เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 4 : คืนกำไล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,454
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    30 ก.ค. 63

 

    ยามเว่ยวันนั้น :

    “ว่าอย่างไรนะเจ้าคะท่านพี่?  อ๋องผิงพูดเช่นนั้นจริงรึ?”

จือหยวนเอ่ยถามหลังจากที่กู่ถิงแจ้งคำพูดที่อ๋องผิงพูดให้ฟัง

    “คืนก็คืนสิเจ้าคะ  ท่านแม่”

อี้เฟิ่งเอ่ยหลังจากที่มารดาของนางพูดจบ

    “เฮ่อ...จะทำเช่นไรได้  ก็คงต้องให้อี้เฟิ่งไปคืนที่ตำหนักอ๋องผิงนั่นล่ะ”

กู่ถิงเอ่ยพร้อมกับสีหน้าไม่สู้ดีนัก

    “ลูกจะรีบไปรีบกลับ  ไม่ทำให้ตระกูลขายหน้าแน่เจ้าค่ะ”

อี้เฟิ่งเอ่ยต่อ

    “เจ้าแน่ใจนะ?”

จือหยวนเอ่ยถามอีกที

    “เจ้าค่ะ  ท่านพ่อลูกขอกำไลด้วยเจ้าค่ะ”

อี้เฟิ่งตอบก่อนจะหันไปบอกกับบิดาของนาง  กู่ถิงจึงหยิบกำไลทมิฬส่งให้แก่นาง  อี้เฟิ่งเมื่อรับกำไลมาแล้วจึงเดินออกไปจากจวนทันที

    “คุณหนูนั่งรถม้าไปดีกว่านะเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือพูดขึ้นมาในขณะที่อี้เฟิ่งกำลังครุ้นคิดอะไรบางอย่างอยู่

    “ไม่เป็นไร”

อี้เฟิ่งตอบก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

 

 

 

 

    ณ  ตำหนักอ๋องผิง :

    “ข้าหลิวอี้เฟิ่ง  มาขอพบท่านอ๋อง”

อี้เฟิ่งเอ่ยกับทหารหน้าตำหนักหลังจากที่เดินมาถึงตำหนักอ๋องผิงแล้ว

    “รอประเดี๋ยว”

ทหารคนนั้นเอ่ยก่อนจะเดินหายเข้าไปในตำหนัก  ไม่นานนักเขาก็เดินออกมา

    “เชิญแม่นางเข้าไปได้แล้วขอรับ  ท่านอ๋องอยู่ที่ห้องหนังสือ”

ทหารคนนั้นบอกก่อนจะหันไปยืนหน้านิ่งเหมือนเดิม  เอ้า!  แล้วไม่นำข้าไปรึ?  ห้องหนังสืออยู่ไหนข้าจะรู้หรือ?  เฮ่อ....อี้เฟิ่งคิด  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากเดินเข้าไปในตำหนักท่านอ๋อง

    “คุณหนูห้องหนังสืออยู่ที่ใดเล่าเจ้าคะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยถาม  แล้วข้าจะรู้หรือ?

    “คุณหนูหลิว  ท่านอ๋องรอท่านอยู่ที่ห้องหนังสือ  เชิญตามข้ามาได้เลยขอรับ”

บุรุษคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากที่เดินตรงเข้ามาหาข้าแล้ว  และพูดจบก็เดินนำไป  ข้าจึงเดินตามไป

    “เดินตรงไปเลี้ยวขวาก็ถึงแล้วขอรับ”

บุรุษคนนั้นเอ่ยหลังจากที่หยุดเดินที่หน้าประตู มั้ง

    “ส่วนสาวใช้รออยู่ที่นี่กับข้า”

บุรุษคนนั้นเอ่ยก่อนจะเดินมาขวางทางเจี๋ยวจือ

    “ไม่เป็นไร  เจี๋ยวจือ  เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่แหละ”

ข้าหันไปบอกกับเจี๋ยวจือ

    “แต่ว่า...”

