพกาลเก่าฉายาหนุ่มนักเมาเน่าเหม็นกลับทำลายภาพลักษณ์ตนกลางสหายไม่เหลือซาก สมแล้วที่ร่ำลือในหมู่พวกพ้องรอนแรมขึ้นเขาว่ายอดนักเมาเจ้าคารม

ในที่สุดหนุ่มเจ้าบทเจ้ากลอนจึงเริ่มปริปากเสียงอ่อนเอื่อย เรียกขานดรุณีชาวบ้านเพียงชื่อกระชับว่า 'ยูกิ' ก่อนวิงวอนวาจาถัดมาโปรดอย่าขุดคุ้ยเรื่องเก่าน่าอับเฉาชีวิตอีกเลย

เป็นจริงดั่งคาดว่าหนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวต่างฐานะกลับเคยรู้จักกันมา

หญิงสาวปริศนานามว่ายูกิคล้ายจะเชื่อฟัง ท่าทีเริ่มสงบตัดพ้อทว่ากลับถามไถ่คำถามหนึ่ง คล้ายว่าเป็นโอกาสทวงสัญญาจนฝ่ายหนุ่นพลันอกสั่นขวัญกระเจิง

เคยสัญญาว่าจะกลับมาดูแลนางตราบวันตาย !!

เมื่อใดจะรับนางเป็นคู่เคียงชีวิต...

มูซาชิพลันหน้าหนึบชาปานอสนีบาตฟาดใส่ ใจหายใจคว่ำทั้งอ้ำอึ้งตะลึงตะไลไม่อาจพรรณนา ท่าทีเบื้อใบ้เป็นนานปานจำนนต่อดินฟ้า มิกล้าสบตาหญิงสาวเอาแต่ก้มหน้างุดแทบหยุดหายใจ

ห้วงภวังค์ผนึกค้างปานโลกร้างเปลี่ยวผู้คน จนแล้วจนรอดกลับระลึกมิออกว่าเคยลั่นสัจจะนับแต่คราใด

เคยสัญญาต่อนางว่าจะอยู่เคียงชีวิตตราบวันตายนับแต่คราใดหนอ...

หลากอึดใจผ่านล่วงฝ่ายหนุ่มจึงปริปากตะกุกตะกัก เงยหน้าตอบคำถามยูกิว่าตนสัญญาเมื่อคราใด จริงอยู่เคยเมาหัวราน้ำแทบจำสภาพตนเองมิได้ไม่อาจปฏิเสธ นี่คงเพราะเคยสัญญาต่อหน้าหญิงสาวว่าจะรับนางแต่งงานมาก่อนหรือ

ยูกิพยักหน้ายืนยันไร้ลังเล สาธยายความในใจจากหนุ่มนักเมาว่าเคยสัญญาต่อดินฟ้าด้วยซ้ำ หากวันใดพร้อมเปิดใจจะกลับมาสู่ขอนางแต่งงานแน่

หนุ่นเจ้าบทเจ้ากลอนพลันร้องอุทานทั้งร่างสะท้านเฮือก วาจาเหล่านั้นตนละเมอพร่ำเพ้อเจ้อออกมาเองหรอกหรือ หนำซ้ำยูกิกลับมิใช่ดรุณีที่ตนหลงรักปักสวาทมาแต่แรกด้วยซ้ำ

ต่อให้ดรุณีงามอื่นใดในแดนเหนือตนกลับมิเคยใส่ใจแม้กระผีกริ้น

แต่ไหนแต่ไรมามูซาชิได้ชื่อว่านักเมาพเนจรแห่งแดนเหนือ สหายสนิทอย่างเรอิและแม้แต่เคนตะกับซายูริยังสัมผัสคุ้นเคย นักเมาเอาแต่ใจอย่างมันกลับหาใช่คนมากรักมักเจ้าชู้ไม่ ต่อให้เป็นนารีงามล่มเมืองแห่งแดนเหนือกลับมิเคยอยู่ในสายตา

