รวม เรื่องสั้น #WENGI

ตอนที่ 1 : [One-Shot] ไฮเดรนเยีย (WenGi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 ธ.ค. 61



แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านเสาเกิดเป็นเงาทอดลงตามทาง ควันสีหม่นถูกพ่นออกมาจากปากของนักศึกษาปีสามภายใต้ตึกคณะที่ยังร้างไร้ซึ่งผู้คน ‘คังซึลกิ’ ทอดสายตามองออกไปไกลสุดสายตา มือยังคงคีบม้วนบุหรี่ติดไฟเอาไว้ ปากหนาเหยียดเป็นเส้นตรง นึกถึงความขมขื่นที่อยู่ในใจ

นี่ก็ผ่านมาเป็นปีแล้วที่เขาและ ‘เธอ’ เลิกลากันไป สำหรับเขา อะไรๆรอบตัวดูย่ำแย่ลงไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่แสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบลงใบหน้า มันก็ร้อนจนแสบเกินไปสำหรับเขา

โยนม้วนบุหรี่ที่ไหม้จนเกือบหมดลงพื้นแล้วเหยียบซ้ำด้วยไนกี้แอร์คู่โปรดที่ใครคนนั้นเคยซื้อให้เป็นของขวัญเกิดเมื่อปีก่อน ก่อนจะพาร่างตนเองเดินไปยังห้องเรียน

อันที่จริงเขาไม่ได้อยากเรียนเลยเสียด้วยซ้ำเพราะโดนที่บ้านบังคับให้เรียนสาขาวิชาที่ตนเองไม่ใคร่จะชอบมันเสียเท่าไหร่ แต่เพราะเธอคนนั้นอีกนั้นล่ะ ขอร้องให้เขาหมั่นเข้าเรียนเสมอ ต่อให้เที่ยวเตร่ดึกดื่นหรือทำตัวแย่ยังไงก็ตาม แต่การเรียนต้องมาก่อน และปิดท้ายประโยคด้วยคำว่า ‘เพื่ออนาคตของเราสองคน’ ที่ทำให้เขายอมทำตามอย่างว่าง่าย

จริงๆตอนที่เลิกกันแรกๆเขามีความคิดที่ว่าเขาคงไม่จำเป็นจะต้องพยายามเข้าเรียนอีกแล้วเพราะคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เข้าเรียนไม่ได้อยู่ข้างเขาแล้วนี่ แต่พอเอาเข้าจริง เธอคนนั้นก็กลับมาหลังจากที่รู้ว่าเขาขาดเรียนไปสองสัปดาห์เต็มด้วยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตา เธอขอร้องให้เขาเข้าเรียนเพื่อตัวของเขาเอง เลิกยึดติดกับเธอเสียที และจบประโยคด้วยคำที่แสนใจร้ายอย่างเราเลิกกันแล้วนะ

สุดท้ายเขาก็ยอมทำตามที่เธอขออย่างง่ายดายอีกนั่นแหละ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอขอและเขาไม่เคยทำให้ได้สักทีอย่าง ‘เลิกยึดติดกับเธอเสียที’ เนี่ย ให้เอาปืนมาจ่อหน้าเขาก็ทำให้ไม่ได้จริงๆว่ะ

การเรียนในวันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวัน เข้าหัวบ้างไม่เข้าหัวบ้างตามยถากรรมเพราะไม่ได้ชอบจริงๆ เขาปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปอย่างเสียเปล่าแต่ไม่นึกเสียดาย มองสไลด์สลับกับนาฬิกาข้อมือซ้ำไปซ้ำมาอย่างรอคอยเวลาเลิก

พอถึงเวลาเลิก ซึลกิก็รีบหยิบกระเป๋าและเดินออกไปจากห้องทันที ไม่มีของใดๆให้เก็บลงกระเป๋าด้วยไม่ได้เอาอะไรมาเลยนอกจากกระเป๋าเป้ ของบางอย่างในกระเป๋าเป้ กระเป๋าตังค์ และโทรศัพท์มือถือ อ่อ! แล้วก็บุหรี่หนึ่งซองกับไฟแช็คหนึ่งอัน

กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาถึงมอเตอร์ไซด์คู่โปรด ขับออกไปด้วยความเร็วที่ทำให้คนที่เขาขับผ่านก่นด่าได้ แต่ใครสนล่ะ ตอนนี้เขารีบนี่นา จุดหมายปลายทางอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เขาเคยไปบ่อยๆครั้งเมื่อยังคบกับเธอคนนั้นอยู่

พาร่างตัวเองมายืนอยู่ใกล้ๆกับเวทีกลางห้างสรรพสินค้าซึ่งกำลังจะมีการแสดงของศิลปินชื่อดังหลายคนมารวมกันในตอนบ่ายของวันนี้ หนึ่งในนั้นมีศิลปินคนหนึ่งที่เป็นดั่งดวงใจของเขา เสียงร้องของเขาเป็นเหมือนยาชะโลมจิตใจให้ชุ่มฉ่ำ ทำให้มีแรงผลักดันให้เขามีแรงที่จะทำทุกๆอย่างต่อไปได้

ศิลปินที่พ่วงตำแหน่ง ‘แฟนเก่า’ ของเขาคนนั้นนั่นแหละ

“ไง มาด้วยหรอ”
เสียงทักทายไม่คุ้นหูเรียกให้เขาหันไปมอง ซึลกิมองผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินที่ตนชื่นชอบก่อนจะโค้งคำนับให้ตามมารยาท

“ค่ะ ฉันอยากมาดูเวนดี้ร้องเพลง”

ซึลกิตอบไปตามความเป็นจริง ที่เขาพาร่างตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะ ‘ซนซึงวาน’ หรือที่ชื่อในวงการ ‘ซนเวนดี้’ นักร้องสาวที่ดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน ยอดวิวเพลงเดบิวต์ของเธอขึ้นแตะสิบล้านภายใน 24 ชั่วโมง นับว่าเป็นศิลปิหญิงไม่กี่คนที่ทำปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้นมาได้และทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา

“เธอยังไม่เลิกยุ่งกับเวนดี้อีกหรอ ฉันว่าเธอไม่ควรมาอยู่ตรงนี้นะ อย่าทำอะไรให้เวนดี้เดือดร้อนเลยดีกว่าน่า”

คำพูดแสนใจร้ายหลุดออกมาจากผู้จัดการส่วนตัวของเวนดี้ ซึ่งมันทำส่งผลให้ซึลกิรู้สึกหน้าชาวาบขึ้นมาแทบจะทันทีที่จบประโยค

ก็รู้ตัวดีหรอกว่าตัวเอง ทั้งเรียนไม่ได้เรื่อง ทั้งติดบุหรี่ แถมเลือดร้อนไม่ยอมใคร แต่ที่ผ่านมา ซึลกิพยายามปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อเวนดี้จะได้ภูมิใจในตัวเขาและยิ่งตอนนั้นคนตัวเล็กกำลังจะได้เดบิวต์เป็นศิลปินเขาก็ยิ่งพยายามทำตัวให้ดียิ่งขึ้นเพื่อจะได้ยืนข้างเธอได้อย่างไม่ต้องอายใคร

แต่สุดท้ายก็โดนเวนดี้นั่นล่ะบอกเลิกด้วยเหตุผลง่ายๆว่าเขาไม่ดีพอ

แล้วอะไรคือดีพอวะ?

ซึลกิยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้นจนผู้จัดการของเวนดี้ส่งเสียงเรียก ซึลกิเงยหน้ามองผู้จัดการคนนั้นตาขวางก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับไป

“ฉันมายืนตรงนี้เพราะตั้งใจจะมาดูการแสดงของศิลปินที่ฉันชื่นชอบในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง ไม่ได้จะมาสร้างปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นผู้จัดการที่ดีของเวนดี้ คุณควรพูดกับแฟนคลับของเธอดีๆหน่อยนะคะ”

