[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8 บ้านหลังใหม่กับเสี่ยคนเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53,256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 626 ครั้ง
    26 ก.ค. 60




ตอนที่ 8 บ้านหลังใหม่กับเสี่ยคนเดิม

 

 

 

เฌอแตม

 

            มันอาจจะมีหลายครั้งที่ผมไม่อยากตื่นนอนในตอนเช้า ทั้งนอนไม่พอ ทั้งเหนื่อย ทั้งไม่อยากทำงาน หรือไม่ก็หลบหน้าใครสักคน แต่นั่นเทียบไม่ได้กับความรู้สึกไม่อยากตื่นนอนในเช้าวันนี้ แต่ยังไง...วันใหม่ก็ยังคงมาถึงอยู่ดี

 

            ต่อให้ผมรู้สึกแย่แค่ไหน เวลา...ก็ไม่เคยรอใครสักคน

 

            “อื้อ”

 

            หลังจากต่อสู้กับความฝันร้ายที่แสนยาวนาน ผมก็ลืมตาขึ้นมาในห้องที่เริ่มจะคุ้นตาขึ้นมาบ้างแล้ว กะพริบตาหลายๆ ที ไล่หยาดน้ำใสที่ยังคลออยู่ในนั้นออกไป แล้วลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ ทบทวนความทรงจำว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วนั่นก็ทำให้ผมมองไปรอบตัว

 

            ตอนนี้ห้องนอนใหญ่ว่างเปล่า

 

            คนที่นอนกอดผมทั้งคืนหายตัวไปแล้ว จนถอนหายใจหนักๆ เพราะเมื่อคืนสติมันแตกไปหน่อย เลยทำตัวน่าอายแบบนั้น ถ้าเช้านี้ตื่นมาเจออีกคนนอนกอดอยู่ล่ะก็ ผมคงสู้หน้าคุณไคไม่ได้แน่ๆ ซึ่งผมควรจะดีใจนะที่ไม่เจอเขา แต่การไม่เจอเจ้าของห้องกลับทำให้ผมรู้สึก...แย่

 

            ไม่รู้ว่าเพราะทั้งไฟไหม้ ทั้งฝันร้าย ทั้งความคิดแย่ๆ เมื่อคืนหรือเปล่า พอมันหลอมรวมกัน มันเลยทำให้ตอนนี้ใจผมรู้สึกแย่มาก หดหู่อย่างไม่น่าเชื่อ จนสองมือยกขึ้นกอดรอบเข่า

 

            “ไปหมดแล้ว ทั้งหอ ทั้งเสื้อผ้า ทั้งคอม...ไม่เหลือแม่งสักอย่าง” ผมพึมพำ ไม่อยากจิตตกหรอกนะ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นยังผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะให้ผมทำตัวเข้มแข็งเหมือนว่านั่นเป็นแค่ของนอกกายก็ไม่ใช่

 

            การมีชีวิตอยู่มันก็ดี แต่ว่าถ้าสูญเสียของนอกกายพวกนั้น ก็ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไง

 

            ตอนนี้สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดคือโน้ตบุ๊กเครื่องนั้น ผมเพิ่งจะผ่อนคืนแม่จบไปเมื่อสองเดือนก่อน หลังจากที่ขอให้แม่ช่วยรูดซื้อให้ก่อน และถ้าเมื่อคืนผมมีสติสักนิด ถึงสายไฟจะพันกันมั่วยังไง ผมก็ดึงสายไฟทิ้ง แล้วเอาแค่เครื่องออกมาก็ได้ แต่ตอนนั้น ผมสติแตกเกินไป โง่เกินไป จนเสียอุปกรณ์หากินชิ้นสำคัญไปกับกองเพลิง

 

            เรื่องรายงานน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะสำรองไฟล์ลงกูเกิ้ลไดฟ์ทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้เครื่องพัง ผมก็ยังมีงานส่งอาจารย์ แต่ต่อจากนี้จะจัดรายการยังไง

 

            “เฮ้อ ทำไมเรื่องแย่ๆ ต้องเกิดกับชีวิตกูด้วยวะ ทำไมคนอื่นไม่เห็นต้องเจอเรื่องบัดซบแบบนี้เลย” บางทีผมก็อดใจน้อยใจไม่ได้ ทำไมเพื่อนฝูงผมทุกคนมีพ่อแม่ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุน แล้วทำไมผมถึงสูญเสียพ่อแม่แท้ๆ ไปทั้งหมด ทำไมถึงมีแค่ผมที่ต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ

 

            “ทำไมกันวะ”

 

            ไม่ดีแล้ว ผมน้ำตาซึมอีกแล้ว จนต้องปาดมันทิ้งลวกๆ สูดหายใจลึกๆ

 

            “ไม่ ถ้ามึงคิดแบบนี้ มึงจะบอกว่าแม่ก็เป็นเรื่องแย่ๆ ในชีวิตมึงหรือไงวะ” และคำตอบคือไม่ใช่ ดังนั้น แม้ใจจะรู้สึกเหี้ยมากแค่ไหน ผมเองก็ต้องเดินต่อไปอยู่ดี เอาแต่คร่ำครวญแบบนี้มันไม่ช่วยอะไร และอย่างแรกที่ผมควรจะทำก็คือโทรบอกเพื่อนว่าทำไมไม่ไปเรียน

 

            “มือถือ มือถืออยู่ไหน” ผมจำได้ว่าตอนที่ล้มตัวลงนอน มันยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงย้วยๆ จนต้องหันไปมองรอบตัว แล้วพบว่าสิ่งที่หาอยู่ไปวางแหมะอยู่บนโต๊ะข้างเตียงได้ยังไงก็ไม่รู้ จนต้องคว้ามันขึ้นมา

 

            ฟึ่บ

 

            “อะไร” กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวออกมาจากใต้โทรศัพท์ จนต้องรีบคว้าไว้ ก้มลงอ่านลายมือสวยๆ อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าคนเขียนใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมาตลอดหลายปี แน่ล่ะ คนเขียนก็มีอยู่คนเดียว คงไม่มีผีโผล่มาช่วยเขียนหรอก

 

            ... มื้อเที่ยงอยู่ในตู้เย็น ฉันกลับค่ำ...

