[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 เปลวเพลิงแห่งความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44,006
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 592 ครั้ง
    8 พ.ค. 60


ตอนที่ 6 เปลวเพลิงแห่งความทรงจำ

 

 

 

เฌอแตม

 

            “ไอ้แตม มึงเลิกแดกมาม่ากับข้าวสักทีเถอะวะ จะงกไปถึงไหน!

 

            “ใครๆ ก็ทำกัน”

 

            “เออ คนอื่นเขาทำกัน แต่เขาทำมาม่าทั้งห่อกินกับข้าวเพราะไม่อิ่ม แต่มึงนี่ทำทีละครึ่งห่อเพื่อแดกกับข้าวเพราะงก จุดประสงค์มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว”

 

            ตอนนี้ผมกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ตรงหน้าก็มีชามมาม่ารสต้มยำกุ้งที่เทข้าวลงไป ขณะที่เพื่อนสนิทอย่างไอ้เคอร์กำลังยืนอยู่ข้างๆ แล้วมันก็เริ่มต้นเทศน์ว่าด้วยเรื่องแนวคิดในการกินเส้นกับข้าว ตบท้ายด้วยเรื่องสารอาหาร ราวกับว่ามันเป็นนักโภชนาการมาเอง

 

            “แล้วมึงน่ะแดกเข้าไปสิ มีแต่แป้งกับแป้ง กินเนื้อกินผักบ้าง กินแบบนี้ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาน่ารัก”

 

            “เออ ช่างกูเหอะ แล้วมึงอะ กินไรมายัง”

 

            “กินมาแล้ว กับน้องรหัสมึงนั่นแหละ”

 

            ผมชะงักไปนิด เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทที่ยักคิ้วให้ จนต้องถามย้ำอีกครั้ง

 

            “ไอ้เติ้ลอะนะ”

 

            “น้องรหัสมึงก็มีอยู่คนเดียวจะมีใคร เจ้าตัวน้อยตัวเล็ก น้องเติ้ลนั่นแหละ วันนี้มันมาหามึงถึงห้อง แง้วๆ ว่าอยากให้มึงเลี้ยงข้าว แต่อย่างว่าล่ะเนอะ เพื่อนกูมันเขียม ถ้าวันไหนไม่มีเรียนต่อจะกลับมาแดกข้าวที่ห้อง น้องมันเลยไม่มีบุญได้กินเงินมึงสักที” ไอ้เคอร์ว่าขำๆ แล้วมันก็ทิ้งตัวนั่งข้างๆ จนผมต้องบอกเสียงเข้ม

 

            “กูเปล่าเขียม กูแค่มัธยัสถ์”

 

            “บ้านกูเรียกงก” มันเองก็เถียงกลับ ยกมือเท้าคางมองหน้า จนผมต้องเบ้ปาก แล้วก้มลงกินมาม่าของตัวเองต่อไป ปากก็ถามไปด้วย

 

            “แล้วพาเติ้ลไปกินอะไร”

 

            “ชาบูหน้าม.”

 

            ขวับ

 

            “เท่าไหร่” แทนที่จะถามว่าน้องอิ่มมั้ย งานนี้ขอถามราคาก่อน ซึ่งเพื่อนสนิทก็ตอบด้วยรอยยิ้มกว้างตามสไตล์พี่เคอร์คนหล่อ

 

            “ห้าร้อยเอง”

 

            “ห้ะ! แทนที่มึงจะเลี้ยงน้องรหัสกู มึงมาเลี้ยงกูไม่ดีกว่าหรือวะ!” ผมแทบจะเขวี้ยงชามมาม่าทิ้ง ในใจก็อยากแดกหรอกนะเนื้อนุ่มๆ ผักหวานๆ กับน้ำซุปรสเข้มข้น ยิ่งฟังว่าเพื่อนสนิทไปเลี้ยงน้องแทนที่จะเลี้ยงผม ก็อดจะเคืองไม่ได้ จนไอ้เคอร์หัวเราะ ยื่นมือมาโยกหัวผมเล่น

 

            “เฌอแตมครับเฌอแตม หึงเคอร์ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ล่ะครับ”

 

            นั่น มันยังเล่น มีการยกยิ้มหวานเจี๊ยบที่สาวๆ พากันละลายมาอีกที จนต้องเบี่ยงหัวออกจากมือมัน ว่าเสียงหน่าย

 

            “ไม่ได้อยู่หน้ากล้อง ไม่ต้องเซอร์วิส”

 

            ไอ้คนช่างเซอร์วิสหัวเราะลั่น แล้วก็ยอมตอบคำถามดีๆ

 

            “โอเคๆ ที่กูไปเลี้ยงน้องเติ้ลก็เพราะสงสารน้องมัน มาทีไรพี่รหัสก็ชิ่งตลอด มึงคิดดูดิ กูเลี้ยงน้องรหัสเดือนละไม่ต่ำกว่าสองหน แต่มึงเคยเลี้ยงมันแค่ข้าวโรงอาหารตอนเฉลยสายหนเดียว กูเลยทำหน้าที่เพื่อนที่ดีพาน้องมันไปแดกไง”

