เศษเสี้ยวใจ

ตอนที่ 11 : ตัวกือ (เรือ) ที่ต้องกำจัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 636
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    12 ต.ค. 63

     หลายวันต่อมา  :

 

   อี้เฟิ่งนั่งจิบชาอยู่ที่หน้าจวนตระกูลหลิว  ก่อนสายตาจะมองไปสบเข้ากับพี่ชาย  และพี่สาวของนางที่ดูเหมือนกำลังรีบร้อนไปที่ใด  อี้เฟิ่งยกยิ้มร้ายออกมา  นางไม่ต้องถามก็รู้ว่าพวกเขากำลังไปที่ใด  นั้นเพราะเรื่องนี้นางคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว

 

    เจี๋ยวจือสาวใช้ส่วนตัวของนาง  เดินเข้ามาหานางที่ศาลาหน้าจวน  ก้มหัวทำความเคารพเสร็จก็รีบแจ้งข่าวที่คนของนางไปสืบมาเรียบร้อยแล้ว

    “มือสังหารกินยาพิษฆ่าตัวตายหมดแล้วเจ้าค่ะ  เวลานี้ท่านอ๋องไม่สามารถตามสืบหาคนจ้างวานได้แล้ว”

เจี๋ยวจือรายงาน

    “หึ  นับว่าเขาฉลาดที่เลือกใช้พวกนักฆ่าฝีมือ  ถูกจับได้  งานไม่สำเร็จ  ก็กินยาพิษฆ่าตัวตายเพื่อปิดปากตัวเอง”

อี้เฟิ่งพูดขึ้นมา  ก่อนจะหมุนแก้วชาในมือเล่นไปมา

    “ดูเหมือนคนผู้นี้จะไม่ยอมอยู่เฉยๆให้ข้าเชือดเสียแล้ว”

อี้เฟิ่งพูดต่อ

    “คุณหนูจะทำเช่นไรต่อเจ้าคะ?”

เจี๋ยวจือเอ่ยถาม

    “ในเมื่อมันไม่อยู่เฉยๆให้ข้าเชือด  เราก็ตัดทางหนีของมันเสียสิ  ดูสิว่ามันจะหนีไปไหนได้?”

อี้เฟิ่งพูดจบก็เผยแววตาอาฆาตดูน่ากลัวยิ่งนัก  แต่เจี๋ยวจือที่เห็นบ่อยครั้งมานับไม่ถ้วนจึงชินชากับสายตาเช่นนี้ไปแล้ว

    “เวลานี้เจ้าเมืองหนานทำอันใดอยู่?”

นางเอ่ยถามสาวใช้ของตน

    “เห็นสายของเราแจ้งว่า  ช่วงนี้เขาอยู่ที่จวน  และดูเหมือนว่าอีก  2  วันจะมีใครบางคนเดินทางมาหาเขาเจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือตอบ  อี้เฟิ่งคุ้นคิดก่อนจะยกยิ้มบางขึ้น

    “ดูเหมือนตัวเอกคนสำคัญกำลังจะเปิดเผยตัวตนออกมาแล้วสินะ”

อี้เฟิ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ  อ๊า  ใช่แล้วมันคือคนที่หาวิธีวางยาพิษฝ่าบาทได้อย่างแนบเนียน  และยังเป็นคนที่ยุแยงให้องค์ชาย  9  เลือกบุตรีของเจ้าเมืองเหยาซีเป็นพระสนมอีกด้วย  

 

    และยังเป็นคนคิดแผนกำจัดคนของตระกูลหลิวทุกคน  นามนั้นคือ  เหยาเหม่ยหลิน  พี่สาวต่างมารดาของ  เหยาเหม่ยจู  บุตรีของเจ้าเมืองเหยาซี  ซึ่งนางเป็นลูกน้องสมรส  ดังนั้นคนนอกจึงไม่มีใครรู้เรื่องนี้

 

    ‘หึ  ในที่สุดเจ้าก็ออกมาเสียที  ข้าจะตอบแทนเจ้าให้สาสมกับที่เจ้าเคยทำให้ข้าและครอบครัวต้องตาย  เพราะหลังจากข้าตาย  นางก็ขึ้นเป็นฮองเฮา  ส่วนน้องสาวของนางก็ขึ้นเป็นพระสนมกุ้ยเฟย  ไหนมาดูกันสิว่า  เจ้ากับข้า  มันผู้ใดจะพังพินาจ’