 

            ประโยคห้วนๆ สั้นๆ เหมือนกับเวลาที่ส่งข้อความมาเด๊ะๆ ทำเอานึกหน้าคนพูดออกเลยว่าต้องตีหน้านิ่ง ทำตาเย็น แล้วบอกด้วยน้ำเสียงคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก จนผมแอบเบ้ปาก แต่ความรู้สึกชังน้ำหน้ามันจางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะจู่ๆ ผมก็หลุดยิ้มออกมา

 

            “ขอบคุณครับ”

 

            มันน่าจะหายไปเพราะอ้อมกอดเมื่อคืน

 

          คุณไคอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิดก็ได้

 

            ผมบอกตัวเอง ขณะที่ลุกขึ้นจากเตียง กดดูโทรศัพท์ไปด้วยว่ามีอะไรใหม่ๆ หรือเปล่า แล้วพบว่ามีสายไม่ได้รับตั้ง 15 สาย เกิน 10 สายมาจากไอ้เคอร์ นอกนั้นมาจากเพื่อนคนอื่นและสายของแม่ แน่นอนว่าผมเลือกที่จะโทรหาแม่ก่อนเป็นคนแรก ขณะที่เปิดตู้เย็น

 

            “แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

            [แม่อยากรู้ว่าน้องแตมโอเคมั้ย แต่ลูกไม่รับ แม่เลยโทรถามไคแล้ว เห็นว่าลูกหลับอยู่ แม่เลยไม่โทรไปกวน เป็นยังไงบ้าง ตื่นมาไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนนะ ถ้ารู้สึกไม่ดี รีบไปโรงพยาบาลเลยนะลูก ไม่สิ แม่คิดว่าวันนี้ไปตรวจสักหน่อย...]

 

            “น้องแตมไม่เป็นไรจริงๆ ครับแม่” ก่อนที่แม่จะบอกด้วยความเป็นห่วง ผมก็รีบแทรกขึ้น หลุดยิ้มออกมาจางๆ อาจจะเพราะฟ้าสว่างแล้ว ใจที่มันมืดหม่นเหมือนตอนกลางคืนก็เลยกระเตื้องขึ้นมานิด มีแรงยืนยันว่าไม่เป็นไร

 

            “ไม่เจ็บไม่ปวดไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แม่สบายใจได้ แถมหลับสนิททั้งคืนเลยด้วย”

 

          ก็ถ้าไม่นับว่าฝันร้ายไปไม่รู้กี่เรื่องอะนะ

 

            ผมไม่บอกมากกว่านั้นหรอก ยืนยันอีกหลายทีว่าไม่เป็นไร แม่เลยถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

            [น้องแตม แล้วข้าวของเอายังไง ให้แม่ไปซื้อเป็นเพื่อนมั้ย]

 

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้องแตมซื้อเองดีกว่า ตอนนี้แม่ต้องดูแลที่รักนะครับ คงอุ้มที่รักออกมาซื้อของนานๆ ด้วยไม่ได้แน่ๆ” ผมรีบแย้ง แม้ว่าตอนเข้าปีหนึ่ง แม่จะจูงมือพาผมไปซื้อชุดนักศึกษา และอุปกรณ์การเรียนทั้งหมด ซึ่งเอาจริงๆ ว่าผมไม่ได้อายเลยที่ไปกับแม่ แต่ตอนนี้แม่ไม่มีเวลาพอจะช่วยผมแบบนั้น แม้วันทำงาน แม่จะฝากที่รักให้กับคุณย่าเขาช่วยเลี้ยง แต่วันหยุดก็ต้องดูแลเอง อีกอย่างผมก็โตพอที่จะจัดการอะไรๆ ด้วยตัวเองแล้ว อีกอย่าง...

 

            “แม่อย่าลืมสิครับว่าน้องแตมมีไอ้เคอร์ทั้งคน มันยอมขับรถตระเวนพาน้องแตมซื้อของแน่นอน” งานนี้เอาเพื่อนมาอ้าง มันช่วยไม่ช่วยไม่รู้ ถือว่ามัดมือชก เดี๋ยวปลายเทอมผมสรุปเนื้อหาที่ออกสอบ พร้อมเก็งข้อสอบตอบแทนมันก็ได้

 

            [เฮ้อ แล้วน้องแตมไม่เปลี่ยนใจเรื่องกลับมาอยู่ที่บ้านหรือ]

 

            แม่วกกลับมาเรื่องเดิม ซึ่งเมื่อคืน ผมเองก็ลังเลเหมือนกัน ในเมื่อผมแทบไม่มีเหตุผลที่จะมาอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้ ยามที่มองไปด้านในตู้เย็นเครื่องใหญ่ยักษ์ และพบกับอาหารแช่แข็งจำนวนมหาศาลที่แช่ยัดไว้เต็มตู้ พร้อมกับกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่น

 

            ...ฉันไม่รู้ว่าเธออยากกินอะไร ชอบอะไรก็อุ่นกิน แล้วพักผ่อนซะ...