 

            “อย่าแดกไอ้เติ้ลไปด้วยก็แล้วกัน” ผมอดจะแทรกไม่ได้ ขณะนึกถึงน้องรหัสตัวสูงที่สูงกว่าผม แต่นิสัยมันนี่หมาน้อยชัดๆ เวลาวิ่งมาหาทีเหมือนเห็นหางกระดิกดิ๊กๆ เรียกเสียงอ้อนแข้งอ้อนขา

 

          พี่แตม พี่แตมคร้าบบบบบ

 

             “มึงก็รู้ว่านั่นไม่ใช่สเปค กูไม่ชอบสายแบ๊ว” เพื่อนผมก็ตอบเต็มปากเต็มคำ ก่อนที่จะพยักหน้ามายังมาม่าผสมข้าวอืดๆ ที่ไม่น่าแดกเลยสักนิดเมื่อเทียบกับชาบู แล้วก็ถาม

 

            “ว่าแต่มึงเหอะ ใช้ชีวิตแบบนี้เดี๋ยวก็ตายไวหรอก”

 

            “กูบอกมึงเรื่องหนี้กูแล้วไง” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายกว่าเดิม และผมเองก็...เหนื่อยใจ

 

            “อ้อ ที่มึงไปพังทีวีเขาอะนะ ก็บอกแล้วว่าอ้าขาทีเดียวจบเรื่องแน่นอน”

 

            “ไอ้เคอร์!!!” ผมงี้เรียกมันเสียงดังลั่น หันขวับไปมองหน้าที่กำลังหัวเราะขบขันสุดขีด ก่อนที่จะยื่นมือมาเล่นผมผมอีกแล้ว ใบหน้าหล่อๆ ของมันก็ประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่น แถมยังยกเหตุผลมาประกอบคำอ้างมันอีก

 

            “ก็มึงลองคิดดูนะแตม มึงเดินน่ารักไปวันๆ ยังมีเงินล้านโอนเข้าบัญชี นี่ถ้ามึงอ้าขาทีเดียวนะ สิบล้านกูให้เลย ค่าเปิดบริสุทธิ์ เขาว่าสมัยก่อนจะมีประมูลเปิดบริสุทธิ์สาวนี่ มึงลงเว็บประมูลเปิดบริสุทธิ์มึงสิ แล้วเดี๋ยวกูส่งข้อความลับไปบอกคุณไคมึง แล้วกูช่วยปั่นราคา รับรองสิบล้านเหนาะๆ” ผมงี้อยากจะเอาส้อมจิ้มตามัน แต่ทำได้แค่เบี่ยงหัวหลบจากมือ แล้วตอบเสียงเข้ม

 

            “ฝันไปเถอะ!

 

            ไอ้เคอร์หัวเราะอีกแล้ว มันดูสนุกเหลือเกินในการล้อเลียนผมเรื่องนี้ ก่อนที่มันจะบอกด้วยท่าทางจริงจังกว่าเดิม

 

            “มึงอะหัวแข็งไอ้แตม ถ้ามึงยอมอ่อนลงกว่านี้แล้วไปขอให้แม่มึงช่วย มีหรือที่น้านุกเขาจะไม่ช่วย เขารักมึงจะตาย บางทียังแอบโทรมาหากูเลยว่ามึงสบายดีจริงๆ มั้ย” ไอ้หล่อว่าด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ส่วนผมก็รู้อยู่แล้วว่าแม่โทรหามันเป็นบางครั้ง แล้วก็ซักซ้อมกันอย่างดีว่าให้บอกว่าผมโอเค ผมสบายดี งานที่ผมทำหาเงินได้เยอะพอที่จะเลี้ยงตัวเอง

 

            ตอนแรกๆ แม่ก็ไม่เชื่อ แต่พอบอกหลายๆ ครั้งเข้า แถมบางครั้งแม่ยังเคยเข้าไปดูตอนผมจัดรายการก็ดูเหมือนเขาจะเบาใจลงหน่อย ทว่าก็ยังโอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน แต่ผมไม่เคยแตะเงินจำนวนนั้นเลย ผมแยกบัญชีเอาไว้ กะว่าพอที่รักโตขึ้น ผมจะเอาเงินส่วนนี้ให้น้องทั้งหมด

 

            นั่นไงที่ไอ้เคอร์บอกว่าผมหัวแข็ง

 

            “มึงก็รู้ว่ากูไม่อยากรบกวนแม่”

 

            คำที่มันก็ส่ายหัว ก่อนที่จะไปทิ้งตัวลงบนเตียง ว่าด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วย

 

            “กับแค่คนคนเดียวบอกมึงว่ามึงเป็นตัวเกะกะ ไม่ได้หมายความว่าน้านุกจะเห็นว่ามึงเกะกะนะ...”