    “ไม่เป็นไร  ทำตามที่ข้าบอก”

ข้าหันไปบอกกับนางอีกครั้ง  ก่อนจะเดินตรงเข้าไปข้างใน  

 

    ข้าเดินมาตามทางที่บุรุษคนนั้นบอกมาก็พบกับ  ศาลากลางน้ำ  ไม่ใช่สิต้องบอกว่าห้องหนังสือกลางน้ำ  

    “ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ”

ข้าเอ่ยขึ้นมาหลังจากเดินเข้ามาถึงหน้าประตูห้องหนังสือแล้ว

    “เข้ามา”

เสียงบุรุษเอ่ยขึ้น  ข้าจึงเปิดประตูเข้าไป  ก็พบกับบุรุษลึกลับที่เคยช่วยข้าไว้ในวันนั้น  เป็นเขาจริงๆด้วย  ข้าคิด

    “นั่งสิ”

ท่านอ๋องเอ่ยเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาแล้ว

    “ขอบพระทัยเพคะ”

ข้าตอบก่อนจะเดินเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับท่านอ๋อง

    “หม่อมฉันนำกำไลที่เก็บได้มาคืนเพคะ”

ข้าเอ่ยต่อ  พร้อมกับยื่นกำไลส่งคืนให้กับท่านอ๋อง

    “ไม่ต้อง  เจ้าเก็บไว้เถอะ  ถือว่าเป็นของหมั้น”

ท่านอ๋องบอก  ห่ะ!!

    “ของหมั้นหรือเพคะ?”

อี้เฟิ่งเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตกใจเป็นอย่างมาก

    “ใช่”

อ๋องผิงตอบ  ก่อนจะปิดหนังสือที่อ่านลงไป  และหันมาจับจ้องมองไปที่ดวงตากลมโตของนาง

    “แต่หม่อมฉัน”

อี้เฟิ่งเอ่ยต่อ  แต่ก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร  หรือปฎิเสธยังไงดี  

    “หรือว่าเจ้ารังเกียจข้า”

อ๋องผิงเอ่ยต่อ

    “หามิได้เพคะ  เพียงแต่หม่อมฉัน  เอ่อ....”

อี้เฟิ่งเอ่ย

    “หึ  เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วนี้”

ท่านอ๋องผิงพูดจบก็เปิดหนังสืออ่านต่อ

    “การแต่งงานมิใช่เรื่องล้อเล่น  หาก...”

ในขณะที่อี้เฟิ่งกำลังจะอธิบายต่อนั้นอ๋องผิงก็ประกบจูบที่ริมฝีปากของนางไปเรียบร้อยแล้ว  มีเพียงผ้าปิดหน้าผืนบางๆเท่านั้นที่กั้นเอาไว้  และไม่กี่อึดใจต่อมา  ผ้าปิดหน้าผืนนั้นก็ถูกอ๋องผิงดึงออกไปโดยที่อี้เฟิ่งไม่ทันได้ตั้งตัว  ก่อนจะประกบจูบลงไปอีกครั้งอย่างดูดดื่มและเนินนาน  อี้เฟิ่งหลับตาลงอย่างช้าๆ  ยอมรับการจูบของท่านอ๋องแต่โดยดี  จูบที่หอมหวานยิ่งทำให้คนทั้งคู่ดำดิ่งลงไปจนยากจะถอน

    “แฮ่กๆ”

อี้เฟิ่งสำลักกับจูบหลังจากที่อ๋องผิงยอมปล่อยให้นางได้หายใจ

    “ข้าเหมือนคนล้อเล่นรึ?”

อ๋องผิงเอ่ยพร้อมกับจ้องมองดวงหน้าที่งดงามของนางอย่างอดไม่อยู่  สตรีนางนี้งดงามจนเขาเองยังตกใจ  แต่เหตุใดจึงปิดบังใบหน้าของตนทั้งๆที่งดงามขนาดนี้

    “เจ้าก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนั้น  เหตุใดจึงต้องปิดบังหน้าตาของตนเองด้วย?”

อ๋องผิงเอ่ยถาม  ทั้งๆที่ยังนั่งจ้องมองดวงตาของนาง  โดยจับปลายค้างของนางให้เชิดขึ้นมา  เพื่อให้ดวงตาของนางได้สบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขา  จะตอบว่าอย่างไรดี?  จะบอกว่าข้าไม่อยากให้เกิดสงครามเช่นในชาติที่แล้ว  ก็ไม่ได้ มีหวังท่านอ๋องคงบอกว่าข้าบ้าไปแล้วแน่ๆ   อี้เฟิ่งคิด

    “หม่อมฉันอยากเก็บเอาไว้ให้สามีของหม่อมฉันเห็นคนเดียวเพคะ”

อี้เฟิ่งตอบ  ทำเอาอ๋องผิงอดที่จะยิ้มอย่างพอใจเสียมิได้

    “งั้นหรือ?  ก็ดีแล้ว”

อ๋องผิงเอ่ย  ก่อนจะยอมปล่อยมือจากคางของนาง

    “ไว้ข้าจัดการเรื่องกบฎที่หนานโจว่เสร็จเมื่อไหร่  ข้าจะไปสู่ขอเจ้า”

อ๋องผิงเอ่ย

    “กบฎที่หนานโจ่วหรือเพคะ?