 

            ผมก็ยิ้ม

 

            ทุกทีผมคงด่าว่าไอ้ผู้ชายสิ้นเปลือง ไม่รู้หรือไงว่าอาหารพวกนี้แพงกว่าอาหารสดตั้งเท่าไหร่ แต่พอเห็นเขาทุ่มทุนซื้อมาแทบจะหมดร้านสะดวกซื้อแบบนี้ พร้อมทั้งให้ผมเลือกเอง ไม่ใช่ยัดเยียดทำให้กิน ริมฝีปากมันก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ นึกภาพผู้ชายหน้านิ่วคิ้วขมวดที่เหมาทุกอย่างไปจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์แล้วถูกพนักงานป้องปากซุบซิบ หัวใจมันก็เผลอเต้นแรงไปหนึ่งจังหวะ อาจจะเพราะพอเปิดใจ ก็เลยรับรู้ว่านี่แปลว่า...ทำให้

 

            ดังนั้นผมจึงตัดสินใจบอกแม่ไป

 

            “น้องแตมอยู่ที่นี่ได้ แม่ไม่ต้องห่วงนะ”

 

            ผมวางสายจากแม่ไปแล้ว ยอมรับความช่วยเหลือที่อีกฝ่ายหยิบยื่นด้วยการเลือกของกินมาหนึ่งกล่อง เอาเข้าไมโครเวฟ แล้วเพียงหมุนกลับมาที่โต๊ะกินข้าว ผมก็เจอกระดาษอีกหนึ่งแผ่นที่บ้าชะมัด เพราะมันทำให้ผม...ใจเต้น

 

          ...คิดว่าที่นี่เป็นบ้านเธอ...

 

            “ว่างนักหรือไงวะ นั่งแปะกระดาษโน้ตเต็มบ้าน” ผมงึมงำ แต่มันห้ามมือที่ดังกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาไม่ได้ แล้วไม่รู้ทำไมประโยคห้วนๆ สั้นๆ ที่หาความอ่อนโยนไม่ได้เลยสักนิด ถึงทำให้ผมรู้สึกดีใจได้ขนาดนี้

 

            บางทีที่ผ่านมา ผมอาจจะมองคุณไคผิดไปก็ได้

 

            “ถ้าไม่นับเรื่องความโรคจิตก็คงเป็นคนดี...มั้ง”

 

            นั่นแหละ แต่ยังไงคุณไคก็มีคำว่าโรคจิตแปะกลางหน้าผากอยู่ดี แต่ผมจะพยายามมองเขาในสายตาที่ดีขึ้นก็แล้วกัน...จะพยายามล่ะนะ

 

.............................................

 

ต่อค่ะ

 

            [ทำไมชีวิตมึงถึงซวยได้ขนาดนี้วะไอ้แตม]

 

            “เออ เรื่องนี้กูก็อยากรู้เหมือนกัน”

 

            หลังจากที่กินเช้าบวกเที่ยงไปเรียบร้อย ผมก็โทรหาเพื่อนสนิทที่มันโวยวายลั่น ทั้งที่มองเวลาก็รู้ว่าอยู่ในห้องเลกเชอร์ ได้ยินเสียงมันตะโกนบอกอาจารย์ว่าเรื่องด่วนครับ แล้วคงวิ่งออกมาจากห้อง จากนั้นก็ซักจนตอบแทบไม่ทันว่าตอนนี้อยู่ไหน แล้วเป็นยังไงบ้าง

 

            ผมเลยเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง ทั้งเรื่องไฟไหม้ เรื่องที่กลับบ้านไปหาแม่ แล้วก็ได้คุณไครับมาอยู่ด้วย จนไอ้เคอร์เองก็เย็นลงหน่อย น้ำเสียงร้อนใจของมันเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจ จากนั้นก็ถามผมด้วยประโยคที่ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมชีวิตผมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยโคตรๆ แบบนี้

 

            [ตอนที่กูรู้ว่าไฟไหม้หอมึงก็ตอนที่มาถึงม.แล้ว กูแจ้นไปดูหอมึงมา เกรียมตะโกเลยไอ้แตมเอ๊ย แม่งเหลือแต่ซากตึกพังๆ แล้วกูได้ยินว่าเขารู้สาเหตุที่ไฟไหม้แล้ว เขาว่าน่าจะเป็นบุหรี่ แต่เจ้าของห้องเสือกออกไปเมา ไม่รู้ว่าไฟไหม้ ต้นเพลิงก็ชั้นเดียวกับมึงนั่นแหละ โชคดีที่มึงปลอดภัย]

 

            ไอ้เคอร์เล่าด้วยเสียงเครียดๆ แต่ผมเครียดกว่า สาบานเลยว่าเจอหน้าไอ้ตัวที่เป็นต้นเพลิงเมื่อไหร่จะขอสักหมัดให้หายแค้น!

 

          แม่งเอ๊ย ทำคนอื่นล่มจมกันหมด!

 

[แล้วตอนนี้มึงอยู่ไหน บ้านคุณไค?]