ในบรรดาเรื่องเล่าระหว่างสหายยังมีหนึ่งความหลังช่างเหลือเชื่อ แม้มูซาชิสำมะเลเทเมาแลสภาพสุดซอมซ่อแสนมอซอ สารรูปนับว่าเป็นยาจกตัวยงจนเหล่าขอทานยังยกนิ้วให้ ทว่าเพราะโฉมลักษณ์กลับซ่อนเสน่ห์บางอย่างบรรดาหญิงสาวจึงคล้ายอยากคบหา ว่ากันว่าเคยมีศึกแย่งชิงระหว่างหมู่นางมาแล้วทว่ามันกลับคร้านจะใส่ใจ

ใครจะมารักก็ช่างขอให้ได้สาเกยกซดย้อมกล่อมใจก็พอ

ยูกิก็คงคล้ายเป็นหนึ่งในหมู่นารีเหล่านั้นแน่ เพียงแต่เพราะมูซาชิหลุดปากเพ้อเจ้อพลั้งละเมอยามเมาจนเกิดเรื่อง ยามนี้ตนยิ่งกู้หน้ามิได้สหายร่วมทางก็คล้ายไม่สอดมือช่วยอีก

ในที่สุดหนุ่มสาวคู่รักเคียงรอนแรมต่างมิอาจระงับขบขัน ส่วนอีกหนึ่งดรุณีสหายร่วมเป็นร่วมตายกลับยิ่งเบิกแย้มพริ้มเพรา ราวกับว่าครานี้คนเคยร่วมทางกลับมิช่วยแก้ต่างให้มูซาชิเอาเสียเลย

ยูกิสบมองตาสหายหนุ่มสาวร่วมลงเขาจนมิอาจกลั้นหัวเราะ ก่อนเอ่ยวจีว่าแม้แต่สหายสนิทยังมิช่วยกู้หน้า สมแล้วกับคำว่าเป็นหนุ่มนักเมาเจ้าคารมจนเหล่าสาวงามตามแจ

เมื่อเคนตะและเรอิกลับเป็นสหายช่วยพึ่งพามิได้ไปแล้ว แม้แต่ซายูริก็คล้ายให้ท้ายยูกิอยู่บ้างกลับเอาแต่ขบขัน ยิ่งไร้ผู้ช่วยแก้ต่างหนุ่มนักเมาเคยเอาแต่ใจกลับยิ่งจนตรอกหลักฐานสนิท

สันดานคนเมาก็เป็นเช่นนี้เองหนอ...

หนำซ้ำดรุณีชาวบ้านกลับเคยคุ้นหน้าค่าตาสหายตามติดมูซาชิอยู่บ้าง แม้จดจำชื่อมิได้ทว่าแต่ละคำเอ่ยฉะฉานราวกับเป็นสหายเก่า เมื่อยูกิเคยพบหน้มูซาชิมิรู้กี่คราย่อมต้องรู้จักมิตรร่วมผจญชีวิตยามอยู่แดนเหนือแน่

ที่มิคุ้นหน้าค่าตามาก่อนจึงมีเพียงสามพี่น้องศิษย์เทพสำนักซาโตอิจิเท่านั้น

ฝ่ายเคยรู้จักยูกิผิวเผินกลับยังสงวนทีท่ามิกล้าทัก ล้วนมิแน่ใจนักว่านางยังพรางซ่อนลับลมคมในให้คลางแคลงใจหรือไม่ เมื่อฐานะมิใช่สหายสนิททั้งยังตกหลุมรักมูซาชิแต่กาลเก่าจึงต้องประเมินมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งยามนี้ฐานะผันเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นเทพแล้วยิ่งต้องเร้นพรางมิดชิดที่สุด

อากัปกิริยาแสดงจึงมีเพียงขบขันสหายมูซาชิอย่างช่วยมิได้เท่านั้น

ยูกิเองก็คล้ายรู้สึกรู้สาว่าฝ่ายหนุ่มต้องอับอายขายหน้าเพราะตน เมื่ออีกฝ่ายจนใจไม่อาจสรรหาคำพรรณนาแก้ต่างทั้งยังสงวนท่าทีปฏิเสธ เรื่องเกี้ยวพาราสีแต่กาลเก่านางกลับมิใส่ใจนัก วาจาเอ่ยถัดมากลับปรารถนาให้เดินทางต่อจะดีกว่า

