Angel Beside Me รัก (หล่น) จากฟากฟ้า / เทวดาท่าจะรัก

ตอนที่ 6 : We Met For a Reason (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 907
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    7 พ.ย. 61

4

We Met For a Reason

คงมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่เราได้เจอกัน..

 

ณ เวลาตีห้าสี่สิบห้า

ฉันเช็กสภาพของสมชายอีกรอบอย่างถี่ถ้วน มองชายกระโปรงพลีตที่ลอยเต่ออยู่เหนือเข่าขึ้นมาคืบใหญ่ และเสื้อสีขาวรัดติ้วตัวเล็กที่เกือบจะเป็นเอวลอยอยู่รอมร่อ ทำไมไอ้บ้านี่ต้องตัวสูงหุ่นหนาอย่างกับควายแบบนี้ด้วยนะ เฮ้อ!


เธอถอนหายใจอีกแล้ว


ถอนหายใจให้นายนั่นล่ะย่ะ! คงเพราะในห้องฉันมันไม่มีกระจกให้เห็นแบบเต็มตัวน่ะนะ เขาเลยไม่รู้น่ะสิว่าตัวเองอยู่ในสภาพทุเรศแค่ไหน...


มันดูแย่มากเลยหรือเธอจึงทำหน้าเช่นนั้น


ฉันไม่ได้ตอบคือไม่รู้จะตอบอะไรดี จะบอกว่าไม่แย่มันก็ดูจะเป็นการโกหกหน้าด้านๆ แต่ถ้าบอกไปตามตรงก็เกรงว่าไอ้คนตัวโตตรงหน้าจะไม่ยอมออกไปข้างนอกน่ะสิ


ใส่ไปเหอะ นอกจากชุดนี้ก็ไม่มีอะไรให้ใส่ละ


อ้าว ก็ไม่ต้องใส่อย่างไรเล่า

อย่านะ!” ฉันร้องห้ามเสียงแหลมเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะดึงกระโปรงพลีตลง กรี๊ดดด แล้วฉันรู้ดีว่าถ้าดึงลงมาแล้ว...พิกาจูตัวเป้งได้ออกมาอาละวาดแน่ เขาใส่กางเกงในที่ไหนล่ะ! โล่งโปร่งสบายเลยล่ะค่ะตอนนี้ แล้วไม่ต้องถามนะว่าทำไมไม่ใส่ จะให้ฉันแบ่งของตัวเองไปให้เขาหรือไงเล่า!


ฮ่าๆๆ เธอตลกจัง ใครจะไปถอดเล่า เรารู้แล้วว่ามนุษย์ไม่นิยมเดินเปลือยเปล่าต่อหน้าคนอื่น


ฉันถลึงตาใส่สมชายที่กำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเนื่องจากได้แกล้งให้ฉันตกใจเล่นบ้าง เหอะ! ชักจะเหิมเกริมมากไปแล้ว ตอนที่ขออยู่ด้วยละเจี๋ยมเจี้ยมเชียวนะ พอๆ ฉันส่ายหัวไปมาก่อนจะเรียกสติสตังให้เข้าที่ ชักช้าไม่ได้แล้วเดี๋ยวไปสายไม่ทันนัด ต้องไปรับใบปลิว พูดนัดแนะสมชายว่าต้องไปยืนแจกตรงไหนอะไรยังไงอีก คิดแล้วฉันก็เดินหยิบผ้าคลุมจานมาสะบัดๆ จากนั้นก็เอาไปคลุมหัวของสมชายเอาไว้ จับชายผ้าข้างหนึ่งขึ้นมาบังหน้าครึ่งหน้าของเขาเอาไว้แบบหญิงชาวมุสลิม แล้วก็ติดเข็มกลัดไม่ให้มันร่วงลงมา


เอาล่ะ เรียบร้อย! ถ้ายามหน้าหอไม่ได้ถามอะไร นายก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นนะ


โอเค


แต่ถ้าเขาถาม นายก็ต้องทำเสียงที่สอง ไหนลองทำซิ! อย่างที่ซ้อมเอาไว้เมื่อกี้น่ะ


ได้ฮะคุณพี่


เฮ้ย มันแมนเกินไป พูดให้มันหวานๆ ดัดเสียงให้มันเล็กๆ กว่านี้อีก ถ้านายโดนจับเมื่อไหร่ นายก็ต้องไปนอนข้างถนนนะสมชาย


เข้าใจแล้วฮ้า~ ขุ่นพี่!!


