เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 12 : หอประมูลเยว่เหิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    20 ต.ค. 63

      บนลานเวทีสินค้าชิ้นแรกก็ขึ้นสู่สายตาของทุกคน  มันคือภาพวาดของจิตรกรชื่อดังผู้หนึ่ง  อี้เฟิ่งมองดูภาพวาดภาพนั้นนิ่งๆ  ไม่ได้พูดสิ่งใด  หรือทำท่าทางตื่นเต้นแต่อย่างใด  ต่างจากผู้คนที่อยู่รอบๆโดยสิ้นเชิง  ทั้งชั้นล่าง  ชั้นสอง  และชั้นสาม  ต่างก็พากันพูดคุยเกี่ยวกับภาพวาดภาพนี้
     “ราคาเริ่มต้นที่  500  ตำลึงทอง  ภาพวาดภาพนี้  เป็นผลงานชิ้นเอกของท่านxxx  มีเพียงภาพเดียวเท่านั้น”
บุรุษที่ทำการดำเนินงานเอ่ยขึ้นบนเวที  พร้อมกับพูดเกี่ยวกับภาพๆนี้ต่อ
    “600  ตำลึงทอง”
เสียงจากชั้นสองพูดขึ้นมา
    “650  ตำลึงทอง”
เสียงจากชั้นสาม ถัดจากห้องของอี้เฟิ่งไป  3  ห้องนับจากทางขวามือพูดขึ้น
    “1000  ตำลึงทอง”
เสียงของบุรุษที่นั่งถัดจากห้องอี้เฟิ่งไป  5  ห้องนับทางฝั่งขวามือพูดต่อ  เสียงพูดคุยของผู้คนเริ่มหนาหูมากขึ้น
    “อ๊า  ราคาสูงนัก”
    “ย่อมเป็นเช่นนั้น  จิตรกรผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดี”
เสียงผู้คนมากมายชั้นล่างและชั้นสูงสนทนากัน
    “1000  ตำลึงทอง”
จู่ๆบุรุษอีกผู้ก็เอ่ยขึ้น  จึงทำให้ทุกคนสนใจบุรุษผู้นั้นนัก  ใครกัน?  นี้เป็นคำถามในใจของผู้คนในหอประมูลแห่งนี้  เขาเป็นบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของอี้เฟิ่ง  ถัดจากห้องของใต้เท้าเยว่กงซุนเพียง  1  ห้อง  อี้เฟิ่งทำเพียงเงยหน้ามองไปเล็กน้อยเท่านั้น  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบเบาๆอย่างไม่ใส่ใจอันใดนัก
    “1000  ตำลึงครั้งที่ 1”
บุรุษที่เป็นผู้ดำเนินงานเอ่ยขึ้น
   “1000  ตำลึงครั้งที่ 2”
เขายังพูดต่อ  แต่เว้นจังหวะหายใจยาวๆเพียงครู่
    “2,000  ตำลึงทอง”
เสียงของบุรุษนิรนามพูดขึ้นมา  เขานั่งอยู่ห้องข้างๆของอี้เฟิ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของนาง  จึงทำให้ดึงดูดสายตาของเหล่านักประมูลในที่นี่เป็นอย่างมาก  รวมทั้งอี้เฟิ่งด้วย
    “ผู้ใดกัน?”