เพียงแต่วันหน้าหากเจอะกันอีกนางจะทวงสัญญาแน่

สีหน้าหนุ่มเคยได้ชื่อว่ายอดนักเมาราวกับเห็นภูตเห็นผีมิเปลี่ยน ได้แต่ปากอ้าตาค้างทั้งอ้ำอึ้งวาจา อารามขวัญหายใจกระเจิงเมื่อมิอาจกู้สถานการณ์ต่อหน้าหนึ่งดรุณียังตกหล่มจมราคะยากสลัดหลุด

มิใช่หญิงสาวชาวบ้านตรงหน้าทว่ากลับกลายเป็นอาจารย์หญิงนั่นเอง

เพราะเหตุนี้กระมังสามสหายร่วมทางต่างพร้อมใจขบขันมิหยุด โซจิเองแม้มิเคยหยั่งรู้เรื่องราวของยูกิมาก่อนก็พลอยหัวเราะร่วนเคล้าผสาน

ดูเหมือนวาจาสนทากลับราบรื่นเหลือเชื่อ เดิมทีเมื่อพลันชะงักเท้าเพราะคำขานชื่อเดียวว่ามูซาชิคล้ายอกสั่นขวัญเสียหย่อมหนึ่ง จู่ๆ มีคนแปลกหน้ามิคุ้นตาระหว่างทางเรียกทักย่อมตื่นตะลึงเป็นธรรมดา

เพียงแต่จังหวะนี้เองราวกับหนึ่งวจีทำลายบรรยากาศสำเริงสำราญ เมื่อสองบุรุษชาวบ้านเข้ามาประคองมือแตะไหล่ยูกิราวกับเตือนสติ สองคู่ประกายตาจับจ้องมองเขม้นเจ็ดรุ่นวัยรอนแรมปานเคลือบแคลง

และแล้วหนึ่งในสองบรุษพลันหลุดปากหนึ่งลับลมคมในฝากแฝง

อย่าไว้ใจอดีตสหายจนพวกซามูไรใจโฉดเข้าใจผิดเด็ดขาด

วาจาเตือนสติกลับยิ่งตอกย้ำจิตใจยูกิปานหวั่นผวา สองตาเบิกกว้างกวาดมองมูซาชิและหกชีวิตร่วมทาง เป็นจริงมิอาจปฏิเสธเมื่อหนึ่งในเจ็ดกลับสวมอาภรณ์สตรีผิดต่างจนโดดเด่น

นางโดดเด่นเสียจริงจนมิกล้าเอ่ยทักมิกล้าสบตามองตรง

ลืมเสียสนิทว่าสนทนาคบหากลุ่มชาวเฉินเมื่อใดย่อมชักภัยร้ายมาเยือน

หนึ่งบุรุษจึงโบกไม้โบกมือไล่ไร้ลังเล ท่าทีผ่านสีหน้าเคล้าประกายตาราวกับไร้มิตรแท้จริง ปากพร่ำซ้ำย้ำไปมาว่าอย่าอยู่ใกล้แถวนี้รีบไปให้พ้นเสีย

อีกหนึ่งบุรุษก็ย้ำคำซ้ำซากว่าหากพวกทสึโยชิเจอะเมื่อใดมีแต่ตายกันหมดแน่

ยูกิเองกลับเริ่มแตกตื่นเคล้ามือไม้ลนลานปานเพิ่งตื่นสติ แม้เมื่อครู่แลอาบฉายประกายยินดีผ่านสีหน้ายามพบอดีตสหายอยากเคียงใจ พลันเรียกสองบุรุษว่าท่านพ่อและพี่ชายรีบขนของป่ากลับเข้าแดนเหนือก่อนสายเกิน

จังหวะนี้เองเมื่อสามชาวบ้านเริ่มหันหลังกลับเพื่อรีบจัดการธุระ จู่ๆ เคนตะพลันถามไถ่คล้ายอยากหยั่งแท้คำตอบก่อนจากลา

ทสึโยชิเคยครองอำนาจแห่งแดนใต้กลับประกาศขยายเขตอิทธิพลสู่แดนเหนือแล้วหรือ...

หนึ่งบุรุษฐานะบิดาของยูกิพลันตอบฉะฉาน หาใช่เพียงแดนเหนือไม่แม้แต่แดนบูรพาก็มิเว้น หัวหน้าซามูไรโองาวะและอิชิคาวะกลับถูกทสึโยชิยึดอำนาจหมดสิ้นแล้ว !!