 

"เออ อย่างที่กูเล่านั่นแหละ" ก่อนที่ผมจะสาปแช่งไอ้ตัวต้นเหตุ ไอ้เคอร์ก็ดึงผมกลับมาก่อน ให้ตอบเสียงเซ็ง แล้วถอนหายใจออกมาหนักๆ มองไปรอบห้องที่ใหญ่โตเกินกว่าที่ผมเคยอยู่จนเทียบกันไม่ติด แม้จะบอกแม่ไปว่าอยู่ได้ แต่ไม่ปฏิเสธว่าส่วนหนึ่งในใจก็ยังลังเล

 

นี่บ้านคนแปลกหน้านะเว้ย

 

ผมคิดว่าน้ำเสียงผมคงบอกเพื่อนล่ะว่ากังวลใจแค่ไหน เพราะมันก็เสนอ

 

[มาอยู่บ้านกูก่อนมั้ย]

 

แม้ไอ้เคอร์จะชอบบอกให้ผมเสียตัวให้คุณไคไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่เอาเข้าจริง มันเองก็เป็นห่วงผมมากเกินกว่าจะยื่นเนื้อเข้าปากเสือ มันเลยบอกอย่างมีน้ำใจ ซึ่งผมควรจะดีอกดีใจใช่มั้ย ในเมื่อผมเคยบอกว่าผมคุ้นเคยบ้านมันยิ่งกว่าห้องนั่งเล่นบ้านแม่ แต่...

 

"ไม่เอา กูเกรงใจทั้งพี่ทั้งอามึง"

 

ที่ผมกับไอ้เคอร์สนิทกันอาจจะเพราะเรามีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน หนึ่งในนั้นคือพวกเราเสียทั้งพ่อและแม่แท้ๆ ไปแล้ว แต่ชีวิตไอ้เคอร์ไม่ได้น้ำเน่าจนยุงบินตอมแบบผม มันยังมีทั้งพี่ชายคนเก่งที่เป็นว่าที่นักกฏหมาย และมีอาแท้ๆ คอยดูแลแทนพ่อแม่ทุกอย่าง ไม่มีปัญหาฮุบสมบัติอย่างที่ผมเคยเจอ ไม่สิ เรียกว่ามันเป็นคุณชายบริษัทกฏหมายชื่อดังซะด้วยซ้ำ แต่มันบอกว่าไม่เรียนหรอกนิติฯ เครียด ไม่อยากหัวล้านไว

 

ทว่า แม้มันจะเป็นคุณชายที่บ้านเปิดรับผมยังไง ผมก็ต้องเกรงใจครอบครัวมันอยู่ดี

 

"ไม่ได้หรอกว่ะ กูไม่อยากไปเป็นภาระของมึง"

 

[คิดมากน่า]

 

ไอ้เคอร์ด่า แต่ผมก็ยอมให้มันด่า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมยอมไม่ได้จริงๆ แม้ว่าจะเคยคิดไปขออาศัยมันอยู่ก่อนหาหอใหม่ก็ตาม แต่มาคิดดูแล้ว ผมไม่อยากไปเป็นภาระบ้านมันหรอก

 

"กูไม่คิดมากไม่ได้หรอก"

 

[อ้าว แล้วทำไมมึงถึงยอมไปอยู่บ้านคุณไคล่ะ]

 

มันก็คงเป็นห่วงเรื่องที่ผมชอบคิดมากนั่นแหละ และนั่นทำให้ผมมองไปรอบๆ ห้องที่สะอาดเรียบร้อย เพราะจัดการตั้งแต่กินข้าวเสร็จ แล้วก็ตอบคำถามมัน

 

"ก็ถ้าไปอยู่บ้านมึง มึงกับคนที่บ้านคงไม่ยอมให้กูช่วยทำอะไร การอยู่บ้านมึงเฉยๆ ก็ไม่ต่างจากเกาะมึงกิน กูไม่เอาด้วยหรอก แต่อยู่นี่ อย่างน้อยกูก็ถือว่ามาทำงานบ้าน ให้อารมณ์แบบคนงานกินอยู่ แบบนี้กูสบายใจกว่า...ไม่โกรธกูนะ" ผมคิดแบบนั้นนะ อย่างน้อยอยู่นี่ ผมก็ถือว่าเป็นคนงาน แต่ถ้าอยู่บ้านไอ้เคอร์...เกาะเขากินคงเป็นคำที่น้อยไป

 

คนบ้านมันคงไม่ยอมใช้งานเพื่อนสนิทคุณชายของบ้านหรอก มีแต่ทำเหมือนเป็นเจ้านายอีกคนก็เท่านั้น ผมไปบ้านมันบ่อย ดังนั้น ผมรู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ และผมเกรงใจ

 

คำที่ไอ้เคอร์ก็ถอนหายใจ แล้วมันก็หัวเราะ

 

[คิดมากน่าไอ้แตม กูไม่โกรธมึงด้วยเรื่องแค่นี้หรอก มึงเอาไงกูก็เอาด้วยมาตลอดอยู่แล้ว แล้วตกลงคุณไคจะให้มึงกินอยู่นั่น ว่างั้น]

 

            “เออ เขาว่าจะให้เงินเดือนกู ส่วนหนี้ก็หักจากเงินเดือนเอา”

 

            [ข้อเสนอฟังดูดี แต่กูขอเสริม]

 

            “ว่า?”

 

            ไอ้เคอร์เงียบไปอึดใจ จนผมหรี่ตาลง เพราะมันต้องกำลังคิดอะไรบ้าๆ แน่ และนั่น...

 

          [จับทำผัวแม่ง รับรองหนี้เกลี้ยง แถมมีตังค์กินหนม...]

