รักนี้ป่วนหลังไมค์ ♫

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,967
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    1 ก.พ. 51






บทนำ

 

ในชีวิตคนเรา ผมเชื่อว่าคุณต้องมีใครสักคนแหละที่จำฝังใจ ต่อให้สลัดยังไงก็ไม่ยอมหลุดออกไปจากหัว ต่อให้เรื่องราวผ่านมานานกี่สิบปีแล้วก็ตาม คุณอาจไปเจอบางสิ่งที่ตื่นเต้นกว่า คุณอาจเจอรักที่งดงามและซาบซึ้งจนคุณน้ำตาไหล คุณอาจจะมีเพื่อนดีๆ เจ๋งๆ อยู่รอบกาย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คุณจะไม่มีทางลืมคนคนนี้ได้เลย

สำหรับผมแล้ว คนคนนั้นคือเด็กผู้หญิงที่เคยเล่นกับผมสมัยเป็นเด็ก เธออยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับผม แต่บ้านเธออยู่เกือบท้ายสุดของหมู่บ้าน เธอไม่มีพี่น้องสักคน เธออยู่กับพ่อที่ทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์สองคนภายในบ้านเก่าๆ ซอมซ่อ ผมบอกหรือยังว่าเธอชื่ออะไร? แฮ่ๆ ชื่อของเธอน่ารักมาก มันเป็นของกินที่อร่อยด้วยละ >_< เธอชื่อว่า พาร์เฟ่ต์ แต่พวกเราเรียกเธอสั้นๆ ว่าเพฟ (อ่านว่าเพบ)

เพฟไม่ใช่เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักแบบที่ใครๆ ต้องมาคอยรุมล้อม เธอมีแค่จักรยานเก่าๆ เสื้อผ้าโทรมๆเธอไม่มีขนมแพงๆ ไว้กินเล่น เธอไม่มีตุ๊กตาบาร์บี้แบบเด็กผู้หญิงสวยๆ ในหมู่บ้านเรา เธอไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศและไม่มีรูปถ่ายอะไรมาอวด แต่เชื่อมั้ย! เด็กผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านต่างยอมศิโรราบให้กับเธอคนนี้ละ O_O เพราะเธอนะเป็นเด็กผู้หญิงที่เก่งเป็นบ้าเลย เพฟซ่อมจักยานได้ เธอปีนต้นไม้เก่ง เธอพาเราเล่นของเล่นประหลาดๆ ที่ไม่ใช่พวกเกมกดแพงๆ เธอกล้าจับกิ้งกือหรือไส้เดือนในขณะที่พวกผมวิ่งหนี แถมกรี๊ดอีกต่างหาก T.T เธอทำอาหารอะไรแปลกๆ ให้เรากินได้ (แต่ครัวเกือบไหม้) เธอผูกเชือกรองเท้าเก่ง แถมทำลายไขว้ได้สวยอีกต่างหาก -O- เธอวิ่งเร็วที่สุด แถมสูงที่สุดอีกด้วย! เธอเป่าลูกโป่งจากหมากฝรั่งได้ใหญ่ที่สุด เธอทำได้ทุกอย่างในขณะที่เด็กผู้ชายแปดขวบที่อายุเท่ากันในหมู่บ้านทำไม่ได้เท่าเธอสักคน >O<

บอกได้คำเดียวว่าพาร์เฟ่ต์นะ เท่โคตร =w=

ที่สำคัญแล้วเธอสนิทกับผมที่สุดด้วย เราเล่นซ่อนหา วิ่งไล่จับ อัดเบี้ยด้วยกันเกือบทุกวัน เธอดูมอมแมมแต่ก็น่ารักเสมอ เธอช่วยเชียร์ผมในงานแข่งกีฬาเด็ก เธอไม่หัวเราะที่ผมวิ่งแล้วหัวทิ่ม -_-; เธอไม่เหมือนลินลี่ที่เอาแต่สวยในชุดกระโปรงบานสีชมพู แม้แต่ในกลุ่มเด็กผู้หญิงด้วยเธอก็เป็นที่ยอมรับ เพราะเธอก็กระโดดยางเก่งที่สุด เธอยอมเล่นเป็นพ่อและทำอะไรเปรอะๆ เปื้อนๆ ได้เสมอ ^_^ พาร์เฟ่ต์ช่วยเติมสีสันและเรื่องราวในชีวิตวัยเด็กให้กับทุกคนในหมู่บ้านเรา เธอไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง ยกเว้นตอนที่แม่เธอตาย

และตอนที่เธอต้องย้ายออกไปจากหมู่บ้านของเรา...