เยี่ยม! เอาล่ะ ไปกันเถอะ!


ฉันพยักหน้าพอใจกับเสียงที่สองของสมชายแล้วก็รีบลากเขาลงไปด้านล่าง เมื่อมาถึงหน้าประตูหอซึ่งเป็นจุดตั้งป้อมยาม หัวใจฉันก็ยิ่งเต้นรัวๆ ดึงแขนของสมชายมาจับเอาไว้ มองหน้าเขาเป็นเชิงบอกให้ทำตามแผนที่บอกไว้ทุกอย่างนะ! เจ้าตัวพยักหน้าน้อยๆ เหมือนให้ฉันมั่นใจ ฉันเปลี่ยนเป็นจับมือเขาเอาไว้แน่น ทว่าเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ป้อมยามในระยะสามเมตร...ฉันก็เห็นบางอย่างชัดถนัดตา


คร่อกกก zZZ


โธ่เอ๊ย! เสียเวลากลัวไปทำไมก็ไม่รู้ ลุงยามหลับสนิทแถมกรนสนั่นอีกต่างหาก เอาเถอะ! แบบนี้ก็รอดไปแล้วหนึ่งเปราะ ค่อยไปกังวลว่าจะเอาสมชายกลับเข้าหอยังไงตอนเย็นแทนแล้วกัน


ไปเร็วๆ สมชะ...หญิง ฉันเกือบจะพลั้งเรียกสมชายแล้วแต่ก็ยั้งเอาไว้ได้ทัน คงไม่มีผู้หญิงที่ไหนในโลกชื่อว่าสมชายหรอกมั้ง

ทั่กๆ


ฉันลากสมชายวิ่งผ่านป้อมยามไวจี๋ ในขณะที่เรากำลังจะพ้นประตูอยู่แล้วเชียว


เอ๊ะ อีกคนนั่นใครน่ะ!


เสียงยัยป้าแจ่มจันทร์ก็ดังแทรกผ่านสุญญากาศ ฉันกับสมชายเบรกหัวทิ่ม...เม้มปากแล้วก็ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ทำไมต้องออกมาตอนนี้ด้วยนะยัยมนุษย์ป้าเอ๊ย!


ทำไมป้าไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย นี่เพื่อนของหลินเหรอ


คนที่ไม่อยากเจอที่สุดก็ดันเจอจนได้ ช่วงนี้ฉันคงโดนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกหรือยังไง ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่างเลยสิให้ตาย


เพื่อนของหลินเองค่ะ ชื่อ...สมหญิง

ฉันแนะนำสมชายด้วยชื่อใหม่ในเวอร์ชั่นผู้หญิงของเขา แวบเดียวที่ได้สบตากับสมชาย เขาแสดงอาการไม่ปลื้มกับชื่อสมหญิงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับจะบอกว่าทำไมไม่แนะนำว่าเขาชื่อ พัชราภา หรือ ดาวิกา อะไรเทือกนั้น แต่ดันบอกว่าเขาชื่อสมหญิง! สมหญิงมันเชยจะตาย! อารมณ์เดียวกับตอนที่ตั้งชื่อให้ว่าสมชายเปี๊ยบ


นี่ผู้หญิงเหรอ ทำไมตัวโตสูงใหญ่ขนาดนี้


เอ่อ...