ผู้คนทั่วหล้าสารทิศล้วนอกสั่นขวัญกระเจิงเมื่อได้ยินชื่อทสึโยชิ....

วาจาทิ้งท้ายเพียงให้รีบหาทางหลีกลี้หนีพ้นแดนนามิเสีย หากยังห่วงชีวิตหญิงสาวชาวเฉินรีบพานางส่งกลับบ้านเกิดจะดีกว่า ขืนมิเปลี่ยนอาภรณ์ยอมสวมกิโมโนด้วยแล้วอาจพาตายกันหมดวันใดวันหนึ่งแน่

จังหวะสิ้นวาจาจากบุรุษไร้ไมตรีกลับยิ่งซึมเซาะกลางใจหนึ่งดรุณีเอาแต่ก้มหน้า

หนึ่งอิสตรีจิตสังหารแลสวมอาภรณ์หิมะจันทราช่างขาวกระจ่าง...

จูนพลันสะท้านเฮือกปานชะงักหายใจ หนึ่งเรือนมือผุดผาดจากฝ่ายพี่บีบกระชับหนึ่งมือนุ่มฝ่ายน้อง บ่งบอกสัมผัสคุ้นเคยว่าโอเรนยังตระหนักความจริงคล้ายคลึง

คำปรารถนาดีจากบุรุษฐานะบิดาของยูกิยังเป็นจริงมิเปลี่ยน สองหญิงสาวสกุลอาไคชิกลับดำรงฐานะต้องห้ามในแผ่นดินนามิไปนานแล้ว หน่อเนื้อเชื้อไขสืบสกุลสองชนชาติกลับมิอาจยืนชีวาอีกต่อไป

ช่างโหดร้ายสุดสะเทือนใจปานอยากร่ำไห้...

ทว่ายามอยู่ต่อหน้าชาวบ้านร้างไมตรียิ่งต้องหักห้ามน้ำตา สองหญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าหลุบตายอมจำนนชะตากรรม จากนี้ไปหากต้องเผชิญท้าทายซามูไรใจอำมหิตจะยืนหยัดชีวิตอย่างไร

มีทางหนึ่งทางใดจะผันเปลี่ยนจิตใจพวกเขาบ้างหรือไม่...

ยูกิผลิยิ้มพริ้มตาทั้งโบกมือบอกลามูซาชิในที่สุด มิรอให้หนุ่มนักเมาเมื่อกาลเก่าเอ่ยวาจาใด ร่างอรชรสวมอาภรณ์กิโมโนสีชาไร้ลวดลายสืบก้าวตามติดสองบุรุษพ่อลูก สารถีฐานะพี่ชายฟาดแส้ม้าพาออกเดินทางมุ่งสู่แดนเหนือ ส่วนสองพ่อลูกนั่งรถม้าบรรทุกสารพันของป่าห่างสายตาเจ็ดจุลเทพทีละน้อย

มีเพียงยูกิยังสบตามองมูซาชิมิเปลี่ยน ตราบจนพ้นโค้งลับลาราวกับกำแพงพงไพรโอบล้อมเร้นพราง

เสียงรถม้าเงียบหายความสงัดเยี่ยมกรายแทนที่

หนุ่มรุ่นอดัคนักเมาพเนจรค่อยระบายหายใจสายยาว

เมื่อเรื่องเล่าจากยูกิกลับเป็นเพียงความหลังครากาลเก่า เมื่อจุดหมายยังไกลห่างจึงต้องหันหลังกลับสู่ทิศมุ่งหน้าเดิม โซจิเดินออกนำหกชีวิตสืบก้าวติดตามผ่านสองฟากผืนไพร หลงเหลือสามเรือนสร้างอาศัยไร้ผู้คนเป็นฉากหลังห่างลา

ดูเหมือนเสียงสนทนาระหว่างโซจิและคู่รักเคนตะกับเรอิมิเคยขาดหาย หนุ่มเดินออกนำพลางถามไถ่ราวกับสนใจชีวิตโลดโผนโจนทะยานของมูซาชิ สหายคู่รักก็คล้ายรู้เห็นเป็นใจช่างจำนรรจาพรรณนาเรื่องราวจนยืดยาว สีหน้าเจ้าบทเจ้ากลอนแลซีดเผือดมิเปลี่ยนได้แต่พะเน้าพะนอเรอิอย่าปากสว่างอีกเลย