    “นั่นสิๆราคาสูงยิ่ง”
    “อ๊า  ใครจะกล้าสู้ราคาเล่า”
เสียงพูดคุยดังขึ้นมาอีกละลอก  ราคาพุ่งสูงจนน่าตกใจ  ขนาดบุรุษผู้ดำเนินงานยังอึ้ง
    “2000  ตำลึงทองครั้งที่ 1”
ไม่มีใครพูดแทรกขึ้นมาสักคน
    “2000  ตำลึงทองครั้งที่ 2”
เงียบ  ไร้เสียงตอบรับใดๆ
    “2000  ตำลึงทองครั้งที่ 3  คุณชายท่านนี้ได้รับภาพวาดไปขอรับ”
บุรุษดำเนินงานเอ่ยขึ้นมาครั้งสุดท้าย  และเว้นช่วงไปเล็กน้อยก่อนจะประกาศว่าบุรุษที่อยู่ห้องข้างๆอี้เฟิ่งชนะไป  ส่วนอี้เฟิ่งก็ยกชาขึ้นจิบเบาๆเช่นเคย
    “หากท่านประสงค์ประมูลสิ่งใดเพียงยกป้ายอันนี้ขึ้นและขานราคาเท่านี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
หญิงสาวที่เป็นผู้ดูแลของนางพูดขึ้นมา  อันที่จริงนางก็พูดแนะนำสินค้าเหล่านั้นให้ฟังตลอดนั้นแหละ  เพียงแต่อี้เฟิ่งไม่ได้สนใจฟังก็เท่านั้น  นางทำเพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆอย่างไม่ได้สนใจมากนัก
    “อืม  เจ้านำสิ่งนี้ไปประมูลให้ข้าที”
อี้เฟิ่งบอกกับหญิงสาวที่เป็นผู้ดูแลของนาง  หลังจากควักเอากล่องใบงามที่ด้านในมีมุกราตรีส่งไปให้แก่หญิงสาวผู้นั้น  หญิงสาวรับมาก่อนจะเปิดออกดู
    “ท่าน!!  นี่มัน!!!!”
หญิงสาวเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่  พร้อมกับมือไม้ที่สั่นเล็กน้อย  อี้เฟิ่งที่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายตกตะลึงก็นึกชอบใจ  ถ้าหากนางไปดูที่ตำหนักอ๋องผิงเมื่อใด  มันคงทำให้นางเข่าทรุดกว่านี้เป็นแน่  เพราะที่ตำหนักอ๋องผิงมันช่างเป็นของไร้ค่าโดยแท้  เฮ่อ....
    “ข้า  เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หญิงสาวผู้นั้นตอบรับก่อนจะถือกล่องมุกราตรีเดินออกไปจากห้อง
    “คุณ...อะแอ่ม  ท่านจือจู  จะไม่เป็นอันใดหรือเจ้าคะ?”
เจี๋ยวจือเอ่ยถามหลังจากที่หญิงสาวผู้นั้นออกไปแล้ว  ความหมายของนางคือ  นางกลัวว่าหญิงสาวผู้นั้นจะโขมยของสิ่งนั้นหนีไป
    “ไม่เป็นไร  นางจะทำอันใดได้  หากนางคิดทำการเช่นนั้น  ข้าก็มีวิธีตามล่านางอยู่ดี  เจ้าอย่าลืมสิว่า  ว่าที่สามีของข้าคือผู้ใด”
อี้เฟิ่งตอบเจี๋ยวจือ  พลางยกชาขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อนอันใด  เจี๋ยวจือเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็เบาใจ  ใช่แล้ว  ท่านอ๋องผิงย่อมมีอำนาจมาก  หากคิดจะตามล่าใครย่อมทำได้ง่ายดายนัก

    เพียงครู่หญิงสาวที่เดินจากไปก็เดินกลับมาพร้อมกับบุรุษรูปร่างสูง  ใบหน้าดูภูมิฐานและดูดีราวกับบุรุษหนุ่มถึงแม้จะอยู่ภายใต้หน้ากากสีเงินวาวก็เถอะ  หากไม่มองผมสีขาวโพนเต็มหัวก็คงไม่รู้ว่าเขามีอายุมากแล้ว
    “แม่นาง  ข้ามีนามว่าเยว่กงซุน  ขออภัยที่เข้ามารบกวนเวลาอันมีค่าของท่าน”
เยว่กงซุนเอ่ยพร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อย  หลังจากที่เดินเข้ามาในห้องส่วนตัวของนางแล้ว  อี้เฟิ่งทำเพียงปลายตามองบุรุษที่ยืนอยู่ข้างๆ  ที่เยืองห่างออกไปเล็กน้อย
    “เชิญนั่งเถอะ  ดูเหมือนท่านมีเรื่องจะสนทนากับข้า?”