 

            “แต่มันก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่ากูเนี่ยล่ะเป็นตัวถ่วงความเจริญของแม่” ผมขึ้นเสียงดังกว่าเดิม ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะทะเลาะกับไอ้เคอร์ แต่พอเป็นเรื่องนี้ทีไร ผมไม่เคยใจเย็นเลยสักครั้ง เสียงที่ออกมาจึงทั้งแข็ง ทั้งไม่พอใจ ให้คนที่นอนบนเตียงยกสองมือขึ้นทำนองว่ายอมแพ้ จนต้องบอกเสียงเบากว่าเดิม

 

            “กูขอโทษ”

 

            “เออ กูรู้ พอเป็นเรื่องบ้านใหญ่ทีไรมึงก็จะเป็นแบบนี้ตลอด” มันก็ว่าอย่างเข้าใจ ก่อนที่จะเด้งตัวขึ้นมานั่งตัวตรง แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนเรื่อง

 

            “มึงอย่าเอาเรื่องที่ยัยป้ามหาภัยนั่นพูดมาใส่ใจเลย มึงนั่นแหละที่จะแย่เอง เขาไม่ได้เดือดร้อนกับมึงด้วยสักหน่อย สมบัติก็ฮุบไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนหมดแล้ว ที่จริงมึงก็จะยี่สิบแล้ว มึงฟ้องเขาได้นะเว้ย มึงเองก็มีสิทธิ์ในสมบัติเหมือนกัน กูให้อากูทำเรื่องให้มั้ย เอาแม่งให้มันหมดตัวเลย” ผมเงียบ ผมไม่ตอบคำถาม เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นมันแวบเข้ามาในหัวของผม

 

            ผมบอกแล้วว่าแม่ที่เลี้ยงผมอยู่ตอนนี้ไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่แม่แท้ๆ ของผมเองก็ไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับพ่อ...พ่อผมมีเมีย 3 คน

 

            ครอบครัวของผมมันซ้ำซ้อน ผมเองก็ไม่รู้เรื่องในอดีตมากมายอะไร รู้แค่ว่าพ่อถูกจับคลุมถุงชนกับเมียคนแรก แต่พ่อไม่ได้รัก พ่อรักแม่แท้ๆ ของผมซึ่งคบกันมาหลายปี แม้กระทั่งตอนที่พ่อแต่งงานไป ทั้งคู่ก็ยังเลิกรากันไม่ได้ กระทั่งมีผมขึ้นมา พ่อผมก็เลยทิ้งครอบครัวที่พ่อแม่หาให้มาอยู่กับแม่ผม นั่นแหละที่ทำให้เมียคนแรกทั้งรักทั้งเกลียด บอกว่าจะยอมให้ออกจากบ้านก็ได้ แต่จะขอกอดทะเบียนสมรสลงหลุมไปด้วย ดังนั้น ตอนที่พ่อเจอกับแม่นุก...พ่อก็ยังไม่เคยหย่าขาดจากเมียคนแรก

 

            ทว่าพ่อไม่เคยกลับไปหาเมียคนนั้นเลย แยกบ้านกันอยู่ แยกทุกสิ่งทุกอย่างออกจากกัน สิ่งเดียวที่ยังเชื่อมกันคือทะเบียนสมรสที่ไม่เคยหย่าขาด แล้วพ่อก็มาเจอแม่นุก แม่เองก็รู้เรื่อง แต่แม่เป็นคนดีเกินไป ดีขนาดที่รับพ่อที่มีลูกติดได้ แถมเป็นผู้ชายที่ไม่มีสิทธิ์จดทะเบียนสมรสกับใครอีก

 

            อีกทั้ง...พ่อจบชีวิตไวเกินไป

 

            พ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่มีโอกาสแม้จะเขียนพินัยกรรม ดังนั้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดจึงเป็นของภรรยาหลวง แม้ผมจะเป็นลูกชายคนเดียว แต่ตอนนั้นผมเพิ่งจะสิบขวบ แม่เองก็ไม่มีใครช่วย รู้ตัวอีกที อีกฝ่ายก็ใช้นักกฎหมายจัดการทุกอย่าง จนแม่เหลือเพียงรถหนึ่งคันกับเงินส่วนหนึ่งที่พ่อเอาเข้าบัญชีให้ แต่เมียหลวงคนนั้นยังไม่เคยลืมความแค้นที่มีต่อพ่อเลย

 

            ในคืนวันงานศพ ผู้หญิงคนนั้นโผล่มาด้วยรอยยิ้มสมเพช และบอกกับผมว่า...

 

          แกเป็นเด็กที่ไม่น่าเกิดมาเลย รู้ตัวหรือเปล่าว่าเป็นแค่ตัวเกะกะชีวิตคนอื่น และตอนนี้แกก็เป็นตัวเกะกะชีวิตแม่แกเอง น่าสงสารนะ ยังสาวยังสวยต้องรับกาฝากมาเลี้ยง

 

            ตอนนั้นผมยังแค่สิบขวบ ผมอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด ได้แต่ยืนมองแม่เถียงผู้หญิงคนนั้นทั้งน้ำตา ถามหามนุษยธรรมกับคนใจดำ แต่มันจะมีอะไรนอกจากสายตาดูถูกดูแคลนและบอกว่าให้ส่งผมไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่แม่ไม่ยอม แม่กอดผมเอาไว้แล้วบอกว่าแม่จะดูแลเอง แม่จะเลี้ยงผมเอง...ผมเป็นลูกของแม่