อี้เฟิ่งคิด

    “บอกคนของเราจับตาดูหญิงสาวที่จะมาในวันนั้นให้ดีๆ  อย่าให้คาดสายตา  และก็  จงระวังตัวให้มาก  นางผู้นี้  น่ากลัวยิ่งนัก”

อี้เฟิ่งบอกกับเจี๋ยวจือ

   “เจ้าค่ะ”

เจี๋ยวจือตอบรับ  แม้จะยังสงสัยในคำพูดของคุณหนูของตน  ที่รู้ได้เช่นไรว่าคนที่จะมาพบเจ้าเมืองหนานเป็นสตรี  ขนาดคนที่สืบเรื่องอยู่ที่นั่นยังไม่รู้เลย  แต่ถึงนางจะสงสัย  แต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดต่อ  เพราะนางรู้ดีว่า  หากคุณหนูของตนไม่พูด  นั่นแสดงว่านางไม่ควรถาม

 

 

 

   ช่วงสายของวัน  :

 

    บุรุษหน้าคมหล่อเหลาไม่แพ้บุรุษใดในใต้หล้า  กำลังนั่งจิบชามองใบหน้างดงามของหญิงสาวอยู่ตรงหน้า  อย่างปิดความข้องใจสงสัยไม่มิด  แต่เขาก็รู้ดีว่าถึงจะถามไป  นางก็ไม่มีวันบอก  แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะถาม  เขาจึงยึกๆยักๆไปมา  พลางยกชาขึ้นจิบอยู่เช่นนี้

    “ท่านอ๋อง  มีสิ่งใดจะรับสั่งก็พูดมาเถอะเพคะ  หม่อมฉันจะได้แจ้งแถลงไข”

อี้เฟิ่งเอ่ยขึ้นมา  พลางยกชาขึ้นจิบบ้าง  เมื่อเห็นท่าทางต่างๆของท่านอ๋องในยามนี้

    “เจ้า  รู้ได้เช่นไร?  ว่าจะมีมือสังหารในวันนั้น  หากเจ้าเป็นหนึ่งในโจรพวกนั้นข้าก็เชื่อ  แต่หากเจ้าเป็นพวกเดียวกับพวกเขา  เหตุใดเจ้าจึงบอกเรื่องนี้กับข้ากัน”

ท่านอ๋องผิงวุ่นวายใจอยู่นาน  พอตัดสินใจถามคำถามที่อัดแน่นอยู่กลางอกออกไปก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมามาก  ส่วนอี้เฟิ่งก็ทำเพียงยกชาขึ้นจิบเบาๆเท่านั้น  ด้วยท่าทางปกติของนาง

    “หม่อมฉันไม่สามารถไขข้อข้องใจนี้ได้เพคะ  เพียงแต่  หม่อมฉันยืนยันได้อย่างเดียวว่า  หม่อมฉันไม่ใช่คนพวกนั้นอย่างแน่นอนเพคะ  พระองค์สบายใจได้เพคะ”

อี้เฟิ่งบอกกับอ๋องผิง  เพียงเท่านั้นท่านอ๋องก็รู้สึกดีขึ้นเป็นอย่างมาก

    “ข้าเข้าใจแล้ว”

อ๋องผิงยอมรับคำตอบของนางจึงพูดออกไปเช่นนั้น

    “แต่  อีก  3  เดือนจะมีอีกเรื่องเกิดขึ้น  เช่นนั้นเรื่องที่หม่อมฉันให้พระองค์จับตาดูองค์ชายจากแคว้นหานหนิงได้ความว่าเช่นไรเพคะ?”

อี้เฟิ่งเอ่ยถามท่านอ๋องต่อ  ก่อนจะวางถ้วยชาลง  และจ้องมองอ๋องผิงด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังเป็นอย่างมาก

    “อืม  คนของข้าแจ้งว่าองค์ชายลำดับที่  3  นามว่าหานเจิ่งอู่  กำลังเดินทางมาที่ชายแดน  เห็นว่าเป็นเรื่องกบฏที่ชายแดน  ฮ่องเต้ของพวกเขาจึงส่งองค์ชายผู้นี้มาจัดการ”

อ๋องผิงตอบ  ‘หืม...เป็นเช่นนั้น  มิน่าเล่าคนของไป๋หลี่จึงลงมือได้ง่ายดายนัก’  อี้เฟิ่งคิดในใจ  ก่อนจะเงียบคุ้นคิดอะไรบางอย่าง

    “ท่านอ๋อง  หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากให้พระองค์ช่วยทำได้หรือไม่เพคะ?”