พูดจบประโยคก็เดินหนีออกมาจากตรงนั้นทันที ไม่อยากอยู่ฟังต่อว่าจะโดนสวนกลับเจ็บแสบอะไรมาอีก เขาเบื่อที่จะต้องมาทะเลาะกับผู้จัดการส่วนตัวของคนรักเก่าด้วยเรื่องเดิมๆและทุกๆที่ที่เวนดี้มีงาน

ซึลกิหาที่ยืนหลบมุมที่ไกลออกไปจากเวทีหน่อยแต่ไม่ค่อยมีผู้คนยืนเบียดมากนัก มองคนตัวเล็กที่วันนี้แต่งตัวเสียน่ารักก็อดที่จะจะใจเต้นไม่ได้ เผลอหลุดยิ้มออกมาเมื่อมองเธอคนนั้นเขาถึงอารมณ์ของเพลงที่กำลังขับร้อง ดนตรีบิ้วความรู้สึกถึงรักที่ไม่อาจลืมเลือนไปได้เล่นเอาเขาแอบน้ำตาซึมไปเลยทีเดียว

พอจบการแสดงเขาหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้ใบโปรด ข้างในเป็นถุงพลาสติกห่อกระถางต้นไม้เล็กๆไว้หนึ่งต้น ซึลกิฝ่าวงล้อมของผู้คนและยื่นให้ถุงนั้นให้กับสตาฟท่านหนึ่งเพื่อให้สตาฟคนนั้นส่งต่อไปยังนักร้องในดวงใจของเขาก่อนที่เขาจะออกจากงานไป

อันที่จริงซึลกิไม่เคยให้ของอะไรกับเวนดี้เลยสักครั้งที่เขาเวลาที่เขามาดูการแสดงสดของคนตัวเล็ก แต่รอบนี้เห็นทีจะไม่ให้ไม่ได้แล้วล่ะเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบสามปีที่เขาและเวนดี้คบกัน

สามปีที่ไม่มีอยู่จริง…

สุดท้ายซึลกิก็ขับรถกลับมายังคอนโดของตัวเอง คอนโด...ที่เคยเป็นของเราสองคน แต่สุดท้ายคนตัวเล็กก็ย้ายออกไปด้วยเหตุผลข้างต้นที่เคยกล่าว

ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หันด้านคว่ำลงไปกับหมอนใบใหญ่ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียยกใหญ่ 

คิดถึง...คิดถึงเหลือเกิน

ความรู้สึกมากมายนับพันนับหมื่น ความรู้สึกที่ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงกำลังจะฆ่าให้ซึลกิตายทั้งเป็น เขาอยากกอด อยากสัมผัสคนที่เขารัก อยากพร่ำบอกรักเหมือนคนเขลานับร้อยล้านพันล้านครั้ง แต่เขาไม่มีโอกาสนั้นเสียแล้วสิ

พอร้องไห้จนแทบไม่มีเสียงให้ร้องแล้วเขาถึงได้พลิกกายนอนหงายมองฝ้าเพดานห้องอย่างเหม่อลอย ตัวของเขายังโยนด้วยแรงสะอื้นอ่อนๆ รู้สึกงี่เง่าสิ้นดีที่ยังคงฟูมฟายถึงคนที่ไม่ได้รักกันแล้วแบบนี้ 

สุดท้ายพอเรียกสติกลับมาได้ เขาทำท่าจะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา แต่เสียงเคาะประตูเรียกความสนใจจากเขาไปเสียก่อน

ซึลกิยกมือปาดน้ำตาลวกๆ ถ้าให้เดาคงเป็น ‘พี่ไอรีน’ พี่สาววัยทำงานข้างห้องเอาอะไรมาให้เขาลองกินอีกแน่ๆ

แกร่ก…

“เอ่อ.... ซึลกิ!”