เราต้องได้เจอกันอีกแน่ เชื่อซิ ฉันจะโทรหานายนะ

เธอสัญญาแล้วนะ

ผมบอกเสียงสะอึกสะอื้น เด็กทั้งหมดในหมู่บ้านยืนเรียงแถวหน้ากระดาน น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด ผู้หญิงที่เจ๋งที่สุดในชีวิตกำลังจะย้ายไปอยู่ในที่ที่เราไม่รู้จัก เพฟกอดทุกคนแน่น แม้แต่พวกผู้หญิงที่ใส่ชุดสวยๆ แพงๆ ก็ยอมให้เพฟที่มอมแมมกอดเป็นครั้งสุดท้าย

ฉันคงคิดถึงพวกนายมากแน่ๆ ไม่รู้ว่าเพื่อนใหม่ของฉันจะเยี่ยมเท่าพวกนายหรือเปล่า

ทุกคนยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก เราไม่อยากให้เพฟมีเพื่อนใหม่ ไม่อยากให้มีใครมาแทนที่เรา

ไม่เอาน่าวินเซนต์ อย่าร้องไห้ -O- ฉันบอกแล้วไงว่าผู้ชายร้องไห้มันน่าเกลียด

เธอก็ร้องไห้นี่นา T^T’

ก็ฉันเป็นผู้หญิงนี่!!’

เธอไม่เห็นเหมือนเด็กผู้หญิงเลย เธอไม่เหมือนลิลลี่สักนิด! ยัยนั่นปีนต้นไม้ไม่ได้ ซ่อมรั้วไม่ได้ ทาสีบ้านก็ไม่เป็น!!

ฉันจะไม่ลืมนายแน่ๆ แต่กว่าจะถึงตอนที่เราเจอกันอีก นายอาจมีแฟนเป็นสาวสวยแล้วก็ได้ -v-’

พรุ่งนี้ฉันจะได้เจอเธออีกมั้ย ฉันจะเล่นอะไรต่อละ TOT’

เด็กโง่! นายยังมีเพื่อนเล่นอีกเยอะแยะน่า ฉันสอนให้นายเล่นปิงปองแล้วนี่

มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าฉันไม่ได้เล่นกับเธอ

ผมบอกพร้อมกับปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอีก จะมีใครคอยเชียร์ผมแข่งกีฬาอีกละ จะมีใครวิ่งเข้ามากระโดดกอดผมตอนที่ผมวิ่งชนะ จะมีใครแบ่งขนมแปลกๆ ให้ผมกินอีก เพฟเข้ามากอดผมอีกครั้ง เธอยิ้มออกมาโชว์ฟันกระต่ายคู่ที่เคยแข่งแทะข้าวโพดชนะเด็กจากหมู่บ้านข้างๆ ผมชอบยิ้มของพาร์เฟ่ต์ที่สุด มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมทำได้ทุกอย่าง ผมจะไม่แพ้

ฉันจะไม่ลืมนายแน่ นายก็ต้องไม่ลืมฉันนะ

ฉันไม่มีทางลืมเธอหรอก!’

ผมบอกเธอเสียงดังจนเกือบจะเป็นการตะโกน พาร์เฟต์ยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระโดดขึ้นรถกระบะของพ่อที่จอดรออยู่นานแล้ว และแล้วรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปบนถนน เด็กๆ ในหมู่บ้านวิ่งตามรถกระบะคันนั้นพร้อมกับตะโกนชื่อพาร์เฟ่ต์ไม่ยอมหยุด ผมเห็นเธอโบกอยู่ในพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส แต่น้ำตาที่เห็นไม่ได้บ่อยนักก็ไหลออกมาไม่ยอมหยุดเช่นกัน

อย่าลืมฉันนะ อย่าลืมฉันนะ!!’