อี้เฟิ่งเอ่ยถามท่านอ๋องต่อ  อ๋องผิงขมวดคิ้วเรียวด้วยความสงสัย  ก่อนจะยอมพยักหน้าขึ้นลง  เป็นการอนุญาต

    “หม่อมฉันต้องการให้พระองค์ส่งคนไปอารักขาองค์ชายผู้นี้เพคะ”

อี้เฟิ่งพูดต่อทันทีที่ได้รับอนุญาตแล้ว  ท่านอ๋องขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันหนักเข้าไปอีก  เขานึกสงสัยว่าทำไมเขาต้องทำเช่นนั้นด้วย

    “จะมีคนแอบรอบสังหารองค์ชายผู้นี้  และโยนความผิดมาให้เรา  เช่นนี้แล้ว  พระองค์จะส่งคนไปได้หรือไม่?”

    ปึ่ง!

อี้เฟิ่งอธิบายเหตุผลที่ขอให้ท่านอ๋องส่งคนไปให้พระองค์ฟัง  หลังท่านอ๋องฟังที่นางพูดจบก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น

    “มันผู้ใดช่างกล้าหยาบหน้าข้านัก?”

ท่านอ๋องพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสีหน้าไม่พอใจนัก  อี้เฟิ่งอยากจะบอกออกไปเหลือเกิน  แต่นางก็ไม่อาจทำได้  นอกจากเงียบปากลงและรอรับฟังสิ่งที่ท่านอ๋องจะพูดต่อ

    “ได้  ข้าจะส่งคนไปตามที่เจ้าขอ”

ท่านอ๋องตอบตกลง  อี้เฟิ่งจึงพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

    “การที่เจ้าพูดออกมาเช่นนี้  นั่นหมายถึงเจ้ารู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่?  อี้เฟิ่ง”

ท่านอ๋องเอ่ยถามนางด้วยความสงสัย  แม้จะมั่นใจอยู่เกินครึ่งแล้วก็เถอะ

    “ย่อมเป็นเช่นนั้นเพคะ  เพียงแต่หม่อมฉันยังไม่มีหลักฐาน  จะกล่าวโทษใครไปก็รั้งแต่จะทำให้ตนเองเดือดร้อนเพคะ  หากเพียงลำพังตนเองต้องโทษนั้น  หม่อมฉันไม่หวั่นเกรงอันใด  แต่หากครอบครัวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องโทษไปด้วย  หม่อมฉันคงไม่อาจจะทำใจได้เพคะ”

อี้เฟิ่งตอบอ๋องผิง  อ๋องผิงหยักหน้าเข้าใจ  หากนางหวาดกลัวเช่นนี้  ดูเหมือนคนที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นคนใหญ่คนโต  คนมีอำนาจเป็นแน่  เช่นนั้นรอให้นางพร้อมที่จะบอกพระองค์เมื่อไหร่  นางคงจะบอกเขาเอง

    “อืม”

ท่านอ๋องตอบตกลง  ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ  

 

    อ๋องผิงนั่งสนทนากับอี้เฟิ่งอยู่ครู่ใหญ่ๆก่อนจะขอตัวกลับตำหนักไป

 

   ส่วนอี้เฟิ่งเมื่อท่านอ๋องกลับไปแล้ว  แน่นอนว่านางก็ต้องวางแผนขั้นต่อไป  จะโค่นต้นไม้ใหญ่ก็ต้องขุดรากถอนโคนมันออกไปเสีย

    “หมากตัวต่อไปที่จะกำจัดคือ  กือ (เรือ)”

อี้เฟิ่งนึกถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่คอยสนับสนุนองค์ชาย  9  เมื่อชาติที่แล้ว  นั่นคือ  ใต้เท้าเยว่ขุนนางขั้นที่  3  บิดาของพระมารดาขององค์ชาย  9  นามว่า  เยว่กงซุน  เขาเป็นคนปกปิดร่องรอยทุกอย่างและบุกเบิกทุกอย่างให้กับไป๋หลี่  พูดง่ายๆก็คือทำหน้าที่บุกทะล่วงให้กับไป๋หลี่

 