 

            “ไอ้เคอร์! ไอ้เวร! กูบอกมึงกี่ครั้งกี่หนแล้วว่ากูไม่เอาโว้ย!” ผมแทบจะตะโกนใส่มัน หน้าร้อนวูบ

 

            [เฮ้ย คิดดีๆ นะมึง โอกาสอยู่ตรงหน้า เปย์หนักนะเว้ย]

 

            “โว้ย เปย์ไม่เปย์กูก็ไม่เอา! กูไม่คุยกับมึงแล้ว เว้นช่วงเป็นไม่ได้ ยัดเยียดกูจัง” ปลายสายหัวเราะลั่นเลย จนผมเบ้ปาก ตั้งใจว่าจะตัดสายแม่งแล้ว แต่ติดที่เพื่อนสนิทมันแทรกขึ้นมาก่อน

 

            [แล้วมึงจะมาเรียนเมื่อไหร่ ให้กูลาอาจารย์ให้ก่อนมั้ย]

 

            “เออ หลายวันนี้คงไม่เข้าว่ะ ขอจัดการเรื่องที่อยู่ก่อน อ้อ กูว่าจะไปซื้อพวกของที่วอดไปกับหอด้วย เดี๋ยวกูโทรบอกมึงอีกที มารับด้วย” ท้ายประโยคผมสั่งมันเสียงเข้ม แบบที่ไอ้เพื่อนคนนี้ก็ไม่โกรธ แค่รับคำด้วยเสียงยียวน

 

            [รับบัญชาครับ เดี๋ยวพี่เคอร์สุดหล่อไปรับน้องแตมคนน่ารักเอง แล้วก็...มีอะไรโทรหากูได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงนะมึง] ผมเกือบจะเบ้ปากกับโหมดแฟนเซอร์วิสทั้งที่ไม่มีใครดูอยู่ของมันแล้ว แต่ก็ต้องมาชะงักกับประโยคสุดท้ายที่น้ำเสียงขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจัง จนตอบได้แค่...

 

            “ขอบใจ”

 

            จากนั้นผมก็รีบวาง ไม่อยากเผลอเสียงสั่นให้มันเป็นห่วง เพราะเห็นล้อผมเล่นไปเรื่อยแบบนี้ ไอ้เคอร์ห่วงผมยิ่งกว่าอะไรดี ไม่งั้นไอ้สิบสายมิสคอลนั่นคงไม่อยู่บนมือถือผมหรอก

 

            “ไม่ได้ๆ ไอ้แตม อย่าร้องอีกนะเว้ย”

 

ผมสูดหายใจลึกๆ ปัดไล่ความหดหู่ที่กำลังจู่โจม แล้วเริ่มต้นเดินไปทั่วห้อง แม้จะเก็บไปบ้างแล้ว แต่ไม่เสียหายอะไรที่ผมจะทำความสะอาดอีกรอบ ไม่ใช่ว่าขยันอะไรหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้ผมลืมๆ เรื่องที่เกิดขึ้นไปได้บ้าง

 

            อีกอย่าง...

 

            แกร๊บ

 

            ผมดึงกระดาษโน้ตที่ได้รับมาเมื่อเช้าขึ้นมา แผ่นที่บอกว่า...คิดว่าที่นี่เป็นบ้านเธอ

 

            หมับ

 

            ผมกำกระดาษแผ่นนั้นแน่นขึ้น น่าแปลกที่ข้อความห้วนสั้นของคนหน้าตายทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

 

            ไม่ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ประโยคปลอบใจหรืออะไรก็ตาม มันกลับช่วยคนที่ไม่มีที่ให้กลับไปอย่างผมได้อย่างไม่น่าเชื่อ และก่อนจะรู้ตัว ผม...เอากระดาษแผ่นนั้นแนบอก

 

            “น้องแตมอยู่ที่นี่ได้ใช่มั้ยครับ”

 

            ถ้าอยู่ที่นี่ น้องแตมจะไม่เป็นภาระของคุณใช่มั้ย

 

            คำถามที่ผมอาจจะปรารถนาให้ใครสักคนตอบว่าใช่...ผมกลับมาที่นี่ได้เสมอ...

 

..............................................

 

ต่อค่ะ

 

            “หัวค่ำนี่กี่โมงวะ ไม่บอกแล้วกูจะรู้มั้ย!

 

            ไอ้เจ้าของห้องมันบอกผมใช่มั้ยว่าจะกลับมาค่ำๆ แต่นี่เข็มสั้นของนาฬิกาเคลื่อนไปเลขแปด ส่วนเข็มยาวไปเลขหก! สำหรับผมนี่ไม่เรียกหัวค่ำแล้ว มันเรียกว่าใกล้ดึก!

 

            ตั้งแต่บ่าย ผมก็จัดการเก็บกวาดห้องโน้นห้องนี้ รวบเสื้อผ้าไปโยนลงเครื่องที่บางทีก็อยากรู้ว่ามีไว้ทำไม ในเมื่อจ้างซักรีด ตากผ้าให้เรียบร้อย เปลี่ยนผ้าปูที่นอนแต่ละห้อง ล้างห้องน้ำ แถมยังเอาจานใหม่เอี่ยมที่ไม่รู้ว่าเคยใช้หรือเปล่ามาล้างใหม่ เว้นก็ไอ้ห้องทำงานจากแดนสนทยานั่นที่ให้ตายก็ไม่เข้าไป แต่ขนาดทำงานบ้านขนาดนั้นแล้ว เจ้าของห้องก็ไม่กลับมาสักที

 

            ในเมื่อมันไม่มีอะไรให้ทำแล้ว สุดท้าย ผมก็พาตัวสะอาดๆ ในชุดเน่าๆ มานั่งปุ๊กอยู่บนโซฟา

 

            แน่ล่ะว่าตัวผมสะอาด เพราะแอบไหว้ฟ้าไหว้ดินขอใช้ห้องน้ำอาบน้ำไปแล้ว แต่เสื้อผ้านี่ ผมไม่กล้าเอาของมันมาใช้เด็ดๆ ก็เลยเน่าอยู่ชุดเดิมที่ติดตัวมาตั้งแต่เมื่อคืนนั่นล่ะ

 

            “เมื่อไหร่จะกลับวะ”

 

            ผมไม่ได้เปลี่ยนใจคิดจะถวายตัวให้อย่างที่ไอ้เคอร์บอกหรอกนะ แต่ยังไงดี...