นี่ผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย


ฉันเริ่มเกาหัวอย่างว้าวุ่น...หรือว่าจะชิงสารภาพเลยดีนะ ยังไงก็ต้องโดนจับได้อยู่แล้วล่ะ เหมือนจะจำได้รางๆ ว่าถ้าพาผู้ชายเข้ามาในหอโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าพบเป็นครั้งแรกจะโดนแค่ตักเตือนก่อน โอเค! งั้นนี้เป็นครั้งแรก คงไม่ถึงกับโดนไล่ออกจากหอหรอกมั้ง


แต่เอาจริงๆ นะ! ฉันไม่ได้พาเขาเข้ามาสักหน่อย มันทะลุเพดานตกลงมาต่างหาก


แล้วทำไมคลุมหน้าคลุมตาแบบนี้ล่ะ เป็นโจรหรือไง เปิดหน้าออก...


อะ...เอ่อ ไม่ได้ค่ะป้าแจ่มจันทร์!” ฉันเข้าไปขวางโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่ายัยป้านี่กำลังจะเข้าจู่โจมด้วยการเปิดผ้าของสมชายออก


ทำไมล่ะ มีลับลมคมในอะไรกันเนี่ย!


ป้าแจ่มจันทร์เพ่งมองด้วยสายตาจับผิดอย่างหนัก ฉันหายใจไม่ทั่วท้องรีบแถนั่นนี่เท่าที่สมองจะคิดออก


ปละ เปล่า! คือสมหญิง...เพื่อนหนูเป็นชาวมุสลิมมาจากตะวันออกกลาง แล้วเขาเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดมาก จะไม่เปิดฮิญาบให้คนอื่นเห็นใบหน้าเด็ดขาดนอกซะจากคนในครอบครัวเท่านั้น...


ฉันด้นสด เอาศอกถองที่ข้างตัวของสมชายเบาๆ ให้เจ้าตัวรับคำด้วย


ชะ...ใช่ค่า~


โอ๊ะ ฉันรู้สึกตระหนกกับเสียงที่สองของสมชายมาก มันฟังดูเหมือนผู้หญิงมากๆ เลย! ขนาดป้าแจ่มจันทร์ยังดูอึ้งๆ ไปเลยด้วย


ป้าแจ่มจันทร์ไม่ควรมาแกล้งดึงผ้าออกแบบนั้นนะคะ เป็นคนอื่นนี่เขาโกรธตายเลยนะคะเนี่ย เราเป็นชาวพุทธก็ควรให้เกียรติศาสนาอื่นด้วยสิคะ ฉันแกล้งว่า ตั้งใจจะกดดันให้ยัยมนุษย์ป้ายอมล่าถอยแล้วก็เลิกเซ้าซี้


อะโฮะๆๆ ป้าไม่รู้ ป้าขอโทษแล้วกันนะหนูสมหญิง ตอนแรกป้าก็นึกว่าเป็นผู้ชายแกล้งปลอมตัวมาซะอีก ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ดูหมิ่นหนูเลยนะลูก โอ๋ๆๆ


ได้ผล! ยัยป้าแจ่มจันทร์แสร้งทำท่าประจ๋อประแจ๋ หัวเราะกลบเกลื่อนใหญ่เลย


ม่ายเป็นไรค่า~


เสียงแบบนี้คงไม่ใช่ผู้ชายหรอก แต่ตัวโต๊โตเนอะ ฮ่าๆๆ ตาสวยจริงๆ ตาสีฟ้าด้วยใช่มั้ยนั่นต๊ายยย ดีจังเลย หลินบอกว่าหนูมาจากตะวันออกกลางเหรอ พวกอาหรับใช่มั้ย


แฮ่ๆ ค่า~


“แต่เป็นมุสลิมใส่สั้นๆ แบบนี้จะดีเหรอ”


โอเค หมดเวลาสนทนาชิตแชตละ เผ่น!


อ่อ..อ๋อ พอดีสมหญิงยืมชุดหนูไปใส่ก่อนค่ะชั่วคราว พะ...พอดีชุดของนางเปื้อนน้ำปลา! เอ่อ พวกหนูไปก่อนนะคะป้าแจ่มจันทร์ มีสอบตอนเช้าน่ะค่ะ ไปล่ะค่ะ!” ฉันยกมือไหว้แล้วก็หนีบสมชายให้ตามมาด้วย แต่ยังไม่ทันจะพ้นขอบประตู ยัยป้าแจ่มจันทร์ก็ตะโกนเรียกให้หยุดอีกครั้ง


เดี๋ยวก่อน! แล้วยัยหนูสมหญิงไม่ได้แลกบัตรไว้เหรอ


เวรเอ๊ย! ยังมีเรื่องแลกบัตรอีกเหรอ! ฉันหันไปมองลุงยามที่กำลังนอนกรนเสียงดังสนั่นแล้วก็คิดอะไรชั่วๆ ออก เอ่อ...ลุงยาม...หนูขอโทษนะคะ ขอโทษจริงๆ!