    หากแม้กำจัดคนผู้นี้ได้  ไป๋หลี่จะทำอะไรได้อีก  นอกจากอยู่นิ่งๆให้นางเชือด  หึ  แค่คิดนางก็รู้สึกสนุกแล้ว  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากไป๋หลี่รู้เรื่องนี้เข้าเขาจะทำสีหน้ายังไง  มันจะต้องเป็นสีหน้าที่ดูดีมากแน่ๆในสายตานาง  ยิ่งคนผู้นั้นเจ็บปวดเท่าไหร่  นางก็ยิ่งมีรอยยิ้มกว้างมากขึ้นเท่านั้น

 

    เจี๋ยวจือที่ยืนมองดูอยู่ห่างๆก็นึกเสียวสันหลังว๊าบขึ้นมาทันที  เพียงแค่เห็นรอยยิ้มนั้นของอี้เฟิ่ง  คนผู้นั้นนับว่าดวงกุดยิ่งนักที่มาทำให้คุณหนูของนางเกลียดเช่นนี้  น่าสงสารๆ  เจี๋ยวจือคิด

 

 

 

 

    วันต่อมา  :

 

    อี้เฟิ่งเดินทางมาที่หอประมูลของตระกูลเยว่เพื่อมาแอบสืบเรื่องของที่นี่ก็อีกส่วน  ส่วนอีกเรื่องคือนางนำของที่ใต้เท้าเยว่ต้องการมากที่สุดมาด้วย  เพื่อนำไปรักษาหลานสาวสุดที่รักของเขา  นั้นคือมุกราตรี  ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีของอี้เฟิ่งที่อ๋องผิงดันมีมันอยู่พอดี

 

    คราแรกนางคิดจะขอซื้อต่อจากท่านอ๋อง  แต่กับกลายเป็นท่านอ๋องยกให้นางมาฟรีๆ  อี้เฟิ่งคราแรกก็ปฏิเสธไป  แต่ท่านอ๋องกับบอกนางว่า

    ‘หินไรค่าไร้ประโยชน์เช่นนี้เจ้าอยากได้ก็เอาไปเถอะ’

ท่านอ๋องใช้คำว่าหินไรประโยชน์ได้เช่นไร  ในเมื่อมันมีค่าราคาสูงกว่าทองเป็นไหนๆ  เรียกได้ว่า  1,000  ตำลึงทองนั้นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ  แต่อ๋องผิงกับทำกับว่ามันเหมือนกับของไร้ค่าไร้ประโยชน์จริงๆ  ที่นางคิดเช่นนี้นะหรือ?  นั้นเพราะมุกราตรีที่ใครๆต่างก็อยากได้นั้น  ท่านอ๋องเอามันไปประดับตกแต่งบ่อเลี้ยงปลาของพระองค์นะสิ

 

    นางที่เห็นเช่นนั้นก็ทำได้เพียงยืนอ้าปากค้าง  มุกราตรีนับไม่ถ้วนถูกวางตกแต่งเป็นหินสวยงามในบ่อปลา  ราวกับของไร้ค่าจริงๆ  เห็นแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาเสียมิได้  ดังนั้นนางจึงได้มันมาอย่างง่ายดาย

 

    เสียงพูดคุยสนทนาต่างๆเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของอี้เฟิ่งอย่างไม่ใส่ใจนัก  เพราะข่าวแต่ละอย่างของพวกเขาอี้เฟิ่งล้วนรู้มาหมดแล้ว  ก็อย่างที่บอกใยแมงมุมของนางทำหน้าที่ได้ดีนัก

 

    ไม่นานเสียงวุ่นวายเมื่อครู่ก็เงียบลง  เมื่อการประมูลกำลังจะเริ่มขึ้น  ผู้คนที่ออกันอยู่ด้านหน้าด้านในของหอประมูลที่นี่ต่างก็เริ่มทยอยเดินเข้าไปหลังกำแพงที่ทำลวงตาเอาไว้  

 

    ผู้คนที่เป็นสมาชิกระดับสูงจะถูกส่งเข้าไปอีกทาง  เพื่อปกปิดฐานะและใบหน้าคราตาของพวกเขา  โดยผู้คนเหล่านั้นจะสวมหน้ากากเอาไว้  ส่วนคนทั่วไปที่เข้าไปก็แล้วแต่  บางคนก็ปกปิดตัวตน  บางคนก็ไม่ได้กระทำเช่นนั้น

 

    อี้เฟิ่งที่ให้คนของตนแอบแฝงเอาไว้เพื่อสืบข่าวเองก็ได้ทำการสมัครสมาชิกระดับสูงเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน  นางสูญเงินไปกับการสมัครสมาชิกไปถึงหนึ่งพันตำลึงทอง  