อี้เฟิ่งเอ่ยขึ้นมาหลังจากทิ้งช่วงจังหวะครู่หนึ่ง  ใต้เท้าเยว่จึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับนาง  ซึ่งเวลานี้ตรงลานเวทีกำลังประมูลสินค้าอีกอย่างเช่นเดียวกัน
    “เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมคอม”
เยว่กงซุนพูดต่อ
    “ข้าต้องการซื้อมุกราตรีของท่าน  ไม่ทราบว่าท่านจะเรียกราคาเท่าใด?”
เขาพูดออกมาตรงๆโดยไม่อ้อมคอมใดๆเลย  อี้เฟิ่งหันหน้ามามองเขาก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาช้าๆ
    “มุกราตรีเป็นของหายากนัก  ท่านคิดว่ามันควรจะราคาเท่าใดดีเล่า?”
อี้เฟิ่งถามกลับไป
    “1,000  ตำลึงทองดีหรือไม่?”
เขาพูดออกมาอย่างหยั่งเชิงอีกฝ่าย
    “หึ  1,000  ตำลึงทองรึ?  ท่านไม่คิดว่ามันน้อยนิดเกินไปหน่อยรึ?  หากข้านำออกประมูลเกรงว่าราคา  5,000  ตำลึงทองยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
อี้เฟิ่งพูดต่อ  ซึ่งก็เป็นจริงดังนางว่า  หากนางนำมันออกประมูลคาดว่าหนึ่งหมื่นตำลึงทองก็ยังน้อยนิด  เพราะมันเป็นของที่หายากนัก  ในสิบๆปีกว่าจะหาเจอสักเม็ด

    ใต้เท้าเยว่เหงื่อเริ่มไหลผุดออกมาข้างขมับไม่หยุดหย่อน  ก่อนหญิงสาวนางหนึ่งจะเดินตามเขาเข้ามา  ใบหน้าของนางดูซีดเซียวราวกับคนป่วย  ดูอ่อนแอ  บอบบางอย่างไรชอบกล  หากไม่ติดที่ว่าริมฝีปากแต่งแต้มสีชมพูอวบอิ่มนั่น  นางคงคิดว่าสตรีนางนี้คงป่วยเป็นแน่  และแน่นอนว่าอี้เฟิ่งจำนางได้ดี
    “แม่นาง  ขออภัยที่เข้ามาขัดจังหวะ  ข้ามีนามว่าเยว่ฝูหรงเจ้าค่ะ”
นางแนะนำตนเองให้อี้เฟิ่งรู้จัก  อี้เฟิ่งเพียงปลายตามองนางผ่านๆ  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ
   “แม่นาง  ข้าเข้าใจดีว่ามุกราตรีนี้ราคาสูงนัก  ท่านจักนำไปประมูลหรือขายย่อมได้ราคาสูงยิ่ง  เพียงแต่มุกราตรีเม็ดนี้  ข้าต้องการนำมันไปรักษาหลานสาวของข้า  นางอายุเพียง  5  ขวบเท่านั้น  น่าสงสารนักที่นางต้องมาป่วยและทรมานด้วยโรคร้ายที่รักษาไม่หายตั้งแต่เด็ก  จนกระทังมีท่านหมอเทวดาที่ผ่านมาแจ้งว่ามุกราตรีนั้นช่วยนางได้”