 

            ผมสร้างความเดือดร้อนให้แม่มากกว่านี้ไม่ได้ เพราะผม...ไม่อยากเป็นตัวเกะกะ

 

            “เออ ช่างเหอะ อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น” ผมไม่รู้เลยว่าไอ้เคอร์กำลังโยกหัวผมเหมือนเด็กๆ อีกแล้ว จนผมพยายามฝืนยิ้ม

 

            “โทษที”

 

            “ขอโทษห่าไรล่ะครับ เอ้า ไปล้างหน้าล้างตา วันนี้ไม่ได้ไปบ้านคุณไคมึงทั้งที พี่เคอร์คนนี้มาช่วยมึงขายตัวแล้วไง”

 

            ผมจะตอบอะไรมันได้นอกจากคำว่า...

 

            “ขอบคุณ”

 

.........................................................

 

            “พ่อฮะ แม่จะดีใจมั้ย”

 

            “ดีใจสิ ก็น้องแตมเลือกให้ด้วยตัวเองเลยนี่เนอะ”

 

            “อื้อ”

 

            ผมไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมแค่กำลังนั่งมองภาพคุ้นตาที่เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว...เด็กชายหน้าตาน่ารักที่กำลังกอดถุงเครื่องประดับเอาไว้แนบอก หันไปคุยกับบิดาที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับ พูดคุยกันถึงของขวัญชิ้นเล็กที่จะมอบให้ผู้หญิงที่มีค่าที่สุดของทั้งคู่

 

          นี่พ่อหรือ

 

            ผมถามตัวเอง แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจ จำไม่ได้ว่าเคยเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาก่อน รู้แค่ว่ามันคุ้นตาอย่าบอกไม่ถูก ขณะที่หันไปมองเด็กชายที่กำลังตื่นเต้นดีใจกับของในมือ แล้วก็หันมามองผม

 

            ผมนั่งอยู่บนเบาะหลังสินะ

 

            “พ่อฮะ แม่จะชอบอาหารเวียดนามร้านนี้มั้ย”

 

            “ไม่ลองไม่รู้ เดี๋ยวคืนนี้เรารู้กัน” คนขับหันมาขยิบตาให้ลูกชาย ขณะที่เด็กชายก็เอี้ยวตัวเอื้อมมือมาคว้าถุงใสที่บรรจุกล่องใหญ่ๆ ที่มีตัวอักษรตวัดว่าเป็นแหนมเนืองรสเด็ด เจ้าหนูร่ำๆ ว่าจะเปิดกล่องแล้วแกะกินเสียเดี๋ยวนั้น จนคนพ่อก็ถามขำๆ

 

            “น้องแตมชอบกินผักเหมือนแม่นี่เนอะ”

 

            “อื้อ น้องแตมชอบ”

 

            “นั่นสิ เด็กสิบขวบสักกี่คนเนอะนั่งกินมังคุดเป็นโล”

 

            “คุณครูบอกว่ามังคุดเป็นผลไม้ฮะพ่อ ไม่ใช่ผัก”

 

            “ฮ่าๆๆ งั้นแปลว่าพ่อผิดสิ”

 

            “ใช่ๆ พ่อผิดฮะ”

 

            สองพ่อลูกคุยกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่เด็กชายก็ปลดเข็มขัดแล้วปีนมานั่งข้างผม ตอนที่รถติด แต่ดวงตาคู่นั้นไม่ได้แสดงออกว่าเห็นผมเลย เพราะเอาแต่มองข้าวของมากมายที่วางอยู่ตรงที่วางเท้า ปากก็ถามแจ้วๆ

 

            “น้องแตมกินส้มได้มั้ย”

 

            “ได้สิ แกะเองได้มั้ย”

 

            “สบายมาก” เด็กชายบอกอย่างกระตือรือร้น ขณะที่หยิบส้มขึ้นมาหนึ่งผลแล้วเริ่มต้นแกะเปลือกอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังเอากระดาษทิชชู่มาห่อเปลือก จากนั้นก็แกะเนื้อส้มสีส้มสวยออกมา แล้วยื่นอ้อมเบาะมาป้อนถึงปากคนเป็นพ่อ

 

            “พ่อกินมั้ย”

 

            “กินๆ น้องแตมแกะส้มทั้งที”

 

            เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วรถทั้งคัน จนผมเองก็หลุดยิ้มออกมาจางๆ เพราะนี่คงเป็นความทรงจำแสนสุขในอดีตล่ะมั้ง ผมคงกินเส้นมากไป พูดมากไป เหนื่อยมากไป หรือฟังไอ้เคอร์พูดเรื่องเก่าๆ เยอะไป ผมถึงหลับฝันถึงพ่อแบบนี้ จนผมเองก็ไม่เห็น...รถคันหนึ่งที่พุ่งข้ามขอบกั้นเข้ามาทางนี้

 

            “เฮ้ย!!!

 

            เอี๊ยดดดดดดด

 

            โครม!