 

    และเพราะนางเป็นสมาชิกชั้นสูง  นางจึงต้องปกปิดใบหน้างดงามของนางเอาไว้  ด้วยการสวมหน้ากากสีทองปิดมิดส่วนด้านบนของใบหน้า  ส่วนด้านล่างก็เปิดออกเพียงริมฝีปากของนาง  เจี๋ยวจือเองก็เช่นเดียกัน  ติดตรงหน้ากากของนางเป็นสีเงิน

 

    หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปทางประตูลับอีกฝั่งที่คนของหอประมูลทำเอาไว้  หญิงสาวเดินไปที่ทางเข้าและยกป้ายสีทองสำหรับสมาชิกระดับสูงขึ้นให้กับคนตรวจหน้าประตูดู  จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน  ก่อนจะมีหญิงสาวร่างบาง  ที่สวมหน้ากากครึ่งหน้าบนเอาไว้เดินเข้ามาหาพวกนางทั้งสองคน

    “หอประมูลเยว่เหิงยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง  ข้าฟู่เหิงจะนำทางท่านทั้งสองไปที่ห้องส่วนตัวเองเจ้าค่ะ”

นางพูดหลังจากก้มหัวให้คนทั้งสองแล้ว  อี้เฟิ่งทำเพียงพยักหน้าขึ้นลงเท่านั้น  ก่อนหญิงสาวที่นามว่าฟู่เหิงจะเดินนำทางนางเข้าไป  พร้อมอธิบายรายละเอียดต่างๆของหอประมูลแห่งนี้ให้ฟัง

    “หอประมูลของเราจะแบ่งระดับของสมาชิกออกเป็นชั้นที่นั่ง  ชั้นล่างคือบุคคลทั่วไป  ราคาเข้าต่อครั้งคือ  20  ตำลึงทอง  จะอยู่ชั้นล่างสุดหรือก็คือชั้นหนึ่ง”

นางอธิบายในระหว่างที่เดินนำทางอี้เฟิ่งและสาวใช้ของตนเข้าที่พัก

    “ส่วนชั้นสองคือระดับเงินชั้นสูงขึ้นมาหน่อย  คนส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้า  ชนชั้นสูง  และขุนนางขั้นกลางและขั้นสูงก็มีบ้าง  ค่าเข้าต่อครั้งเพียง  100  ตำลึงทองเท่านั้น”

นางพูดต่อ  ‘หื่อ  100  ตำลึงทองรึ?  นางยังพูดออกมาได้ว่าแค่  100  ตำลึงทองต่อครั้ง’  อี้เฟิ่งคิด  ซึ่งถ้าให้นางคำนวณแล้วก็นับว่าราคาสูงมากทีเดียว

    “ส่วนชั้น  3  หรือชั้นที่ท่านทั้งสองอยู่นี้คือระดับสูงเป็นระดับทอง  บุคคลส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอำนาจมาก  เงินทองมาก  ไม่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์  ขุนนางขั้นสูง  และยังเป็นชั้นที่สามารถมองเห็นของประมูลได้ดีที่สุดอีกด้วย  ค่าเข้าจ่ายรายเดือนหนึ่งพันตำลึงทองต่อเดือนเจ้าค่ะ”

นางเล่าต่อ  เท่าที่อี้เฟิ่งดูก็เป็นเช่นนั้น  ลานเวทีของที่นี่ยกสูงมาก  สูงเท่าชั้นสามเลยก็ว่าได้  มันเป็นพื้นลอยขึ้นมาในระดับที่สูงมากทีเดียว  อี้เฟิ่งเดินตามฟู่เหิงไปเรื่อยๆสายตาก็มองดูผู้คนที่เดินสวนนางไป  

 

    คนส่วนใหญ่แต่งกายด้วยผ้าแพรไหมราคาแพง  และทุกคนจะมีหญิงสาวค่อยนำทางเสมอ  ซึ่งการแต่งกายของพวกนางก็เป็นทรงเดียวกัน  สีเดียวกัน  คลายชุดเครื่องแบบทหารองครักษ์ที่ต้องใส่เหมือนกันทุกคน

    “ถึงห้องของท่านแล้ว  เชิญ”