ฝูหรงเงยหน้ามองใบหน้าของหญิงสาวที่สวมหน้ากากสีทองด้วยแววตาที่ดูน่าสงสารยิ่งนัก  แต่คงใช้ไม่ได้กับอี้เฟิ่งที่ดูจะรู้จักหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างนี้  ทุกอย่างล้วนเสแสร้งทั้งสิ้น
    “แม่นางถือว่าเห็นแกเด็กเล็กๆตาดำๆเถอะเจ้าค่ะ”
นางพูดต่อ  อี้เฟิ่งทำเพียงยกยิ้มมุมปาก  และยกชาขึ้นจิบเบาๆเท่านั้น  นับว่านางแสดงละครเจ้าน้ำตาได้ดียิ่ง  หากแม้ว่าอี้เฟิ่งไม่เคยพบเจอมาก่อนคงหลงกลใจอ่อนไปกับท่าทางการกระทำของนางไปแล้ว  มิหนำซ้ำคงบอกว่านางเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีเป็นอย่างมาก  แต่หาใช่กับนางที่ถูกหญิงสาวตรงหน้านี้ทำร้ายมาก่อนไม่

    อี้เฟิ่งปลายตามองอีกฝ่ายอย่างหยามเหยียด  ก่อนจะแสร้งมองไปที่ลานเวทีอย่างไม่ใส่ใจอันใดนัก  ทำเอาหญิงสาวที่มั่นใจในการแสดงของตนถึงกับตื่นตะลึง  การแสดงของนางนั้นเยี่ยมยอดมาตลอด  ไม่ว่าทำเช่นนี้กับใครทุกคนล้วนสงสารทั้งสิ้น  แต่เหตุใดสตรีตรงหน้านางจึงทำท่าทางสีหน้าแววตาเฉยชายิ่งนัก
    “การแสดงของเจ้าช่างดูออกง่ายนัก  เจ้าควรไปเรียนมารยามาใหม่นะ”
อี้เฟิ่งพูดขึ้นมา  หลังจากหันหน้ามาจับจ้องดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย  ฝ่ายที่ถูกพูดถึงๆกับหงายเงิบไปเลย  นางยืนนิ่งเบิกตากว้างอย่างนึกตกใจและแปลกใจไปในที  การแสดงของนางแนบเนียนมาตลอด  ขนาดบิดามารดาของนางยังดูไม่ออก  เหตุใดสตรีนางนี้จึงดูออกเล่า
    “แม่นาง  ที่ฝูหรงบุตรีของข้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว  หลานสาวของข้านั้นกำลังป่วยหนัก  นางนอนทุกข์ทรมานมานับหลายปีแล้ว  เด็กตัวเล็กๆเท่านั้นต้องมาแบกรับความทุกข์ทรมานเช่นนี้  ข้าเองที่เป็นปู่ของนางย่อมทนเห็นไม่ได้จริงๆ”
กงซุนเอ่ยสมทบคำพูดของบุตรีคนเล็กของตน
    “หึ  เช่นนั้นข้าขอถามท่านเสียหน่อย  หากได้มุกราตรีไปแล้วท่านจะทำเช่นไร?”