พอเปิดประตูออกมากลับพบกับคนที่เขาคิดถึงมากที่สุดแทน เวนดี้ยืนหอบอยู่หน้าห้อง เธอเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ต้องร้องเสียงหลงเมื่อซึลกิทำท่าจะปิดประตูใส่หน้า

“อย่าเอามือยันไว้สิ เดี๋ยวประตูก็หนีบมือหรอก”


“ถ้ากลัวฉันประตูหนีบมากนัก ก็เลิกปิดประตูใส่หน้าฉันสักทีสิ”

“…”

ซึลกิชะงัก เขาลังเลอยู่ว่าจะเอายังไงดี สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดประตูออกเพื่อให้คนตัวเล็กเดินเข้ามาในห้องก่อนที่เขาจะปิดประตูตามหลัง

พอมาเพิ่งพินิศดูดีๆแล้วเวนดี้อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวคู่กับกางเกงยีนส์ขาสั้นแบบที่เธอชอบแต่ง ใบหน้ารูปไข่ยังคงแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางค์แบบเดียวกับตอนที่อยู่บนเวที ทำให้ตอนนี้หน้าของเธอดูจัดขัดกับชุดที่เธอกำลังใส่และสถานที่ที่เธอกำลังยืนอยู่

“มีอะไร…”

“แกไปงานที่ฉันแสดงวันนี้มาใช่หรือเปล่า”

“...”

ซึลกิไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงแค่พยักหน้ารับคำเท่านั้น เวนดี้มองเขาด้วยสายตาที่อ่านยาก บรรยากาศในห้องที่แสนคุ้นเคยสำหรับเราสองคนตอนนี้มันช่างน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าอะไร

“แกเป็นคนเอาต้นไฮเดรนเยียมาให้ฉันใช่มั้ย”

“...อืม”

ครางตอบในลำคอ ตาก็หลุบลงต่ำ ไม่กล้าสบตากับอดีตคนรักตรงๆ 

‘ปั่ก’

ก้อนกระดาษเล็กๆที่โยนมาใส่หัวเขาก่อนจะตกลงพื้น เขามองมันนิ่งก่อนจะเงยหน้ามองคนที่จู่ๆก็บุกรุกห้องของเขาอย่างไม่เข้าใจปนเจ็บปวดเพราะมันคือกระดาษที่เขาแนบไปกับกระถางต้นไม้นั้น แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อเวนดี้ยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้าเขา

“ซึงวาน… เป็นอะไร”

พูดออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ลังเลว่าจะเรียกชื่อจริงของเจ้าตัวแบบที่ตัวเองเคยเรียกดีมั้ย

แต่เวนดี้กลับทำในสิ่งที่ตรงกับข้ามกับที่เขาคิด คนตัวเล็กพุ่งเข้ามากอดก่อนจะร้องไห้โฮใส่อกของเขา เธอขยำเสื้อเขาแน่นจนเล็บของเธอจิกลงไปที่หลังของเขา 

ซึลกิรู้สึกเจ็บแปล๊บ ไม่ใช่เจ็บที่หลังหรอก แต่เป็นเจ็บที่ใจที่ได้ยินเสียงคนตัวเล็กร้องจนจะขาดใจ มือหน้ายกขึ้นมาลูบหลังอดีตคนรักอย่างเผลอตัว 

“เป็นอะไรวานอา...ใครทำอะไรเธอ”

“ซึลกินั่นแหละทำ!”

เวนดี้สวนกลับทันทีที่ซึลกิพูดจบประโยค หน้าเขาชาวาบเพราะด้วยไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า คนตัวเล็กที่เหมือนจะรู้เขากำลังคิดอะไรอยู่ เงยหน้าขึ้นมาจากอกของเขา แม้ตัวของเธอยังโยนเพราะเพิ่งผ่านการสะอื้นอย่างหนักมาก็ตาม

“ทั้งๆที่ฉันเป็นคนที่ทิ้งซึลกิไปเองแท้ๆ ทำไมไม่โกรธฉันล่ะ ไม่เกลียดฉันเหมือนความหมายของไฮเดรนเยีย ทำไมต้องเขียนโน้ตแทรกมาด้วย...แบบนี้ฉันจะตัดใจจากซึลกิยังไงล่ะ!”