ฟู่เหิงเอ่ยก่อนจะพายมือเชื้อเชิญนางเดินเข้าห้องๆหนึ่งที่ปิดเอาไว้รอบด้านอย่างมิดชิด  ไม่สามารถมองเห็นคนด้านในได้  มีเพียงด้านหน้าฝั่งลานเวทีเท่านั้นที่เปิดโล่ง  แต่ก็มีม่านไม้ไผ่ที่ถูกถักเรียงเอาไว้อย่างดีกั้นเอาไว้  อี้เฟิ่งมองสำรวจด้านในเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน

    “ที่นี่ชั้น  3  จะแบ่งเป็นห้องส่วนตัวเอาไว้  ชั้น  2  จะเป็นเพียงฉากกั้นเอาไว้  ถึงจะมีความเป็นส่วนตัวอยู่บ้างแต่ก็ไม่ส่วนตัวเท่าใดนัก  ส่วนชั้นล่างก็อย่างที่ท่านเห็น  พวกเขาไม่มีที่นั่งหรือฉากกั้น  ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะยืนเจ้าค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยต่อ  พร้อมกับรินชาในกาใส่ถ้วยชาให้ทั้งสองคน  พร้อมกับมีขนมขบเคี้ยวเอาไว้ให้  ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วก่อนที่พวกนางจะเดินเข้ามา  ชาที่ยังอุ่นอยู่ส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมา  ไม่ต้องบอกกูรู้ว่าเป็นชาดีอย่างแน่นอน

    “อีกครู่ของประมูลชิ้นแรกจะขึ้นสู่เวที  ท่านทั้งสองโปรดรออย่างใจเย็นเจ้าค่ะ”

นางพูดต่อ  อี้เฟิ่งทำเพียงพยักหน้าขึ้นลง  ก่อนจะมองสำรวจดูห้องอื่นๆที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับนาง  และกวาดสายตามองไปรอบๆ  ก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับ  บุรุษรูปร่างสูงตะหง่าน  นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของนาง  สีผมขาวโพนเต็มหัว  แม้จะมีรอยย่นตามอายุขัยของเขา  แต่อีกฝ่ายกับยังดูดีเป็นอย่างมากในสายตาผู้คน  

 

    เขากำลังนั่งจิบชาเบาๆ  ข้างกายมีหญิงสาวดวงหน้างดงงามแต่ออกซีดเผือดราวกับคนป่วยนั่งอยู่ด้านข้าง  ซึ่งอี้เฟิ่งก็รู้ได้ในทันทีว่าคนทั้งสองนั้นเป็นใคร  อ๊า....ใช่แล้ว  เขาก็คือใต้เท้าเยว่กงซุน  และบุตรสาวของเขานาวว่า  เยว่ฝูหรง  แม้ทั้งสองจะปิดหน้าปิดตา  และมีม่านไม้ไผ่กั้นเอาไว้  แต่อี้เฟิ่งก็จำพวกเขาได้เป็นอย่างดี

 

    นั้นเพราะกาลก่อนที่นางแต่งเข้าตำหนักองค์ชาย  9  นางคุ้นเคยกับพวกเขาดี  เพราะความใจดีของพวกเขามันช่างทิ่มแทงจิตใจนางนัก  อ๊า....ดูเหมือนเรื่องมากมายที่นางพยายามอดกลั้นกำลังผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ  จนมุมปากของนางเผลอกระตุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น  คล้ายกับจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม  ท่าทีเช่นนี้ของนางช่างดูน่ากลัวยิ่งนักสำหรับคนที่มองมา

 

    นางจำได้ว่ายามนั้นพวกเขาทำเช่นไรกับนางบ้าง  นางที่บอบบางราวกับดอกไม้แรกแย้มที่ตกแต่งเข้าตำหนักองค์ชาย  9  ช่างบริสุทธิ์และผุดผ่องเสียจนตามพวกเขาไม่ทัน  หญิงสาวจิตใจบริสุทธิ์คิดเพียงแค่ว่าเขาคือญาติของสามี  จึงไม่เคยคิดระแวงแต่อย่างใดว่าพวกเขาจะแทงข้างหลังนาง

 

    ในครานั้นนางจำได้ดีว่าพวกมันรวมหัวกันผลักนางตกลงนรก  ตาเฒ่าเลอะเลือนกับบุตรสาวของมันนั้นแสร้งทำดีกับนาง  ช่วยเหลือนาง  จนนางไว้ใจพวกมัน  นางเล่าความทุกข์ยามที่สามีของนางรับสนมเข้าตำหนัก  

 