ตอนสมหญิงเข้ามา ลุงเขาหลับอยู่ค่ะก็เลยไม่ได้แลกบัตร ไปละนะคะ!


หา!!


ฉันพูดจบก็ลากสมชายให้วิ่งออกมาโดยไม่สนว่ายัยป้าแจ่มจันทร์จะพูดอะไรอีก ส่วนลุงยาม...อาจจะโดนเฉ่งหูชาหน่อย แต่ก็ถือเป็นค่าที่แกนอนหลับในเวลางานจริงๆ ก็แล้วกัน ไว้มีโอกาสฉันจะไถ่โทษให้แกสักครั้งที่ใส่ร้ายป้ายสีแบบนี้


ทั่กๆ


หลิน...เราว่า...วิ่งมาพอแล้วมั้ง แฮกกก


จริงด้วย


ฉันชะลอฝีเท้าให้ช้าลงพลางหอบแฮกๆ อยู่อีกเกือบนาที แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองวิ่งลากสมชายโดยการจับมือมาตลอด...ฉันก็รีบปล่อยมือเขาทันที แต่สมชายไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เขามองไปรอบๆ ตัวแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่าทางดีอกดีใจอย่างออกนอกหน้า


เป็นครั้งแรกที่เราได้ท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์ในร่างมนุษย์...


เหรอ แล้วมันต่างยังไงกับตอนนายเป็นเทวดามีปีกล่ะฮะ


ฉันอดประชดถามไม่ได้ แต่เขาก็ช่างไม่รู้เลยว่าฉันแค่ประชดเหน็บแนมไปงั้นล่ะ เจ้าตัวกลับหันมาตั้งใจอธิบายพร้อมกับทำท่าสัมผัสสายลมและแสงแดดอย่างเอาจริงเอาจัง


เวลานี้เราได้กลิ่น...เราได้ยินเสียง...อา เรารู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดผ่าน...


เหอะ แล้วตอนเป็นเทวดานี่ไม่มีประสาทสัมผัสหรือไง


อ้อ เมื่อเทวดาลงมา โดยปกติพวกเราจะปิดกั้น...


ฉันสาวเท้าเดินหนีฉับๆ ไปอย่างขี้เกียจจะฟัง


อ้าว ฟังก่อนสิหลิน


สมชายรีบเดินตามมามาอธิบายต่ออีก กระทั่งเราเดินผ่านร้านโจ๊กเล็กๆ เจ้าประจำที่ฉันมักจะชอบแวะกินในเวลาที่พอจะมีเงินเหลือ ตอนแรกก็ไม่คิดจะกินหรอกเพราะถ้ากินก็ต้องจ่ายให้สมชายด้วย แต่ถ้าไม่กิน...ตาเบื๊อกนี่จะเอาแรงที่ไหนมาทำงาน อีกอย่างในเป้ฉันก็มีเงินที่ได้จากการเอาแหวนของเขาไปจำนำอยู่ด้วย...เงินห้าหมื่นที่ฉันเก็บเรียบคนเดียวโดยไม่ได้แบ่งเขาเลยสักแดง ถึงจะบอกว่าเป็นค่าตอบแทนที่ยอมให้อยู่ด้วย แต่ห้าหมื่นกับแค่หนึ่งเดือนมันก็แพงเกินไปอยู่ดี อืมมม...ถ้าจะเจียดเงินซื้อโจ๊กให้เขาสักถ้วย คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...ฉันก็ไม่ได้กินอะไรอร่อยๆ มาตั้งหลายวันแล้วด้วย


ทำไมเธอถึงไม่ฟังเวลาเราพูดบ้างเลยล่ะหลิน เธอชอบทำเหมือนเรากำลังเพ้อเจ้อหรือพล่ามอะไรที่ไร้สาระ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ เราเป็นเทวดาจริงๆ นะ เราจะทำยังไงเธอถึงจะ...