พูดพร้อมกับร้องฮือขึ้นมาอย่างกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ซึลกิที่ได้สดับฟังดังนั้นก็ยกมือขึ้นมาจับใบหน้าของคนตัวเล็กด้วยมือทั้งสอง ใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดน้ำตา

“ที่พูดนี่ หมายความว่าไง”

ยอมรับว่าเขาแอบคาดหวังเหมือนกันว่าสิ่งที่เวนดี้กำลังจะพูดอาจจะเป็นข่าวดีของความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ ซึลกิจึงจ้องใบหน้าคนตัวเล็กเพื่อคาดคั้นคำตอบ

“ก็...ฉันไม่ได้อยากเลิกกับซึลกิเลยนี่นา… แต่ค่ายสั่งให้ฉันเลิกกับซึลกิเพราะจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของค่ายรวมถึงตัวฉัน… ขอโทษนะซึลกิยา ฉันมันคนเห็นแก่ตัวจริงๆเลย แต่ฉันขัดผู้ใหญ่ไม่ได้จริงๆ ฮืออ”

ซึลกิได้ยินดังนั้นก็นึกโกรธผู้จัดการที่เขาเจอเมื่อบ่าย บังอาจมาบังคับให้เขาและเธอเลิกกันแถมยังมาพูดหยามหน้ากันอีก อย่าให้เจอ!

“...แล้วตอนนี้ขัดค่ายได้แล้วหรอ ถึงมาหาฉันที่นี่”

“ฮึ ไม่อ่ะ แต่ฉันไม่สนใจแล้วล่ะ”

เวนดี้พูดก่อนจะกอดซึลกิแน่น ไม่มีเสียงสะอื้นเหมือนอย่างตอนแรก มีแต่เพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นกระหน่ำ สัมผัสอบอุ่นที่ห่างหายกันไปเสียนาน ตอนนี้กลับมาหล่อเลี้ยงความรู้สึกของกันและกันอีกครั้ง

“ฉันคิดถึงแกมาตลอดเลยนะ ซึลกิยา”

“อืม… ฉันก็คิดถึงเธอแทบบ้าแล้ว วานอา”

หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนต่างพูดคุยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ยิ้ม หัวเราะและกอดกันเพื่อทดแทนความรู้สึกที่หายไปร่วมปี ซึลกิเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองที่ยังคงทำตามสิ่งที่เวนดี้ขอทุกประการยกเว้นเรื่องที่ให้เจ้าตัวเลิกยึดติดกับเธอ เวนดี้นึกขอบคุณที่ซึลกิที่ไม่ทำตามสิ่งที่เธอจำต้องพูดในวันนั้น และเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองตอนเป็นนักร้องว่าเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงบ่นซึลกิที่ยังไม่ยอมเลิกสูบบุหรี่สักที

สุดท้าย คงมีเพียงกระดาษโน็ตแผ่นเล็กที่ถูกคลี่ออกมาอีกครั้งด้วยฝีมือคนทั้งสอง ข้อความข้างในระบุความรู้สึกของผู้ให้แด่ผู้รับด้วยความรู้สึกที่แสนบริสุทธิ์ใจ




‘ถึงเธอที่เป็นดั่งดวงใจ 

ฉันขอมอบดอกไม้ต้นนี้ให้แก่เธอเนื่องในวันพิเศษวันหนึ่งที่เคยฉันเคยมี
เธอคงรู้ความหมายของมันใช่มั้ย ดอกไม้แห่งความเย็นชา ดอกไม้แห่งการตัดพ้อต่อคนรักที่แสนเย็นชา
แต่ฉันไม่ได้อยากสื่อความหมายนั้นให้แก่เธอหรอก ตรงกันข้ามเลยต่างหาก
ดอกไม้ดอกนี้มีอีกความหมายที่แทนใจฉัน คำขอบคุณที่ตลอดมาเธอเคยอยู่เคียงข้างฉันตลอด 
ขอบคุณนะที่เข้าใจกันเสมอ แม้ในบางวันฉันจะไม่น่ารักกับเธอเลยก็ตาม
สุดท้ายนี้ ยินดีกับความสำเร็จของเธอนะ แม้ไม่ได้ไปพูดด้วยตัวเอง แต่ขอพูดผ่านโน้ตนี้แทนละกัน

รักเธอเสมอ คังซึลกิ’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น