    ซึ่งก็คือสองพี่น้องตระกูลเหยา  ทั้งสองคล้ายจะสงสารนางมาก  คนทั้งสองทั้งปลอบใจ  และพูดคุยกับนางเพื่อปลอบประโลม  หญิงสาวที่จากบ้านออกมาไร้ที่พึ่ง  เมื่อมีคนยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มไว้จึงรู้สึกอุ่นใจเป็นอย่างมาก

 

    แต่ใครจะรู้เล่าว่าแท้จริงแล้วเป็นพวกมันที่วางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว  พวกมันคอยเป่าหูนางตลอดจนในที่สุดนางก็ใจอ่อน  ยอมรับเยว่ฝูหรงเข้ามาเป็นสนมอีกคนขององค์ชาย  9  เพื่อให้นางช่วยปกป้องนางจากสองพี่น้องนั่น  แต่ทว่าใครจะไปรู้เล่าว่าสุดท้ายพวกเขาก็รวมหัวกันหลอกนาง

 

    ฝูหรงที่แอบไปตกลงกับสองพี่น้องนั่นและช่วยกันลงมือกำจัดนางอย่างโหดเหี้ยม  หญิงสาวที่นางคิดมาตลอดว่าอ่อนหวานและอ่อนแอ  แท้จริงกับเป็นปีศาจร้าย  ครานั้นนางจำได้ติดตา  ฝูหรงหลอกนางไปที่เรือนร้างท้ายตำหนัก  นางก็ไป  แต่ทว่าก่อนไปกับได้ดื่มน้ำแกงที่นางจงใจใส่ยาปลุกกำหนัดเอาไว้

 

    นางที่ไว้ใจหาได้เคลือบแคลงใจแม้แต่น้อยจึงดื่มน้ำแกงจนหมด  ก่อนจะเดินทางไปที่ท้ายตำหนักซึ่งต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร  พอไปถึงที่นั้นนางก็พบกับเรือนพักร้างตั้งอยู่  ในขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าไปนั้น  จู่ๆนางก็สึกร้อนๆหนาวๆวู๊บไหวไปทั่วทั้งตัว  ร่างกายสั่นสะท้านราวกับกำลังเจ็บป่วยไม่สบาย  

 

   อากาศร้อนขึ้นจนผิดหูผิดตา  นางร้อนเหลือเกินจนแทบอยากจะถอดชุดออกเสียเดี๋ยวนี้  นางรู้สึกไม่ดีนัก  อยากจะกลับไปพักที่เรือนของนางแล้ว  แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าหนีออกไปจากเรือนร้างแห่งนี้ก็มีบุรุษ  3-4  คนเดินเข้ามาดักทางที่นางกำลังจะเดินไป  ด้วยสัญชาตญาณนางจึงเดินถอยหลังหนีห่างจากคนเหล่านั้นทันที

 

    บุรุษทั้ง  4  คนเดินเข้ามาหานางด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย  ออกจะดูหื่นกระหายเสียมากกว่า  แต่ทว่าไม่ทันที่นางจะได้ร้องขอความช่วยเหลือพวกมันก็พุ่งตัวเข้ามาหานางด้วยความเร็ว  หญิงสาวถูกอุ้มเข้าไปในตำหนักร้างแห่งนั้น  เสื้อผ้าถูกฉีกออกอย่างรวดเร็ว

 

    นางร้องไห้น้ำตานองหน้าอย่างสุดเสียใจ  นางสู้แรงของบุรุษเหล่านี้ไม่ได้  ในใจก็ปวดร้าวขึ้นมาเสียดื่อๆ  ในระหว่างที่ความหวังสุดท้ายว่าจะมีคนมาช่วยกำลังจะขาดสะบั้น  จู่ๆประตูห้องก็ถูกถีบออกโดยฝีมือของใครสักคน

 

    นางและเหล่าบุรุษพวกนั้นมองไปที่ประตู  ก็เห็นว่าเป็นองค์ชาย  9  เป่ยไป๋หลี่  และตามมาด้วยบุรุษผมสีขาวโพนทั้งหัว  อ๊า...ใช่แล้วเขาคือใต้เท้าเยว่กงซุนนั้นเอง  

 

    นางรู้สึกราวกับสวรรค์ประทานพรให้ที่บุรุษที่นางรักมากมาช่วยนางไว้ได้ทัน  บุรุษที่นางรักเดินเข้ามาหานาง  พร้อมกับดาบที่ถืออยู่ในมือ  ก็ฟันร่างของบุรุษที่คิดกระทำย่ำยีนาง  นางที่ดีใจจนเนื้อเต้นก็รีบโผล่เข้าไปหาเขา  แต่กับถูกเขาผลักออกมาอย่างไม่ใยดี  ก่อนจะพ่นคำพูดที่ทำให้นางชอกช้ำใจยิ่งนักออกมา