 

            “กว้างชิบ” ผมหันไปมองรอบห้องอีกครั้ง ตอนแรกก็ดีใจที่มันกว้างจะได้มีงานให้ทำเยอะๆ ไม่ต้องฟุ้งซ่าน แต่การที่ต้องมานั่งเฉยๆ ในห้องชุดเงียบๆ ในเวลาที่ท้องฟ้าภายนอกมันมืดลงทุกทีๆ แบบนี้ทำให้ผม...หดหู่

 

            พออยู่คนเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัวอีก ทั้งภาพควันที่พุ่งเข้ามาในห้อง ภาพของไฟที่กำลังลุกลามไปทั่วตึก...

 

            หมับ

 

            ผมยกมือขึ้นมากอดเข่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่กอดมันแน่นกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงจนน่ากลัว รู้สึกว่าเหงื่อเริ่มซึมตามกรอบหน้า ลมหายใจผมแรงขึ้น และผมกำลัง...ตัวสั่น

 

            “ไม่ อย่าคิดถึงมันสิวะไอ้แตม อย่าคิดถึงมัน”

 

            ผมไม่เข้าใจ แต่เพียงผมคิดถึงกองไฟ ผมกลับ...กลัว

 

            ฟึ่บ

 

            ผมก้มหน้าลงซบเข่าตัวเอง ใจยิ่งเต้นแรง เมื่อผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ค่อยออก เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงข้อเท้าผมแล้วลากลงไปในน้ำ หากไม่ใช่น้ำเย็น แต่เป็นกองไฟใหญ่โตที่กำลังลุกลาม บางสิ่งบางอย่างที่ผมอาจจะลืมไปค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง แต่ผม...ลืมอะไร

 

          น้องแตม...ออกไป...

 

            เปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ ใครสักคนกำลังกระซิบข้างหู ใครบางคนที่เขารักที่สุด แต่...ใคร

 

          น้องแตม...

 

          ใคร ไม่เอา ไม่เอา อย่านึกถึงมันไอ้แตม อย่านึกถึง อย่า...

 

            เหงื่อไหลอาบหน้า ตัวผมสั่นกว่าเดิม เสียงนั้นยิ่งเด่นชัดมากยิ่งขึ้นจนผมกลัว

 

          ไม่เอา ไม่อยากนึก ไม่อยากจำได้ ไม่...ช่วยด้วย ใครก็ได้...

 

          “เฌอแตม”

 

            เฮือก!!!

 

            ทันใดนั้น ผมก็สะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมาทันควัน ขณะที่ภาพของบางอย่างที่เลือนลางก็หายวับไป และนั่นทำให้ผมรู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน และใครที่กำลังเรียกผมอยู่

 

            ใคร...ที่กำลังวางข้าวของทั้งสองมือ มองด้วยแววตาเข้มจัด แล้วพอเห็นหน้าผมชัดๆ ก็กระโจนเข้ามา

 

            “เธอร้องไห้ทำไม”

 

            “ผม...ร้อง...เอ๊ะ” ผมยกมือแตะที่แก้ม แล้วเพิ่งรู้ว่าน้ำตามันไหล จนต้องปาดทิ้ง ทั้งยังถามตัวเองว่าเมื่อกี้...เกิดอะไรขึ้น

 

            “เฌอแตม”

 

            “มะ...ไม่มีอะไร ผมแค่...ฝุ่น...” ผมได้แต่พึมพำเสียงเบา ขณะที่ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ เมื่ออีกฝ่ายยื่นมือเข้ามา สั่นหน้าแรงๆ เพิ่งรู้ตัวว่าผมหยุดสั่นแล้ว ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันหายไปไหนไม่รู้ แต่ที่รู้คือ

 

            “คุณไปไหนมา”

 

            น่าแปลก พอคุณไคมายืนอยู่ตรงหน้า ทำไมวะ ทำไมถึงรู้สึกปลอดภัย

 

          ไม่ใช่แล้วไอ้แตม มึงเพ้อแล้วมึงเพ้อ!

 

            ผมรีบสั่นหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ซึ่งอีกฝ่ายก็แค่ขมวดคิ้ว แต่พักเดียวก็คลายออก หันไปหาข้าวของที่วางทิ้งไว้ จนผมก็รีบปรับทัศนคติตัวเองว่า ผมเปล่าเผลอวางใจไอ้บ้าโรคจิตนี่ เปล่าเลย สักนิดก็ไม่มีอะ

 

            ฟึ่บ

 

            “หืม” ทว่าผมมีเวลาให้ตัวเองไม่นาน เมื่อจู่ๆ ถุงมากมายก็วางแหมะลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างหน้า จนต้องก้มลงมองตาม แล้วถ้าผมไม่จำผิด ไอ้ตราที่อยู่ข้างถุงนั่น...แบรนด์เนมหรือเปล่าวะ

 

            “ฉันซื้อเสื้อมาให้เธอเจ็ดตัว กางเกงอีกสี่ ฉันไม่แน่ใจว่าเธอชอบแบรนด์อะไร เลยเลือกมาหลายๆ ร้าน จะได้มีเสื้อผ้าใส่ แล้วก่อนหน้านี้เห็นใส่ผ้าใบ ฉันเลยซื้อมาให้ ไม่แน่ใจว่าชอบหรือเปล่า เลยเลือกมาสามคู่ อ้อ แล้วนี่กระเป๋าเงิน ของเก่าคงไหม้ไปหมดแล้ว...”