สมชาย


อะไรเล่า! เธอจะขัดเราไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย เธอมันคนใจร้าย ใจดำ ชอบความรุนแรง ขี้งก หน้าเลือด ไม่รู้จักฟังใคร เธอน่ะ...


หิวมั้ย


ฮะ


จะซื้อโจ๊กให้กิน


สมชายทำหน้าเหวอๆ เหมือนตั้งหลักไม่ถูก


เธอจะซื้ออาหารให้เรากินจริงๆ เหรอ


ใช่ คนใจร้ายอย่างฉันเนี่ยล่ะจะซื้อโจ๊กให้นายกิน


หลินนน....เธอไม่ใช่คนเลวร้ายเลย เธอเป็นคนดี...เธอเป็นคนน่ารัก เธอมีเมตตา มีความกรุณา มีความเอื้อเฟื้อ...


ดูเถอะ...เทวดาที่ไหนจะเห็นแก่ของกินจนยอมพลิกลิ้นได้ขนาดนี้ เหอะ!

 


มหาวิทยาลัยเซนต์ลีโอนาร์ด

ฉันเดินออกมาจากกองอำนวยการนักศึกษาและก้มมองใบเสร็จค่าเทอมที่อยู่ในมือด้วยความโล่งใจ พยายามไม่คิดว่าเทอมหน้าจะหาเงินจากไหนมาจ่าย เอาเถอะ...ให้มันเป็นเรื่องของเทอมหน้าก็แล้วกัน แค่ต้องมารับรู้ว่าเงินห้าหมื่นที่ได้มาจากการจำนำแหวนเหลืออยู่แค่สี่พันบาท...ฉันก็เหมือนจะหน้ามืดอย่างบอกไม่ถูก หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมฉันถึงมาเรียนในมหาลัยที่ค่าเทอมแพงบรรลัยแบบนี้ ทั้งๆ ที่เงินจะกินก็ยังไม่มี น้ำยังรองจากก๊อกมาดื่ม ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเลยใช่มั้ยล่ะ


เรื่องของเรื่องก็คือ...ฉันได้เข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนี้เพราะได้ทุนต่างหาก ตอนแรกก็ได้เรียนฟรีอยู่หรอก แต่พอขึ้นปีสามเทอมสองเป็นต้นมา...ดราม่าชีวิตก็บังเกิดขึ้นเมื่อเทอมก่อนฉันป่วยบ่อย เดี๋ยวเป็นไข้ กินอะไรไม่ค่อยได้ แรงไม่ค่อยมี อ่อนเพลีย ผลพวงจากสุขภาพอ่อนแอก็ทำให้ฉันเรียนได้ไม่เต็มที่ เกรดเฉลี่ยดันร่วงต่ำกว่า 3.3 และนั่นทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพ ไม่ตรงตามเงื่อนไขการได้รับทุน หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่ได้เรียนฟรีอีกต่อไปยังไงล่ะ


บอกพ่อ...พ่อก็ต่อว่าว่าทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเกรดตก บอกแม่...แม่ก็หาว่าฉันโง่ที่เรียนไม่ได้เรื่อง บางทีคนรอบตัวฉันคงอยู่ในโลกของนิยายมากเกินไปล่ะมั้ง ถึงได้คิดว่าให้คนที่เรียนไปทำงานไปด้วยทุกคนจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งอะไรเทือกนั้นน่ะ...คือมันไม่มีอยู่จริงหรอก หรืออาจจะเป็นเพราะฉันไม่ได้ฉลาดขนาดพอจะเอาตัวรอดพร้อมกับเกรดที่หรูหราไร้ที่ติได้