อี้เฟิ่งเอ่ยถาม  เมื่อนึกได้ว่า  เมื่อชาติที่แล้วนางก็เคยได้ยินเรื่องกบฎพวกนี้เหมือนกัน  รู้สึกว่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนจะจัดงานลอยโคมนี้ขึ้นมา  และกบฎก็ดันเกิดขึ้นพร้อมกันถึง  4  หัวเมือง  ทั้งหนานโจ่ว  เหยาซี  หลี่ถัง   และ  กวางถิง  นั้นเพราะเป็นแผนขององค์ชาย 9  ซึ่งก็คือ  เป่ยไป่หลี่   ซึ่งฉากหน้าของเขาคือองค์ชายที่สุภาพไร้พิษภัย  แต่ที่ไหนได้   เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของเขา

    “อืม  ทำไมรึ?”

อ๋องผิงเอ่ยถามเมื่อนึกสงสัย  เหตุใดนางจึงพูดราวกับว่ารู้เรื่องอะไรบางอย่าง

    “แล้วพระองค์จะทำเช่นไรเพคะ?  ส่งคนไปจับตาดูเหล่าองค์ชายรึยังเพคะ?”

อี้เฟิ่งเอ่ยถาม  ทำเอาอ๋องผิงชะงักงั้นไปครู่หนึ่ง  หืม...น่าสนใจเสียจริง

    “อืมส่งไปแล้ว  องค์ชาย  3  4  5  7 และ 8”

อ๋องผิงตอบ

    “แล้วองค์ชาย 9  เล่าเพคะ?  เหตุใดจึงไม่ส่งคนไปจับตาดู”

อี้เฟิ่งเอ่ยต่อด้วยท่าทางกระวนกระวายจนเห็นได้ชัด

    “องค์ชาย 9  อยู่หนานโจ่ว  เขาคงไม่.....”

อ๋องผิงหยุดพูดเมื่อมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา  จริงสิ  หากเขาเป็นคนทำเรื่องนี้จริง  เขาจะคนแรกที่จะถูกตัดออกไปจากคนน่าสงสัยคนแรก  เพราะเขาเองก็อยู่ที่นั่นด้วย  เพราะที่นั่นอันตรายเขาอาจจะถูกจับตัวไปเมื่อไหร่ก็ได้   แต่ถ้าหากมองอีกมุมเพราะต้องการให้ผู้คนคิดเช่นนั้นและไม่สงสัยในตัวเขา  วิธีแบบนี้จึงเหมาะสมที่สุด  เหตุใดเขาจึงไม่ทันได้ฉุกคิดเรื่องนี้กัน

    “เจ้านี้นะ  สมแล้วที่เป็นว่าที่ชายาของข้า”

อ๋องผิงเอ่ยชื่นชม  ทำเอาอี้เฟิ่งหน้าแดงขึ้นมาทันที

    “ต้าเต้า  ไปจัดการเรื่องนี้ด้วย”

อ๋องผิงเอ่ยก่อนจะมีบุรุษคนหนึ่งโผล่ออกมาจากเงามืดก้มหัวคุกเข่าทำความเคารพเสร็จก็จากไป  ดะเดี๋ยวนะ!!  เช่นนั้นเรื่องที่ข้าจูบกับท่านอ๋องก็....

    “เจ้าจะมาอายตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว”

อ๋องผิงเอ่ยอย่างรู้ทัน

    “นี้ท่าน.....”

อี้เฟิ่งอับอายจนจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว  แต่อีกคนกับนั่งยกชาขึ้นจิบอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์

    “เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับก่อนนะเพคะ”

อี้เฟิ่งเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบผ้ามาปกปิดใบหน้าเอาไว้เช่นเดิม  

    “ข้าจะให้คนตามไปดูแลเจ้า  ห้ามปฎิเสธ”

อ๋องผิงเอ่ยเมื่อเห็นอี้เฟิ่งกำลังจะอ้าปากพูด  นางจึงจำใจต้องหุบปากลงแต่โดยดี  ก่อนจะทำความเคารพและเดินออกไปจากห้องทันที

    “หาคนฝีมือดีที่สุดไปคุมครองนาง  นางเป็นว่าที่ชายาของข้า”

อ๋องผิงพูดจบก็มีเงาดำๆพุ่งตัวออกไปด้านนอกห้องทันที

 

 

    ส่วนอี้เฟิ่งหลังจากเดินออกมาจากห้องก็นึกเจ็บใจหาย  แต่ก็อายมากเช่นเดียวกัน  ‘ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง  ทำข้าอับอายยิ่งนัก’  นางคิด  ก่อนจะเดินออกไปด้วยสีหน้าบึ่งตึง