ผมตะโกนสุดเสียง ยืนมองจนรถกระบะคันนั้นหายไปจากสายตา..

ผมเศร้าไปอีกหลายอาทิตย์ จนกระทั่งผมเจอกับพีทตอนเข้าเกรดเจ็ดที่โรงเรียนเซ้นต์ลีโอนาร์ด ผมกับพีทโคตรเข้าขากันสุดๆ เพราะเรามีอะไรเหมือนกันมาก เราเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน พ่อกับแม่เราก็เลยสนิทกันไปด้วย (แต่ดีนะที่พ่อแม่ไม่ให้ผมกับมันแต่งงาน โฮะๆ ) ผมกับมันไปเที่ยวนอกด้วยกันอีกต่างหาก เล่ห์หญิงเล่นกัน ใช้ชีวิตอิสระ มั่วนิ่มไปเรื่อย ยิ่งพอขึ้นไฮสคูลผมเจอกับคาร์เตอร์และเฟร็ดดอริกที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ในที่สุดผมก็รู้ว่าพวกเราเกิดมาเพื่อสุมหัวกันจริงๆ นะ -_-;; ผมกับพวกมันใช้ชีวิตกันแบบถึงพริกถึงขิง เราทำวงดนตรีเจ๋งๆ ด้วยกัน ชอบไปเมาแอ๋ แชร์ชีวิตแบ่งปันเรื่องบ้าบอคอแตกเสมอ มันเป็นช่วงไฮสคูลที่เจ๋งจริงๆ เลย >_<

ส่วนเรื่องของพาร์เฟ่ต์มันก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากชีวิตผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้…ยัยนั่นสัญญาว่าจะโทรมา แต่เธอก็ไม่เคยโทร.. และผมก็ย้ายออกจากหมู่บ้านเดิมไปแล้ว บ้านเก่าหลังนั้น พ่อปล่อยให้คนอื่นเช่าแทน

ผมอาจไม่มีโอกาสเจอเธออีกแล้ว...แต่ผมไม่เคยลืมเธอ

เพราะว่าพาร์เฟ่ต์เป็นรักแรกของผม....

 

“นานแล้วนะไม่ได้กลับไทย ฮ้า...คิดถึงสาวไทยจริงวุ้ย”

ไอ้พีทบอกพลางปรับเบาะเอนลง เราอยู่บนรถตู้ที่มุ่งหน้าสู่เซฟเฮาท์ในไทยหลังจากเพิ่งลงจากเครื่องบินมาหมาดๆ เมื่อกี้นี้เอง (มีคนมาต้อนรับเราเยอะเลยละ O.O) ผมลืมบอกว่า ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยจนถึงเกรดสิบสอง พอเข้ามหาลัยพวกเราก็ยกโขยงกันไปเรียนที่อเมริกา เพื่อฟอร์มวงดนตรีแบบจริงจัง เทปเดโมของเราผ่านไปด้วยดี หลายค่ายักษ์สนใจทำงานกับพวกเรา และผมก็กลายเป็นนักดนตรี Punk-Rock ไปในที่สุด ผมมีแฟนมีสาวกไปทั่วโลก...ในนามชื่อวงว่า The Halt-Caste

“ฉันจะบอกเพจแน่ที่แกพูดแบบนี้ -O-

ผมบอกพลางดูดลูกอมยิ้มไปด้วย ไอ้พีทกระเด้งตัวขึ้นมาทันที

“แกอยากให้ครอบครัวฉันแตกแยกเหรอฮะไอ้วิน T_T

ผมปล่อยก๊ากออกมา เพจที่ว่านี่ก็คือแฟนของไอ้พีทนั่นละ โหดมากเลยนะขอบอก T^T แต่ก็เริดแบบนี้ละถึงจะเอาไอ้พีทอยู่หมัด

“นอกจากมาเปิดคอนเสิร์ตที่ไทยแล้ว เราจะได้เที่ยวอีกใช่มั้ย ฉันอยากเที่ยว >_<”

ผมถามด้วยความอย่างดีใจ ความจริงคือทางค่ายมันใช้งานเราหนักมาก เหมือนเห็นเราเป็นหุ่นยนต์อะไรแบบนั้น มีแต่ทัวร์คอนเสิร์ต ประเดี๋ยวก็ออกทีวีมั้ง ปวดหัวไปหมดแล้วเนี่ย คิดผิดหรือเปล่าวะ มาเป็นนักดนตรีเนี่ย T^T