อี้เฟิ่งเอ่ยถามต่อ
   “เราคงต้องตามหาหมอเทวดาผู้นั้นเพื่อให้ทำการรักษาต่อ”
เยว่กงซุนตอบ  หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง  อี้เฟิ่งยกยิ้มร้าย  ก่อนจะพูดต่อ
    “หึ  พวกท่านนี้ตลกนัก  คิดว่าพิษที่เกิดจากภายในมันจะอยู่เฉยๆให้พวกท่านกำจัดมันหรือ?  น่าขันยิ่งนัก”
อี้เฟิ่งเอ่ยต่อ  ทำเอาคนทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง  หญิงสาวผู้นี้รู้ได้เช่นไร?  นั้นเป็นคำถามในใจของทั้งสองคน  ส่วนอี้เฟิ่งนั้น  นางไม่รู้สิแปลก  เพราะนางจำได้ว่าเด็กคนนั้นเมื่อชาติที่แล้วนางนอนทนทุกข์เพราะมัน  พออายุครบ  7  ขวบก็ตายทันที  เพราะหายาถอนพิษกับคนรักษาไม่ทัน

    และนางยังจำได้อีกว่ายามที่นางไปเยี่ยมเด็กคนนั้น  เด็กน้อยดูทุกข์ทรมานเสียจนอี้เฟิ่งนึกสงสารจับใจ  นางหมั่นมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่บ่อยครั้ง  เด็กน้อยเองก็ดูจะชอบนางมาก  เด็กน้อยมักจะใช้มือเล็กๆของตนกำนิ้วมือของอี้เฟิ่งเอาไว้ตลอดเวลา  ราวกับว่าพอทำเช่นนั้นแล้วอาการป่วยจะทุเลาลง

   เด็กน้อยผู้น่าสงสาร  ยิ่งภาพสุดท้ายที่นางพบกับเด็กคนนั้นก็ยิ่งนึกปวดใจ  ความดิ้นรนครั้งสุดท้ายของนางทำให้อี้เฟิ่งจำติดตาไม่เคยลืม  นางดิ้นเร้าอยู่บนเตียงด้วยความทรมาน  ร่างกายเล็กๆแบกรับความเจ็บปวดจนวาระสุดท้าย  และตายในอ้อมกอดของนาง  อ๊า....ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสงสาร

    และเพราะความทรมานของเด็กน้อยคนนั้นอี้เฟิ่งจึงมีโอกาสได้เจอกับหมอเทวดาผู้นั้น  แต่ก็มาช้าเพียงก้าวเดียวเท่านั้น  เพราะเด็กน้อยได้จากพวกเขาไปเสียแล้ว  ดังนั้นนางจึงรับรู้ได้ว่ามุกราตรีสามารถนำมาทำเช่นไรจึงจะรักษาอาการของเด็กน้อยผู้นั้นได้  และนางตั้งใจว่าจะช่วยเด็กน้อยผู้นี้ให้จงได้  แต่เวลานี้นางยังต้องขอยืมใช้ช่วงเวลานี้เอาไว้ให้เป็นประโยชน์เสียก่อน
    “เอ่อ...เรื่องนั้นแม่นางท่านรู้ได้เช่นไร?”
เยว่กงซุนเอ่ยถาม  
    “ข้ารู้ได้เช่นไรมิใช่ปัญหา?  แต่ปัญหาคือพวกท่าน  คิดว่าต้องใช้เวลากี่เดือน  กี่ปีเพื่อตามหาหมอเทวดาผู้นั้นหรือ?”
อี้เฟิ่งถามต่อ  ในใจนางนึกเหยียดหยามไม่น้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น  เพราะกว่าพวกเขาจะหาหมอท่านนั้นได้  เด็กน้อยก็ตายเสียแล้ว
    “เอ่อ...”
เป็นครั้งแรกที่ใต้เท้าเยว่นึกคำตอบไม่ได้  เขาจึงทำได้เพียงอ้ำๆอึ้งๆ  เพราะสิ่งที่นางพูดล้วนเป็นจริงดังว่า  เขาไม่รู้อันใดเลย
    “เฮ่อ....เห็นพวกท่านแล้วก็นึกสงสารเด็กน้อยผู้นั้นยิ่งนัก”
อี้เฟิ่งพูดต่อ  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบเบาๆ  อย่างคนไม่ใส่ใจอันใด
   “เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านพูดถึงอาการและโรคของหลานสาวของข้า  แม่นางหรือว่าท่านรู้วิธีรักษาโรคนี้?”