 

            ผมสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองรถเลนส์ตรงข้ามที่พุ่งสวนเข้ามา จนพ่อหักเลี้ยวสุดกำลัง ร้องเสียงดังลั่น แต่มันไม่พ้น รถคันนั้นพุ่งเข้ามา แล้วกระแทกเข้าที่ด้านข้างของรถไปเต็มแรง จนรถทั้งคันหมุนคว้างกลางถนน ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของเด็กชายดังลั่นห้องโดยสาร

 

            “น้องแตม ก้ม! ก้มลงไป”

 

            “พ่อ พ่อฮะ! น้องแตมกลัว...พ่อ!!!

 

            พ่อตะโกนบอกเสียงดัง ที่ทำให้เด็กชายรีบขดตัวลงช่องว่างของที่วางเท้า เสียงร้องไห้ดังก้องไปทั่ว พร้อมกับรถที่หมุนติ้วกำลังจะหยุดลง ขณะที่ผมกลับร้องไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ เหมือนว่าสองมือสองเท้าถูกตรึงให้อยู่กับที่ บังคับให้มองภาพโชกเลือดของพ่อที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

 

            “พ่อ พ่อครับ พ่อ!

 

            เด็กชายเองก็ผวาเข้าหาพ่อ น่าแปลกที่แม้จะชนแรงขนาดนี้ เด็กคนนี้กลับไร้กระทั่งรอยขีดข่วน มีเพียงน้ำตาที่นองหน้า กับสองมือที่กำลังเขย่าร่างของบิดาที่กำลังจะสิ้นลม

 

            พรึ่บ

 

            ยัง ทุกอย่างยังไม่จบแค่นั้น กลิ่นไหม้กำลังลอยคละคลุ้งเข้ามาในจมูก ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเด็กชายที่พยายามปลุกให้พ่อตื่นขึ้นมา แต่ร่างโชกเลือดกลับบอกได้แค่...

 

            “แตม ฟังพ่อ... ออกไปลูก ออกไปจากรถ”

 

            “ไม่! แตมไม่ไป!

 

            “เด็กดี ไม่ฟังคำพ่อแล้วหรือ ออกจากรถก่อนนะ เดี๋ยวพ่อตามออกไป ไม่สิ...น้องแตมออกไป แล้วตามคนมาช่วยพ่อ...”

 

            “พ่อจะตามมาใช่มั้ย จะตามมาใช่มั้ย!

 

            เด็กชายถามเสียงสะอื้นให้พ่อยิ้มให้ จนคนฟังยอมทำตาม ปาดน้ำตาออกไปจากใบหน้า แล้วหันไปมองกระจกหน้าต่างด้านหลังที่นั่งของพ่อที่แตกละเอียด จนมีช่องว่างเล็กๆ พอให้เด็กชายลอดตัวออกไปได้ เสียงเล็กๆ ก็ถามอีกครั้ง

 

            “แตมจะรีบหาคนมาช่วยนะ”

 

            พ่อส่งยิ้มให้อีกครั้ง แต่ไม่ตอบอะไร เพียงก้มลงมองช่วงล่างของร่างกายที่แหลกละเอียด ไม่มีทางดึงตัวเองออกไปได้ ได้แต่เหลียวไปมองลูกชายที่วิ่งออกจากรถ แล้ววิ่งไปหาคนที่จอดรถดูเหตุการณ์ หากแต่ไม่มีใครเลยที่กล้าวิ่งเข้ามา และผมเองก็รู้ว่าทำไม

 

            รถกำลังจะระเบิด

 

            กลิ่นไหม้กำลังคละคลุ้งเข้ามาในจมูก ซึ่งเกิดจากรถตรงข้ามที่ชนเข้ามาเต็มแรง และมันกำลังลามมายังรถคันนี้ จนพ่อทำได้เพียงมองเด็กชายที่วิ่งไปร้องขอความช่วยเหลือ ขอให้ใครก็ได้เข้ามาช่วยพ่อที แต่มีหรือที่จะมีคนกล้าเมื่อเปลวไฟกำลังลามเลียไปทั่วทั้งคันรถ แม้แต่ผมที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

          ใครก็ได้ช่วยพ่อด้วย ใครก็ได้ ได้โปรด พ่อน้องแตมกำลังเจ็บ ช่วยพ่อด้วยนะ ได้โปรด ได้โปรดฮะ

 

            ผมได้แต่คิดซ้ำๆ ได้ยินเสียงเด็กชายคนนั้นก้องในหัว แต่มันไม่ทันการณ์แล้ว เพราะสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นคือเปลวไฟที่พัดโหมเข้ามาทุกทิศทุกทาง เผาไหม้ร่างที่กำลังจะหมดลมหายใจให้หลับไป...ตลอดกาล

 

.............................................

 

            “แค่กๆๆๆ”

 

            ผมลืมตาตื่นขึ้นมาทั้งน้ำตา ได้แต่มองเพดานของหอพักที่คุ้นเคย หากแต่ไม่มีเวลามานั่งทวนความฝันที่เลือนราง เพราะเพดานที่เคยคุ้นตากลับเต็มไปด้วย...ควันไฟ!