นี่ยังดีนะที่ฉันยื่นเรื่องอุทธรณ์ขอความเห็นใจจากมหาวิทยาลัย ทางนั้นก็ยอมผ่อนผันให้ฉันจ่ายค่าเทอมแค่เพียงครึ่งเดียว ตอนแรกน่ะฉันก็เคยคิดที่จะลาออกแล้วก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิดไปซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ติดปัญหาเรื่องการย้ายจากภาคอินเตอร์ข้ามไปภาคปกติของมหาวิทยาลัยอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่นับเรื่องการย้ายโอนหน่วยกิตที่ทำได้ไม่กี่ตัว ซึ่งก็เท่ากับว่าที่ฉันเรียนมาตั้งสามปีนั้นเกือบจะเป็นเรื่องศูนย์เปล่า และถึงจะย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยอินเตอร์เหมือนกันแล้วเลือกที่ที่ค่าเทอมถูกกว่า แต่มานั่งคำนวณแล้วก็ต้องจ่ายในราคาเดียวกับที่เซนต์ลีโอนาร์ดลดให้ครึ่งหนึ่งอยู่ดีและอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ (แล้วเรียนจบที่ไหนเลยจะสู้จบจากเซนต์ลีโอนาร์ดล่ะ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยก็คือใบเบิกทางอย่างหนึ่งไม่ใช่เหรอ)


ทางเลือกของฉันจึงมีอยู่ไม่มาก...ระหว่างกัดฟันหาเงินมาจ่ายแล้วตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบ ไม่ก็ดร็อปเรียน หรืออาจจะลาออก พอพร้อมแล้วก็ค่อยกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้าเป็นสองอย่างหลัง...ฉันก็ต้องดักดานเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือเด็กแจกใบปลิวไปอีกหลายปีดีดัก ต้องยอมใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่ารูหนูเพื่อที่จะได้จ่ายถูกกว่าคนอื่น อยู่อย่างอดๆ อยากๆ ความฝันที่จะหลุดพ้นจากจุดตกต่ำ ได้ลืมตาอ้าปากเหมือนคนอื่นคงจะไกลออกไปสุดสายตา


หลิน!


อ้าว ก้อย


ฉันทักทายเพื่อนเพียงคนเดียวในมหาลัยนี้ ฉันรู้จักก้อยเพราะเราเรียนคณะเดียวกันและเป็นเด็กที่ได้ทุนเหมือนกัน แต่ก้อยโชคดีกว่าตรงที่ยังรักษาเกรดเอาไว้ได้ นางเลยไม่ต้องมาพบเจอปัญหาแบบฉัน


โอ๊ยยย ไม่ได้เจอกันตั้งเป็นเดือน นี่แกผอมเกินไปแล้วนะโว้ย


ก็ไม่นะ เท่าเดิมแหละ...


เท่าเดิมที่ไหน นี่อย่างกับไม้เสียบลูกชิ้นแล้ว


ฉันหัวเราะพลางเดินคุยกับก้อยไปตามทางเดินเรื่อยๆ


มาเข้าคลาสบ้างก็ดี ฉันว่าจะโทรตามแกอยู่เชียว งานเยอะแยะเลยตอนนี้ เอ่อ...แกยังเรียนต่ออยู่ใช่มั้ย ก้อยถามอย่างเกรงๆ เพราะเจ้าตัวรู้เรื่องของฉันทั้งหมด และว่ากันตามตรงถึงมหาลัยจะลดค่าเทอมให้ครึ่งหนึ่ง แต่มันก็ยังเป็นเงินจำนวนมากอยู่ดีสำหรับฉัน (ค่าเทอมต้องจ่ายภายในหนึ่งเดือนหลังจากเปิดเทอม)


ฉันไปหาเงินมาจ่ายได้พอดีน่ะ ก็เลยรอดตายไปอีกเทอม


พอได้ยินแบบนั้นยัยก้อยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะตบบ่าฉันสองสามทีเพื่อให้กำลังใจ


ถ้างั้นก็ดีละ กัดฟันอีกนิดหนึ่งนะหลิน


อื้อ


มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้เต็มที่เลยนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

116 ความคิดเห็น