ฝูหรงที่ยืนเงียบอยู่นานโพลงขึ้นมาเสียงดัง  พร้อมกับดวงตาเบิกกว้างขึ้น  อี้เฟิงเหยียดยิ้มสวยของนางขึ้น  กับท่าทางของฝูหรงตรงหน้า
    “อ๊า....แม่นางหรือท่านจะเป็นหมอ”
ใต้เท้าเยว่เอ่ยด้วยสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน
    “ข้ามิใช่หมอ  ไม่มีความรู้ด้านนี้เลยสักนิด”
อี้เฟิ่งตอบ  คนทั้งสองจึงหลุบตาลงอย่างผิดหวัง  อี้เฟิ่งเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งนึกสนุกในใจ
    “แต่ข้า  สามารถรักษานางได้”
อี้เฟิ่งพูดต่อ  ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร  แต่ทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับโห่ร้องในใจอย่างสุดเสียง
    “ท่าน  แม่นางๆ  ท่านรักษาได้จริงๆรึ?”
เยว่กงซุนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นละคนดีใจ
    “ย่อมเป็นเช่นนั้น  มีคนรู้จักข้าเคยเป็นโรคเดียวกับเด็กคนนั้น  ดังนั้นข้าจึงพอรู้วิธีรักษาอยู่บ้าง”
อี้เฟิ่งตอบ
   “อ๊า...เช่นนั้นจะรบกวนอันใดหรือไม่หากอยากจะเชิญแม่นางไปที่จวน?”
ใต้เท้าเยว่เอ่ยถาม  พร้อมกับสายตาคาดคั้นรอคำตอบ
    “หึ  ไอ้ได้มันก็ได้อยู่  แต่จะให้ข้าไปเฉยๆนั้นย่อมไม่ได้”
อี้เฟิ่งพูด  พลางทำสีหน้าท่าทางลำบากใจ
    “แม่นางท่านไม่ต้องกังวลเรื่องอันใดเลย  หากแม้ว่าท่านรักษาหลานสาวของข้าให้หายได้  ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดข้าจะหามาให้  ข้าจักตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
ใต้เท้าเยว่กล่าว  อี้เฟิ่งยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย  เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนของนาง  แม้นางไม่อยากจะเอาชีวิตของเด็กน้อยผู้น่าสงสารนั้นมาต่อรองเช่นนี้  แต่นอกจากวิธีนี้แล้วนางก็ไม่มีวิธีอื่นๆเลย
    “เช่นนั้นก็ได้  ข้าเห็นแก่เด็กน้อยผู้น่าสงสารหรอกนะ  เช่นนั้นอีก  3  วันข้าจะเดินทางไปที่จวนของท่าน”
อี้เฟิ่งพูดขึ้นมา  ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมตัวกลับเมื่อทุกอย่างเป็นดังที่นางต้องการแล้ว  แต่ก่อนนางจะเดินออกไปก็ไม่ลืมที่จะหันกลับมากล่าวกับคนทั้งสองว่า
    “หากข้ารู้ว่าท่านส่งใครตามข้ามา  ข้าจะไม่รักษาหลานสาวของท่าน  ใต้เท้าเยว่”
อี้เฟิ่งพูดจบก็เดินจากไป  ทิ้งให้ทั้งสองคนยื่นนิ่งตกใจตาเบิกกว้างอีกครั้ง  นางรู้ว่าเขาเป็นใคร?  แต่พอนึกถึงตอนแรกที่เจอหน้านางพวกเขาแนะนำตัวไปก็พอจะเข้าใจได้

    นางเป็นใครกันแน่?  คำถามนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเช่นเดิม  ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว  หากเขาส่งใครตามไป  คาดว่านางคงทำดังปากนางว่าเป็นแน่
    “ท่านพ่อ  จะส่งคนติดตามนางหรือไม่เจ้าคะ?”