     “คุณหนูเป็นอันใดเจ้าคะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยถามเมื่อมองเห็นสีหน้าหงุดหงิด  บึ่งตึงของนาง  ก่อนสายตาขอนางจะมองเห็นกำไลทมิฬที่ยังอยู่ในข้อมือของนาง

    “คะคุณ  เหตุใดกำไลยังอยู่ที่คุณหนูเล่าเจ้าคะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยถามทันที  อี้เฟิ่งยกแขนขึ้นมองดูกำไลสีดำที่ดูงดงาม  แต่ก็แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง  ที่นางเองก็อธิบายไม่ได้ว่าอะไร  แต่มันกับดึงดูดสายตาของนางยิ่งนัก

    “เรื่องมันยาวนะ  ข้ายังไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ตอนนี้  กลับกันเถอะ”

อีเฟิ่งตอบเจี๋ยวจือสาวใช้ของนางก่อนจะเดินนำหน้านางกลับออกไปจากตำหนักท่านอ๋อง

    “คุณหนูหลิว”

เสียงเรียกของบุรุษคนเดียวกับที่พานางเดินนำทางนางมาที่นี่เอ่ยขึ้น  อี้เฟิ่งจึงหันไปมอง

    “ท่านอ๋องให้ข้าเตรียมรถม้าให้ไปส่งท่านขอรับ  เชิญท่านกลับรถม้าของตำหนักอ๋องได้เลยขอรับ”

บุรุษคนนั้นพูดต่อ  ทำเอาข้าอึ้งไปเลย  ปกติแค่ข้าเข้ามาในจวนอ๋องผิงได้ก็นับเป็นเรื่องน่าตกใจแล้ว  แต่นี้พระองค์กับให้ข้านั่งรถม้าพระองค์กลับรึ?  มันจะน่าตกใจมากเกินไปแล้ว  นางคิด

     “คือข้า....”

    “ท่านอ๋องแจ้งมาว่า  ห้ามคุณหนูปฏิเสธขอรับ  หากคุณหนูปฏิเสธข้าจะถูกโบย  20  ไม้ขอรับ”

บุรุษคนนั้นเอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีในขณะที่อี้เฟิ่งกำลังจะขยับปากพูด  นางจึงต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอ  ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลง  ‘หากข้าปฏิเสธไป  บุรุษคนนี้คงจะลำบากเพราะข้าแน่  ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง  หึ่ย..’ นางคิด

    “เชิญทางนี้ขอรับ”

บุรุษคนนั้นเอ่ยต่อ  พร้อมกับผายมือเชิญอี้เฟิ่งให้เดินตามเขาไป  อี้เฟิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อข่มความโกรธเอาไว้  ก่อนจะเดินตามบุรุษคนนั้นไป

 

 

    เมื่อเดินตามมาถึงที่จอดรถม้าอี้เฟิ่งก็ต้องตกใจจนหน้าซีดเผือด  ‘นะนี้ข้าต้องนั่งรถม้าคันนี้จริงๆนะหรือ?’  อี้เฟิ่งคิด  เมื่อเห็นรถม้าคันใหญ่จอรออยู่  ด้านนอกนั้นเป็นสีดำสนิททั้งคัน  ประดับตกแต่งด้วยผ้าสีเหลืองทอง  มีสีแดงปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย  แต่ก็ดูน่ากลัว  และน่าเกรงขามไปในตัว  มันช่างบรรยายความรู้สึกเวลานี้ไม่ได้เลย

    “คะคุณหนูจะกลับด้วยรถม้าคันนี้จริงๆหรือเจ้าคะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยหลังจากลอบกลืนน้ำลายลงคอไปแล้ว

    “ข้ามีทางเลือกรึ?”

อี้เฟิ่งถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด  ก่อนจะทำใจยอมเดินขึ้นรถม้าไป  ‘แบบนี้คงได้เด่นหลาเป็นแน่’  นางคิด  ในไม่ช้ารถม้าก็เคลื่อนตัวออกไปจากหน้าตำหนักของท่านอ๋อง  โดยมีหลิวอี้เฟิ่งว่าที่พระชายาของพระองค์นั่งไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #12 fenrir_m (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 15:00
    ....... บมว่าแก้แค้นแต่เริ่มมาก็หลงผู้ใหม่ซะแล้ว เซง
    #12
    1
    • #12-1 fenrir_m(จากตอนที่ 4)
      24 ตุลาคม 2563 / 15:01
      บท เขียนผิด
      #12-1