 

            “แค่กๆๆๆ เหี้ย...ไรวะเนี่ย”

 

            ผมกำลังสำลักควัน หายใจแทบไม่ออก สิ่งเดียวที่คิดได้ในหัวคือ...ไฟไหม้!

 

            คราวนี้ล่ะตื่นเต็มตา ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง ยกมืออุดปากตัวเองเอาไว้มั่น เพราะดูเหมือนที่ผมได้กลิ่นไหม้ในฝันจะเป็นเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นมากกว่า จนพยายามตั้งสติ ทั้งที่ในอกกำลังเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัว

 

            ตุบ

 

            “เฮือก สู้ดดดดด แค่กๆ”

 

            ผมพลิกตัวตกลงมาจากเตียง ดีที่อากาศด้านล่างยังพอหายใจได้เลยสูดเข้าไปเฮือกใหญ่ แล้วก็ไอออกมาแรงๆ ตื่นตระหนกเต็มที่ ยอมรับว่ากลัวแทบบ้า แม้ว่าไฟจะยังไม่ลุกลามมาห้องผมก็ตาม แต่ทำไมไม่รู้ที่ผมกำลังสั่น สั่นไปทั้งตัว

 

            “ไฟไหม้!!! ไฟไหม้! ออกจากหอเร็ว!

 

            “เฮ้ย ไฟไหม้ ตื่นแล้วมึง ตื่นสิวะ!!!

 

            ปังๆๆๆ

 

            ผมได้ยินเสียงวิ่งตึงตังมาจากหน้าประตู เสียงเคาะประตู และนั่นอาจจะช่วยรีดอะดรีนารีนออกมา เพราะผมดันกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วไม่ต้องคิดมากว่าผมควรจะเอาอะไรออกจากห้อง เพราะสิ่งแรกที่ผมคว้าเอาไว้คือกรอบรูปครอบครัว ดีที่โทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ๆ กระเป๋าเงินอยู่ไม่ห่าง จากนั้นผมก็พุ่งมาที่โน้ตบุ๊คที่เอาไว้หากิน แต่...

 

            “ไอ้เหี้ย หลุดสิวะ!!!

 

            สายไฟพันกับสายพ่วง!

 

            “แค่กๆๆๆ” ทว่า ควันกลุ่มใหญ่มันยิ่งลอยเข้ามาในห้อง และบอกผมว่า...ไม่มีเวลาแล้ว

 

          มึงอย่าตาย มึงตายไม่ได้นะ มึงไม่อยากให้แม่ร้องไห้ไม่ใช่หรือวะ

 

            “โอ๊ย ช่างแม่ง! ชีวิตมึงสำคัญกว่านะไอ้แตม!

 

            ควันไฟกำลังทำให้ผมหายใจไม่ออก ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจทิ้งของมีค่าที่สุดในห้องนี้ แล้วพุ่งไปที่ประตู ดีที่ไฟมันยังลามมาไม่ถึง แต่เพียงเปิดประตูออก ผมก็เห็นอีกฝั่งของตึกที่ไฟกำลังลุก! นั่นแหละ ผมเองก็วิ่งลงจากตึกไม่คิดชีวิตเหมือนกัน ยกมือข้างหนึ่งปิดปาก และผมกำลังคิดอยู่เพียงอย่างเดียว

 

          กูไม่ยอมตายที่นี่แน่ ไม่ยอม!

 

            ผมใช้เวลาไม่นานก็วิ่งพรวดออกมาเจออากาศบริสุทธิ์ด้านนอกตึกจนได้ หอบหายใจจนตัวโยน แทบจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น

 

            “เฮ้ย มึงเป็นอะไรมั้ย หายใจลึกๆ”

 

            ใครสักคนรับผมเอาไว้ น่าจะเป็นเพื่อนข้างห้องที่กำลังบอกให้ผมหายใจลึกๆ ขณะที่เหลียวกลับไปมองหอพักที่ผมอยู่มาสองปี และเปลวไฟกำลังลามเลียตัวอาคารไปทีละห้องอย่างที่ไม่มีใครหยุดมันได้ เสียงรถดับเพลิงก็ดังก้องไปทั้งซอย แต่...

 

            “เขาว่ารถดับเพลิงเข้ามาไม่ได้”

 

            “ไอ้ซอยเหี้ยเอ๊ย! ของกู ข้าวของทั้งหมดของกู”

 

            คนข้างหลังตะโกนอย่างหัวเสีย ขณะที่ความจริงก็ตีแสกกลางหน้าผม

 

            ผมอยู่นี่มาสองปี ดังนั้นทั้งหมดที่ผมหามาได้ทั้งชีวิต...อยู่ในกองเพลิง

 

            “เฮ้ยแตม มึงไหวมั้ยเนี่ย”

 

            ผมไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนร่วมหอ เพราะผมกำลังปล่อยน้ำตาหยดใสออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง เนื้อตัวสั่นระริก กับความคิดที่ว่าผมเสียทุกอย่างที่หามาเองกับมือ อีกทั้งเปลวเพลิงสีน่ากลัวนี้กำลังทำให้ผมกลัว กลัวจนตัวสั่น รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก เหมือนจะทำให้ความทรงจำเลวร้ายบางอย่างที่ฝังตายผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง

 

            “พ่อ”

 

            ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมเรียกหาพ่อ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอยู่ในรถคันนั้น แล้วทำไมผมถึงฝันแบบนั้น เพราะไฟกำลังไหม้หองั้นหรือ เพราะควันกำลังเข้าปอดงั้นหรือ ผมถึงฝันอะไรแบบนั้น แต่ที่แน่ๆ คือที่ผมกำลังร้องไห้ ไม่ใช่เพียงเพราะของทุกอย่างกำลังวอดไปหมด แต่ผมร้องเพราะ...ผมกลัวมัน

 

            ผมกลัวการสูญเสียเหมือนที่เคยเสียพ่อให้กับเปลวเพลิง

 

            “ทำไงดีวะเนี่ย! กูจะบอกพ่อแม่กูยังไงวะ!

 

            “แบบนี้แม่กูไม่ให้ออกมาอยู่หออีกแน่”

 

            “เหี้ยเอ๊ย! ไฟมันไหม้ได้ยังไงวะ!!!

 

            ผมได้ยินบางคนกำลังตะโกนด่า บ้างก็ร้องอย่างหงุดหงิด บ้างก็ถามหาความรับผิดชอบว่าใครจะมารับผิดกับเรื่องนี้ บ้างก็พยายามติดต่อพ่อแม่ แล้วผมล่ะ ผมควรจะบอกแม่หรือ ถ้าผมบอกแม่ แม่ก็จะเดือดร้อนอีก ผมอุตส่าห์ออกมาอยู่คนเดียวได้แล้ว แต่ผม...ต้องไปเป็นตัวเกะกะแม่อีกครั้งอย่างนั้นหรือ

 

          ‘แกเป็นแค่กาฝาก

 

            จู่ๆ คำพูดของผู้หญิงใจร้ายคนนั้นก็ดังก้องในหัว จนผมสั่นหน้าแรงๆ

 

          ไม่ กูไม่ได้เป็นกาฝาก กูไม่ได้ทำให้แม่เดือดร้อน...ไม่เอานะ

 

            ตุบ

 

            “เฮ้ย! แตม! ไอ้แตม!!!

 

            ผมเริ่มหายใจไม่ออกอีกครั้ง ทั้งที่อยู่หน้าหอที่ไม่ได้รับผลกระทบจากไฟ แต่ผมหายใจไม่ออก รู้สึกว่าอากาศมันเบาบางลง รู้สึกเหมือนที่อยู่สุดท้ายของผมมันหายไป ผมไม่มีที่กลับไปอีกแล้ว ที่แห่งนั้นคือความสุขของแม่ คือครอบครัวใหม่ของแม่ ถ้าผมไม่มีหออยู่ ไม่มีเงิน แล้วผมจะไปอยู่ที่ไหน

 

          พ่อ...ไหนพ่อว่าจะไม่ทิ้งน้องแตมไปไง...พ่อครับ...

 

            ความคิดแบบนี้กลับเข้ามาในหัวของผมได้ยังไง กลับมาทำให้ใจผมเจ็บอีกครั้งทำไม ทำไมผมถึงไม่มีที่อยู่อย่างคนอื่น ไม่มีที่ที่อ้าแขนรับผมกลับไปอย่างปลอดภัยทุกครั้ง ทำไมล่ะ ทำไมผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่ ทำไมผมต้องเกิดมาเป็นตัวขัดขวางความสุขของแม่ด้วย

 

            ถ้าผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่ ผมคงไม่ลังเลเลยที่จะกลับไปอ้อนขออ้อมกอดที่ปลอดภัย แต่ไม่ได้...มันทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

 

          แม่...ทำไมแม่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของน้องแตม ทำไมน้องแตมต้องถูกว่าเป็นตัวเกะกะ น้องแตมเป็นจริงๆ ใช่มั้ย น้องแตมเป็นตัวเกะกะแม่ใช่มั้ย

 

            นั่นคือความคิดสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะดำมืดลง

 

.........................................

 