ฝูหรงเอ่ยถามบิดาของตน  ใต้เท้าเยว่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะพูดต่อ
    “หากทำเช่นนั้น  เกรงว่านางคงจะทำเช่นนั้นจริงๆ  เราไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับโรคนี้ดังนั้นยั้งมือไว้ก่อน”
บิดาของนางกล่าว  ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
    “นายท่าน  มีข้อความจากแม่นางผู้นั้นเจ้าค่ะ”
หญิงสาวที่เป็นผู้ดูแลอี้เฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้กับเขา  หลังจากที่นางเดินออกไปส่งอี้เฟิ่งแล้ว  ในกระดาษแผ่นนั้นมีใจความว่า
    ‘พิษในตัวของเด็กคนนั้นจะอยู่ได้อีก  2  ปีเท่านั้น  ดังนั้นข้าจะต้องรักษานางก่อนเวลานั้นจะมาถึง  ไม่เช่นนั้นเด็กคนนั้นจะตาย  สิ่งของที่ข้าต้องการมี  3  อย่าง  อย่างแรกมุกราตรี  อย่างที่สองเห็ดดอกฟ้า  และอย่างที่สามคือเลือดหญิงสาวบริสุทธิ์’
     ใต้เท้าเยว่ถึงกับเบิกตากว้างอย่างไม่รู้ตัว  มีเวลาแค่  2  ปีเองรึ?  มือของเขาสั่นมากในเวลานี้  จนฝูหรงยังนึกสงสัย
    “ท่านพ่อมีอันใดหรือเจ้าคะ?”
ฝูหรงเอ่ยถามบิดาของตน  บิดาของนางส่งกระดาษแผ่นนั้นให้นาง  ฝูหรงรับมาอ่านครู่หนึ่งก็ตกใจปากสั่นมือสั่นไม่แพ้กัน  เสียงหายใจที่ถี่ขึ้นจนดูน่ากลัว
    “รีบให้คนไปหาของอีกสองสิ่งในเวลา  3  วันให้จงได้”
บิดาของนางออกคำสั่ง
    “ลูกทราบแล้ว”
หญิงสาวเมื่อได้รับคำสั่งจึงรีบก้มหัวลงและเดินจากไปพร้อมกับหญิงรับใช้สองคนที่เดินตามนางไปติดๆ

 


    อีกด้าน  :
    อี้เฟิ่งที่เดินออกมาจากหอประมูลเยว่เหิงแล้วก็เดินกลับจวนของนางทันที  แต่ทว่าก่อนกลับนางต้องแวะโรงเตี้ยมก่อนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและถอดหน้ากากออก  เพื่อไม่ให้ใครตามกลิ่นนางเจอ
    “คุณหนูหลังจากนี้ต้องทำสิ่งใดเจ้าคะ?”
เจี๋ยวจือเอ่ยถาม
    “ไม่ต้องทำสิ่งใด  เพียงให้คนของเราจับตาดูพวกเขาเท่านั้นพอ  รอดูพวกมันฆ่ากันเอง”
อี้เฟิ่งตอบสาวใช้ของตน  นางตั้งใจจะยืมมือฆ่าคนเท่านั้น  นางจะทำให้ตระกูลเหยากับตระกูลเยว่ฆ่ากันเอง  ส่วนตัวเองก็ทำเพียงนั่งมองความชิบหายวอดวายของพวกมันก็เท่านั้น  ‘อ๊า....แค่คิดก็สนุกแล้ว’  อี้เฟิ่งคิด
    “บ่าวรับทราบเจ้าค่ะ”     
เจี๋ยวจือตอบรับคำสั่ง  ก่อนจะหายตัวออกไปจากห้องพัก  ทิ้งให้อี้เฟิ่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง
   “ท่านจือจู”
เสียงบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยเรียกพร้อมกับก้มหัวลงต่ำ  หลังจากโผล่ออกมาจากมุมมืดแล้ว  เขาเป็นอีกคนที่อี้เฟิ่งไว้ใจเรียกว่าเป็นมือขวาของนางก็ได้  นางเจอเขาโดยบังเอิญเมื่อช่วงแรกๆที่ย้อนเวลากลับมา  เป็นช่วงที่นางออกมาซื้อผ้าแพรไหม  และบังเอิญเจอเขากำลังหิวโหยอยู่ข้างถนน  คราแรกนางก็ไม่ได้จะสนใจนัก  

    แต่เมื่อเห็นใบหน้าคร่าตาของเขาแล้วก็ตกใจไม่น้อย  เด็กคนนี้อนาคตจะได้เป็นนักฆ่าฝีมือดีเชียวละ  ที่นางรู้เพราะว่าในวันที่นางเป็นพระชายานั้น  เคยมีครั้งหนึ่งที่มีมือสังหารรอบเข้ามาฆ่านาง  นางบังเอิญเห็นหน้าของมือสังหารผู้นั้น  

    และนางพบกับเขาอีกครั้งคือวันที่ไป๋หลี่ลงดาบที่คอของนาง  ซึ่งเขายืนหลบอยู่ในมุมมืดแห่งหนึ่ง  นางจึงรู้ได้ในทันทีว่าคนที่สั่งให้รอบสังหารนางในวันนั้นคือไป๋หลี่  ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะดึงคนผู้นี้เข้าร่วมฝั่งของนางเอง  และส่งไปฝึกฝนเป็นนักฆ่าเมื่อหลายเดือนก่อน  เวลานี้คงได้เวลาที่เขากลับมาเสียที
    “อืม  ไม่เจอเจ้าเสียนาน  เติบโตขึ้นเยอะเลยนะ”
อี้เฟิ่งพูดกับเขาหลังจากมองสำรวจบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้ว
   “ขอรับ”
เด็กหนุ่มเอ่ยตอบ  เขาอายุเพียง  17  หนาวเท่านั้น  แต่ก็นับว่ามากกว่านางแหละนะ  นางอายุเพียง  15  หนาวเท่านั้น  และอีกไม่กี่เดือนก็จะ  16  หนาวแล้ว
   “เจ้าคงเหนื่อยมากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา”
อี้เฟิ่งพูดกับเขา  แต่สายตายังคงจับจ้องมองไปนอกหน้าต่าง  ส่วนอีกคนก็ก้มหน้ามองพื้นเท่านั้น
   “ไม่เลยขอรับ  หากเทียบกับนอนหนาวตายข้างนอก  นับว่าบ่าวนั้นโชคดียิ่งนัก”
เขาตอบ
    “ลุกขึ้นเถอะอาหลง”
อี้เฟิ่งเอ่ยเบาๆ  ก่อนจะหันกลับมามองที่เด็กหนุ่มอีกครั้ง  นามนั้นเป็นนางที่ตั้งให้
    “ที่ศูนย์ฝึกเป็นเช่นไรบ้าง?”
อี้เฟิ่งเอ่ยถาม  ศูนย์ฝึกที่ว่าคือที่ที่นางสร้างเอาไว้สำหรับเด็กๆขอทานข้างถนนเอาไว้ฝึกซ้อมอาวุธ  โดยมีอดีตนายทหารระดับสูงที่นางพอจะรู้จักในอดีต  นางจึงพูดโน้มน้าวคนผู้นั้นจนเขายอมช่วยนาง  และทำการฝึกให้กับเด็กๆที่นางสร้างขึ้นเพื่อให้พวกเขาเป็นทั้งบ้าน  และครอบครัวให้กับพวกเขาเอง  ในนามของกลุ่มจือจู
    “ทุกคนรักสามัคคีกันดีขอรับ  และพวกเขาตั้งใจฝึกเป็นอย่างดี”
เด็กหนุ่มตอบ
    “ดีแล้ว  เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ  เดินทางกลับมาเหนื่อยๆ  วันพรุ่งค่อยมาดูแลข้า”
อี้เฟิ่งบอกกับเขา
    “ขอรับท่านจือจู”
พูดจบเด็กหนุ่มก็ก้มหัวทำความเคารพและหายไปกับเงามืด  ส่วนอี้เฟิ่งก็หันกลับออกไปดูท้องฟ้าด้านนอกห้อง  ก่อนจะเหม่อมองออกไปเช่นนั้นเงียบๆเพียงลำพัง
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น