 

            “เฮ้ย หยุดๆๆๆ หยุ๊ดดดดด!!!!

 

            ผมถึงกับตะโกนลั่นห้อง เมื่อจู่ๆ ไอ้เจ้าของห้องมันก็ดึงเสื้อออกมาจากถุงแบรนด์ ดึงกางเกงมาจากถุงอีกใบ แล้วนั่น วางรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังอีกสามคู่ลงบนโต๊ะ แล้วพระเจ้าช่วย มันดึงกระเป๋าเงินลายคุ้นๆ ว่ามีช้อปอยู่ห้างกลางเมืองออกมาอีก!

 

            งานนี้จะไม่ให้ผมช็อกได้ยังไง

 

            “คุณไคครับ ผมวางของไว้ตรงนี้นะครับ”

 

            ขวับ

 

            เท่านั้นไม่พอ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนเดินตามเข้ามาในห้อง แล้วถ้าจำไม่ผิดนั่นพี่ยามข้างล่างนี่หว่า คนที่กำลังถือกล่องใหญ่กับถุงอีกหลายใบตามเข้ามา แบบที่คุณไคพยักหน้าหงึกๆ ควักแบงก์สีม่วงๆ ยื่นให้ จนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ

 

            แล้วมันคงเห็นว่าผมยังช็อกไม่พอมั้ง

 

            “ส่วนนี่เป็นคอมใหม่เธอ”

 

            “ห้ะ!

 

            ไอ้แตมจะเป็นลม

 

          แมคบุ๊คครับ แมคบุ๊คแน่ๆ ตราบนกล่องแบบนี้ ทรงอย่างนี้ สีแบบนี้ แม่งแมคบุ๊คอะ!!!

 

            ถ้าผมน้ำลายฟูมปากได้คงทำไปแล้ว แต่ทำได้เพียงแค่อ้าปากแล้วหุบ อ้าแล้วก็หุบอยู่หลายที จนตัดสินใจปิดปากฉับ มองคนที่เปิดกล่องออกด้วยท่าทางเหมือนโชว์ผักสดกำละสิบบาท ไม่ใช่เหยียบแสน!

 

            “เธอต้องมีคอมไว้ทำรายงาน ฉันเลยไปซื้อมาให้”

 

            ผมพูดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ

 

            ขณะที่คุณไคดูเหมือนจะไม่สังเกตเลยสักนิด เพราะเริ่มทยอยเอาของออกมาจากถุงทีละใบ แล้วฆ่าผมให้ตายเถอะ เงินค่าหอใหม่ยังไม่มี แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าข้าวของทั้งหมดนั่น

 

            “คุณ...”

 

            “แล้วก็นี่”

 

            ฉับ

 

            พอมันพูดต่อ ผมก็หุบปากลงไปอีก มองคนที่กำลังเอาอะไรบางอย่างมายื่นให้ตรงหน้า ให้ต้องก้มลงไปมองช้าๆ...

 

            “นี่อันเดอร์แวร์ ไม่มีใช้คงลำบาก มันไม่ถูกสุขอนามัย”

 

            “...”

 

            ผมนี่ใบ้กินไปแล้ว ได้แต่ก้ม แล้วเงยมองหน้าเจ้าของห้อง จากนั้นก็ก้มลงไปอีก เห็นตัวอักษรว่า Dolce & Gabbana แถม...

 

            “ฉันน่าจะซื้อไซส์ไม่ผิด”

 

          มันก้มลงมองเป้าผมอะ!

 

            นั่นแหละที่เรียกสติผมกลับมาจนตะโกนออกไปเต็มเสียง

 

            “ไอ้บ้า!!!

 

            พอผมตะโกนจบก็หมุนตัววิ่งไปยังห้องนอนทันที แต่ยังไม่ทันที่จะวิ่งเข้าไปในห้องได้

 

            หมับ

 

            ผมก็หมุนตัวกลับไปคว้าของในมือของไอ้บ้านี่จนได้ พอได้แล้ว...ก็วิ่งสิวะ

 

            ปัง!!!

 

            ผมกระแทกประตูปิดตามหลังเต็มแรง หอบหายใจแรงจนน่ากลัว หน้าร้อนจนนึกว่าจะไหม้ สองมือกำไอ้กางเกงในนั่นเอาไว้แน่น แล้วก็แทบจะเอามันปิดหน้า พึมพำเบาๆ อย่างอับอายสุดขีด

 

            “ถ้ากูไม่กลัวเน่านะ”

 

            เออสิ ถึงจะเขียมยังไง แต่ใส่ชั้นในกลับหน้าหลังก็ไม่ไหวนะเว้ย แถมไอ้ตัวที่ใส่อยู่ก็เริ่มคันยิบๆ แล้ว มีให้เปลี่ยนก็ต้องเอาสิ แต่ที่หน้าร้อนจนแทบไหม้นี่ไม่ใช่อะไร...

 

            ฟึ่บ

 

            ผมค่อยๆ เอากางเกงในแบรนด์ดังลงมาเสมอตา แล้วจ้องตัวอักษรนึงจนเหมือนขึงตาใส่มัน แต่ผมเปล่าโกรธ ผมอาย

 

            ตัวอักษรนั้น...S

 

            “มันรู้ได้ไงว่ากูใส่ไซส์นี้วะไอ้บ้า!!!