“ลืมไอ้เรื่องเที่ยวเวรนั่นซะ พวกนายมีซ้อมหนักนะเข้าใจมั้ย -_- นี่ก็โปสการ์ด จดหมายที่แฟนๆ ชาวไทยส่งมาให้แก”

แล้วไอ้ตี๋ที่ชื่อแจ๊คกี้ก็โยนซองอะไรบางอย่างให้พวกผม หมอนี่เป็นผู้จัดการวงที่โหดมากเลยละ TT_TT ผมไม่เข้าใจเลยว่าไอ้คนที่ชำนาญด้านไสยศาสตร์ ผีสาง นางไม้อย่างมัน ทำไมถึงแรดมาทำงานแบบนี้ คาร์เตอร์เกลียดขี้หน้าหมอนี่มาก (มั้ง) แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า แจ๊คกี้เป็นผู้จัดการวงที่เยี่ยมยอดจริงๆ T^T

“ของที่อังกฤษฉันยังไม่อ่านไม่หมดเลยนะ แล้วอีกอย่างฉันอ่านภาษาไทยไม่ค่อยออกแล้วด้วย”

คาร์เตอร์บ่นพลางโยนมันลงข้างๆ เบาะ พีทก็เหมือนกัน พวกนี้ชอบจ้างสตาร์ฟให้เขียนตอบกลับแฟนๆ ไปแทน ไอ้พวกชั่วร้ายเอ๊ย -_-^

“เดี๋ยวฉันจะต้อบกลับ ทั้งหมดเลยนะ โฮะๆ”

ผมบอกอย่างอารมณ์ดี พลางแกะซองบวมๆ นี่เปิดออกแล้วจดหมายก็ทะลักใส่ตัวผมทันที TT_TT

“แกใช้ภาษาไทยได้ทุเรศที่สุดในกลุ่มเราเลย แกจำได้มั้ย”

เฟร็ดบอกขำๆ หนอยแน่ะ..ดูถูกวะ -O- แหม...ก็ปกติผมใช้ภาษาอังกฤษพูดในชีวิตประจำวันนะ ตอนอยู่ไฮสคูลผมก็เรียนนานาชาติ แค่ฟังไทยออกก็มหัศจรรย์แล้วนะ เพราะพ่อสอนผมบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่พ่อผมก็เป็นลูกครึ่งไทยมาเหมือนกัน (ผมเลยมีเชื้อไทยแค่ 25% เอง) พ่อเองก็ไม่แตกฉาน สุดท้ายเราพ่อลูกก็จ้อภาษาที่ถนัดกว่านั้นคืออังกฤษใส่กัน T_T สรุปภาษาไทยผมมันอับเฉาสุดๆ นั่นละ

 “เฮ้ย โปสการ์ดอันนี้ประหลาดดีวะ O_O”

พีทหยิบโปสการ์ดที่เพิ่งทะลักออกจากซองเมื่อกี้ขึ้นมาดู ส่วนผมพยายามกวาดซองจอดหมายทั้งแหล่ยัดใส่เข้าไปในซองเหมือนเดิม เพราะเจอแจ๊คกี้มองตาแข็ง -O-;;

“หวัดดีวินเซนต์ ฉันไม่แน่เจยว่า..นายจะได้ ออ อา นอ อ่าน! อ่านโปสการ์ดแผ่นนี้หรือเปล่า.. เฮ้ย! ทำไมยัยนี้เขียนเหมือนรู้จักแกเลยวะ”

“โอ๊ะ ไม่รู้โว้ย!! คนขับรถครับ ขับดีๆ หน่อยซิ ผมเก็บซองไม่ได้เลยนะ -.-“

ผมตอบพลางก้มไปเก็บจดหมายแล้วหัวก็กระแทกไปมาด้วย ยิ่งมาเจอไอ้พีทอ่านไปสะกดไปอีก ประสาทกินจริงๆ โว้ย