            ครบค่ะ เรื่องนี้ทั้งตอนเนอะ แหะๆ นี่คือเรื่องของน้องแตมค่ะ จริงๆ ในตอนนี้พอพูดถึงเรื่องกฎหมายมรดกก็ไม่ชัวร์หลายๆ อย่าง แต่ถามพ่อแล้ว (พ่อเมย์เป็นทนาย) เขาบอกว่าก็มีกรณีที่เป็นไปได้ ขนาดที่ไล่ฟ้องสมบัติตั้งแต่รุ่นย่า รุ่นทวดก็มี ดังนั้น กรณีแบบนี้ก็ต้องมีแหละ ก็ตามนั้นค่ะ แต่เมย์ไม่แน่ใจว่าทุกคนจะเข้าใจที่สื่อมั้ย คือพ่อน้องแตมมีเมียสามคน คนแรกพ่อแม่หาให้ ไม่รัก คนที่สอง (แม่แท้ๆ แตม) รักกันมาตั้งแต่ตอนเรียน ยังคบหากันแม้แต่ตอนที่แต่งกับคนแรก พอท้องพ่อก็ออกมาอยู่ด้วยกัน ทิ้งเมียตามทะเบียนสมรส จากนั้นแม่แตมตาย แล้วพ่อก็มาเจอแม่เลี้ยงคนปัจจุบันอะจ้า ตามนั้นงับ ตอนนี้น้องแตมพยายามไม่สนใจบ้านใหญ่ เขามีชีวิตของเขา แต่เคอร์ไม่ค่อยเห็นด้วยค่ะ บ้านเคอร์เป็นครอบครัวนักกฎหมายอะงับ แต่เจ้าตัวไม่ชอบ เรียกว่าเกลียดเลยก็ได้ พี่ชายเคอร์ก็เป็นนักกฎหมาย เขาเลยหนีสุดชีวิต (ชีวิตเหมือนคนเขียนยังไงก็ไม่รู้อะ = =)

            เอาล่ะค่ะ น้องแตมไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่จะกลับไป ดังนั้นต้องหาเจ้าของมีรับลูกแมวน้อยๆ ไปอยู่ด้วยอะเนอะ ^^

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 592 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10380 Choo_only (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 20:36
    แตมกอดนะคับบ ;-;
    #10,380
    0
  2. #10354 Xakas (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 21:47
    พ่อดีมากเลยอะ ร้องไห้แล้ว อยากให้แตม พึ่งแม่บ้าง เหนื่อยเกินไปแล้ว
    #10,354
    0
  3. #10216 Le stelle ดวงดาวที่ปลายฟ้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 12:49
    ไปอยู่บ้านแม่มั้ยลูก
    #10,216
    0
  4. #10195 Golden23 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 18:58

    แตม ต้องเจออะไรนักหนานะ

    #10,195
    0
  5. #10188 Garciare (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 13:04
    ชีวิตเจอเเต่เรื่องเเย่ๆจังลูกเอ้ย
    #10,188
    0
  6. #10161 Orathaiks (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 17:34
    แงงงงง่น้องแตมยังมีเคอร์น้า
    #10,161
    0
  7. #10113 rattanalak44 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 01:22
    น้ำตาไหลเลย สงสารแตม เหมือนพ่อมาช่วยเลยอ่ะ
    #10,113
    0
  8. #10068 Pusu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 06:59

    ชีวิตน่าสงสารอ่ะ

    #10,068
    0
  9. #10040 พี่รักน้องยองแจ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 21:23
    น้องแตมลูกกกกกกกกฮือออออสสารน้องTT
    #10,040
    0
  10. #9925 gatwarin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 22:01
    อ่านไปร้องไห้ไปด้วย อินมากเลย
    #9,925
    0
  11. #9678 lills (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 20:22
    โอ้ยสงสารน้องแตมมมมฮือ
    #9,678
    0
  12. #9280 PopPrasansin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 13:58
    อ่านไปน้ำตาไหล...อินหนักมาก..สงสารน้องแตม
    #9,280
    0
  13. วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 22:05
    เศร้า유ㅍ유
    #9,274
    0
  14. #9090 NakaYuFirst (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 18:13
    ฮือ ร้องไห้ตามเลยอ่ะะ
    #9,090
    0
  15. #8947 ptt3004 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 16:05
    เศร้ามาก
    #8,947
    0
  16. #8858 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 23:13
    แตมลูกกกก ฮืออออ
    #8,858
    0
  17. #8838 P-Aresia (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 16:12
    ชีวิตแค่โดนทำร้ายยย TT 
    #8,838
    0
  18. #8740 DKdabble (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 19:12
    น้องแตมลูก หนูเก่งมาก ที่หนูเข้มแข็งแล้วเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว โอ๋ๆ //กอดปลอบ
    #8,740
    0
  19. #8739 pcy921 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 19:12
    น้ำตาไหลเลย สงสารน้องแตมลูกกกกก
    #8,739
    0
  20. #7702 mahnuch (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 00:19
    สงสารแตม ฮือออออ
    #7,702
    0
  21. #7464 xiaoly (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 22:00
    น้ำตานองเลย น้องแตมเก่งมากแล้วลูก ฮือออ มาซบอกพี่นี่มา
    #7,464
    0
  22. #6593 เม่นทะเลʕ• •ʔ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 20:57
    จริงๆแตมเป็นคนดีมากๆเลยอะ สงสารน้องงงงงง
    #6,593
    0
  23. #6585 085458wallay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 17:47
    อ่านไปน้ำตาไหลไปเลยค่า
    ชีวิตน้องเเตมช่างน่าส่งสาร
    ฮือ~~~~~~
    #6,585
    0
  24. #6173 ikonyg (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 19:19
    น้องแตมลูกชีวิตน่าส่งสารรร
    #6,173
    0
  25. #6156 Thitaphorn Tiemnara (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 00:00
    สงสารน้องแตมมม
    #6,156
    0