แลซายูริโปรยแย้มละเมียดเคล้าขบขันตอบรับ รู้ว่ายูกิมิใช่คนรักปักสวาทกลางใจมูซาชิแต่ไหนแต่ไรทว่ากลับเป็นเรื่องหยอกเย้าชั้นดี หนำซ้ำสหายมิเคยตกหล่มจมเลนราคะนอกจากอาจารย์หญิงแล้วกลับมิปฏิเสธแม้กระผีกริ้น เพราะน้ำเมาเคล้าละเมอเท่านั้นจึงพลั้งตอบรับสหายเก่าทั้งที่ไร้ใจ

มูซาชิได้แต่ร้องย่ำแย่ปานหน้าเสีย ต่อหน้าอาจารย์หญิงกลับเกิดเรื่องงามหน้าช่างอับอายแท้จริง น่ากลัวว่าคงหมดสิทธิ์สิ้นเชิงจะสานต่อสัมพันธ์เกินศิษย์อาจารย์แน่

อันที่จริงมันย่อมมิเหลือโอกาสมาแต่แรกแล้ว...

จังหวะมูซาชิเหลียวหลังสบมองสองดรุณีพี่น้องคราใดกลับยิ่งใจสะท้าน แลอาจารย์หญิงนิ่งสงบทีท่าปานไร้ชีวิตไร้จิตใจเหลือเกิน มิปรายตามองศิษย์ลุ่มหลงจมราคะกับอาจารย์ตนเองแม้กระผีกริ้น

เพียงแต่...

ดูเหมือนโอเรนกลับเงียบงันวาจาเช่นกัน มิแย้มยิ้มพริ้มเพราดุจก่อนเก่าราวกับประสบห้วงภวังค์สะทกสะเทือนใจ ฝ่ายน้องสาวแม้ด้านชาภิรมย์ชมชื่นจนคุ้นตาก็คล้ายอาบฉายพะวักพะวงผ่านสีหน้า

มิรู้ว่าในใจคู่พี่น้องต้องแบกรับเรื่องราวอีนใด ไร้ตอบรับวงสนทาระหว่างน้องชายและศิษย์สหายร่วมรอนแรมแม้แต่น้อย

มิผิดแน่ย่อมเป็นเพราะวาจาจากสองบุรุษชาวบ้านร่วมครอบครัวยูกิ

เสียงสนทาเริงร่าเริ่มขาดหายกลับกลายเป็นเรื่องเล่าชักพาบรรยากาศอึมครึมในบัดดล

คำตอบจากบุรุษชาวบ้านคราวรุ่นพ่อกลับยิ่งน่าใจหาย ผันกาลผ่านฤดูเพียงเก้าเดือนเศษนับแต่จากลาแดนมนุษย์สู่แดนเทพ มิน่าเชื่อว่าอิทธิพลซามูไรจากแดนใต้กลับครอบงำแดนอื่นทั่วหัวระแหง

หนุ่มโฉมมนนามว่าเคนตะเริ่มพรรณนาเรื่องราวเท่าที่ตนหยั่งรู้ เดิมทีแดนเหนือเคยปกครองดูแลจากซามูไรตำแหน่งใหญ่ตระกูลโองาวะ ส่วนแดนบูรพาเคยปกครองโดยตระกูลอิชิคาวะ สองตระกูลสองแผ่นดินต่างสืบทอดอำนาจรุ่นต่อรุ่นนับหลายร้อยปี

หากคำเล่าจากบุรุษชาวบ้านเมื่อครู่เป็นจริงย่อมมิสู้ดีแน่ นี่เท่ากับว่าทสึโยชิเหิมเกริมอำนาจบาตรใหญ่แม้แต่พวกพ้องซามูไรด้วยกันยังมองเป็นศัตรู

ในหมู่ซามูไรใจอำมหิตเคยตระหนักต่อคำว่ามิตรภาพด้วยหรือ...