“แกเก็บขึ้นมาให้หมดเลยนะวินเซนต์ อย่าให้ใครเอาไปพูดว่าแกเห็นมันเหมือนของไร้ค่า ภาพลักษณ์ของ วงจะเสียหมด เพราะดังแล้วทำหยิ่ง เข้าใจ๊ -_-“

“นายอาจจะจาม...ฉอ...อะนอ ฉัน!! ฉันไม่ได้แล้ว แต่ก็ช่างเปอะ ฉันไม่ได้ติดต่อมานานเหมือนกัน ตอนนี้ฉันอยู่กรุงเปรตแล้ว ยัยนี่อาจจะหมายถึงกรุงเทพมั้ง -O-;;  และถ้านายจำฉันได้ เราน่าจะได้เจอกัน...ฉันเขียนเบอร์โทรเอาไว้ นายโทรหาฉันได้ทันทีนะ! จากพาร์เฟ่ต์”

ผมเกิดอาการงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนั่น ผมโยนซองจดมายทั้งหลายแหล่นั่นทิ้ง (แจ๊คกี้ชี้หน้าผม) แล้วก็ฉกเอาโปสการ์ดลายกล่องนมอะไรไม่รู้ที่อยู่ในมือพีทมา ผมพยายามเพ่งและสะกด ปรากฏว่า ผมอ่านมันไม่ออก T[]T ยิ่งเป็นลายมือขยุกขยิกแบบนี้ด้วยแล้ว โฮกกก TOT

“ช่วยฉันด้วย อ่านให้ฟังหน่อยซิ”

ผมยื่นไปให้แจ๊คกี้ด้วยท่าทางกระตือรือร้นสุดๆ มันมองหน้าผมอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมหยิบไป

“คนรู้จักแกเหรอวะ ถึงได้ตื่นเต้นแบบนี้”

เฟร็ดถามมาจากเบาะหลัง

“ไม่แน่ใจอะ แต่ขอให้ใช่ทีเถอะ >O<”

ผมหันไปมองแจ๊คกี้ด้วยความคาดหวัง แต่สายตามันว่างเปล่าสุดๆ

“ฉันอ่านไม่ออก -_- ขอโทษด้วย

“แต่แกฉลาดที่สุดนะ T^T”

“ฉันจีนเกือบร้อย ฉันก็เรียนนานาชาติมาเหมือนแก ไปอยู่อเมริกาเหมือนแก ฉันจะอ่านออกได้ยังไงละ แถมลายมือก็บรรจงปานนี้ -_-“

ผมฉกโปสการ์ดเอามาไว้ในมือมันแล้วก็พยายามอ่านมันอีกครั้ง O_O เอาน่าสู้ๆ หน่อยมันไม่ยากเกินไป หรอก

หวัดดีวินเซนต์ ฉันไม่แน่ใจว่า..นายจะได้อ่านโปสการ์ดแผ่นนี้หรือเปล่า..

นายอาจจะจำฉันไม่ได้แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่ได้ติดต่อมานานเหมือนกัน

ตอนนี้ฉันอยู่กรุงเทพแล้ว และถ้านายจำฉันได้ เราน่าจะได้เจอกัน...

ฉันเขียนเบอร์โทรเอาไว้ นายโทรหาฉันได้ทันทีนะ!

จากพาร์เฟ่ต์

088-888-89xx

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8,514 ความคิดเห็น

  1. #8507 Marterserbe (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2557 / 00:46
    เป็นบทนำที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา :))
    #8,507
    0
  2. #8501 Ichisa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 เมษายน 2556 / 22:29
    เบอร์อะไรมีแต่ แปดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ...................
    #8,501
    0
  3. #8489 cha-chumie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 เมษายน 2555 / 22:07
    ชอบ ><
    #8,489
    0
  4. #8424 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 / 22:34

    หนุกหนาน

    #8,424
    0
  5. #8420 นู๋อิ๋ง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 / 12:44

    ซื้อมาอ่านแล้ว ชอบมากเยย >w< สุโค่ยยยค่ะ พี่เม

    #8,420
    0
  6. #8409 ^numimsa^ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 21:31
    อ่า เบอร์เหมือนมิ้มเยย


    เหอะ
    #8,409
    0
  7. #8402 LS.l3erry_Loliniize (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2552 / 18:49

    หนุกค่า

    #8,402
    0