    ‘หญิงชั่วมากชู้อย่างเจ้า  อย่ามาแตะต้องตัวข้า’

หญิงสาวถึงกับน้ำตานองหน้าอีกครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่  นางเข้าใจความหมายของเขาดีว่าหมายถึงสิ่งใด  แต่นางไม่ได้มีอันใดกับบุรุษพวกนั้น  แต่ใครเล่าจะเชื่อ  เพราะเป็นนางที่เดินมาที่นี่ด้วยตนเอง  ครั้งนั้นเองที่นางเห็นรอยยิ้มร้ายของฝูหรง  นางถึงได้เข้าใจว่า  แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นแผนของนาง

 

    รอยยิ้มที่นางเคยคิดว่างดงามมาก  เวลานี้กับรู้สึกว่ามันช่างจอมปลอมยิ่งนัก  เหตุใดก่อนหน้านี้นางจึงไม่คิดว่ารอยยิ้มเช่นนี้มันมีสิ่งใดแอบแฝงกันนะ  หรือเพราะความจริงใจจอมปลอมที่พวกเขาแสร้งทำขึ้นมากัน  นางจึงมองไม่เห็นรอยยิ้มชั่วร้ายนี้

 

    นางเจ็บปวดเหลือเกินราวกับถูกน้องสาวหักหลัง  บุรุษที่นางรักมากก็กลายเป็นอื่น  คนทั้งตำหนักตราหน้าว่านางเป็นหญิงชั่วช้า  สวมเขาให้สามีตนเอง  แต่เรื่องนี้จะแพร่งพรายก็มิได้  เพราะหากทำเช่นนั้นตำแหน่งรัชทายาทที่เขาปราถนาอาจจะปลิวหายไปได้  ดังนั้นเขาจึงกำชับทุกคนในจวนให้ปิดปากสนิท  แม้ใครแพร่งพรายเขาจะฆ่าทิ้งทันที

 

    แน่นอนว่าทุกคนไม่มีใครอยากตาย  ทุกอย่างจึงถูกปิดเอาไว้อย่างเป็นความลับ  แต่ทว่านับจากวันนั้นไป๋หลี่ก็ไม่เคยมาหานางอีกเลย  มีเพียงน้องสาวที่นางเลิกสร้างภาพงดงามและอ่อนหวานแล้วมาหานาง  คำพูดที่นางไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอกับหญิงสาวที่นางรักเสมือนน้องสาวพ่นคำพูดออกมาทำให้นางเจ็บปวดใจยิ่งนัก

    ‘พี่สาวรู้สึกเช่นไร?  สามีทอดทิ้งไร้เยื่อใย  ท่านรู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือไม่?  แน่นอนว่าท่านควรทำตัวให้ชินเสีย  เพราะต่อไป  ท่านต้องพบเจอกับมันจนตายเลยละ’

นางพูดพร้อมกับยกยิ้มร้ายขึ้นมาที่มุมปาก

 

    หญิงสาวจึงรับรู้ได้แล้วว่านางโง่เองที่ไว้ใจพวกเขา  ในตำหนักแห่งนี้ไม่มีใครไว้ใจได้เลยสักคน  แต่กว่านางจะรู้มันก็สายเกินไปเสียแล้ว  บุรุษที่นางรักหมางเมิน  เรียกได้ว่าแทบจะตัดขาดจากนางเลยด้วยซ้ำ  จนกระทั้งวันที่เขาจะก่อกบฏ.....

    “ท่านค่ะ!  ท่าน”

ฟู่เหิงเอ่ยเรียกหญิงสาวที่นั่งนิ่งไปไม่ไหวติ่งใดๆเลย  อี้เฟิ่งที่มั่วแต่เหม่อลอยจ้องมองไปที่บุรุษผมสีขาวโผนด้านหน้ากับหญิงสาวร่างบาง  จึงเรียกสติกลับมา  ก่อนจะหันหน้าไปมองหญิงสาวที่เอ่ยเรียกนางเมื่อครู่

    “การประมูลเริ่มแล้วเจ้าค่ะ”

หญิงสาวพูดต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันมามองที่ตนเองแล้ว  อี้เฟิ่งพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปมองที่กลางลานเวที

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น