จะมีสักกี่คนหนอที่มองเห็นคุณค่ามนุษยธรรมบ้างอย่างสายสืบยางิว

เมื่อแดนเหนือแดนบูรพาถูกปกครองโดยทสึโยชิหมดสิ้น แล้วแดนใต้จุดหมายปลายทางรอนแรมเล่าจะเป็นเช่นไรนับแต่นี้ ทสึโยชิยังเรืองอำนาจเที่ยวรีดไถพืชผลชาวบ้านอยู่หรือไม่

ในกลุ่มเจ็ดจุลเทพลงเขารอนแรมกลับเป็นชาวแดนเหนือแต่กำเนิดถึงสี่ชีวิต มีเพียงพี่น้องสกุลอาไคชิและเคนตะเท่านั้นที่พอระลึกเรื่องราวคราวอยู่แดนใต้มากกว่าใคร รู้กระทั่งที่มาที่ไปว่าทสึโยชิไต่เต้าจากตำแหน่งผู้น้อยจนเริ่มเรืองอำนาจ หนำซ้ำยังเคยสะพัดข่าวลือจนหนาหูว่าเตรียมการจะลอบสังหารองค์ประมุขด้วย

ทว่าเรื่องราวรับรู้สุดท้ายก่อนฝ่าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์สู่แดนเทพ ทสึโยชิกอบกุมอำนาจประกาศศักดาเพียงแดนใต้เท่านั้น

หนำซ้ำยังแบ่งเขตดูแลมิก้าวก่ายไพร่พลซามูไรวาทารุด้วย

วาทารุคือหนึ่งยอดซามูไรได้ชื่อว่าโหดอำมหิตในแผ่นดิน หนำซ้ำยังประกาศตนเองว่าปรากฏเพียงชื่อไร้ซึ่งสกุลเคยสืบสาย หากแต่จะมีสักกี่คนเข้าใจถ่องแท้ว่ามันคือหน่อเนื้อเชื้อไขยอดปรมาจารย์สำคัญ มิน่าเชื่อว่าเป็นหลานชายเทพอาจารย์ฝ่ามือคุณธรรมบนยอดขุนเขาศักดิ์สิทธิ์

คำว่า 'วาทารุ' จากปากพรรณนาเคนตะกลับคล้ายยิ่งสะทกสะท้านใจ เรอิสำเหนียกก่อนใครอื่นจึงรีบสะกิดแขนคนรักให้ชะงักวาจา ซายูริก็พลันสะอึกกายคราหนึ่งเมื่อเริ่มซึมซับผ่านโสตสัมผัสหวั่นพะวง ส่วนโซจิและมูซาชิแลเก็บปากเก็บคำนับแต่มิได้เล่าความหลังคราวเคยรู้จักยูกิ

ห้าชีวิตร่วมทางต่างเริ่มเหลียวหลังสบมองสองร่างอรชร แลคู่พี่น้องดรุณีเอาแต่ก้มหน้าหลุบตาไร้วาจาสนิท สองคู่เท้าเคียงย่างก้าวพลันชะงักปานอกสั่นขวัญกระเจิง

ยามนี้โอเรนและจูนแลอับเฉาเศร้าสร้อยผ่านสีหน้า มองแวบเดียวก็รู้ว่าชื่อวาทารุกลับยิ่งกว่าคมมีดกรีดเชือดจิตใจให้ตายทั้งเป็น ในห้วงลึกซอกอณูรู้สึกสองพี่น้องกลับต้องบอบช้ำอีกครั้งใช่หรือไม่...

ทว่าอาจมองคล้ายต่างครวญคร่ำร่ำไห้แม้ไร้น้ำตา แลช่างน่าเห็นใจหลายส่วนจนน้องชายและผองสหายอยากเข้าช่วยปลอบประโลม ซายูริดุจตัวแทนถามไถ่จึงเอื้อนเอ่ยละเมียดละไมเคล้าห่วงหาห่วงใย

จูนและโอเรนต่างส่ายหน้าเพียงน้อย ระบายวจีอ่อนเอื่อยผสานโปรดอย่าพะวักพะวงอันใด กาลผันเกือบหนึ่งปีแล้วสมควรจะกัดฟันฝืนยืนหยัดชะตาเบื้องหน้าเท่านั้น