 

          เออดิ ก็ของผมมีแค่นี้ ก็ไซส์นี้แหละถูกแล้ว

 

            ความคิดที่ผมแทบจะซุกตัวเป็นก้อนกลมด้วยความอับอาย ในเมื่อมันรู้ก็เพราะต้องครั้งนั้นแน่ ที่มัน...จับ

 

            “อ๊ากกกกกกก”

 

            อับอายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

 

            สุดท้าย แม้ไม่อยากใช้ ไม่อยากรับของคนอื่นฟรีๆ แต่ก็...ใช้อยู่ดี

 

            คนเดียวมีอันเดียวนะเว้ย จะปล่อยให้เน่าได้ไง!

 

            ความอายที่ทำให้ผมไม่รู้ตัวเลยว่า ผม...ไม่รู้สึกเหงาตั้งแต่เห็นหน้าไอ้บ้าโรคจิตบางคน

 

..................................

 

            ครบค่ะ เด็กขี้เหงาอะกิ๊วๆ พอเขามาล่ะร่าเริงด่าออกเชียวนะ เชื่อเมย์นะคะ จากคนที่อยู่คนเดียวได้ พอมีผู้ชายคนนี้เข้ามาในชีวิต น้องแตมจะไม่สามารถอยู่คนเดียวได้อีกต่อไป ส่วนเรื่องนี้จะมีฉากหื่นมั้ย ไม่พลาดอะ พี่ไคไม่หื่นคงเป็นเพื่อนกับพี่ป้องไม่ได้อะจ้า อย่างเซ็ต Try Me พี่ภาคินเห้ พี่ซีนก็เห้ เพื่อนกันดับเดิ้ลเห้ ส่วนเซ็ต Addict พี่ป้องหื่น พี่ไคก็ต้องกามสิ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่เสมอภาคกัน แฮ่

            ตอนหน้าค่า อยากให้อ่านตอนหน้าอ่าาาา อยากให้เห็นเบื้องหลังหนังหน้าโบท็อกซ์ ><

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 626 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10344 shin ai2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 16:07
    พาร์ทแรกร้องไห้ พาร์ทหลังขำมากกกก555555555555 สายเปย์ตัวพ่อเลยแฮะ
    #10,344
    0
  2. #10262 Pimnok2124 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:34
    โอ้โหd&gเลยหรอ พระเอกรวยกว่ากูอีกว๊อย ย๊อมมม
    #10,262
    0
  3. #10261 Pimnok2124 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:30
    แอบนึกถึงตอนพี่พอร์ชง้อเดียร์เลยอ่า โพสอิทติดทุกวันงี้555+
    #10,261
    0
  4. #10218 Le stelle ดวงดาวที่ปลายฟ้า (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 18:47
    เป๋าหนักนะคะคนนี้ เอาเลยลูก!!!
    #10,218
    0
  5. #10197 Golden23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 19:12

    ขอเสสนอเคอร์ก็ดีนะแตม

    #10,197
    0
  6. #10163 Orathaiks (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 20:42
    จับทำผัวเลยหนู๋ววววว~
    #10,163
    0
  7. #10115 rattanalak44 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 01:56
    อิพี่เปย์ขนาดนี้ รับๆไปเถอะค่ะลูก
    #10,115
    0
  8. #10070 Pusu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 07:31

    ชีวิตไม่มีเหงาแน่

    #10,070
    0
  9. #10060 yukai (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 21:55

    ขอบคุณ
    #10,060
    0
  10. #9927 ^^นูน่าหัวสีชมพู^^ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 23:19
    สายเปย์ที่แท้จริง 5555
    #9,927
    0
  11. #9708 Jhopeyy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 22:24

    เปย์เราม่างงงงงงงงง!!

    #9,708
    0
  12. #9680 lills (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 20:54
    55555555555555
    #9,680
    0
  13. วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 22:41
    สายเปย์
    #9,276
    0
  14. #8860 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 06:24
    โคตรน่ารัก
    #8,860
    0
  15. #8747 pcy921 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 21:23
    คุณไคเกือบดีละค่ะถ้าไม่ติดตรงกกน.555555
    #8,747
    0
  16. #8742 MapleMable (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 20:07
    เปย์หนักเวอร์55
    #8,742
    0
  17. #8741 DKdabble (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 19:30
    ยอมใจความเปย์พิไค ไอเลิฟฟ
    #8,741
    0
  18. #8533 silently point (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 23:08
    เปย์สุดไรสุดดด55555
    #8,533
    0
  19. #7704 mahnuch (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 00:50
    สายเปย์ที่แท้ทรู เปย์ทุกอย่าง เปย์ทุกสิ่ง เปย์ยันกางเกงใน พ่าม!
    #7,704
    0
  20. #7466 xiaoly (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 22:28
    สายเปย์กลับมาทำหน้าที่แล้ว ฮือออ เสี่ยมาก อยากรู้ว่าทำไงถึงจะมีแบบนี้บ้าง
    #7,466
    0
  21. #6175 ikonyg (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 21:33
    กระเป๋าไม่มีวันฉีกก็เฮียไคเนี่ยแหละ5555
    #6,175
    0
  22. #5541 Readyaoi_only (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 13:41
    ไคสนใจมาเปย์เราไหมม หืมม
    #5,541
    0
  23. #5466 EBEXEMO (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 17:58
    ขอพี่ไคไว้บ้านคนนึงค่ะ
    #5,466
    0
  24. #5320 Thitaphorn Tiemnara (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 15:42
    อยากได้พี่ไคเลยค่ะ สายเปย์สุดๆๆ งื้อๆๆๆๆ
    #5,320
    0
  25. #5000 amkXo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 00:09
    ชอบผู้ชายสายเปย์อ่ะ งื้อออ คุณไคของน้องแตม
    #5,000
    0