สี่ศิษย์อาจารย์หญิงต่างลอบเป่าปากโล่งอก แม้คู่พี่น้องแลอับเฉาเศร้าซึมเจือจางผ่านประกายตาให้รู้สึก ทว่าย่างก้าวรอนแรมขนาบสองฟากพงไพรยังดำเนินเรื่อยไป

กาลสายัณห์ตะวันลับฟ้าเนิ่นนานแล้ว ตราบจนสิ้นแสงสีชาดสุดท้ายปลายทิศประจิม ดุจโลกถึงกาลนิทราสั่งลาสรรพชีวาชั่วราตรีหนึ่ง

เสี้ยวจันทรายิ้มเยอะหมู่ดาราขยิบตาขบขัน ทอดมองสรรพชีวิตเบื้องล่างไม่ว่าฐานะมนุษย์หรือเทพช่างกระจ้อยร่อยแท้จริง

เมื่อความมืดคืบคลานจนมิอาจย่างก้าวต่อไปได้อีก เจ็ดจุลเทพลงเขาต่างต้องพักค้างอ้างแรมกลางพงไพรผืนใหญ่ อาศัยบริเวณใกล้หมู่ต้นหลิวเรียงซ้อนหวังพรางซ่อนผู้คนสัญจรผ่าน ยิ่งปักหลักไกลห่างหนทางย่างก้าวเท่าใดยิ่งปลอดภัยจากซามูไรใจอำมหิตเท่านั้น

อีกทั้งมิปรารถนาเป็นที่สังเกตสังกาผู้คนผ่านไปมาจึงมิอาจก่อกองไฟได้เลย

ชีวิตเรียบง่ายค่ำไหนนอนนั่นช่างชินชาเสียแล้ว เจ็ดรุ่นวัยล้วนมิไยดีต่อภาระหากต้องไร้เรือนพักอาศัยยามนิทรา ยิ่งอดีตกาลเคยตรากตรำสังขารฝ่าขึ้นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์กลับผจญสภาพย่ำแย่กว่ามาก เมื่อหมายมาดปรารถนาเดียวจะเป็นศิษย์แห่งซาโตอิจิให้ได้จึงมิอินังขังขอบสารพันอุปสรรค์โถมซัด

รัตติกาลนี้ช่างสงัดวังเวงเหลือเกิน กลางผืนไพรคล้ายร้างสิ้นชีวิตอื่นใดให้สำเหนียก สงัดขีดสุดจนไร้เสียงร้องเหล่าปักษาหรือแม้แต่บรรดาแมลงกรีดปิกเรียกหา คงเพราะเหมันต์กาลเยือนย่างกระมังเหล่าสรรพชีวาจึงโยกย้ายจากไป

กระแสวาโยรำเพยอ่อนเอื่อยจนสัมผัสยะเยียบผิวกาย

เมื่อต่างตรากตรำย่างก้าวตลอดวันย่อมอ่อนล้าสรรพางค์กายยิ่ง เจ็ดจุลเทพลงเขาต่างเหยียดกายานอนราบใต้ทิวต้นหลิว หวังเพียงกิ่งก้านเหล่าไพรสณฑ์หมู่ต้นไม้ใหญ่ช่วยกำบังลมหนาวสะท้าน เพียงชั่วครู่เดียวล้วนปิดเปลือกตาผนึกกั้นสารพันสัมผัสกระทบทั้งปวง

แลดรุณีคู่พี่น้องเคียงนิทรามิห่างระยะสองสาวสหายศิษย์อาจารย์หญิง ส่วนอีกสามบุรุษร่วมทางต่างสลบไสลไกลห่างมิกี่ช่วงตัว ไร้เสียงสนทนาใดเมื่อคำว่าอ่อนล้าแทบตัวโยนกลับบัญชาทุกสัมผัสรู้สึกให้หยุดพัก

หนึ่งมือนุ่มนิ่มวางแนบอีกหนึ่งมือผุดผาดตลอดรัตติกาล สองพี่น้องสกุลอาไคชิเคียงประโลมใจตลอดนิทราไร้วาจา

วันพรุ่งรุ่งสางจะเผชิญชะตาเช่นใดคงมีแต่ฟ้าดินเท่านั้นที่หยั่งรู้


105 ความคิดเห็น